การค้นหาคำว่า Crypto บน Google ตกต่ำสุดในรอบ 1 ปี กำลังบอกอะไรสำหรับนักลงทุน?

เริ่มโดย Support-3, มกราคม 26, 2026, 02:42:11 หลังเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

Support-3

การค้นหาคำว่า Crypto บน Google ตกต่ำสุดในรอบ 1 ปี กำลังบอกอะไรสำหรับนักลงทุน?



       ในโลกของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ข้อมูล (Data) คือขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุด และหนึ่งในข้อมูลที่เข้าถึงง่ายแต่ทรงพลังที่สุดคือ "Google Trends" ล่าสุดสถิติได้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ปริมาณการค้นหาคำว่า "Crypto" และ "Bitcoin" บน Google ได้ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี (หรือในบางภูมิภาคอาจต่ำสุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่ช่วงตลาดหมีครั้งก่อน)

      ความเงียบสงัดนี้กำลังตะโกนบอกอะไรเรา? ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีตายแล้วจริงหรือ? หรือนี่คือ "ความสงบก่อนพายุ" ที่นักลงทุนสถาบันและวาฬ (Whales) กำลังรอคอย? บทความนี้จะพาคุณไปชำแหละปรากฏการณ์นี้ทีละประเด็น อย่างละเอียดที่สุด เพื่อให้คุณมองเห็นภาพรวมที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

ถอดรหัส "ความเงียบ" ของรายย่อย (The Retail Exodus)
       เมื่อกราฟการค้นหาดิ่งลง สิ่งแรกที่สะท้อนออกมาคือ "การหายไปของนักลงทุนรายย่อย" (Retail Investors)
ตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ตลาดคริปโทฯ เผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นมหาศาล ตั้งแต่การล่มสลายของ LUNA, การล้มละลายของ FTX ไปจนถึงการปราบปรามทางกฎหมายในสหรัฐฯ นักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาในช่วงตลาดกระทิงปี 2021 ด้วยความหวังว่าจะรวยเร็ว (Get Rich Quick) ต่างได้รับบาดเจ็บและขาดทุน

● ผลลัพธ์ ความเจ็บปวดทางการเงินเปลี่ยนเป็นความเข็ดขยาด พวกเขาเลิกค้นหาข้อมูล เลิกติดตามราคา และลบแอปพลิเคชันเทรดทิ้งไป การลดลงของการค้นหาจึงเป็นตัวชี้วัดว่า "นักท่องเที่ยว" (Tourists) ได้ออกจากตลาดไปแล้ว เหลือเพียง "ผู้ศรัทธา" (Believers) และนักลงทุนระยะยาว

      ในยุคที่ดอกเบี้ยนโยบายยังคงทรงตัวในระดับสูง (High Interest Rate Environment) สภาพคล่องในกระเป๋าของรายย่อยลดน้อยลง เงินที่เคยนำมาเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงต้องถูกนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าและให้ผลตอบแทนแน่นอน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝากดอกเบี้ยสูง เมื่อไม่มี "เงินเย็น" การค้นหาเพื่อหาช่องทางลงทุนในคริปโทฯ จึงลดลงตามกลไกธรรมชาติ

Google Trends ดัชนีวัด "ความโลภ" ไม่ใช่ "มูลค่า"



       นักลงทุนมืออาชีพมักกล่าวว่า Google Trends ไม่ได้บอกว่าสินทรัพย์นั้นดีหรือไม่ดี แต่มันคือตัววัด FOMO (Fear Of Missing Out)
ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับการค้นหา
โดยปกติแล้ว กราฟการค้นหาคำว่า Crypto จะแปรผันตรงกับราคาอย่างรุนแรงในช่วง "ขาขึ้น" (Bull Run)
● ช่วงพีค (Euphoria) เมื่อราคาทำ New High สื่อมวลชนประโคมข่าว คนทั่วไปที่ไมามีความรู้จะแห่กันไปค้นหาคำว่า "วิธีซื้อ Bitcoin" หรือ "เหรียญไหนจะไปดวงจันทร์" ทำให้กราฟการค้นหาพุ่งทะลุเพดาน
● ช่วงซบเซา (Depression) เมื่อราคาไซด์เวย์ (Sideways) หรือซึมลง สื่อเลิกทำข่าว คนทั่วไปหมดความสนใจ กราฟการค้นหาจึงดิ่งลง
ข้อสังเกตสำคัญ การที่การค้นหาตกต่ำสุด ไม่ได้แปลว่าราคาจะลงต่อเสมอไป แต่มันแปลว่า "ฟองสบู่แห่งความสนใจ" (Hype Bubble) ได้แตกออกไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงมูลค่าเนื้อแท้ที่ตลาดกำลังพยายามค้นหาจุดสมดุล

