Stablecoin Mechanisms เจาะลึกกลไกที่ทำให้เหรียญ "คงมูลค่า" ในโลก DeFi

เริ่มโดย Support-3, พฤศจิกายน 21, 2025, 11:49:48 ก่อนเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

Support-3

เจาะลึกกลไกที่ทำให้เหรียญ "คงมูลค่า" ในโลก DeFi



       ในโลกของ Cryptocurrency ที่มีความผันผวนสูงจนได้รับฉายาว่าเป็น "Wild West" ทางการเงิน Stablecoin เปรียบเสมือน "สมอเรือ" ที่ช่วยยึดมูลค่าทรัพย์สินไม่ให้แกว่งไปตามคลื่นลมของตลาด การเข้าใจกลไกเบื้องหลังของ Stablecoin ไม่ใช่แค่เรื่องของการรู้ว่าเหรียญนี้ชื่ออะไร แต่คือการเข้าใจ "วิศวกรรมทางการเงิน" (Financial Engineering) ที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้มูลค่า 1 ดอลลาร์ในโลกดิจิทัล ยังคงเท่ากับ 1 ดอลลาร์ในโลกความเป็นจริงได้เสมอ

"บทความนี้จะพาคุณดำดิ่งลงไปในกลไกทั้ง 3 รูปแบบหลัก พร้อมวิเคราะห์วิธีการทำงาน (Working Model) และการรักษาเสถียรภาพ (Peg Maintenance) อย่างละเอียดที่สุด"

Fiat-Collateralized การค้ำประกันด้วยเงินตราจริง (Off-Chain)
      นี่คือ รูปแบบที่เก่าแก่ที่สุด เข้าใจง่ายที่สุด และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็น Centralized (รวมศูนย์) มากที่สุด
กลไกการทำงาน (The Mechanics)
หลักการพื้นฐานคือ "IOU" (I Owe You) หรือสัญญาว่าจะจ่ายคืน
●    Minting (การสร้างเหรียญ) เมื่อผู้ใช้งานต้องการเหรียญ (เช่น USDC หรือ USDT) ผู้ใช้งานจะต้องโอนเงินดอลลาร์จริง (Fiat) เข้าไปในบัญชีธนาคารของผู้ออกเหรียญ (Custodian) เมื่อเงินเข้าบัญชีแล้ว Smart Contract จะทำการ "Mint" เหรียญดิจิทัลออกมาในอัตราส่วน 1:1
●    Redemption (การไถ่ถอน) เมื่อผู้ใช้งานต้องการเงินสดคืน พวกเขาจะส่งเหรียญ Stablecoin กลับไปให้ผู้ออกเหรียญ ผู้ออกเหรียญจะทำการ "Burn" (เผาทิ้ง) เหรียญนั้นออกจากระบบ แล้วโอนเงินดอลลาร์จริงเข้าบัญชีธนาคารของผู้ใช้งาน

การรักษาเสถียรภาพ (Maintaining the Peg)
เสถียรภาพของเหรียญกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับ "ความเชื่อมั่น" (Trust) ล้วนๆ ว่าผู้ออกเหรียญมีเงินสดหรือสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด (Cash Equivalents เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น) เก็บไว้เต็มจำนวน (100% Reserved) จริงหรือไม่
●    หากตลาดเชื่อมั่น ราคาจะนิ่งที่ $1
●    หากเกิดข่าวลือเรื่องเงินสำรอง (FUD) ผู้คนจะแห่กันเทขาย (Bank Run) ทำให้ราคาหลุด Peg ได้

Crypto-Collateralized การค้ำประกันด้วยคริปโทฯ (On-Chain)
นี่คือ นวัตกรรมที่แท้จริงของ DeFi เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นบน Blockchain (On-Chain) โดยไม่ต้องพึ่งพาธนาคารพาณิชย์ แต่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลอื่น (เช่น ETH, BTC) มาค้ำประกันแทน
กลไกการทำงาน Over-Collateralization (การค้ำประกันส่วนเกิน)
       เนื่องจากสินทรัพย์คริปโทฯ มีความผันผวนสูง ระบบจึงบังคับให้วางสินทรัพย์ค้ำประกัน "มากกว่า" มูลค่าเหรียญที่กู้ยืมออกมา (Over-Collateralized)
สมการตัวอย่าง หากต้องการกู้เหรียญ DAI มูลค่า $100
●    ระบบอาจกำหนด Collateralization Ratio ที่ 150%
●    แปลว่าคุณต้องวางเหรียญ ETH มูลค่าอย่างน้อย $150 เพื่อเสก (Mint) เหรียญ DAI มูลค่า $100 ออกมา

