ข่าว:

Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - support-1

#31
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / Chart patterns คืออะไร ?
มีนาคม 14, 2024, 03:02:15 หลังเที่ยง
You cannot view this attachment.

เทรดเดอร์ Forex ที่เป็นสาย Technical นั้นสามารถแบ่งได้เป็นอีกหลายสาย ในวันนี้หนึ่งในสายที่สำคัญคือ สายดูรูปแบบราคา หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Chart patterns นั้น มักจะคุ้นเคยกับรูปแบบราคาของตัวเอง โดยรูปแบบราคา ส่งผลต่อการเทรด และการทำกำไรในการเทรด Forex ซึ่งรูปแบบราคาที่สามารถทำกำไรของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม จะมีรูปแบบราคาไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่จะสามารถสร้างกำไรได้บ่อยเพราะว่า มันเกิดขึ้นบ่อย และสามารถใช้ได้ง่าย สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายนั้นเอง

3 กลุ่มรูปแบบราคา คืออะไร ?

รูปแบบราคาที่เป็นที่รู้จักในตลาดเป็นส่วนใหญ่ได้แก่ รูปแบบต่างๆ เช่น Double top , Head and shoulder , สามเหลี่ยม เป็นต้น ซึ่งบทความนี้เราจะมาสรุปประเภทของรูปแบบราคาต่าง ๆ นี้ ออกมาเป็น 3 กลุ่ม คือ

1. รูปแบบการกลับตัว

2. รูปแบบการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

3. รูปแบบ  2 ทาง

 
1.รูปแบบการกลับตัว


You cannot view this attachment.

รูปแบบการกลับตัว คือ เมื่อราคาฟอร์มตัวในรูปแบบการกลับตัวแล้ว มันจะบ่งบอกสัญญาณว่า ราคาจะเปลี่ยนทิศทาง จากการเคลื่อนไหวในทิศทางขาลง เป็นทิศทางขาขึ้น หรือ!! จากทิศทางขาขึ้นเป็นขาลง รูปแบบกราฟสัญญาณกลับตัวนั้น มีอยู่ 6 รูปแบบ หลัก ๆ ดังต่อไปนี้

1.1 Double top

รูปแบบ Double Top คือ การที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นหยัก 2 หยักที่ตรงจุดยอด หรือ จุด Top เลยเรียกว่า Double Top ซึ่งการเกิด Double Top กำลังหมายความว่า ราคาพยายามที่จะทำ New High แต่ว่าไม่สามารถที่จะ ทำ New High ได้ ทำได้ดีที่สุดคือ การขึ้นไปเทียบกับราคาเดิม เมื่อเกิดเหตุการณ์ เช่นนี้ทำให้ราคาดีดกลับลงมาต่ำกว่าเดิมและเปลี่ยนทิศทางไปเลย จากขาขึ้นเป็นขาลง

1.2 Double bottom

ส่วนรูปแบบ Double Bottom เป็นรูปแบบตรงข้ามกับรูปแบบ Double Top เพียงแต่มันเกิดขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ราคาพยายามจะลงต่อเพื่อทำ  New Low นั่นแหละแต่ไม่ประสบความสำเร็จทำให้การเคลื่อนไหวเปลี่ยนทิศทางกลับเป็นขาขึ้น ซึ่งรูปแบบ 2 รูปแบบ เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในการเทรด สูงสุดและสามารถวิเคราะห์ได้ง่าย มีเหตุมีผลในการวิเคราะห์

1.3 Head and shoulders

่รูปแบบหัวและใหล่ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเทรด เพราะว่ารูปแบบหัวและใหล่นั้นสามารถดูได้ง่ายเช่นเดียวกัน รูปแบบหัวและไหล่ จะคล้ายคลึงกับ Double Top และ Double Bottom เพียงแต่ว่า จะมียอดอยู่ 3 ยอดด้วยกัน โดยที่ยอดแรกกับยอดสุดท้ายจะเท่ากัน และยอดตรงกลางจะสูงสุดหรือต่ำสุด รูปแบบ Head and Shoulder นี้ก็จะเกิดได้ทั้งขาขึ้นและขาลง เช่นเดียวกับรูปแบบอื่น ๆ โดยจะเรียกว่า รูปแบบ Head and Shoulder กลับหัว หรือ inverse head and shoulders

1.4 Inverse head and shoulders

ในการเทรดรูปแบบเหล่านี้ ทำให้อย่างง่ายดายโดยเพียงรอราคาทะลุผ่านเส้น Neckline และก็เข้าไปเปิดออเดอร์ในทิศทางเดียวกับแนวโน้มใหม่ ส่วนเป้าหมายการทำกำไรในแต่ละรูปแบบก็จะแตกต่างกันออกไปครับ

2.รูปแบบราคา การเคลื่อนไหวต่อเนื่อง (Continuation)

You cannot view this attachment.

เมื่อเกิดรูปแบบราคาในลักษณะนี้ ราคามักจะเคลื่อนไหวต่อไป ตามทิศทางเดิมของเทรนด์ก่อนหน้า  เช่น เทรนด์ก่อนหน้าเป็นเทรนด์ขาขึ้น หลังจากนั้นจะมีการพักฐานเพียงชั่วครู่หนึ่งแล้วจะเป็นขาขึ้นต่อ ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวเดิมเป็นขาลง หลังจากนั้นก็จะเป็นขาลงต่อไปเช่นเดียวกัน โดยรูปแบบการเคลื่อนไหวต่อเนื่องของ รูปแบบราคานี้จะประกอบด้วย

2.1 Falling wedge

คือกราฟรูปแบบสามเหลี่ยมรูปลิ่ม เฉียงลง ซึ่งสามเหลี่ยมจะค่อย ๆ แคบจนเป็นรูปลิ่ม และจะเกิดสัญญาณ Break Out คือทะลุรูปแบบ 3 เหลี่ยมออกมา โดยจะเคลือ่นไหวไปทิศทางเดียวกับเทรนด์ก่อนหน้า นั่นคือเทรนด์ขาลง

2.2 Rising wedge

คือ รูปแบบราคาที่ตรงข้ามกับ Falling Wedge ซึ่งสามเหลี่ยมจะกลับด้านกับรูปแบบ Falling Wedge ซึ่งทิศทางของเทรนด์สำหรับรูปแบบ Rising Wedge คือ การเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากเทรนด์ขาลงเป็นเทรนด์ขาขึ้น

2.3 Bullish rectangle

รูปแบบ Bullish Rectangle หรือรูปแบบ 4 เหลี่ยมผืนผ้าขาขึ้น เป็นรูปแบบที่ราคาพักฐานสักครู่หนึ่งก่อนที่จะเคลื่อนไหวต่อไปข้างหน้าเป็นขาขึ้น

2.4 Bearish rectangle

รูปแบบ Bearish Rectangle เป็นรูปแบบ 4 เหลี่ยมผืนผ้าขาลง คือราคาพักการเคลื่อนไหวเพื่อสะสมแรงเพียงชั่วครู่หลังจากนั้นเคลื่อนไหวเป็นขาลงต่อไป

2.5 Bullish pennant

เป็นรูปแบบ 3 เหลี่ยมธง คล้ายคลึงกับรูปแบบ Wedge เพียงแต่ลักษณะสามเหลี่ยมจะยาวกว่า คล้าย ๆ ธงสามเหลี่ยม รูปแบบ Bullish ก็แสดงถึงขาขึ้น ที่ราคาจะไปต่อเมื่อพักฐานและเกิด Breakout ขณะที่รูปแบบตรงข้ามของมันคือ Bearish Pennant ที่เป็นรูปแบบของขาลง

2.6 Bearish pennant

แต่ละรูปแบบก็น่าตาต่างกันออกไป เป้าหมายการทำกำไร หรือจุด Stop loss ก็ต่างกัน แต่หลักการเดียวกันคือเป็นการไปต่อของแนวโน้ม

3.รูปแบบราคา ทั้ง 2 ทาง

You cannot view this attachment.

