Strive คืออะไร? ความเกี่ยวข้องกับคริปโตอย่างไร

เริ่มโดย Support-3, วันนี้ เวลา 04:20:51 ก่อนเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

Support-3

Strive คืออะไร? ความเกี่ยวข้องกับคริปโตอย่างไร



       ในโลกการเงินยุคใหม่ที่มีความผันผวนสูง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งเริ่มมองหา "หลุมหลบภัย" และ "สินทรัพย์สำรอง" ที่สามารถเติบโตชนะเงินเฟ้อได้ และหนึ่งในชื่อที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้คือ Strive (ชื่อย่อหุ้นในตลาด NASDAQ คือ ASST)
       Strive ไม่ใช่แพลตฟอร์มเทรดคริปโต หรือบริษัทขุดเหมือง (Miner) แต่พวกเขาคือ "บริษัทจัดการสินทรัพย์ (Asset Management)" ที่ผันตัวมาใช้กลยุทธ์ Bitcoin Treasury Corporation หรือพูดง่ายๆ คือ บริษัทที่นำเงินทุนและงบดุลของบริษัทไปกว้านซื้อ Bitcoin เพื่อเก็บเป็นสินทรัพย์สำรองหลัก โมเดลนี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่ MicroStrategy (นำโดย Michael Saylor) ได้บุกเบิกไว้

       จุดเริ่มต้นของการพุ่งทะยาน เกิดขึ้นหลังจากการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2025 (ระหว่าง Asset Entities, Strive Enterprises และ Semler Scientific) โดยมีผู้บริหารมือฉมังอย่าง แมตต์ โคล (Matt Cole) ซีอีโอผู้เคยดูแลพอร์ตตราสารหนี้ระดับ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับกองทุนบำเหน็จบำนาญ CalPERS เป็นหัวเรือใหญ่

เป้าหมายสูงสุดของ Strive มีเพียง 3 ข้อ:
       1. สะสม Bitcoin ให้ได้มากที่สุด
       2. เพิ่มมูลค่าการถือครอง Bitcoin ต่อหุ้น (Bitcoin per-share) ให้กับนักลงทุน
       3. สร้างผลตอบแทนระยะยาวให้ชนะการเติบโตของ Bitcoin (Outperform) โดยใช้ Bitcoin เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการจัดสรรเงินทุน



ความเกี่ยวข้องกับคริปโต: ผู้ท้าชิงอันดับ 2 ของโลก
ความเกี่ยวข้องที่ชัดเจนที่สุดของ Strive กับโลกคริปโต คือ "ปริมาณ Bitcoin ที่พวกเขาถือครอง"
ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2569 (2026) Strive สร้างความฮือฮาด้วยการ กวาดซื้อ Bitcoin เข้าพอร์ตแบบดุดันถึง 15,124 BTC ภายในเดือนเดียว ส่งผลให้ยอดถือครองรวมพุ่งทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 43,124 BTC (มูลค่าเทียบเท่าประมาณ 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
       ตัวเลขนี้ดันให้ Strive ก้าวขึ้นเป็น บริษัทจดทะเบียนที่ถือครอง Bitcoin มากเป็นอันดับ 4 ของโลก ตามหลังอันดับ 3 อย่าง Twenty One Capital (ถือ 43,514 BTC) อยู่เพียง 390 BTC เท่านั้น และห่างจากอันดับ 2 อย่าง Metaplanet ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น (ถือ 44,000 BTC) เพียง 877 BTC
       ซีอีโอ แมตต์ โคล เคยแย้มว่า Strive อาจแซงขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของโลกได้ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องเดินหน้ากว้านซื้ออย่างต่อเนื่อง

ดาบสองคม: กลไกการเงินสุดซิ่ง และ "กำไรบนกระดาษ"



       คำถามที่หลายคนสงสัยคือ Strive เอาเงินจากไหนมาซื้อ Bitcoin ทีละมหาศาล? คำตอบคือ พวกเขาใช้เครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ภายใต้ชื่อ SATS
       ในเดือนตุลาคม Strive ระดมทุนสุทธิได้ถึง 609 ล้านดอลลาร์ จากการขายหุ้นบุริมสิทธิ SATS ซึ่งจุดที่น่าตกใจคือ หุ้นตัวนี้ จ่ายปันผลสูงถึง 15% ต่อปีแบบตายตัว และไม่มีวันครบกำหนดไถ่ถอน นี่คือกลยุทธ์ "กู้เงินมาซื้อสินทรัพย์" ที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะบริษัทต้องแบกรับต้นทุนปันผล 15% ไปเรื่อยๆ
       ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่ผ่านมา Strive รายงาน กำไรสุทธิสูงถึง 509 ล้านดอลลาร์ แต่หากเจาะลึกลงไป กำไรส่วนใหญ่ (ราว 533.7 ล้านดอลลาร์) มาจาก "กำไรที่ยังไม่รับรู้จากการขาย (Unrealized Gain)" หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็น กำไรบนกระดาษ ที่คำนวณจากราคา Bitcoin ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ไม่ใช่กระแสเงินสดจริงที่จับต้องได้
       ความเสี่ยงนี้สะท้อนออกมาในราคาหุ้นของบริษัท (ASST) อย่างชัดเจน แม้พอร์ต Bitcoin จะใหญ่ขึ้น แต่ราคาหุ้น ASST กลับร่วงลงกว่า 32.15% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนในตลาดกังวลว่า ภาระปันผล 15% ต่อปี จะค่อยๆ กัดกินเงินทุนของบริษัท หากราคา Bitcoin นิ่งหรือเป็นขาลง