ระบบนิรภัย Liquidation Mechanism (การบังคับขาย)
กลไกที่สำคัญที่สุดของระบบนี้คือการป้องกันหนี้เสีย หากราคาของเหรียญค้ำประกัน (เช่น ETH) ร่วงลงอย่างรุนแรง
1.    Monitoring Smart Contract จะตรวจสอบราคา ETH ผ่าน Oracle อย่างต่อเนื่อง
2.    Trigger หากมูลค่า ETH ของคุณตกลงต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ (เช่น ต่ำกว่า 150% หรือ $150) สัญญาจะมองว่าหนี้ก้อนนี้ "เสี่ยง" (Unsafe)
3.    Liquidation ระบบจะเปิดประมูลหรือขาย ETH ของคุณในราคาลดกระหน่ำทันที เพื่อนำเงินมาคืนหนี้ DAI $100 ที่สร้างขึ้น เพื่อให้ระบบโดยรวมยังมีสินทรัพย์หนุนหลังครบถ้วนเสมอ
     ตัวอย่างสำคัญ DAI (MakerDAO), LUSD (Liquity) จุดตาย ความไร้ประสิทธิภาพในการใช้เงินทุน (Capital Inefficiency) เพราะเงินทุนจำนวนมากต้องถูกล็อกไว้ในระบบเพื่อค้ำประกัน

Algorithmic Stablecoins กลไกอัลกอริทึม (Seigniorage Shares)
นี่คือ รูปแบบที่ซับซ้อนและเสี่ยงที่สุด เปรียบเสมือน "จอกศักดิ์สิทธิ์" (Holy Grail) ของ DeFi ที่พยายามสร้างเงินที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Uncollateralized) แต่ใช้คณิตศาสตร์และทฤษฎีเกม (Game Theory) ในการคุมราคา
กลไกการทำงาน Elastic Supply (อุปทานยืดหยุ่น)
     แนวคิดคล้ายธนาคารกลาง เมื่อความต้องการสูง ก็พิมพ์เงินเพิ่ม; เมื่อความต้องการต่ำ ก็ดึงเงินกลับ โดยส่วนใหญ่มักใช้ระบบ Two-Token Model (เหรียญ Stable + เหรียญ Volatile/Share)
กรณีที่ 1 ราคา Stablecoin > $1.00 (Expansion Phase)
●    แปลว่าความต้องการซื้อ (Demand) มีมากกว่าปริมาณเหรียญ (Supply)
●    กลไก อัลกอริทึมจะทำการเสกเหรียญใหม่เพิ่มขึ้น (Inflate supply)
●    แรงจูงใจ เหรียญที่เสกใหม่จะถูกแจกจ่ายให้กับผู้ถือเหรียญ Share หรือผู้ที่ล็อกเหรียญไว้ เพื่อกระตุ้นให้คนเทขาย Stablecoin ลงมาจนราคาแตะ $1

กรณีที่ 2 ราคา Stablecoin < $1.00 (Contraction Phase)
●    แปลว่ามีความต้องการขายมากเกินไป
●    กลไก ระบบต้องลดปริมาณเหรียญในตลาด (Deflate supply)
●    แรงจูงใจ ระบบจะเชิญชวนให้ผู้ใช้ "เผา" Stablecoin ทิ้ง แลกกับการได้รับ "Bonds" (พันธบัตร) หรือเหรียญ Share ในราคาถูก โดยสัญญาว่าจะให้กำไรเมื่อราคากลับไปที่ $1
●    นี่คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด เพราะต้องอาศัยความเชื่อมั่นว่าราคาจะกลับมา