รูปแบบนี้โอกาสการเคลื่อนไหวของราคา และ การเกิด Break Out สามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง ตัวอย่าง การทะลุของราคาสามารถเกิดขึ้นไปทั้ง 2 ทางเลยคือ ไปต่อ หรือเกิดรูปแบบ กลับตัว โดยรูปแบบนี้จะเป็นพวกรูปแบบสามเหลี่ยม

3.1 Ascending triangle

3.2 Descending triangle

3.3 Symmetrical triangle


 

ตามรูปแบบที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะต้องมีการเคลื่อนไหวที่เป็นไปตามทฤษฎี หรือรูปร่างของราคาที่กล่าวมาตามนี้เป๊ะ ๆ เพียงแต่ว่ามีโอกาสและความน่าจะเป็นสูง ถ้าหากนับรูปร่างหรือระยะทางอาจจะไม่เหมือน แต่มีความคล้ายคลึงกันด้านรูปร่าง นั่นคือ โอกาสที่เราจะสามารถใช้เทรด มันก็มีบ้างเหมือนกันที่มีโอกาสที่ราคาจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางเป้าหมายหรืออาจเกิดความล้มเหลวในการสร้างรูปแบบก็ได้ ดังนั้นเทรดเดอร์ Forex ที่เทรดรูปแบบราคานั้นก็อย่าลืมวาง Stop loss ก็ด้วยนะครับ หมั่นฝึกฝน ดูแนวโน้มจนชิน บางครั้งอาจต้องใช้ประสาทสัมผัสและการประมวลผลหลายด้าน แต่เมื่อชำนาญแล้วมันจะคุ้มค่าต่อการฝึกฝนมากครับ เป็นกำลังใจให้กับ Treader Forex ทุกคน
#32
You cannot view this attachment.

เทรดเดอร์ที่เข้ามมาเทรดในตลาด Forex นั้น ต่างก็มีเทคนิคการเทรดที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์สายเทคนิค ที่ใช้อินดิเคเตอร์หลายอันเพื่อช่วยในการหาจุดเข้าออเดอร์ หรือสายข่าวที่จะพึ่งการดูข่าวและตัวเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาในแต่ละวัน แล้วทำการวิเคราะห์เพื่อหาจุดเข้าซื้อ แต่ในวันนี้ ทีมงาน Forexlearning จะพาทุกคนมารูัจักกับหนึ่งในกราฟแท่งเทียนที่จะเป็นตัวช่วยในการทำกำไรจากตลาด Forex ที่นักเทรดสายเทคนิคหลาย ๆ คนนิยมใช้กัน หรือก็คือ  "Pin Bar"

Pin Bar คืออะไร ?
Pin Bar คือ แท่งเทียนรูปแบบหนึ่งที่แสดงถึงการปฏิเสธ (Rejection) หรือการกลับตัวของราคา ทำให้เทรดเดอร์สามารถนำไปใช้เพื่อหาจุดเข้าซื้อ-ขายได้ โดยจุดเด่นของ Pin Bar คือ ดูง่าย และมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปสร้างกลยุทธ์ในการเทรดได้อย่างหลากหลาย

โดยสัดส่วนของไส้เทียนกับเนื้อเทียน ตามลักษณะของ Pin Bar คือ แท่งเทียนจะต้องมีไส้เทียนที่ยาว, เนื้อเทียนสั้น และอยู่ช่วงปลายไส้ จึงจะสามารถเรียกว่า "Pin Bar" ได้

You cannot view this attachment.

                                         รูปภาพตัวอย่างของ Pin Bar

รูปแบบของ Pin Bar
1. Bullish Pin Bar (Hammer)
แท่งที่มีไส้เทียนยาวลงมาด้านล่าง แสดงถึงแรงขายที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่เกิดแรงซื้อกลับที่รุนแรงกว่า ทำให้ราคากลับมาฟื้นตัว ก่อนที่จะปิดตัวด้วยราคาสูง (High) อีกครั้ง

แท่งเทียนที่เป็น Bullish Pin Bar แบบสมบูรณ์ เนื้อเทียนควรจะเป็นสีเขียว (ราคาปิด > ราคาเปิด)

2. Bearish Pin Bar (Shooting Star)
แท่งที่มีไส้เทียนยาวขึ้นมาด้านบน แสดงถึงแรงซื้อที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายเกิดแรงขายกลับที่รุนแรงกว่า ทำให้ราคาพลิกกลับตัว ก่อนที่จะปิดตัวด้วยราคาต่ำ (Low) อีกครั้ง

แท่งเทียนที่เป็น Bearish Pin Bar แบบสมบูรณ์ เนื้อเทียนควรจะเป็นสีแดง (ราคาปิด < ราคาเปิด)

การประยุกต์ใช้ Pin Bar ในการเทรด
การเทรดด้วย Pin Bar นั้น เทรดเดอร์สามารถนำ Pin Bar ข้างต้นมาใช้ดูประกอบกับการใช้เครื่องมืออื่น ๆ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการหาจุดเข้าซื้อขายสินทรัพย์ โดยเครื่องมือที่นิยมใช้ควบคู่กับ Pin Bar คือ "แนวรับ – แนวต้าน"

You cannot view this attachment.

1. กลยุทธ์ฝั่งซื้อ (Buy Setup) – ใช้ Pin Bar คู่กับแนวรับ
- "ราคาเปิด" ของแท่งเทียนที่เป็น Pin Bar "อยู่เหนือระดับแนวรับ"

- ไส้เทียนลงมาต่ำกว่าระดับแนวรับ

- ราคาปิดของแท่งเทียนนั้นไม่สามารถที่จะ Break แนวรับออกไปได้ ทำให้แท่งเทียนกลับขึ้นมาปิดเหนือกว่าระดับแนวรับ

You cannot view this attachment.

2. กลยุทธ์ฝั่งขาย (Sell Setup) – ใช้ Pin Bar คู่กับแนวต้าน
- "ราคาเปิด" ของแท่งเทียนที่เป็น Pin Bar "อยู่ต่ำกว่าระดับแนวต้าน"

- ไส้เทียนขึ้นไปสูงกว่าระดับแนวต้าน

- ราคาปิดของแท่งเทียนนั้นไม่สามารถที่จะ Break แนวต้านออกไปได้ ทำให้แท่งเทียนกลับลงมาปิดต่ำกว่าระดับแนวต้าน

กลยุทธ์ทั้ง 2 นี้ เทรดเดอร์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแท่งเทียนที่เป็น Pin Bar ในการขึ้นหรือลงไปแตะระดับแนวรับ-แนวต้าน เพื่อให้การคำนวณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เทรดเดอร์อาจจะลองศึกษาการเคลื่อนที่ของราคาในอดีตเพื่อหาสัญญาณดังกล่าวก่อนเทรดจริง

 
ตัวอย่างพฤติกรรมของ Pin Bar
ตัวอย่างที่ 1


You cannot view this attachment.

- ตัวอย่างในช่วงซ้ายของกราฟ เป็นการเกิด Pin Bar ในจังหวะที่ไม่ได้เจอแนวต้าน ทำให้ไม่มีนัยสำคัญพอที่จะส่งผลให้ราคาปรับตัวลงทันที
- ในช่วงทางขวามือ เป็นการเกิด Pin Bar ในช่วงที่เจอแนวรับพอดี จากนั้นราคาก็เด้งกลับขึ้น

ตัวอย่างที่ 2

You cannot view this attachment.

- ราคาเกิด Bearish Pin Bar ที่บริเวณแนวต้าน ซึ่งอยู่ในกรอบของรูปแบบ Triple Tops
- ประกอบกับ RSI ชี้ให้เห็นถึงโมเมนตัมการขึ้นที่อ่อนแอลง
- 3 สิ่งนี้ กดดันให้ราคาอ่อนตัวลงในที่สุด

ทั้งหมดนี้ คือ Pin Bar หนึ่งในกลยุทธ์ Price Action ที่เน้นการดูพฤติกรรมจากราคาเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปเทรดเดอร์มักใช้คู่กับแนวรับ-แนวต้าน แต่ก็สามารถนำไปต่อยอดใช้กับเครื่องมืออื่นต่าง ๆ ได้ ทั้ง RSI, Moving Average, Bollinger Bands และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อนำไปสร้าง Trade Set Up หรือกลยุทธ์การเทรดนั่นเอง
#33
การช่วยเพิ่มกำไรโดยใช้ Indicator เข้ามาช่วยดูแนวโน้มของราคา ในบทความนี้ จะขอแชร์ Indicator สุดเจ๋งอีกหนึ่งตัวที่ใช้อยู่เป็นประจำ จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเขียนวิธีการใช้ง่ายอย่างระเอียดในหัวข้อ กลยุทธ์ทำกำไรอย่างยั่งยืน ด้วยการใช้ Indicator Rate-Of-Change ( ROC ) และยังมี Indicator ที่เหมาะสำหรับมือใหม่ ที่อยากแนะนำให้ลองใช้กันก่อนเพื่อที่คุณจะสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้เข้าใจมากขึ้น

Rate-of-Change (ROC) คืออะไร ?

