เจาะลึกคดีแฮ็ก Binance 2.1 แสนล้านบาท ปิดระบบถอนแต่เงินยังไหลออกได้อย่างไร?

เริ่มโดย Support-3, เมื่อวานนี้ เวลา 01:18:13 หลังเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

Support-3

เจาะลึกคดีแฮ็ก Binance 2.1 แสนล้านบาท ปิดระบบถอนแต่เงินยังไหลออกได้อย่างไร? ไขความลับช่องโหว่ EIP-7702 และกระเป๋า MPC



      จากเหตุการณ์ช็อกวงการคริปโตเคอร์เรนซี เมื่อ Binance กระดานเทรดอันดับหนึ่งของโลก ถูกโจมตีทางไซเบอร์ครั้งประวัติศาสตร์ กวาดสินทรัพย์ไปกว่า 6.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.14 แสนล้านบาท) เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุดทาง Binance ได้ออกรายงานฉบับแรกเพื่อชี้แจงถึง "วิธีการโจมตี" ซึ่งเผยให้เห็นความซับซ้อนที่อธิบายว่า ทำไมแม้ Binance จะกดปุ่มระงับการถอนเงินแล้ว แต่แฮ็กเกอร์ก็ยังสามารถสูบเงินออกไปได้ต่อเนื่องกว่า 4 ชั่วโมง

จุดเริ่มต้น: "สัมภาษณ์งานลวงโลก" สู่การยึดระบบเซ็นธุรกรรมภายใน



      ข้อมูลก่อนหน้านี้ระบุว่า แฮ็กเกอร์ (ซึ่ง FBI ชี้เป้าว่าเป็นกลุ่มจากเกาหลีเหนือ แต่ทางเกาหลีเหนือได้ออกมาปฏิเสธ) เริ่มต้นด้วยการใช้วิธีวิศวกรรมสังคม (Social Engineering) หลอกลวงพนักงาน Binance ผ่านการจำลองการสัมภาษณ์งานปลอม และให้รันโค้ดทดสอบที่แฝงมัลแวร์ เมื่อคอมพิวเตอร์ของพนักงานติดไวรัส แฮ็กเกอร์จึงใช้เป็นฐานในการเจาะเข้าสู่เครือข่ายภายใน และเข้าถึง "ระบบเซ็นธุรกรรม (Signing System)" ของ Hot Wallet ได้สำเร็จ

เจาะลึกเทคนิค: แฮ็กเกอร์ใช้ EIP-7702 สั่งการข้ามระบบถอนปกติได้อย่างไร?
      - ความน่ากลัวของการแฮ็กครั้งนี้อยู่ที่ แฮ็กเกอร์ไม่ได้ใช้วิธีกดถอนเงินแบบผู้ใช้ทั่วไป แต่ใช้ความสามารถของฟีเจอร์ EIP-7702 บนเครือข่าย Ethereum
      - EIP-7702 คือกลไกที่อนุญาตให้บัญชีผู้ใช้ สามารถมอบสิทธิ์ (Delegate) ในการรันคำสั่ง (Execute) บางอย่างให้กับ "สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract)" ได้ แฮ็กเกอร์อาศัยจังหวะที่ยึดระบบเซ็นธุรกรรมภายในมาได้ ทำการปรับแต่งลำดับธุรกรรม (Nonce) และ ฝังสิทธิ์ EIP-7702 ลงบนบล็อกเชน เพื่อสั่งให้ Smart Contract ที่แฮ็กเกอร์เขียนขึ้นมา ควบคุม Hot Wallet ของ Binance
      - ด้วยเหตุนี้ การที่ Binance สั่งปิดเซิร์ฟเวอร์หรือ "ระงับการถอนเงิน (Suspend Withdrawals)" ในระบบกลางของบริษัท จึงไม่สามารถหยุดการโอนเงินได้ เพราะสิทธิ์ของแฮ็กเกอร์ถูกฝังรากลึกอยู่บนบล็อกเชน (On-chain) ซึ่งทำงานแยกเป็นอิสระจากระบบของ Binance โดยสิ้นเชิง