ตัวอย่างสำคัญ
UST (Terra - ล่มสลายแล้ว), USDD, FRAX (แบบ Hybrid) จุดตาย Death Spiral (วงจรมรณะ) หากความเชื่อมั่นพังทลายเมื่อราคาต่ำกว่า $1 ผู้คนจะไม่ยอมเผาเหรียญเพื่อช่วยระบบ แต่จะแห่เทขายทั้งเหรียญ Stable และเหรียญ Share จนมูลค่าทั้งคู่เข้าสู่ 0

Stablecoin Yield Farming เจาะลึกกลยุทธ์การสร้างผลตอบแทนบนสินทรัพย์คงมูลค่า (Low Risk, High Reward?)
1.Lending Protocols การปล่อยกู้แบบมีหลักประกัน (The Base Layer)
นี่คือ รูปแบบที่ความเสี่ยงต่ำที่สุด (Low Risk) และเข้าใจง่ายที่สุด เปรียบเสมือน "บัญชีเงินฝากออมทรัพย์" ของโลก DeFi
กลไกการสร้างรายได้ (Revenue Mechanism)

- Supply & Demand แพลตฟอร์มอย่าง Aave หรือ Compound ทำหน้าที่เป็นตลาดกลาง (Money Market)
- ผู้ฝาก (Lenders) นำ Stablecoin มาฝากไว้ใน Pool กลาง เพื่อรับดอกเบี้ย
- ผู้กู้ (Borrowers) ต้องการนำ Stablecoin ไปใช้ (เช่น เพื่อไปเทรด หรือไปฟาร์มที่อื่น) โดยยอมจ่ายดอกเบี้ยที่สูงกว่า
- ส่วนต่างดอกเบี้ย แพลตฟอร์มจะเก็บส่วนต่างเล็กน้อย ส่วนที่เหลือจะถูกส่งต่อให้ผู้ฝากโดยตรง

ทำไมดอกเบี้ยถึงสูงกว่าธนาคาร?
- ตัดตัวกลาง ไม่มีสาขา ไม่มีพนักงาน ค่าธรรมเนียมจึงตกถึงมือผู้ฝากเต็มเม็ดเต็มหน่วย
- Over-Collateralization ผู้กู้ต้องวางสินทรัพย์ค้ำประกัน (เช่น ETH) มากกว่ายอดกู้เสมอ (เช่น วาง $150 เพื่อกู้ $100) ทำให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำมาก เพราะระบบจะขายสินทรัพย์ค้ำประกันทิ้งทันทีที่มูลค่าลดลงถึงจุดอันตราย

2. Liquidity Provision (DEX) การเป็นผู้สร้างสภาพคล่อง (The Market Maker)
นี่คือหัวใจสำคัญของ DeFi หากไม่มี Liquidity Provider (LP) การแลกเปลี่ยนเหรียญก็เกิดขึ้นไม่ได้
กลไกการทำงาน (AMM Mechanism)
       ในตลาดแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์ (DEX) เช่น Uniswap หรือ Curve, ระบบไม่ได้ใช้ Order Book แบบกระดานเทรดทั่วไป แต่ใช้ Liquidity Pool
- คุณนำ Stablecoin 2 สกุลมาจับคู่กัน เช่น USDC + USDT ในอัตราส่วนมูลค่า 1:1
- ใส่เงินเข้าไปใน Pool เพื่อให้คนอื่นมาแลกเปลี่ยน
- รางวัล: ทุกครั้งที่มีคนมาแลกเหรียญผ่าน Pool ของคุณ คุณจะได้รับ "ค่าธรรมเนียมการเทรด" (Trading Fee) แบ่งตามสัดส่วนที่คุณถือครอง

ทำไมต้องเป็น Stablecoin Pair? (The Curve Effect)
       ปกติการฟาร์มคู่เหรียญทั่วไป (เช่น ETH-USDC) จะมีความเสี่ยงเรื่อง Impermanent Loss (IL) หรือการขาดทุนเมื่อเทียบกับการถือเหรียญไว้เฉยๆ หากราคาเหรียญใดเหรียญหนึ่งเปลี่ยนไปมาก
- ข้อดีของ Stablecoin Pair เนื่องจาก USDC และ USDT มีราคา $1 เท่ากันเสมอ ความเสี่ยงเรื่อง Impermanent Loss จึง "ต่ำมากจนเกือบเป็นศูนย์" (Negligible IL)
- แพลตฟอร์มอย่าง Curve Finance ถูกออกแบบมาเฉพาะทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้การแลกเปลี่ยน Stablecoin มี Slippage ต่ำที่สุด และให้ผลตอบแทนคนฝากดีที่สุด