Indicator ROC คือ เครื่องมือช่วยหาอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคา เป็นการดูโมเมนตัมอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในการเทรดได้หลากหลายรูปแบบ ถึงแม้ Indicator ROC จะดูเรียบง่าย แต่มันมีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

การนำ Rate-Of-Change ไปใช้ในการเทรด
Rate-of-Change หรือ ROC Indicator เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดโมเมนตัมเพียว ๆ โดยดูจากเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงการขึ้นลงของราคาตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตามหลักทั่วไป เครื่องมือที่วัดโมเมนตัมมักจะเหมาะกับตลาดที่เป็น Sideway แต่ก็สามารถนำมาใช้ในการดูแน้วโน้มการกลับตัวของราคา เพื่อที่เราจะได้ตามเทรดด้วยเช่นกัน

วิธีการดูแนวโน้มจาก ROC
เราสามารถปรับค่า Period ของ ROC ให้ยาวขึ้น เพื่อที่จะสามารถดูแนวโน้มของราคาได้ โดยทั่วไป ค่า Period ที่ 250 วัน แทนระยะเวลา 1 ปี (กรณีดูแนวโน้มระยะยาว), ดู 125 วัน แทนครึ่งปี, ดู 63 วัน แทน 1 ไตรมาส และดู 21 วัน แทน 1 เดือน

การดูแนวโน้ม ROC
การดูแนวโน้ม ROC นั้น เพียงแค่เราสังเกตกราฟว่า

- ROC > 0 = แนวโน้มขาขึ้น
- ROC < 0 = แนวโน้มขาลง

You cannot view this attachment.

ตัวอย่างกราฟราคากับ ROC 250 วัน จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ ROC ลงต่ำกว่าระดับ 0 แสดงถึง แนวโน้มขาลง จนกระทั่ง ROC กลับขึ้นมาเหนือระดับ 0 ถึงจะเป็นสัญญาณของรอบขาขึ้น ที่จะกลับเข้ามาอีกครั้ง

การดูสัญญาณ Overbought / Oversold จาก ROC
ธรรมชาติของราคาจะเกิดการแกว่งตัวของราคาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้น ขาลง หรือ Sideway แม้ในช่วงขาขึ้น จะเห็นได้ว่า ก็จะมีจังหวะการย่อตัวสั้น ๆ แล้วค่อยขึ้นต่อ ตรงกันข้ามกับขาลง ก็จะมีการฟื้นตัวสั้น ๆ แล้วค่อยลงต่อ ซึ่งจังหวะการแกว่งตัวของราคานี้ เราสามารถใช้เป็นโอกาสในการเข้าทำกำไรได้ ทั้งนี้ ROC สามารถดู Overbought/Oversold เพื่อหาจุดกลับตัวในระยะสั้นได้เช่นเดียวกัน

You cannot view this attachment.

ตัวอย่างกราฟกับ ROC 12 วัน โดยใช้ระดับ Oversold ที่บริเวณ -5% จะเห็นได้ว่าเมื่อ ROC ลงมาต่ำกว่าระดับ -5% มักจะเป็น Low ของรอบการแกว่งตัว สามารถใช้จับจังหวะในการสร้างกำไรได้

ทั้งนี้การ Set ระดับ Overbought/Oversold บน ROC ของหุ้น หรือสินทรัพย์ในแต่ละตัวจะไม่เท่ากัน บางตัวผันผวนมาก ก็อาจใช้ระดับ -15% เป็นระดับ Oversold หรือบางตัวผันผวนน้อย ก็อาจใช้ระดับ -5% เป็นระดับ Oversold ต้องดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ผ่านมาประกอบด้วย

การเทรด Overbought/Oversold ใน ROC จะมีอยู่ 3 อย่างหลัก ๆ คือ

1.ในแนวโน้มขาลง : ดู Overbought ในรอบการฟื้นตัว เพื่อหาจังหวะขาย (Short)
2.ในแนวโน้มขาขึ้น : ดู Oversold ในรอบการย่อตัว เพื่อหาจังหวะซื้อ (Long)
3.ในแนวโน้ม Sideway : ดูทั้ง Overbought และ Oversold เพื่อจับจังหวะ Trading เล่นรอบ
อย่างที่ 1 และ 2 เป็นการเทรดแนวโน้มหลัก อย่างในช่วงแนวโน้มขาขึ้น การย่อตัวจะสั้นกว่าการปรับตัวขึ้น และในช่วงแนวโน้มขาลง การดีดตัวจะสั้นกว่า การอ่อนตัวลง ซึ่งถ้าเราอยู่ในช่วงที่เป็นแนวโน้มเป็นขาขึ้น ก็เตรียมตัวหาจังหวะที่กราฟย่อต่อลง เพื่อเปิดออเดอร์ซื้อในช่วงที่แนวโน้มเป็นขาลงสั้น ๆ นั่นเอง (ส่วนในฝั่งขาย ก็ตรงกันข้าม) หวังว่าในส่วนนี้ทุกท่านอ่านแล้วคงจะไม่สับสน

การดูสัญญาณ Divergence จาก ROC
เช่นเดียวกัน ROC สามารถดูการเกิด Divergence (สัญญาณการกลับตัว) ระหว่างราคากับ Indicator ได้ ซึ่งจะเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้มในอนาคต

You cannot view this attachment.

ตัวอย่างการเกิดสัญญาณ Bullish divergence ระหว่างราคาหุ้น DTAC กับ ROC 20 วัน จะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ราคาทำ Lower Low (Low ใหม่) แต่ ROC กลับยกฐานสูงขึ้น (Higher Low) เป็นสัญญาณ Bullish Divergence แสดงถึงโมเมนตัมการลงที่อ่อนแรง เป็นสัญญาณที่บอกว่า ราคามีโอกาสเปลี่ยนแนวโน้ม

สรุปการใช้ Rate-Of-Change (ROC)
Rate-of-Change Oscillator เป็นเครื่องมือที่วัดอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคา สามารถดูโมเมนตัมการแกว่งตัวของราคาได้เป็นอย่างดี เพราะ ROC เป็นเครื่องมือที่ใช้หลักการของ Momentum แบบ 100% เลย สามารถวิเคราะห์ได้หลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับระบบของตัวเอง เพื่อสร้างกำไรในการเทรดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สุดท้ายนี้ การใช้เครื่องมือ Indicator เข้ามาช่วยนั้น ไม่ได้การันตีว่าเราจะวิเคราะห์ถูก 100% แต่มันช่วยให้เราสามารถหาเทคนิคที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดอัตราการชนะตลาดให้สูงเท่าที่จะเป็นไปได้ และที่สำคัญเรื่องของการใช้ Indicator นั้น ไม่ได้ถูกจำกัดว่า ต้องใช้แค่เพียง 1 ตัว เท่านั้น เราสามารถนำ Indicator หลาย ๆ ตัวมาประยุกต์เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้ ถ้าคุณกลัวกว่าการใช้หลายตัวพร้อม ๆ กัน จะทำให้สับสน
#34
บทความในวันนี้จะมาพูดเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินออสเตรเลียและทองคำ ซึ่งการเทรดที่ดูความสัมพันธ์ เป็นวิธีการหา trade setup ที่เป็นไปได้และง่ายสุด แต่ถึงอย่างไรคุณต้องมีการศึกษา เพื่อให้คุณสามารถดูได้ว่าคู่เงินที่ท่านทำการเทรดนั้นมีความสัมพันธ์กันหรือไม่

ความสัมพันธ์ค่าเงินออสเตรเลียและทองคำ
การเทรดด้วยการดูความสัมพันธ์หรือ Correlation เป็นวิธีการหา Trade Setup ที่เป็นไปได้สูงและง่ายสุด แต่คุณต้องดูให้เป็นว่า คู่เงินที่คุณทำการเทรดสัมพันธ์กับคู่เงินไหนหรือดัชนี เช่นถ้าเป็นคู่เงิน EURUSD กับ USDCHF ก็จะวิ่งสวนทางกัน ท่านก็เปิดหรือใช้ Dollar Index เพื่อสัมพันธ์กับคู่เงินที่เกี่ยวกับ USD  และการสัมพันธ์กับสินค้าโภคภัณฑ์

You cannot view this attachment.

วิธีการดูความสัมพันธ์ (Correlation)
วิธีการดูให้ดู price structure หรือ price level พร้อมเวลาในการเคลื่อนไหว ที่เกิดขึ้นเป็นหลักเพื่อหาโอกาสเทรดใช้ชาร์ตยืนยันชาร์ต

อีกคู่หนึ่งที่นิยมกันคือการเทรดทองคำ และ AUDUSD เพราะทั้งสองมักจะเคลื่อนไหวไปทางเดียวกันเป็นหลัก เพราะประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่ผลิตทองใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน หรือบางเทรดเรียกคู่เงินที่เกี่ยวกับ AUD เป็นค่าเงินที่มีความเกี่ยวข้องกันกับ Commodity โดยส่วนมากเป็น Commodity ประเภททองคำ  และ AUDUSD จะเคลื่อนไปในทางลักษณะเดียวกัน

You cannot view this attachment.