ก้าวต่อไป: ไม่หยุดแค่การถือคอยน์
        ด้วยความเสี่ยงของโครงสร้างทางการเงิน Strive จึงไม่สามารถเป็นเพียง "ตู้เซฟเก็บ Bitcoin" ได้ตลอดไป เจฟฟ์ วอลตัน (Jeff Walton) หัวหน้าฝ่ายบริหารความเสี่ยงของ Strive เปิดเผยว่า บริษัทกำลังมองหาช่องทางต่อยอดงบดุลของตนเองออกไปนอกเหนือจากคริปโต
พวกเขาประเมินโอกาสในการกระโดดเข้าไปทำธุรกิจ:
       • ธนาคารและการเป็นโบรกเกอร์ (Banking & Brokerage) ในโลกการเงินดั้งเดิม (Traditional Finance)
       • การเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) เพื่อนำ Bitcoin ที่มีไปสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม
       • การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) รวมถึงธุรกิจประกันภัยต่อ (Reinsurance)

กลยุทธ์การซื้อ Bitcoin ของ Strive (ASST) แตกต่างจาก MicroStrategy (MSTR) อย่างไรบ้าง?
       แม้ว่ากลยุทธ์ของ Strive (ASST) และ MicroStrategy (MSTR) จะมีรากฐานเดียวกันคือการเป็น "Bitcoin Treasury" หรือการใช้บริษัทเป็นเครื่องมือกว้านซื้อ Bitcoin เพื่อเก็บเป็นสินทรัพย์สำรอง แต่ในเชิงวิศวกรรมทางการเงิน สเกล และต้นทุน กลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน



Strive (ASST) ปะทะ MicroStrategy (MSTR) ใครคือเจ้าพ่อ Bitcoin ตัวจริง?
MicroStrategy (ยานแม่ ต้นทุนต่ำ):
       • เริ่มก่อน ได้เปรียบ: กว้านซื้อ Bitcoin มาตั้งแต่ปี 2020 ตอนราคาถูกๆ
       • ใช้เงินคนอื่นฟรีๆ: ออก "หุ้นกู้" ดอกเบี้ยถูกมาก (0-1%) มาซื้อ ไม่ค่อยมีภาระหนี้
       • มั่นคงกว่า: พอร์ตใหญ่มาก (เกือบ 850,000 เหรียญ) โดนเทขายก็ยังไหว นักลงทุนรายใหญ่ชอบ
Strive (จรวดซิ่ง ต้นทุนแพง):
       • มาทีหลัง ต้องเร่งเครื่อง: เพิ่งเริ่มปี 2025 เลยต้องไล่ซื้อตอนตลาดกระทิง ราคา Bitcoin แพงแล้ว
       • ใช้เงินกู้ดอกเบี้ยโหด: ออก "หุ้นบุริมสิทธิ" จ่ายปันผลสูงลิ่ว 15% ทุกปี ต้องหาเงินมาจ่ายให้ได้ ไม่ว่าราคา Bitcoin จะขึ้นหรือลง
       • ผันผวนสูง (เสียวจัด): พอร์ตเล็กกว่า (43,000 เหรียญ) ความเสี่ยงสูง เหมาะกับคนชอบเก็งกำไรและรับความเสี่ยงได้เยอะ

"MSTR เปรียบเหมือนคนที่ลงทุนตอนตลาดซบเซา ด้วยเงินเย็นที่แทบไม่มีดอกเบี้ย ส่วน Strive เหมือนคนที่รีบลงทุนตอนตลาดบูม ด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยแพง เพื่อหวังรวยเร็ว"

สรุป
       Strive (ASST) คือ ภาพสะท้อนของการหลอมรวมกันระหว่างเครื่องมือวิศวกรรมทางการเงินวอลล์สตรีท กับสินทรัพย์ยุคใหม่อย่างคริปโต พวกเขาเป็นตัวแทนของสถาบันที่เชื่อมั่นใน Bitcoin ขั้นสุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทดลองทางการเงินที่มีเดิมพันสูงลิ่ว โดยมีผู้ถือหุ้นและดอกเบี้ย 15% เป็นตัวกำหนดชะตากรรมว่าแผนการผงาดเป็นเบอร์ 2 ของโลกครั้งนี้ จะเป็นตำนานบทใหม่ หรือเป็นเพียงฟองสบู่ที่รอวันแตก