Gary Gensler คือใคร และทำไมถึงสำคัญกับคริปโต

เริ่มโดย Support-3, วันนี้ เวลา 11:59:53 ก่อนเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

Support-3

Gary Gensler คือใคร และทำไมถึงสำคัญกับคริปโต?



      ในโลกการเงินสมัยใหม่ คงไม่มีนามของข้าราชการหรือนักควบคุมกฎคนใดที่จะสร้างกระแสความสนใจ เสียงชื่นชม และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เป็นวงกว้างเท่ากับ แกรี เกนสเลอร์ (Gary Gensler) อดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (Securities and Exchange Commission หรือ SEC) ผู้ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครหลักในมหากาพย์ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐบาลและอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล
      หากจะอธิบายว่าเขาคือใครอย่างตรงไปตรงมา เกนสเลอร์คือนักการเงินระดับปรมาจารย์ อดีตผู้บริหารระดับสูงแห่งวอลล์สตรีท นักเศรษฐศาสตร์ และข้าราชการระดับสูงผู้ผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลสหรัฐฯ มาแล้วหลายยุคสมัย บุคลิกของเขาคือการผสมผสานระหว่างความเฉียบแหลมทางคณิตศาสตร์ ความเชี่ยวชาญด้านกลไกตลาด และความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมาย จนได้รับฉายาในวงการการเงินว่าเป็นหนึ่งใน "มือปราบ" ที่ดุดันและเข้าใจโครงสร้างระบบการเงินลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่งเท่าที่สหรัฐฯ เคยมีมา


เกนสเลอร์ขณะชี้แจงต่อสภาคองเกรส. แหล่งที่มา: JONATHAN ERNST / REUTERS

เส้นทางวอลล์สตรีทและที่มาของความมั่งคั่งระดับร้อยล้าน
      คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ เกนสเลอร์มีความมั่งคั่งเพียงใดและเขาสร้างความรวยมาจากไหน คำตอบคือ เกนสเลอร์เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่มีความมั่งคั่งส่วนตัวสูงมาก โดยจากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินในช่วงที่เขารับตำแหน่งประธาน SEC มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขาได้รับการประเมินว่าสูงถึงประมาณ 40 ล้านดอลลาร์ ถึงมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1,400 ถึง 3,500 ล้านบาท) ซึ่งความมั่งคั่งมหาศาลนี้ไม่ได้เกิดจากการรับราชการ หากแต่มาจากความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดในภาคเอกชนตั้งแต่ช่วงปฐมวัยของชีวิต
      จุดเริ่มต้นความสำเร็จของเขาเริ่มขึ้นหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จาก Wharton School แห่ง University of Pennsylvania ด้วยวัยเพียง 22 ปี เกนสเลอร์ได้เข้าทำงานที่ Goldman Sachs สถาบันการเงินและวาณิชธนกิจชั้นนำระดับโลก ที่ซึ่งเขาได้แสดงอัจฉริยภาพทางกลยุทธ์การเงินอย่างรวดเร็ว เขาไต่เต้าอย่างก้าวกระโดดในสายงานการควบรวมกิจการ (M&A) การเงินฝั่งสื่อ และตลาดตราสารหนี้ จนกระทั่งได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน "พาร์ตเนอร์" (Partner) ที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Goldman Sachs ด้วยวัยเพียง 30 ปี
      การดำรงตำแหน่งพาร์ตเนอร์ที่ Goldman Sachs เป็นเวลาเกือบสองทศวรรษคือแหล่งที่มาหลักของความมั่งคั่งของเกนสเลอร์ ระบบเงินตอบแทน ผลประโยชน์จากการลงทุน และส่วนแบ่งกำไรของวาณิชธนกิจระดับโลก ได้แปลงเปลี่ยนศักยภาพทางสมองของเขาให้กลายเป็นฐานทุนที่มั่นคงยิ่ง นอกจากนี้ การบริหารพอร์ตการลงทุนส่วนตัวอย่างชาญฉลาดในหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนดัชนีตลอดหลายสิบปีต่อมา ยังช่วยให้มูลค่าทรัพย์สินของเขางอกเงยอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากตำแหน่งในภาครัฐเลยแม้แต่น้อย
จากวาณิชธนกิจสู่มือปราบการเงินแห่งรัฐบาลสหรัฐฯ
      เมื่อบรรลุความสำเร็จและสร้างความมั่งคั่งทางด้านการเงินส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว เกนสเลอร์ตัดสินใจเบนสายอาชีพเข้าสู่ภาคการเมืองและงานบริการสาธารณะในช่วงปลายทศวรรษ 1990 โดยเริ่มจากการดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในสมัยของประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งในขณะนั้นเขามีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการกำกับดูแลตลาดทุนและตราสารหนี้ภาครัฐ
      อย่างไรก็ตาม บทบาทที่สร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นที่ยำเกรงไปทั่ววอลล์สตรีทอย่างแท้จริง เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา เมื่อเกนสเลอร์ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการค้าสัญญาล่วงหน้าสินค้าเกษตร (CFTC) ในปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากเกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ (Subprime Crisis) ปี 2008 เพียงไม่นาน ในช่วงเวลานั้น หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอดีตคนของ Goldman Sachs อย่างเขาอาจจะผ่อนปรนให้แก่พวกพ้องในวอลล์สตรีท แต่เกนสเลอร์กลับทำในสิ่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
      เขาเดินหน้าผลักดันกฎหมาย Dodd-Frank Wall Street Reform Act อย่างดุดัน และเข้าปฏิรูปตลาดอนุพันธ์หรือตราสารอนุพันธ์นอกตลาด (Over-the-Counter Derivatives) ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่า 400 ตริลเลียนดอลลาร์สหรัฐ การเข้าควบคุมและเพิ่มความโปร่งใสในตลาดที่เคยเป็นมืดแปดด้านนี้ ทำให้เกนสเลอร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้กำกับดูแลที่ทำงานจริงจัง ไม่เกรงกลัวอิทธิพลของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ และกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการควบคุมความเสี่ยงเชิงระบบของการเงินโลก