โดยการเทรดด้วยการดู Correlation ต้องเข้าใจว่าลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาต้องเกิดลักษณะเดียวกันหรือตรงข้ามกันถ้าเป็นการดูความสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม

You cannot view this attachment.

อย่างภาพด้านบนเมื่อดูทองคำ อย่างเดียวจะไม่กล้าเทรด แต่พอมาดู AUDUSD ด้วยจะเห็นว่าราคาได้ทำ Impulsive Move ลงมา หลังจาก Consolidation แล้วดันราคาลงมาเกิด Trapped Traders ในโครงสร้างของ AUDUSD ถ้าราคากลับมาจะเป็นพื้นที่เข้าเทรดอีก เทรดเดอร์ที่เทรดตามเทรนเมื่อเป็น Impulsive Move ก็จะรอโอกาสเข้าเทรดเมื่อราคากลับมาที่จุดเบรค และเทรดเดอร์ที่ติดลบหรือ Trapped Traders ที่เราลงเบรคลงไป พอราคากลับมาแต่ราคาเกิด Rejection อีก บอกอาการไม่ว่าจะไม่ไปต่อหรือว่าจะดันราคาไปทางที่ราคาเบรคลงไป ก็จะเริ่มหันมาออกจากตลาด และยิ่งเห็นทองคำ เกิด Rejection อย่างแรงแบบเดียวกัน ที่เวลาพร้อมๆ กันด้วย ยิ่งเป็นตัวช่วยยืนยันการเข้าเทรดอีกรอบ ก็จะทำให้การเทรดเพิ่มความเป็นไปได้สูงขึ้นมาอีก

ส่วนเรื่องการกำหนด Take profit ก็ให้ดู Price level แต่ละสินค้าประกอบกัน ถ้าราคายังดันไปไม่มีสินค้าตัวไหนหยุดหรือไม่เห็น Price level ที่บอกว่าแข็งให้ถือรอได้ เพราะต้องการเห็นลักษณะ Price action ที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กันกับการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นด้วย ดังนั้นเมื่อมองจุดนี้ด้วยก็จะได้ภาพรวมการเทรด AUDUSD และ ทองคำ สัมพันธ์กันอย่างไรดังนี้

- หา Trade setup ที่เห็นการเข้าเทรดจริงที่มี Impulsive move ประกอบในโครงสร้างที่เกิดพร้อมกัน

- เปิดเทรดเมื่ออีกสินค้ายืนยันและ Stop loss กำหนดไว้แถวที่จุดเบรค หรือมากกว่าจุดที่จุดต้นตอของ Impulsive move

การกำหนดทีพี ดูพื้นที่ตรงข้ามทั้ง 2 สินค้าประกอบและดู Momentum ต่อเนื่อง ถ้ายังต่อเนื่องอยู่ทั้ง 2 สินค้าให้กำไรวิ่งไปแล้วขยับ Stop loss มาเป็น Break-Even แทนจะไม่ต้องมากังวลเรื่องการสูญเสียไม่ต้องมากดดัน

You cannot view this attachment.

อย่างกรณีชาร์ต Metatrader ของ ชาร์ต H4 จะเห็นว่าเกิดรูปแบบเดียวกันเกิดขึ้น มีร่องรอยการเข้าเทรด แต่ราคาปิดเอาชนะพื้นที่ตรงข้ามไม่เด็ดขาด ขึ้นมาด้วยบาร์ยาวๆ แต่ราคาไม่ได้ปิดบนแบบโดดเด่น แต่ก็มาแตะกรอบบนของ supply ได้ และราคาใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานบอกว่าไม่มีเทรดเดอร์ตรงข้ามอยากเปิด sell market orders มาก ไม่งั้นราคาไม่สามารถอยู่ตรงนั้นได้นาน และยังบอกว่าลด sell limit orders ไปด้วยดูกรอบเลข 1 อีกอย่างเพิ่มเติ่มสังเกตุว่าทองได้ทำเทรนขึ้นไปก่อนแล้ว การกลับมาเป็นการย่อตัว ราคาเด้งลงมาจะเห็น demand ที่ดันราคาขึ้นไปตอนแรก ที่บอกว่า impulsive move ไม่โดดเด่นเพราะไม่สามารถปิดบนได้แบบเกินมาเยอะ แต่ที่สำคัญคือข้อความเดียวกันที่เกิด impulsive move เป็นเพราะการเข้าเทรดหรือเปล่า  ดังนั้นเมื่อเทรดด้วยการดูความสัมพันธ์สิ่งที่ต้องใส่ใจคือ อาการที่เกิดขึ้นและเวลาที่อาการที่เกิดขึ้น ต้องสัมพันธ์กันค่อยจะยืนยันกันและกันได้ ดังนั้น ถ้าราคาดันขึ้นไปถึง supply ลักษณะเดียวกันเวลาช่วงเดียวกัน วิ่งอยู่ในกรอบ supply ได้แบบเดียวกัน ราคาเด้งลงมาเจอ demand แล้วเกิดการโต้ตอบเวลาช่วงเดียวกัน จะเห็นว่าพอราคาเบรคกรอบเลข 1 ได้ จะเกิดโอกาสการเทรดที่ชัดเจนมาก สำหรับโอกาสที่ Buy 2 หรือเปิดเทรดที่ Buy 1 ตอนที่ราคากลับมาเทส demand ใหม่ที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างที่ยกมาเป็นการใช้ทองคำ หรือ XAUUSD เพื่อช่วยยืนยันการเทรด AUDUSD เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้และหาว่าควรจะเข้าที่ไหนและเมื่อไรได้แบบง่ายๆ แม้ว่าทั้งสองจะเคลื่อนไหวทางลักษณะเดียวกัน แต่โครงสร้างจะไม่ชัดเจนแบบการสัมพันธ์คู่เงินอย่างกรณีของ EURUSD และ USDCHF ที่กล่าวมาตอนแรก สำคัญอาการที่เกิดและเวลาที่เกิดอาการนั้นๆ เพราะราคาขึ้นหรือลงเพราะ market orders มีมามาก มาแรงและต่อเนื่อง ณ เวลานั้น เลยทำให้เกิน limit orders ฝั่งตรงข้าม ถ้าเกิดช่วงพร้อมกัน แม้จุดอ้างอิงเช่น key levels ต่างกันบ้าง แต่บอกว่ามีการเข้าเทรดของขาใหญ่จริง เพราะขาใหญ่เมื่อเปิดเทรดพวกเขาสามารถดันราคาไปทางที่พวกเขาต้องการได้ เพราะพวกเขาเทรดด้วยจำนวนปริมาณการซื้อขายที่เยอะมากพอที่จะดันราคาไปทางที่ต้องการหรือปั่นราคาได้ ดังนั้นเมื่อเห็นแบบนี้เกิดขึ้น AUDUSD และ ทองคำก็ยิ่งจะยืนยันการเข้าเทรดจริงของขาใหญ่

จากที่ได้กล่าวมานั้น ทุกคนคงเห็นได้ชัดว่าเงินออสเตรเลียก็เป็นอีกสกุลเงินหนึ่งที่คนได้นิยมทำการเทรดโดยเฉพาะ AUDUSD เพราะทั้งสองคู่สกุลเงินมักเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวเป็นหลัก เพราะประเทศออสเตรเลียมีการผลิตทองใหญ่เป็นอันดับสองรองจากจีน หรือบางการเทรดคู่เงินที่เกี่ยวกับ AUD เป็นประเภทค่าเงินที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ โดยส่วนมากเป็นทองคำ ซึ่ง AUDUSD จะเคลื่อนไปในลักษณะเดียวกัน แต่ถึง ทองคำ หรือ XAUUSD และ AUDUSD จะเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน แต่โครงสร้างจะไม่ชัดเจนแบบความสัมพันธ์คู่เงิน

#35
ราคาเปลี่ยนแปลงตลอด ตลาดเปลี่ยนข้างไปมาเพราะการเทรดและการปิดทำกำไรของขาใหญ่ผ่านการทำงานออเดอร์ ราคาขึ้นหรือลงเพราะจำนวนออเดอร์ที่เกินกัน market orders ไม่ได้มาจากการเข้าเทรด แต่ยังมาจากการออกจากตลาดด้วย พวกที่ติดลบที่ต้องรีบออกจากตลาดเพื่อจำกัดการสูญเสีย – หลักการอย่างหนึ่งของการทำงานออเดอร์ที่ต้องเข้าใจคือคำว่า absorption – การซึมซับออเดอร์ฝั่งตรงข้ามเพราะเป็นการลด market orders ที่กำลังเข้ามา

บทความนี้จะเป็นการลงรายละเอียดการทำงานและที่มาของออเดอร์ว่าทำไมราคาถึงเด้งหรือเบรกที่พื้นที่นั้นๆ ได้