จิตวิทยาวัฏจักรตลาด เราอยู่ที่จุดไหน?
หากเรานำกราฟ Google Trends ไปทาบทับกับ "Wall Street Cheat Sheet: Psychology of a Market Cycle" เราจะพบคำตอบที่น่าสนใจ
จากความกลัว (Fear) สู่ความไม่สนใจ (Apathy)
       ในช่วงตลาดหมีเริ่มต้น คนจะรู้สึก "กลัว" และ "โกรธ" (Panic & Anger) ซึ่งช่วงนั้นการค้นหาอาจจะยังสูงอยู่เพราะคนค้นหาข่าวร้ายหรือวิธีถอนเงิน แต่จุดที่การค้นหาตกต่ำสุดนั้น สอดคล้องกับเฟสที่เรียกว่า "Apathy" (ความไม่แยแส) หรือ "Depression" (ความหดหู่)
● ทำไม Apathy ถึงดี?นเชิงจิตวิทยาการลงทุน ช่วงเวลาที่คน "เลิกสนใจ" คือช่วงเวลาที่แรงขาย (Selling Pressure) เหือดแห้งลงที่สุด เพราะคนที่อยากขายได้ขายไปหมดแล้วด้วยความกลัว หรือความเบื่อหน่าย
       "ตลาดกระทิงเกิดจากความ悲观 (Pessimism), เติบโตบนความกังขา (Skepticism), สุกงอมบนความมองโลกในแง่ดี (Optimism), และตายลงบนความอิ่มเอมใจ (Euphoria)" - Sir John Templeton
       การที่ Google Trends ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน คือสัญญาณว่าเรากำลังผ่านพ้นช่วง Pessimism และกำลังเข้าสู่ช่วงที่ตลาดกำลังสร้างฐานเพื่อรอความกังขาในรอบถัดไป

สิ่งที่ Google Trends มองไม่เห็น กิจกรรมบนเชน (On-Chain Activity) และสถาบันการเงิน
       ในขณะที่หน้าจอ Google ของรายย่อยว่างเปล่า แต่หลังบ้านของระบบ Blockchain กลับคึกคักอย่างน่าประหลาดใจ นี่คือสิ่งที่กราฟการค้นหาบอกคุณไม่ได้
สถาบันการเงินไม่ได้ใช้ Google Search
       BlackRock, Fidelity, หรือกองทุน Hedge Fund ระดับโลก ไม่ได้ตัดสินใจลงทุนด้วยการเสิร์ชกูเกิล พวกเขามีทีมวิจัย มีข้อมูลเชิงลึก และเข้าซื้อผ่านตลาด OTC (Over-the-Counter) เพื่อไม่ให้กราฟราคาขยับ
● การยื่นขอ ETF, การพัฒนาระบบ Tokenization (RWA - Real World Assets), และการทดสอบระบบ Blockchain ของธนาคารกลาง ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น สวนทางกับกระแสสังคม

ยอดผู้ใช้งานจริง (Active Users) vs. นักเก็งกำไร
แม้คำค้นหาจะลดลง แต่ตัวเลข Daily Active Addresses บนเครือข่ายหลักๆ เช่น Bitcoin, Ethereum และ Layer 2 (Arbitrum, Optimism, Base) กลับมีแนวโน้มทรงตัวหรือเติบโตขึ้นในบางช่วง สิ่งนี้บ่งบอกว่า:
● ผู้คนที่ "ใช้งาน" เครือข่ายจริงๆ (โอนเงิน, ใช้ DeFi, เล่น GameFi) ยังคงอยู่
● คนที่หายไปคือคนที่แค่เข้ามา "เก็งกำไร" ราคาเหรียญเท่านั้น

ทฤษฎีผลประโยชน์ (Contrarian Investing) สัญญาณซื้อที่เงียบที่สุด
       วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยกล่าวไว้ว่า "จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว" แต่ในบริบทของคริปโทฯ เราอาจต้องเพิ่มประโยคว่า "จงสนใจเมื่อคนอื่นเบื่อหน่าย"
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ (Historical Data)
● ปี 2018-2019 การค้นหาคำว่า Bitcoin ร่วงลงสู่จุดต่ำสุด ราคา Bitcoin ไซด์เวย์อยู่ที่ $3,000 - $4,000 เป็นเวลาหลายเดือน คนมองว่าคริปโทฯ ตายแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน มันคือจุดเริ่มต้นของรอบขาขึ้นที่ไปจบที่ $69,000
● ปี 2020 (ช่วงโควิด) ก่อน Halving การค้นหาก็ไม่ได้หวือหวา จนกระทั่งราคาเริ่มขยับ การค้นหาจึงตามมา
การลงทุนในช่วงที่ Google Trends ต่ำสุด จึงเปรียบเสมือนการซื้อสินค้าในช่วง "Low Season" คุณจะได้ราคาที่ไม่ได้บวกค่าพรีเมียมของความคาดหวัง (Speculative Premium) เข้าไป เป็นราคาที่สะท้อนมูลค่าจริง (Fair Value) มากที่สุดเท่าที่จะหาได้

AI แย่งซีน การเปลี่ยนผ่านของกระแสเงินทุน (Capital Rotation)



อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การค้นหา Crypto ลดลง คือการมาถึงของ Generative AI (ChatGPT, NVIDIA)
เงินทุนแห่งความสนใจ (Attention Economy)
โลกเรามี "ความสนใจ" จำกัด เมื่อ AI กลายเป็นธีมหลักของโลกเทคโนโลยี เม็ดเงินเก็งกำไรและพื้นที่สื่อจึงย้ายจาก Blockchain ไปสู่ AI
● ข้อดี นี่คือการคัดกรองโปรเจกต์ (Purge) โปรเจกต์คริปโทฯ ที่ไม่มีคุณภาพ หรือสร้างมาเพื่อเกาะกระแส จะล้มหายตายจากไปเพราะขาดเงินทุนและพื้นที่สื่อ เหลือไว้เพียงโปรเจกต์ที่ "ของจริง" (Builders) ที่ยังคงพัฒนาโปรดักต์โดยไม่สนกระแส
โอกาส เมื่อกระแส AI เริ่มอิ่มตัว หรือเริ่มมีการปรับฐาน เงินทุนจะหมุนเวียน (Rotate) กลับมาหาสินทรัพย์เสี่ยงสูงประเภทอื่น และ Crypto คือเป้าหมายถัดไปที่มี High Beta

ยุทธศาสตร์สำหรับนักลงทุน ควรทำอย่างไรเมื่อกราฟนิ่งสนิท?
เมื่อเราวิเคราะห์แล้วว่า "การค้นหาต่ำสุด = ความเสี่ยงด้านความผันผวนทางอารมณ์ต่ำ" นี่คือกลยุทธ์ที่แนะนำ:
1. การสะสมแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging)
ในช่วงที่ตลาดน่าเบื่อและคนเลิกค้นหา คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำ DCA เพราะคุณจะไม่ถูกรบกวนด้วยข่าว FUD (Fear, Uncertainty, Doubt) หรือ FOMO คุณสามารถเก็บสะสมสินทรัพย์พื้นฐานดี (Blue Chip Crypto: BTC, ETH) ได้ในราคาเฉลี่ยที่สมเหตุสมผล
2. เจาะลึก Fundamental แทน Technical
เมื่อวอลลุ่มหาย กราฟเทคนิคอาจมีความแม่นยำลดลง (เกิด False Breakout บ่อย) ให้หันมาโฟกัสที่
●    Developer Activity โปรเจกต์ไหนที่นักพัฒนายังส่ง Code ขึ้น GitHub อย่างต่อเนื่อง?
●    Revenue Sharing โปรเจกต์ไหนเริ่มมีกำไรและแบ่งปันให้ผู้ถือเหรียญ (Real Yield)?
●    Total Value Locked (TVL) เงินยังถูกล็อคอยู่ในเชนไหนมากที่สุด?
3. เตรียมกระสุนสำหรับ "The Next Narrative"
การที่คนเลิกค้นหาคำว่า "Crypto" แบบกว้างๆ ไม่ได้แปลว่าเขาเลิกสนใจเทคโนโลยี ให้จับตาดูคีย์เวิร์ดเฉพาะเจาะจง (Niche Keywords) ที่อาจจะเป็นผู้นำในรอบถัดไป เช่น
●    RWA (Real World Assets)
●    DePIN (Decentralized Physical Infrastructure Networks)
●    Gaming / Metaverse (ที่เน้นคุณภาพเกมจริงๆ)
4. ความอดทนคือแต้มต่อ (Patience is an Edge)
นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ทนรวยไม่ได้ และทนรอไม่เป็น การที่คุณยังอ่านบทความนี้และยังสนใจตลาดในช่วงที่ Google Trends ตกต่ำสุด แปลว่าคุณมีแต้มต่อทางจิตวิทยาที่เหนือกว่าคนอื่นแล้ว จงใช้ช่วงเวลานี้ในการศึกษาหาความรู้ (Education) แทนการเทรดถี่ๆ

บทสรุป
       ตัวเลขการค้นหาคำว่า "Crypto" บน Google ที่ตกต่ำสุดในรอบ 1 ปี ไม่ใช่สัญญาณให้ "ขาย" แต่เป็นสัญญาณให้ "จับตา"
มันบอกเราว่าตลาดได้สลัดเอานักเก็งกำไรระยะสั้นออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ฟองสบู่แห่งความคาดหวังได้แฟบลงจนเหลือแต่แก่นแท้ สภาวะ "Apathy" (ความไม่แยแส) เช่นนี้ ในอดีตมักจะเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตัวของฐานราคาที่แข็งแกร่งที่สุด
       สำหรับนักลงทุนที่ชาญฉลาด นี่ไม่ใช่เวลาที่จะหันหลังให้ตลาด แต่เป็นเวลาที่จะทำการบ้านอย่างหนัก เงี่ยหูฟังเสียงกระซิบของข้อมูล On-chain และค่อยๆ สะสมสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ ในขณะที่โลกภายนอกกำลังเมินเฉย
เพราะเมื่อใดก็ตามที่กราฟ Google Trends พุ่งทยานกลับขึ้นไปอีกครั้ง... ถึงเวลานั้น มันอาจจะสายเกินไปแล้วสำหรับการ "เริ่ม" ลงทุน