ช่วงเวลาที่ MIT: จากอาจารย์สอนบล็อกเชนสู่นักยุทธศาสตร์ดิจิทัล
      หลังจากหมดภารกิจที่ CFTC เกนสเลอร์ได้ก้าวเข้าสู่อีกบทบาทสำคัญ นั่นคือการเป็นอาจารย์ประจำและผู้บริหารสถาบัน MIT Sloan School of Management ณ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ระหว่างปี 2018 ถึง 2021 ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งระหว่างเขากับเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโทเคอร์เรนซี
      ที่ MIT เกนสเลอร์รับหน้าที่สอนวิชา "Blockchain and Money" ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาที่ได้รับความนิยมสูงสุด และวิดีโอการบรรยายของเขายังถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกผ่าน MIT OpenCourseWare การสอนในครั้งนั้นเปิดโอกาสให้เขาศึกษารากฐานทางเทคโนโลยี รหัสคอมพิวเตอร์ ระบบฉันทามติ (Consensus Mechanism) ตลอดจนมิติทางเศรษฐศาสตร์ของ Bitcoin, Ethereum และสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) อย่างทะลุถล่างถอดแท่ง
      ความน่าสนใจในยุค MIT อยู่ตรงที่เกนสเลอร์แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอันถ่องแท้ในเชิงเทคนิค เขาสามารถอธิบายความแตกต่างระหว่างระบบกระจายศูนย์กับระบบศูนย์กลางได้อย่างลึกซึ้ง และเคยมองเห็นศักยภาพของบล็อกเชนในฐานะตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จะช่วยลดต้นทุนของระบบชำระเงินข้ามประเทศ อย่างไรก็ดี แม้ในฐานะอาจารย์ เขาก็ยังคงเตือนสติผู้ฟังอยู่เสมอว่า สินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีกรอบกฎหมายมาควบคุมเพื่อป้องกันการฉ้อโกงและการปั่นตลาด

ปรากฏการณ์ในตำแหน่งประธาน SEC และสงครามคดีความคริปโต
      ในปี 2021 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้เสนอชื่อเกนสเลอร์ให้เข้าดำรงตำแหน่งประธาน SEC ซึ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ การก้าวรับตำแหน่งในครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยมาสวมหมวกผู้คุมกฎสูงสุดของตลาดทุนสหรัฐฯ ซึ่งในตอนแรก อุตสาหกรรมคริปโตบางส่วนคาดหวังว่าความรู้ความเข้าใจของเขาจะช่วยนำไปสู่กฎระเบียบที่เป็นมิตรและเอื้อต่อการนวัตกรรม
      ทว่า ความหวังเหล่านั้นกลับพังทลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเกนสเลอร์ใช้นโยบายการกำกับดูแลผ่านการดำเนินคดี (Regulation by Enforcement) อย่างเข้มงวดตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ภายใต้การนำของเขา SEC ได้ยื่นฟ้องบริษัทคริปโตระดับโลกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase และ Binance ในข้อหาเปิดบริการกระดานซื้อขายและนายหน้าหลักทรัพย์โดยไม่ได้จดทะเบียน ตลอดจนการสานต่อคดีประวัติศาสตร์กับ Ripple Labs เกี่ยวกับสถานะของเหรียญ XRP
      ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตการณ์การล่มสลายของกระดานเทรด FTX และวิกฤตของเหรียญ Terra-Luna ในช่วงปี 2022 ได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่เกนสเลอร์นำมาใช้อ้างอิงเพื่อเดินหน้ากวาดล้างอุตสาหกรรมนี้อย่างรุนแรงขึ้น เขามองว่าวงการคริปโตเต็มไปด้วยนักต้มตุ๋น การปั่นราคา การใช้นอมินี และการขาดการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนรายย่อยนับล้านคนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม บทบาทของเขาไม่ได้มีเพียงการฟ้องร้องเท่านั้น เพราะภายใต้แรงกดดันทางกฎหมายและคำตัดสินของศาลสหรัฐฯ ในคดี Grayscale เกนสเลอร์และ SEC จำเป็นต้องอนุมัติการจัดตั้งกองทุน Spot Bitcoin ETF ในช่วงต้นปี 2024 ตามด้วย Spot Ethereum ETF ในเวลาต่อมา ซึ่งนับเป็นการเปิดประตูให้เม็ดเงินจากสถาบันการเงินดั้งเดิมไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตอย่างเป็นทางการ แม้ตัวเขาเองจะออกมายืนยันว่าการอนุมัติไม่ได้หมายความว่า SEC ให้การรับรองอนุมัติคุณค่าของ Bitcoin ก็ตาม