Selling Absorption เกิดขึ้นเมื่อ sell market orders ที่มาจาก aggressive sellers ที่ต้องการจะเปิด sell โดยสนใจแค่ที่ราคาปัจจุบัน ถ้าไม่เปิดเทรดก็จะไม่ทันหรือพลาดโอกาส ราคาที่ fill orders ต่างไปบ้างไม่เป็นไรขอให้ได้ตอนนี้ เจอกับ buy limit orders ของ passive buyers กำหนดเอาไว้รอ ณ ราคาที่พวกเขาต้องการไม่ให้ราคาผ่านเพื่อว่าพวกเขาจะได้เปิดเทรด buy ณ ตรงนั้น โดยออเดอร์พวก buy limit orders พวกนี้ก็จะซึมซับ sell market orders หรือที่เป็น supply ของฝ่ายที่เป็น sellers

Buying Absorption เกิดขึ้นเมื่อ buy market orders ที่มาจาก aggressive buyers ที่ต้องการจะเปิด buy โดยสนใจแค่ที่ราคาปัจจุบัน ถ้าไม่เปิดเทรดก็จะไม่ทันหรือพลาดโอกาส ราคาที่ fill orders ต่างไปบ้างไม่เป็นไร ขอให้ได้ตอนนี้ เจอกับ sell limit orders ของ passive sellers กำหนดเอาใว้ ณ ราคาที่พวกเขาต้องการไม่ให้ราคาผ่านเพื่อว่าพวกเขาจะได้เปิดเทรด sell ณ ตรงนั้น โดยออเดอรพวก sell limit orders พวกนี้ก็จะซึมซับ buy market orders หรือที่เป็น demand ของฝ่ายที่เป็น buyers

โดยพวก passive sellers หรือ buyers ที่กำหนด sell limit orders หรือ buy limit orders รอ ณ ราคาที่พวกเขาต้องการ พวกนี้ก็จะเป็นขาใหญ่หรือพวกสถาบันการเงินเป็นหลัก เพราะเทรดเดอร์พวกนี้เทรดด้วยวอลลูมที่เยอะเลยจำเป็นต้องมั่นใจว่าออเดอร์ฝั่งตรงข้ามมากพอ ออเดอร์ของขาใหญ่พวกนี้ก็จะอยู่ที่ราคาที่พวกเขากำหนดไว้และจะซึมซับ supply หรือ demand ที่มาจากพวก aggressive traders.  ผลของการซึมซับคือทำให้ราคาหยุดไม่ไปต่อ ถ้าออเดอร์ทาง aggressive traders ไม่ต่อเนื่องจนเกินหรือเอาชนะ  limit orders ของพวกขาใหญ่ไปได้ ราคามักจะเด้งจากพื้นที่ๆ เกิดการซึมซับเพราะ พวก aggressive traders ต้องจำกัดความเสี่ยงตัวเอง เมื่อราคาลงมาและเริ่มวิ่งสวนพวกเขา

ข้อแรกของหลักการ absorption คือทำให้เรารู้ว่า demand/supply เปลี่ยนแปลงตลอด ตลาดเป็นไดนามิคทำให้เราหาจุดเข้าและจุดออกเป็นช่วงๆ ไป ตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด

You cannot view this attachment.

เลข 1 ดู 2 บาร์ลงแรงๆ ต่อกันแสดงว่า sell orders จากพวก aggressive sellers มาเจอ buy limit ตรงพื้นที่ๆ เป็น swap demand ขาใหญ่ต้องการไม่ให้ราคาลงไปต่ำกว่านี้ด้วยการกำหนด buy  limit orders พอราคามาถึง limit orders ของขาใหญ่พวกนี้ก็จะซึมซับหรือลดจำนวน market sell orders ที่อาจจะมาจากการปิดกำไร หรือการเข้าเทรดแบบสวนเทรดการที่มีแต่ market orders หลักการของ limit orders ถ้ามากพอหยุดราคาที่มาจาก market orders พอหยุดถ้ามีการเข้าเทรดเพิ่มหรือออกจากตลาดของพวกที่เปิด sell ลงมา เพราะราคาไม่สามารถเบรคจุดนี้ได้ก็ต้องออกเพื่อจำกัดความเสี่ยง การออกจากตลาดของพวกนี้เลยเร่งราคาขึ้นง่าย ในที่นี้คือ buy market orders ก็จะเกิดตรงพื้นที่ buy limit orders หลังจากที่ limit orders พวกนี้ได้ซึมซับไป ก็เลยทำให้ราคาขึ้นง่ายเพราะไม่มี sell limit orders แถวที่เปิด aggressive sell orders และการออกจากตลาดของเทรดเดอร์พวกนี้เลยทำให้ราคาขึ้นง่าย

พอมาถึงเลข 2 และ 3 ก็หลักการเดียวกัน แต่ตอนนี้เป็น aggressive buy market orders ไปเจอ sell limit ของขาใหญ่ที่พื้นที่ตรงนั้น หลักการซึมซับทำงานคือ เมื่อเทรดเดอร์พวกนี้ไม่สามารถเอาชนะพื้นที่นั้นๆ ได้ ราคามักจะเด้งจากพื้นที่ตรงนั้นเพราะเทรดเดอร์พวกนี้ต้องออกจากตลาดเพื่อจำกัดความเสี่ยงตัวเอง ยิ่งราคาวิ่งสวนพวกเขาก็ยิ่งต้องรีบออก การรีบออกจากตลาดเลยเร่งราคาหรือทำให้ราคาไปง่าย  นี่คือการอธิบายที่บอกว่า market orders ไม่ได้มาจากการเข้าเทรดแต่มาจากการต้องออกจากตลาด

เลข 4 ก็เป็นอีกตัวอย่างที่อธิบายเรื่อง absorption เมื่อราคาวิ่งไปอย่างแรงเพราะ buyers ไม่ต้องการพลาดการเข้า ต้องเข้าให้ได้  อาจจะด้วยเหตุผลที่เห็นราคามาเบรคลงพื้นที่ด้านล่างได้หลังจากวิ่งอยู่ในกรอบสักระยะ และเพราะการล่า stop เพื่อหา liquidity ไปหา sell limit orders ด้านบนของขาใหญ่เองก็ได้ พอราคาไปถึงพื้นที่ เลข 4 limit orders ที่ขาใหญ่วางไว้ ซึมซับ buy market orders จนหมด ราคาไม่ไปต่อ เริ่มเด้งเพราะพวก trapped traders ที่เปิด buy market oders ขึ้นไปนี้ต้องรีบจัดการออเดอร์ตัวเองเพื่อจำกัดความเสี่ยงด้วยการ liquidate orders ที่กำลังเกิดการสูญเสีย ยิ่งถ้าราคาเริ่มลง การสูญเสียก็จะสูงขึ้น ยิ่งต้องรีบออกเลยทำให้เกิดแต่ sell market orders

จากตัวอย่างที่ยกมา absorption ทำให้ demand/supply เปลี่ยนข้างเองโดยอัตโนมัติ ตัวผู้เข้าเทรด market orders ไม่ว่าจะทาง buy หรือ sell เมื่อราคาไม่สามารถเบรคจุดๆ หนึ่ง ได้ เพราะราคาไปเจอ limit orders ที่มากพอจากขาใหญ่ที่ต้องการออเดอร์พวกนี้เพื่อจะได้เข้าตลาดที่จุดต้องการและได้เปรียบทั้งราคาและง่ายต่อการปั่นราคาด้วย เพราะถ้าพวกที่เข้าเปิดเทรดไม่สามารถเบรคพื้นที่นั้นๆ ได้ พวกนี้จะออกเอง – การออกเองทำให้เกิดออเดอร์อีกฝั่งที่เป็นด้านขาใหญ่เข้าเทรด และเกิดตรงที่ขาใหญ่วาง limit orders ไว้ เลยทำให้ราคาไปทางที่ขาใหญ่เทรดเองยิ่งราคาวิ่งไปทางที่ขาใหญ่เทรด การสูญเสียของพวกเยอะ พวกเขายิ่งต้องรีบออก ยิ่งทำให้ market orders เกิดขึ้นเยอะ ยิ่งทำให้ราคาไปเร็ว
#36
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / Hedge คือ อะไร ?
มีนาคม 08, 2024, 08:23:18 ก่อนเที่ยง
Hedge คืออะไร

Hedge หรือการทำ Hedging คือวิธีการในการประกันความเสี่ยงของการลงทุน ด้วยวิธีการเปิดรายการซื้อ(buy) และขาย(sell) เงินสกุลเงินเดียวกันในเวลาคาบเกี่ยวกัน

