NVIDIA (เอ็นวิเดีย) คืออะไร? และความเชื่อมโยงกับโลกคริปโทเคอร์เรนซี

เริ่มโดย Support-3, มกราคม 29, 2026, 07:14:09 ก่อนเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

Support-3

NVIDIA (เอ็นวิเดีย) คืออะไร? และความเชื่อมโยงกับโลกคริปโทเคอร์เรนซี



      ในโลกเทคโนโลยีปัจจุบัน หากพูดถึงบริษัทที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมโลกมากที่สุด ชื่อของ NVIDIA (เอ็นวิเดีย) จะต้องปรากฏขึ้นเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลังความสวยงามของวิดีโอเกมยุคใหม่, มันสมองของรถยนต์ไร้คนขับ, โครงสร้างพื้นฐานของ AI อย่าง ChatGPT หรือแม้กระทั่ง "เหมืองขุดเงินดิจิทัล" ที่เคยสั่นสะเทือนวงการการเงินโลก

NVIDIA คืออะไร?
จุดกำเนิดและวิสัยทัศน์
      NVIDIA Corporation ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 โดย Jensen Huang (เจนสัน หวง), Chris Malachowsky และ Curtis Priem เดิมทีพวกเขามีวิสัยทัศน์ที่จะแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดของคอมพิวเตอร์ในยุคนั้น นั่นคือ "การประมวลผลกราฟิก 3 มิติ" (3D Graphics)

      ในยุค 90 คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ CPU (Central Processing Unit) ในการทำงานทุกอย่าง แต่ CPU นั้นถูกออกแบบมาให้ทำงานแบบเรียงลำดับ (Serial Processing) ซึ่งเก่งในเรื่องตรรกะซับซ้อนแต่ไม่เหมาะกับการคำนวณค่าพิกเซลนับล้านบนหน้าจอพร้อมๆ กัน

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก GPU (Graphics Processing Unit)
      ในปี 1999 NVIDIA ได้เปิดตัว GeForce 256 ซึ่งพวกเขาขนานนามว่าเป็น GPU ตัวแรกของโลก (The World's First GPU)
      ● นิยามของ GPU คือ หน่วยประมวลผลที่ออกแบบมาเพื่องานคำนวณแบบขนาน (Parallel Processing) โดยเฉพาะ มันประกอบด้วย Core (แกนประมวลผล) ขนาดเล็กจำนวนมหาศาล (หลักพันหรือหมื่นแกน) ในขณะที่ CPU จะมี Core ขนาดใหญ่แต่จำนวนน้อย (หลักหน่วยหรือสิบ)
      ● เปรียบเทียบให้เห็นภาพ หากต้องขนย้ายอิฐ 1,000 ก้อน
            - CPU คือรถเฟอร์รารี่ที่เร็วมาก ขนอิฐได้ทีละ 4 ก้อน แต่วิ่งไปกลับด้วยความเร็วสูง
            - GPU คือกองทัพมดนับพันตัวที่เดินช้ากว่าเฟอร์รารี่ แต่สามารถขนอิฐทั้ง 1,000 ก้อนเสร็จพร้อมกันในรอบเดียว

CUDA กุญแจสู่ความยิ่งใหญ่
      จุดเปลี่ยนที่ทำให้ NVIDIA เหนือกว่าคู่แข่งอย่าง AMD (หรือ ATI ในอดีต) ไม่ใช่แค่ความแรงของฮาร์ดแวร์ แต่คือซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า CUDA (Compute Unified Device Architecture) ที่เปิดตัวในปี 2006
      CUDA อนุญาตให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถสั่งงาน GPU ให้ไปคำนวณเรื่องอื่นๆ ที่ "ไม่ใช่กราฟิก" ได้ (General Purpose Computing on GPU - GPGPU)
      นี่คือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนสถานะของ NVIDIA จาก "คนทำชิปเกม" เป็น "บริษัท Computing ระดับโลก" เพราะ GPU ของพวกเขาสามารถนำไปใช้จำลองสภาพอากาศ, วิจัยยารักษาโรค, ฝึกฝน AI และ... ขุดคริปโทเคอร์เรนซี

ทำไม NVIDIA ถึงเชื่อมโยงกับคริปโทเคอร์เรนซี?
      ความเชื่อมโยงระหว่าง NVIDIA และคริปโทฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องของ "ความเหมาะสมทางคณิตศาสตร์" อย่างที่สุด เพื่อเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจกลไกของ Bitcoin และ Ethereum

พื้นฐานการขุด (Mining) และ Proof of Work
      คริปโทเคอร์เรนซีในยุคแรก (เช่น Bitcoin, Ethereum ก่อนปี 2022) ใช้ระบบฉันทามติที่เรียกว่า Proof of Work (PoW)
      ● PoW คืออะไร คือการแข่งกันแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อยืนยันธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่ ผู้ที่แก้โจทย์ได้ก่อนจะได้รับเหรียญรางวัล
      ● ลักษณะของโจทย์ โจทย์เหล่านี้ไม่ได้ต้องการความฉลาดเชิงตรรกะ (Logic) เหมือนที่ CPU ถนัด แต่ต้องการ "การเดาสุ่มจำนวนมหาศาล" ซ้ำๆ (Brute Force Hashing)