3. Leverage Farming / Looping กลยุทธ์ขั้นสูง (High Risk)
นี่คือกลยุทธ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการรีดผลตอบแทนให้สูงสุด โดยใช้ "เงินกู้" มาช่วยขยายพอร์ต
กลไกการทำงาน (Looping Strategy)
       สมมติคุณมีเงินต้น 1,000 USDC และ Aave ให้ดอกเบี้ยฝาก 4% แต่ดอกเบี้ยกู้ 5% (ดูเหมือนขาดทุนใช่ไหมครับ? แต่เดี๋ยวก่อน...) แพลตฟอร์มมักแจกเหรียญพิเศษ (Incentive Token) ให้ผู้กู้ ทำให้ต้นทุนการกู้จริงอาจเหลือแค่ 1% หรือบางที "กู้แล้วได้กำไร"
กระบวนการ
1.    ฝาก 1,000 USDC (ได้ดอกเบี้ย)
2.    ใช้ 1,000 USDC เป็นหลักประกัน กู้ 800 USDC ออกมา
3.    นำ 800 USDC กลับเข้าไปฝากใหม่ (ได้ดอกเบี้ยเพิ่ม)
4.    กู้ 640 USDC ออกมาอีก... วนไปเรื่อยๆ
●    ผลลัพธ์ จากเงินต้น 1,000 คุณอาจมีเงินฝากในระบบถึง 3,000 - 4,000 USDC ทำให้ได้รับดอกเบี้ยบนฐานเงินที่ใหญ่ขึ้นมาก
ความเสี่ยง หากดอกเบี้ยกู้พุ่งสูงขึ้น หรือราคา Stablecoin ตัวใดตัวหนึ่งหลุด Peg (De-peg) เพียงเล็กน้อย พอร์ตของคุณอาจโดน Liquidation (ล้างพอร์ต) ได้ทันที

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง (Risk Assessment)



แม้จะบอกว่าเป็น Stablecoin แต่คำว่า "Risk-Free" ไม่มีจริงใน DeFi
1.    De-pegging Risk ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด หาก USDT หรือ USDC ราคาตกเหลือ $0.90 ในขณะที่คุณฟาร์มอยู่ คุณจะขาดทุนทันที 10% หรือมากกว่านั้นหากคุณใช้ Leverage
2.    Smart Contract Risk โค้ดอาจมีช่องโหว่ (Bug) แฮกเกอร์อาจเจาะระบบและขโมยเงินใน Pool ไปทั้งหมด
3.    Platform Risk แพลตฟอร์มที่เป็น Centralized หรือ DAO อาจมีการบริหารงานผิดพลาด
4.    APR Volatility ผลตอบแทนใน DeFi ไม่คงที่ วันนี้เห็น 20% พรุ่งนี้คนแห่มาฝากเยอะ ตัวหารเยอะขึ้น ดอกเบี้ยอาจเหลือ 5%

บทสรุป
Stablecoin ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่คือการบริหารจัดการ "ความเสี่ยง" (Risk) และ "แรงจูงใจ" (Incentives)
●    หากคุณชอบความมั่นคงสูงสุดและสภาพคล่อง Fiat-Collateralized (USDT/USDC) คือคำตอบ แต่ต้องแลกกับความเชื่อใจตัวกลาง
●    หากคุณชอบความโปร่งใสแบบ DeFi แท้ๆ Crypto-Collateralized (DAI) คือคำตอบ แต่ต้องแลกกับการบริหารพอร์ตไม่ให้โดน Liquidation
●    หากคุณคือนักเสี่ยงโชคที่เชื่อใน Code Algorithmic คือพรมแดนสุดท้าย แต่อย่าลืมบทเรียนจากอดีต