ดาบสองคมของกระเป๋า MPC: ปลอดภัยสูง แต่เพิกถอนสิทธิ์ช้า
      - เมื่อ Binance รู้ตัวว่าแฮ็กเกอร์ฝังสิทธิ์ไว้บนเชน วิธีเดียวที่จะหยุดได้คือต้องส่งธุรกรรมไป "ยกเลิกสิทธิ์" บนบล็อกเชน แต่ปัญหากลับไปตกอยู่ที่เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงอย่าง MPC (Multi-Party Computation)
      - กระเป๋า Hot Wallet ของ Binance ใช้ระบบ MPC ที่ไม่มีกุญแจส่วนตัว (Private Key) เพียงดอกเดียว แต่เป็นการแบ่งส่วนกุญแจให้หลายฝ่ายร่วมกันเซ็นเพื่อความปลอดภัย เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทีมงานจึงไม่สามารถใช้กุญแจดอกเดียวสั่งยกเลิกสิทธิ์ได้ทันที แต่ต้องเขียนโค้ดและรันกระบวนการพิเศษแบบ MPC เพื่อสร้างธุรกรรมยกเลิกสิทธิ์ ความซับซ้อนนี้ทำให้ Binance ต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง 5 นาที กว่าจะหยุดยั้งการโจมตีได้สำเร็จ

สรุปลำดับเหตุการณ์ (คืนวันที่ 29 - เช้ามืด 30 ต.ค. ตามเวลา UTC)



      • 20:05 - 20:09 น.: เหรียญ XRP กว่า 233.46 ล้านเหรียญถูกโอนออกจาก Hot Wallet 5 ใบ ตามด้วย SOL และ OP ปริมาณมหาศาล
      • ระบบแจ้งเตือนทำงาน: Binance พบความผิดปกติและเริ่มสอบสวน พร้อมสั่งระงับการถอนเงิน (แต่เงินยังไหลออกเนื่องจาก EIP-7702)
      • แฮ็กเกอร์สูบ BTC: เหรียญ Bitcoin 18,270 เหรียญ ถูกโอนออกไป
      • 23:56 น.: ธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตรายการสุดท้ายบนเชน (ETH 2,961.9 เหรียญ ถูกโอนออกจากกระเป๋า Binance14)
      • 00:10 น. (30 ต.ค.): Binance แก้เกมสำเร็จ โดยสั่งการอนุญาตใหม่ไปยัง Zero Address เพื่อล้างโค้ดสิทธิ์ของแฮ็กเกอร์ ถือเป็นการยุติการรั่วไหลของสินทรัพย์

ความเสียหายและการเยียวยาผู้ใช้งาน
      • มูลค่าความเสียหาย: รวมประมาณ 6.34 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.14 แสนล้านบาท)
      • การสกัดกั้น: Binance ร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ สามารถอายัดสินทรัพย์บนเชนได้ทันที 2.85 พันล้านดอลลาร์ (ราว 9.63 หมื่นล้านบาท) หรือเกือบครึ่งหนึ่ง
      • การชดเชย: ผู้ใช้งาน ไม่เสียเงิน แม้แต่บาทเดียว Binance ใช้ทุนสำรองของบริษัทชดเชยเหรียญที่หายไปกลับคืนระบบได้แล้วถึง 98%
      • สำหรับนักลงทุนชาวไทย: Binance TH ดำเนินงานโดยนิติบุคคลแยกต่างหาก และกระเป๋าเงินลูกค้าชาวไทยปลอดภัย 100% ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

แผนรับมือในอนาคต
      หลังเกิดเหตุ Binance ได้ทำการรื้อระบบ Hot Wallet และเครื่องมือควบคุมภายในใหม่ทั้งหมด โดยยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่โดนแฮ็ก สแกนความปลอดภัยพนักงานทั้งบริษัท และเดินหน้าเพิ่มการลงทุนด้านระบบ AI เพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเตรียมตั้งกองทุนวิจัยความปลอดภัยด้าน AI ในสภาพแวดล้อมบล็อกเชนร่วมกับผู้นำอุตสาหกรรมต่อไป
      บทเรียนสำคัญจากคดีนี้แสดงให้เห็นว่า ในโลกของบล็อกเชน "การปิดระบบหลังบ้าน" ไม่อาจสู้ "สิทธิ์การเข้าถึงบนเชน" ได้ ผู้ให้บริการกระดานเทรดจึงต้องมีแผนตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่รวดเร็วกว่าข้อจำกัดของกระเป๋าประเภท MPC ในอนาคต

ขั้นตอนการแฮ็กและขโมยเงิน 6.34 พันล้านดอลลาร์ของ Binance
      ขั้นตอนการแฮ็กและขโมยเงิน 6.34 พันล้านดอลลาร์ของ Binance ในครั้งนี้ มีความซับซ้อนและใช้เทคนิคหลายชั้นผสมกัน ทั้งการหลอกลวงคนและการเจาะช่องโหว่ทางเทคนิค โดยสามารถสรุปเป็นขั้นตอนได้ดังนี้