เช่น ถ้าคุณเทรด EUR/USD คุณเปิดทั้งออเดอร์ Buy และ Sell ไว้อย่างละ 1 ออเดอร์ ออเดอร์ละ 1 lot ดังนั้น ไม่ว่าราคาจะวิ่งไปในทิศทางใด คุณก็จะไม่มีทางได้หรือเสียเงิน ยอดรวมบัญชีของคุณจะความสมดุล หรืออาจกล่าวได้ว่า ความเสี่ยงในการเทรดของคุณเป็น 0 หลักการนี้จึงถูกนำไปประยุกต์ในในตอนที่คุณต้องการประกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด หรือตอนรู้ตัวแล้วว่าเทรดผิดทางครับ

ตัวอย่างเช่น

เปิด buy เวลา 9:00น. เปิด sell เวลา 11:00น. ปิด sell เวลา 13:00น. ปิด buy เวลา 14:00น. –>> เป็น Hedging

เปิด buy เวลา 9:00น. ปิด buy เวลา 11:00น. เปิด sell เวลา 13:00น. ปิด sell เวลา 14:00น. –>> ไม่เป็น Hedging (เป็นการเทรดปกติ ไม่ใช่เทรดแบบประกันความเสี่ยง)

* แต่ถ้าเป็นการเทรดหุ้น โดยปกติแล้วการทำ Hedge หรือการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน(Currency Hedging) จะกล่าวถึงวิธีการ 2 แบบใหญ่ๆคือ การใช้สิทธิ์ในการซื้อเงินตราต่างประเทศ(Option) และการใช้สัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า(Forward Contract) หรือใช้ตราสารอนุพันธ์ประเภท Futures ซึ่งรายละเอียดจะไม่ขอกล่าว

ข้อควรรู้ของการทำ Hedge

การทำ Hedge ดูเหมือนจะเสียค่าคอมมิชชั่น 2 รอบ แต่ถ้าคุณเลือกโบรกเกอร์ดีๆ เช่น ที่มีสเปรดน้อยๆ ถ้าทำ Hedge ไปซักพักจะพบว่าค่าคอมมิชชั่นหรือ สเปรด โดยรวมทั้งการซื้อและขายที่ Hedging ไว้จะน้อยกว่าการเทรดทางเดียวของโบรกบางโบรกเสียด้วยซ้ำ(มันหักลบจาก สเปรดทางบวก และลบ) ซึ่งผมมองว่าต่อให้เสียค่าคอมเล็กน้อย ก็ยังดีกว่าล้างพอร์ต

การ Hedge จะใช้ในการเปิด หลังจากเปิดไม้แรกไปแล้วเกิดการผิดทางที่คิดไว้ อาจจะเกิดทะลุแนวรับหรือแนวต้านในกราฟ โดยทำเพื่อลดความศูนย์เสีย และคิดว่าสักพักกราฟจะวิ่งกลับมาราคาเดิมภายหลัง

เช่น เมื่อเราซื้อ Buy ไว้เพื่อรอให้ราคาขึ้นแต่เกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้นราคากลับตกลงมาต่ำกว่าราคาที่เราซื้อ buy ไว้ เราสามารถทำ Hedging โดยการเปิดขาย Sell ในทางตรงกันข้ามเพื่อจำกัดการขาดทุนไว้ไม่ให้มากไปกว่านี้

You cannot view this attachment.

                                  Hedging โดยการเปิดขาย Sell ในทางตรงกันข้ามเพื่อจำกัดการขาดทุน

วิธีการทำ Hedging forex

1. การ Hedging แบบสมบูรณ์ :

จะทำกับค่าเงินเดียวกัน ในขนาดสัญญาที่เท่ากัน

เช่น ค่าเงิน EUR USD ผมทำการ SELL ที่ราคา 1.3700 ขนาด 0.25 ล็อตไว้ ต่อมาราคาวิ่งขึ้นผิดจากทางที่ผมคิดไว้อย่างน่าตกใจ ผมก็ BUY ตามน้ำ ที่ราคา 1.3800 ขนาด 0.25 ล็อตเช่นกัน ราคาวิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งถึงราคา 1.3950 ผมเห็นแล้วว่าเป็นแนวต้าน คิดว่ามันต้องหยุดแน่นอน ก็เลยปลดล็อคกำไรทาง BUY ซึ่งได้กำไรไป 150 จุด จากนั้นผมจะเหลือไม้ SELL ไว้ รอมันวิ่งกลับมาราคาเดิม อาจจะไม่ถึงราคาเดิมก็ได้แต่ก็หักลบอาจได้กำไรนิดหน่อย ซึ่งก็ยังดีกว่าขาดทุน

2. การ Hedging แบบไม่สมบูรณ์ :

จะทำกับค่าเงินเดียวกัน แต่ในขนาดสัญญาที่แตกต่างกัน

เช่น ค่าเงิน EUR USD ผมทำการ SELL ที่ราคา 1.3700 ขนาด 0.25 ล็อตไว้ ต่อมาราคาวิ่งขึ้นผิดจากทางที่ผมคิดไว้อย่างน่าตกใจ ผมก็ BUY ตามน้ำ ที่ราคา 1.3750 ขนาด 0.5 ล็อต ราคาวิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งถึงราคา 1.3800 ผมจึงซื้อไม้สาม ขนาด 1 ล็อต ต่อมาวิ่งอีกถึงราคา 1.3850 ผมก็ซื้ออีก 1 ล็อต จะเห็นได้ว่าผมถือทั้งหมด 4ไม้จนเกิดกำไร

3. Hedging ในกรณี ต่างค่าเงิน :

เช่น SELL EUR /USD แต่ไป BUY GBP/USD ในเวลาเดียวกัน พอได้กำไรเมื่อไหร่ก็เลิกเลย หรือถือต่อไปตามแผนใจหรือแนวโน้มของตลาด

4.Hedging โดยใช้ OPtion หรือ binary option contracts :

ซึ่งศาสตร์นี้จะลึกซึ้งขึ้นมาอีกหน่อย โดยจะมีเรื่องการหมดอายุสัญญามาให้ปวดหัว กลยุทธ์นี้จะยากขึ้นพลิกแพลงขึ้น ถ้าท่านเข้าใจก็จะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ถ้า Hedge เป็นก็รวย ไม่เป็นก็อันตราย

ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการทำ Hedge นั้นมีดังต่อไปนี้

1.ช่วยป้องกันความผันผวนของตลาด

ข้อแรกนี้ถือเป็นข้อที่มีความสำคัญมากที่สุดเลย คือป้องกันความผันผวนของตลาด ซึ่งอาจเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่นการโจมตีฝรั่งเศสของผู้ก่อการร้ายทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 160 คนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ตลาด Forex ยุโรป มีการแกว่งตัวอย่างรุนแรง และคุณอาจได้รับผลกระทบในกรณีดังกล่าวด้วย

ตัวอย่าง

คุณ Buy EUR/USD ตั้งแต่ 1.4950 และราคาในปัจจุบันคือ 1.5000 แต่กำลังจะมีการประกาศข่าวที่สำคัญของค่าเงิน USD และคุณคาดว่าจะมีความผันผวนที่อาจทำให้ราคาวิ่งไปชนจุด Stop Loss ของคุณได้ คุณจึงจะหาทางที่จะปกป้องผลกำไรของคุณโดยการ Hedge เพื่อป้องกันความเสี่ยงของออเดอร์ของคุณ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถเอา Stop Loss ของคุณออกได้ชั่วคราวในช่วงที่มีความเสี่ยงจากภาวะราคาผัวผวนมากๆจากข่าว และที่นี้คุณก็สามารถถืออเดอร์รอดูข่าวได้อย่างไม่ต้องมีความเสี่ยงใดๆ ถ้าข่าวที่ออกมาส่งผลดีกับออเดอร์แรกของคุณ (Buy) คุณก็สามารถปิดออเดอร์ Hedge (Sell) ของคุณได้เพื่อให้ ออเดอร์ Buy ของคุณวิ่งทำกำไรต่อไปในแนวโน้มขาขึ้น

2.แก้ไขสถานการณ์เมื่อเทรดพลาด แล้วรอเข้าทำกำไร

เช่น เมื่อเราซื้อ Buy ไว้เพื่อรอให้ราคาขึ้นแต่เกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้นราคากลับตกลงมาต่ำกว่าราคาที่เราซื้อ buy ไว้ เราสามารถทำ Hedging โดยการเปิดขาย Sell ในทางตรงกันข้ามเพื่อจำกัดการขาดทุนไว้ แล้วรอกราฟวิ่งกลับมาราคาเดิมภายหลัง

ซึ่ง Hedge เป็นตัวอย่างหนึ่งในสามวิธีการแก้ปัญหานี้ กล่าวคือ

1 Cut loss ตัดขาดทุนไป หรือตัดกำไรที่ได้จากการเทรดโดยรักษาต้นทุนไว้

2 รอมันเด้งขึ้นมาแล้วปิด หลายคนจะลุ้นวิธีนี้ ซึ่งอาจจะไม่ได้โชคดีเสมอไป การเล่นแบบนี้เขาเรียกว่าเข้าข่ายเล่นพนันครับ

3 แก้ปัญหาโดยการ Hedging

You cannot view this attachment.