ทำไมต้องเป็น GPU ของ NVIDIA?
      พลังแห่งการขนาน (Parallelism) การขุดเหรียญคือการรันอัลกอริทึมเดิมซ้ำๆ ล้านๆ ครั้งต่อวินาที (เช่น SHA-256 หรือ Ethash) ซึ่งตรงกับโครงสร้างของ GPU ที่มี Core เล็กๆ จำนวนมาก ประสิทธิภาพต่อวัตต์ แม้ในช่วงแรก Bitcoin จะใช้ CPU ขุดได้ แต่ไม่นานนักขุดก็พบว่า GPU สามารถคำนวณได้เร็วกว่า CPU ถึง 50-100 เท่า
      ในขณะที่กินไฟเพิ่มขึ้นไม่มาก ความยืดหยุ่น แม้จะมีเครื่องขุดเฉพาะทางที่เรียกว่า ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) เกิดขึ้นมาเพื่อขุด Bitcoin โดยเฉพาะ แต่สำหรับเหรียญอื่นๆ โดยเฉพาะ Ethereum (ETH) ซึ่งใช้อัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อต่อต้าน ASIC (ASIC-resistant) ในช่วงแรก ทำให้ GPU เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดและเป็นสากลที่สุด

ยุคตื่นทอง (The Crypto Boom) และวิกฤตการ์ดจอขาดตลาด
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของ NVIDIA กับคริปโทฯ แบ่งออกเป็นช่วงเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้:
ระลอกแรก (2017-2018)
      เมื่อราคา Bitcoin พุ่งแตะ $20,000 และ Ethereum เริ่มได้รับความนิยม เหล่านักขุด (Miners) เริ่มกวาดซื้อการ์ดจอ NVIDIA รุ่น GTX 10-series (Pascal Architecture) จนเกลี้ยงตลาด
      ● ผลกระทบ ราคาการ์ดจอมือสองพุ่งสูงกว่ามือหนึ่ง เกมเมอร์ไม่สามารถหาซื้อการ์ดจอได้
      ● จุดจบ เมื่อตลาดคริปโทฯ แตกในปี 2018 (Crypto Winter) เหมืองขุดจำนวนมากปิดตัวลง การ์ดจอมือสองทะลักเข้าสู่ตลาด ทำให้รายได้ของ NVIDIA ลดฮวบในไตรมาสถัดมา

ระลอกสอง (2020-2022): ยุค Ethereum เฟื่องฟู
      นี่คือช่วงที่ความสัมพันธ์รุนแรงและชัดเจนที่สุด การระบาดของ COVID-19 ทำให้คนอยู่บ้าน (ต้องการเล่นเกม) ประจวบเหมาะกับราคา Ethereum พุ่งทะยานทำ All Time High
      ● การ์ดจอ RTX 30-series (Ampere) เป็นการ์ดจอที่ทรงพลังมากทั้งในการเล่นเกมและการขุดเหมือง โดยเฉพาะรุ่น RTX 3080 และ 3090
      ● ปรากฏการณ์ "เหมืองหลังบ้าน" ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ แต่คนทั่วไปก็เริ่มซื้อการ์ดจอมาประกอบเป็น "Mining Rig" (แท่นขุด) เพื่อสร้าง Passive Income
      ● วิกฤตขาดแคลนชิป (Chip Shortage) ความต้องการจากการขุด + ความต้องการจากเกมเมอร์ + ปัญหา Supply Chain ช่วงโควิด ทำให้ราคาการ์ดจอพุ่งไปถึง 300% ของราคาป้าย (MSRP)

ปฏิกิริยาของ NVIDIA และความขัดแย้ง



      NVIDIA ตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้านหนึ่งคือยอดขายถล่มทลาย แต่อีกด้านคือ "เกมเมอร์" ซึ่งเป็นลูกค้าหลักที่ภักดีมาตลอด รู้สึกโกรธแค้นที่ไม่สามารถซื้อสินค้าได้ NVIDIA จึงต้องดำเนินกลยุทธ์ดังนี้
1 มาตรการ LHR (Lite Hash Rate)
ในกลางปี 2021 NVIDIA ประกาศว่าการ์ดจอ GeForce รุ่นใหม่ทั้งหมดจะเป็นรุ่น LHR
      ● การทำงาน ไดรเวอร์และเฟิร์มแวร์ของการ์ดจอจะตรวจจับพฤติกรรมการใช้งาน หากพบว่ากำลังรันอัลกอริทึมการขุด Ethereum (Ethash) การ์ดจอจะลดพลังการประมวลผลลง 50% ทันที
      ● เป้าหมาย เพื่อทำให้การ์ดจอ "ไม่คุ้มค่า" สำหรับนักขุด และเหลือสินค้าไว้ให้เกมเมอร์
      ● ผลลัพธ์ ได้ผลเพียงบางส่วน เพราะในที่สุดแฮกเกอร์และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ขุดก็สามารถหาทางปลดล็อก LHR ได้เกือบ 100% ในเวลาต่อมา