1.หลอกลวงด้วยวิศวกรรมสังคม (Social Engineering):ใช้การสัมภาษณ์งานปลอมเป็นเหยื่อล่อ
      แฮ็กเกอร์ (คาดว่าเป็นกลุ่ม Lazarus จากเกาหลีเหนือ) ปลอมตัวเป็นบริษัทหรือผู้ว่าจ้างที่น่าเชื่อถือ เข้าหาพนักงานตำแหน่งวิศวกรของ Binance เพื่อเสนอตำแหน่งงานใหม่หรือโปรเจกต์พิเศษที่มีผลตอบแทนจูงใจ
2.ฝังมัลแวร์ผ่านการทดสอบโค้ด:จุดเริ่มต้นของการถูกควบคุม
      ในขั้นตอนการสัมภาษณ์ แฮ็กเกอร์หลอกให้วิศวกรทำ "แบบทดสอบการเขียนโค้ด (Coding Test)" โดยให้ดาวน์โหลดไฟล์และรันสคริปต์บางอย่าง ซึ่งแท้จริงแล้วคือมัลแวร์ (Malware) ร้ายแรง ทันทีที่รันโค้ด แล็ปท็อปของวิศวกรคนนั้นก็ถูกแฮ็กเกอร์เข้าควบคุมโดยสมบูรณ์
3.แทรกซึมเข้าระบบเซ็นธุรกรรมภายใน:ขยายฐานการโจมตีเข้าสู่เครือข่าย Binance
      แฮ็กเกอร์ไม่ได้ขโมยเงินจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานโดยตรง แต่ใช้คอมพิวเตอร์ที่ติดมัลแวร์เป็นทางผ่าน (Foothold) เจาะลึกเข้าไปในเครือข่ายภายในของ Binance จนสามารถเข้าถึง ระบบเซ็นธุรกรรม (Signing System) ซึ่งเป็นระบบสำคัญที่ใช้ควบคุมกระเป๋าเงินออนไลน์ (Hot Wallet) ของบริษัท
4.ฝังสิทธิ์ลับบนบล็อกเชนด้วย EIP-7702:เทคนิคข้ามระบบรักษาความปลอดภัยปกติ
      เมื่อควบคุมระบบเซ็นธุรกรรมได้ แฮ็กเกอร์ได้ส่งคำสั่งหลอกระบบกว่า 50 รายการเพื่อเรียกใช้ฟีเจอร์ EIP-7702 บนเครือข่าย Ethereum โดยทำการ "มอบสิทธิ์ (Delegate)" ให้โปรแกรมสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ของฝั่งแฮ็กเกอร์ มีอำนาจเข้ามาสั่งการ Hot Wallet ของ Binance ได้โดยตรงจากบนบล็อกเชน
5.สูบสินทรัพย์ข้ามระบบ (Bypass Withdrawal):ปุ่มระงับการถอนของ Binance ไร้ผล
      แฮ็กเกอร์เริ่มสั่งโอนเหรียญจำนวนมหาศาล (XRP, SOL, OP, BTC, ETH) ออกไปอย่างต่อเนื่อง แม้ระบบความปลอดภัยของ Binance จะแจ้งเตือนและทีมงานได้กด "ระงับการถอนเงิน" ไปแล้ว แต่ก็หยุดแฮ็กเกอร์ไม่ได้ เพราะแฮ็กเกอร์ใช้สิทธิ์ที่ฝังไว้บนบล็อกเชน (On-chain) ซึ่งทำงานเป็นอิสระและอยู่นอกเหนือการควบคุมของเซิร์ฟเวอร์ Binance
6.ถ่วงเวลาด้วยระบบ MPC:ใช้เวลา 4 ชั่วโมงกว่าจะหยุดการโจมตีได้
      กระเป๋าของ Binance เป็นระบบความปลอดภัยสูงแบบ MPC (Multi-Party Computation) ที่ต้องใช้กุญแจหลายส่วนร่วมกันเซ็น ทำให้ไม่มีกุญแจพิเศษดอกเดียวที่จะกดเพิกถอนสิทธิ์แฮ็กเกอร์ได้ทันที ทีมวิศวกรของ Binance ต้องใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงในการเขียนโค้ดพิเศษเพื่อสร้างธุรกรรม "ล้างสิทธิ์" ไปยัง Zero Address แฮ็กเกอร์จึงอาศัยช่องว่างของเวลานี้สูบเงินออกไปได้ถึง 6.34 พันล้านดอลลาร์