Hedge คืออะไร forex

Hedging โดยการเปิดขาย Sell ในทางตรงกันข้ามเพื่อจำกัดการขาดทุนไว้ แล้วรอกราฟวิ่งกลับมาราคาเดิม ช่วยให้คุณทำกำไรได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการที่คุณจะป้องกันความเสี่ยงแล้วการทำ Hedge ยังสามารถช่วยให้คุณทำกำไร เมื่อราคามีการปรับตัวในราคาวิ่งไปตามแนวโน้ม ซึ่งจะทำให้ผลกำไรของคุณเพิ่มเป็น 2 เท่า กล่าวคือคุณจะได้กำไรจากทั้งการ Buy และ Sell ซึ่งในการใช้กลยุทธ์นี้ในการเทรด คุณควรจะต้องรู้ก่อนว่าจุดกลับตัว หรือจุด Retracement นั้นอยู่ตรงไหน เพื่อที่จะเข้าออเดอร์ได้แม่นยำมากขึ้น

ตัวอย่าง

ถ้าคุณคาดว่า EUR/USD จะวิ่งในทิศทางขาขึ้น คุณจึงเปิด Buy ที่ 1.4950 และเป้าหมาย Take profit ของคุณอยู่ที่ 1.5100 ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.5000 และคุณคาดว่าราคาจะลงมาพักตัวที่ระดับ 1.4980 ดังนั้นคุณจึง Hedge ด้วยการ Sell ที่ 1.5000 และเมื่อราคาลงมาถึงระดับ 1.4980 คุณก็ปิดออเดอร์ Sell ของคุณ คุณก็จะได้กำไรในส่วนนี้ไปก่อน แต่คุณยังเก็บออเดอร์ Buy ในครั้งแรกของคุณไว้และหวังว่าราคาจะวิ่งไปถึงเป้าหมายของคุณ (1.5100) แต่ที่แน่ๆคุณได้กำไรจากการ Hedge ออเดอร์ Sell ไปเรียบร้อยแล้ว

อันที่จริงในกรณีนี้ แม้ว่าคุณจะไม่ได้เปิดออเดอร์ Hedge แต่ในการเปิดออเดอร์แรกของคุณก็ทำกำไรได้ 30 จุด อยู่แล้ว ( 1.4980-1.4950 = 30 จากการเปิด Buy ในครั้งแรก)

และเมื่อมีการ Hedge กำไรของคุณจะกลายเป็น 50 จุด (1.4980-1.4950 = 30 จากการเปิด Buy ในครั้งแรก และ 1.5000 -1.4980 = 20 ในการเปิด Sell เพื่อ Hedge)
#37
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / Triple day pullbacks คืออะไร ?
มีนาคม 06, 2024, 04:46:44 หลังเที่ยง
กลยุทธ์การเล่นครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะได้รับผลกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศและจะกลับมามีกำไรอีกครั้ง และการออกค่อนข้างชัดเจน

 

1.การเปิด Long (ฝั่งสั้นตรงกันข้าม)

ADX> 25, + DI> -DI

หรือ ADX> 30, + DI> -DI

2.เมื่อราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 3 วันติดต่อกันเปิดยาวที่ราคาปิดของแท่งวันที่ 3

3.ออกเมื่อราคาผ่านไป 2 วัน (ไม่มีStop loss )

You cannot view this attachment.

1.ค่า ADX มากกว่า 25 (ADX = 56) และ + DI มากกว่า -DI

2.ราคาอ่อนตัวลงติดต่อกัน 3 วันเปิดยาวที่ราคาปิดของแท่งที่ 3

3.ปิดตำแหน่งในแท่งเทียน 2 แท่งถัดไป

สั้นการเปิดฝั่งสั้น



1.ค่า ADX มากกว่า 25 (ADX = 38) และ -DI มากกว่า + DI

2.ราคาอ่อนตัวลงติดต่อกัน 3 วันเข้าสั้นที่ราคาปิดของแท่งที่ 3

3. ปิดตำแหน่งในแท่งเทียน 2 แท่งถัดไป

จะเห็นได้ว่ามีการตั้งค่าที่เข้าใจได้ง่ายและมีชื่อเสียงการค้าขายสูงในตลาด Forex คนที่อยู่ในสายระบบการค้าสามารถใช้งานได้ง่าย แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจก็สามารถนำไปใช้ในช่วงออกราคาได้เช่นมาก
#38
ในการเทรด Forex เครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างสูงคือ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค อย่างไรก็ตามปัญหาในการวิเคราะห์ และการตัดสินใจในการเทรด Forex นั้นไม่ได้ง่ายและแม่นยำเหมือนจับวาง ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคานั้น  ตัวอย่างที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ได้แก่ พอไปดู  Time Frame 1 ชั่วโมงเป็นขาลงและยังไม่สุดดี ราคาพลิกกลับดีดขึ้นอย่างรวดเร็ว พอกลับไปดู Time Frame 4 ชั่วโมงแล้วปรากฏว่ามันคือขาขึ้น เราก็บอกว่า อ๋อออออออ!!! เป็นเพราะว่า Time Frame ใหญ่กว่านี่เอง ทำให้เราพลาดโอกาสนั้น

วิเคราะห์ขึ้นหรือวิเคราะห์ลงดี

ในการวิเคราะห์หลาย Time Frame ปัญหาอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ จะใช้ Time frame ใหญ่เป็นหลัก หรือ Time Frame เล็กเป็นหลักดีหล่ะ เรื่องนี้จริง ๆ แล้วไม่มีวิธีการไหนที่ผิดและถูกในการวิเคราะห์ Time Frame ใหญ่ไปหาเล็ก หรือ วิเคราะห์ Time Frame เล็กไปหาใหญ่ แน่นอนว่า มันไม่มีรูปแบบที่ตายตัว บางครั้งบางสถานการณ์ต้องใช้ Time Frame เล็ก แต่บางสถานการณ์ต้องใช้ Time Frame ใหญ่เป็นหลัก หลายคนเถียงว่าไม่จริง ผมคงต้องบอกว่า นั่นเพราะว่าบางคนยึดโยงกับ Time Frame ใหญ่ที่ส่งอิทธิพลมา แล้วถ้าพูดจากำปั้นทุบดินแบบผมนี่จะให้ใช้ยังไงดีหล่ะ ใจเย็น ๆ วิธีการใช้คือ

ต้องดูว่า เทรนด์เกิด Time Frame ไหน เพราะว่า บางครั้งเทรนด์ไม่ได้เกิด Time Frame ใหญ่ การใช้ Time Frame ใหญ่เป็นตัวนำจึงผิดอย่างไรหล่ะ สิ่งที่เราควรจะจับให้ได้คือ Trend เกิดที่ Time Frame ไหน ซึ่งเทรนด์ไม่เหมือน Side way จะต้องจับให้ได้ก่อน บางครั้ง Trend เกิดขึ้นแต่เราจับสัญญาณ Side Way ทำให้เราคิดว่าจะมีการกลับตัว

วิเคราะห์เครื่องมือให้ถูก – บางครั้งเทรนด์เกิดขึ้นใน Time Frame Daily แต่ว่าพอไปดูสัญญาณ Weekly แล้วกลับกลายเป็นแค่กรอบ Side Way แคบ ๆ เท่านั้นเอง การดู Time Frame ใหญ่หรือเล็กจึงควรดู Trend ว่าเกิด Time Frame ไหนเป็นหลัก

แล้วควรดูกี่ Time Frame ดี

หลายคนบอกว่า ต้องดูหลาย ๆ Time Frame แต่ว่าสำหรับผม ผมดูทุก Time Frame แม้ว่าเราจะเทรด 1 ชั่วโมง เราก็ต้องดูกราฟ 5 นาทีด้วยว่า นี่เป็นกราฟที่ราคาถูกที่สุดหรือไม่ หรือว่าถูกได้อีกโดยการดูจังหวะหลาย ๆ Time Frame ประกอบกัน สำหรับแล้วผมใช้ 4 Time Frame เป็นอย่างน้อยเพื่อยืนยันความสอดคล้องกัน โดยเราต้องตั้งค่าบนหน้าจอเพื่อที่จะดูได้ในรวดเดียว ดังตัวอย่างต่อไปนี้

You cannot view this attachment.