2 เปิดตัว CMP (Cryptocurrency Mining Processor)
เพื่อแยกตลาดให้ชัดเจน NVIDIA ได้เปิดตัวการ์ดจอสายพันธุ์ใหม่ชื่อ CMP
      ● คุณสมบัติ เป็นการ์ดจอที่ไม่มีพอร์ตต่อจอภาพ (Video Output) ออกแบบมาเพื่อการคำนวณและระบายความร้อนในเหมืองโดยเฉพาะ ไม่สามารถนำมาเล่นเกมได้
      ● ข้อดี NVIDIA หวังว่าจะดึงนักขุดไปซื้อรุ่นนี้แทน GeForce
      ● ข้อเสีย นักขุดไม่นิยมเท่าที่ควร เพราะเมื่อเลิกขุด CMP จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ (ขายต่อเกมเมอร์ไม่ได้) ในขณะที่การ์ด GeForce ขายต่อมือสองได้ราคาดี

3 ประเด็นทางกฎหมายกับ G.E.C.
      ความสัมพันธ์นี้ลึกซึ้งจนนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย ในปี 2022 ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) สั่งปรับ NVIDIA เป็นเงิน 5.5 ล้านดอลลาร์
      ● ข้อหา NVIDIA ไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสว่ารายได้ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2018 มาจากการขุดคริปโทฯ (โดยระบุว่าเป็นรายได้จากฝั่ง Gaming) ซึ่งทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความยั่งยืนของรายได้

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ (The Pivot) และโลกหลัง The Merge
ความสัมพันธ์ระหว่าง NVIDIA และ Crypto เปลี่ยนไปตลอดกาลในเดือนกันยายน 2022
The Ethereum Merge
    Ethereum ได้ทำการอัปเกรดระบบจาก Proof of Work (ต้องใช้การ์ดจอขุด) ไปเป็น Proof of Stake (วางเงินค้ำประกัน)
      ● ผลกระทบ ชั่วข้ามคืน การขุด Ethereum ด้วยการ์ดจอจบสิ้นลง รายได้ของนักขุดหายไปทันที
      ● การเทขาย การ์ดจอมือสองจำนวนมหาศาลทะลักเข้าสู่ตลาด ราคาการ์ดจอดิ่งลง
จาก Mining Farm สู่ AI Data Center
คำถามสำคัญคือ "GPU นับล้านใบหายไปไหน?"
      ● ส่วนหนึ่งถูกขายทิ้ง
      ● แต่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มเหมืองขนาดใหญ่ ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน (Pivot) จากการขุดเหรียญ ไปเป็นการ "ให้เช่าพลังประมวลผลสำหรับ AI" (Cloud Rendering / AI Training)
      ● ด้วยการมาของ ChatGPT และ Generative AI ในปี 2023 ความต้องการ GPU พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อการเดาสุ่มตัวเลข (Hashing) แต่เพื่อการคำนวณ Matrix ที่ซับซ้อนสำหรับ AI

อนาคตของ NVIDIA, Blockchain และ Web3
แม้การขุดจะลดบทบาทลง แต่ NVIDIA ยังคงมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชนในมิติอื่นๆ:
NVIDIA Omniverse และ Metaverse
      NVIDIA กำลังสร้างแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Omniverse เพื่อสร้างโลกเสมือนจริง (Digital Twin) ซึ่งในอนาคต โลกเสมือนเหล่านี้อาจจำเป็นต้องใช้ NFT และ Blockchain เป็นระบบเศรษฐกิจพื้นฐาน NVIDIA จะเป็นผู้สร้าง "โครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure) ให้กับโลก Web3

AI และ Blockchain Convergence
    ในอนาคต เทคโนโลยี AI ของ NVIDIA อาจถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของ Smart Contracts หรือใช้ GPU ในการประมวลผล Zero-Knowledge Proofs (ZK-Rollups) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการขยายขนาดของบล็อกเชนที่ต้องใช้พลังการคำนวณสูงมาก

ไทม์ไลน์สรุปความสัมพันธ์



บทสรุป
      NVIDIA คือ บริษัทผู้ผลิตชิปที่เริ่มจากการสร้างความสุขให้เกมเมอร์ แต่ได้กลายร่างเป็นกระดูกสันหลังของโลกยุคใหม่
      ความเชื่อมโยงกับ คริปโทเคอร์เรนซี เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญทางสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ ที่ชิปของ NVIDIA ดันเก่งในเรื่องที่ระบบบล็อกเชนต้องการ (Parallel Processing) แม้ความสัมพันธ์นี้จะสร้างทั้งกำไรมหาศาลและวิกฤตศรัทธาต่อแบรนด์ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า "เงินจากคริปโทฯ" ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่ช่วยให้ NVIDIA มีทุนวิจัยมหาศาลจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI ในปัจจุบัน
     
      ปัจจุบัน NVIDIA ได้ก้าวข้ามยุคเหมืองขุดไปแล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของพวกเขา จะถูกจารึกไว้เสมอว่า ครั้งหนึ่งพวกเขาคือ "ผู้ขายพลั่ว" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคตื่นทองดิจิทัล