ปรัชญาและมุมมองที่เฉียบขาดต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
      เมื่อวิเคราะห์ถึงมุมมองของเกนสเลอร์ที่มีต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี จะพบว่าเขามีปรัชญาการทำงานที่ชัดเจนและไม่อ่อนข้อ มุมมองพื้นฐานของเขาตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ที่มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1930 นั้นครอบคลุมและสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาเอาใจเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งเป็นการเฉพาะ
      เกนสเลอร์ยึดถือการทดสอบที่เรียกว่า "Howey Test" ซึ่งเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายในการพิจารณาว่าสิ่งใดคือ "สัญญาการลงทุน" หรือ "หลักทรัพย์" โดยเขายืนยันมาโดยตลอดว่า เหรียญคริปโตเกือบทั้งหมดในตลาด ยกเว้นเพียง Bitcoin มีลักษณะเข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์ เนื่องจากมีทีมผู้พัฒนา มีการระดมทุน มีการคาดหวังผลกำไรจากการทำงานของผู้อื่น ดังนั้น แพลตฟอร์มและโครงการคริปโตเหล่านั้นจึงมีหน้าที่ต้องมาจดทะเบียนและเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายเช่นเดียวกับบริษัทในตลาดหุ้น
      เขามักเปรียบเปรยตลาดคริปโตว่าเป็นเหมือน "แดนเถื่อนตะวันตก" (Wild West) ที่ปราศจากกฎหมายคุมประคบ และย้ำเตือนอยู่เสมอว่า สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้มีความอัศจรรย์ไปกว่าสินทรัพย์การเงินอื่น ๆ ในแง่ของความเสี่ยง หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้ลงทุน ตลาดนี้ก็จะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวได้ ในมุมมองของเขา ความฉ้อฉลในตลาดคริปโตไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่เกิดจากการเจตนาไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของผู้บริหารโครงการต่าง ๆ

บทสรุป ชีวิตปัจจุบัน และมรดกทางกฎหมายการเงิน
      หลังจากบทบาทการเป็นประธาน SEC อันยาวนานและเต็มไปด้วยข้อถกเถียง เกนสเลอร์ได้ก้าวลงจากตำแหน่งประธาน SEC ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของสหรัฐฯ ปัจจุบันเขากลับมาใช้ชีวิตในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับสูง ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อการกรอบคิดนโยบายสาธารณะและการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยยังคงได้รับการเชิญไปบรรยายและถ่ายทอดประสบการณ์ในสถาบันชั้นนำ
      เมื่อเหลียวมองกลับไปที่ประวัติชีวิตของ แกรี เกนสเลอร์ เราจะพบชายผู้สร้างความสำเร็จสูงสุดในทุกบทบาทที่เขาเลือกเดิน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความรวยระดับร้อยล้านดอลลาร์จากมันสมองและความสามารถในวอลล์สตรีท การเป็นข้าราชการใจเด็ดผู้ปฏิรูปตลาดอนุพันธ์โลก หรือการเป็นอาจารย์ผู้มอบความรู้ด้านบล็อกเชนแก่คนรุ่นใหม่
      แม้ในสายตาของนักลงทุนและสาวกคริปโตจำนวนไม่น้อย เกนสเลอร์อาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ขัดขวางการเติบโตและนวัตกรรม แต่ในมุมมองของนักกฎหมายและระบบการเงินดั้งเดิม เขาคือผู้พิทักษ์กฎหมายที่ทำหน้าที่ปกป้องนักลงทุนรายย่อยด้วยความเที่ยงตรง ความเด็ดเดี่ยว และความเข้าใจในเทคโนโลยีอย่างแท้จริง มรดกทางความคิดและแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่เขาทิ้งไว้ จะยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและระบบการเงินโลกไปอีกนานหลายทศวรรษ