จากรูปข้างต้นผมใช้กราฟ 4 กราฟ สำหรับ AU บนขวาคือกราฟ Daily ล่างขวา คือกราฟ Weekly และบนซ้ายคือกราฟ 1 ชั่วโมงและล่างซ้ายคือกราฟ 4 ชั่วโมง สำหรับผม ผมจะส่งสัญญาณเทรดที่กราฟ 4 ชั่วโมง แต่ผมก็ดูกราฟ Time Frame อื่นด้วย โดย Function การตั้งค่าหน้าจอแบบนี้ เพื่อให้สะดวกต่อการเทรดแบบนี้ มีอยู่ใน MT4 อยู่แล้ว

การใช้กราฟ หลาย Time Frame จจจะต้องใช้ indicator ชุดเดียวกัน เพื่อที่จะสะท้อนความต่างของมุมมองได้ชัดแจ้งมากที่สุด ทำให้เราไม่พลาดง่าย ๆ โดยไม่ดูตามาตาเรือ และตัดสินใจเทรดได้อย่างแม่นยำทุกจุดมากยิ่งขึ้น

เทคนิดง่าย ๆ แค่นี้อาจจะช่วยเสริมเขี้ยวเล็บฝึกการตัดสินใจได้ดีกว่าการใส่ indicator ที่เทพ ๆ เป็นไหน ๆ ครับ  อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นแค่จุดหนึ่ง ที่จะต้องเสริมคือ ข้ออ่อนของมัน

จุดอ่อนของมัน

ในสมัยก่อนที่ผมแชร์เทคนิคนี้ให้เพื่อนที่เทรดด้วยกัน เขาบอกว่า มันทำให้งงและสับสนได้ง่ายว่า จะขึ้นหรือจะลง บ่อยครั้งที่เทรดเดอร์จะต้องมาเจอปัญหา ความสับสนทำให้ตัดสินใจได้ลำบากว่า ควรตะเชื่อข้อมูลจากทางไหนดี  ทางกราฟ Weekly บอกว่าจะลงต่อ แต่ทางกราฟ Daily บอกว่ากลับตัวมาได้ 2 – 3 วันแล้ว ทางกราฟ  4 ชั่วโมงก็ทำท่าจะลง เพราะขึ้นมาเยอะแล้ว อะไรทำนองนั้น นั่นเป็นปัญหาที่ต้องบอกว่าเจอกันทุกคน ซึ่งจุดอ่อนนี้สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ คือ

การใช้เวลาฝึกฝนดูกราฟ มันจะเข้ามาในความทรงจำของคุณอย่างค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลา แต่ว่ามันสามารถแก้ไขจุดอ่อนได้ดี บางครั้งเราอาจจะต้องใช้เวลาหลายปีในการเก็บภาพรูปแบบกราฟเหล่านั้น  ก็ตลอดชีวิตของการเทรดของเรานั่นแหละครับ  นอกจากการฝึกฝนดูกราฟบ่อย ๆ แล้ว สิ่งที่ต้องทำอีกอย่างคือ การไม่ดูกราฟมาก การดูกราฟบ่อย ๆ กับดูกราฟมากนั้นเป็นคนละเรื่อง การดูกราฟ 4 Time Frame นั้น เป็นเรื่องของความรู้สึกและสัญชาตญาณเป็นหลัก เพื่อให้ชินกับการใช้งาน เราต้องดูแล้วตัดสินใจเลย ไม่ใช่มัวแต่คิดพิจารณา นั่งเฝ้าหน้าจอ อย่างนั้นเรียกว่า overtrade เสพติดการเทรดครับ
#39
You cannot view this attachment.

Commodity Channel Index หรือ CCI คืออินดิเคเตอร์ที่สามารถบ่งชี้ถึงการเริ่มต้นแนวโน้มใหม่ และยังสามารถแจ้งเตือนในกรณีที่ราคาขึ้นหรือลงมากเกินไปได้อีกด้วย โดยเครื่องมือตัวนี้ถูกคิดค้นโดย Donald Lambert ซึ่งในตอนแรกเริ่มนาย Lambert ได้สร้างเครื่องมือนี้เพื่อที่ว่าจะหา Cycle ของราคาบนสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ด้วยความมีประสิทธิภาพของเครื่องมือนี้ ทำให้กลายเป็นที่นิยมและถูกนำมาประยุกต์ใช้ต่อในการเทรดดัชนี, หุ้น, ETFs และอื่น ๆ อีกมากมาย
 
โดย CCI จะวัดจากราคาปัจจุบันเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา (ค่า Default อยู่ที่ 20-period) โดยในช่วงที่ CCI มีค่าสูง ก็แปลว่า ราคาปัจจุบันนั้นอยู่ในระดับที่สูง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา ส่วนในช่วงที่ CCI มีค่าต่ำ ก็แปลว่า ราคาปัจจุบันนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ CCI สามารถใช้ในการวิเคราะห์ระดับ Overbought และ Oversold ของราคาได้
 
การวิเคราะห์
 
เนื่องด้วย CCI ถูกใช้เปรียบเทียบราคาปัจจุบันกับราคาเฉลี่ย โดยเมื่อ CCI ให้ค่าเป็นบวก เป็นการแสดงให้เห็นว่า ราคาปัจจุบันได้อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการขึ้นของราคา ในทางตรงกันข้าม หาก CCI ให้ค่าเป็นลบ แปลว่าราคาปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแรง
 
โดย Commodity Channel Index (CCI) สามารถเป็นได้ทั้ง Coincident Indicator และ Leading Indicator
 
Coincident indicator : อินดิเคเตอร์ที่เคลื่อนไหวไปตามราคา โดยเมื่อ CCI กระชากขึ้นเหนือระดับ +100 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการขึ้นของราคา เป็นสัญญาณการเริ่มต้นการขึ้นใหม่ ในทางตรงกันข้าม กรณี CCI ดิ่งลงต่ำกว่าระดับ -100 เป็นสัญญาณการเริ่มต้นขาลง
 
Leading indicator : อินดิเคเตอร์ที่สามารถชี้นำราคา CCI สามารถใช้ดูระดับ Overbought และ Oversold ได้ เพื่อใช้จับจังหวะการย่อตัวหรือฟื้นตัวระยะสั้น อีกทั้งการดู Divergence ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในโมเมนตัมการเคลื่อนไหวของราคา และมีโอกาสกลับตัวในที่สุด
 
CCI กับการเริ่มต้นแนวโน้มใหม่
 
การที่ CCI เคลื่อนไหวขึ้นสูงเหนือระดับ +100 แสดงถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แสดงถึงความแข็งแกร่งของราคา ซึ่งมีโอกาสเข้าสู่รอบการขึ้นใหม่อีกครั้ง ในทางตรงกันข้าม กรณี CCI ลงต่ำกว่า -100 แสดงถึงความอ่อนแอของราคา มีโอกาสเข้าสู่แนวโน้มขาลง

You cannot view this attachment.

กราฟตัวอย่างการใช้ CCI ในการหาจุดเริ่มต้นแนวโน้มใหม่ของราคา จะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ CCI ขึ้นเหนือ +100 (เส้นสีเขียว) เป็นสัญญาณการเริ่มต้นการเข้าสู่รอบการขึ้นใหม่อีกครั้ง และในทางขวาสุดของกราฟ (เส้นสีแดง) เป็นจังหวะที่ CCI ลงต่ำกว่า -100 เป็นสัญญาณการเข้าสู่รอบขาลง
 
Overbought/Oversold
 
CCI สามารถใช้วิเคราะห์ Overbought/Oversold ทั้งนี้ต้องเข้าใจ CCI ก่อนว่ามันเป็นลักษณะ Unbound Oscillator คือไม่มี Limit ในการแกว่งตัว (โดยปกติทั่ว Indicator ทั่วไป อย่างเช่น RSI จะแกว่งตัวในช่วง 0-100 แต่ CCI ไม่ใช่อย่างนั้น) ดังนั้นการวัด Overbought/Oversold ของ CCI จะค่อนข้างอิสระ
 
โดยหลักการทั่วไปในการวิเคราะห์ Overbought/Oversold ของ CCI คือ ในช่วงที่ราคาแกว่งตัว Sideway จะใช้ค่าที่ระดับ +/-100 ส่วนในช่วงที่ราคาเป็นเทรนอยู่แนะนำให้ใช้ช่วงระดับ +/-200 ในการหาจุด Extreme Levels (Overbought/Oversold) ทั้งนี้การวัดระดับ Overbought/Oversold ต้องคำนึงถึงความผันผวนของราคาหุ้นด้วยเช่นเดียวกัน

You cannot view this attachment.

ตัวอย่างกราฟในการใช้ดูระดับ Overbought และ Oversold ของราคา โดยใช้ระดับ +/- 200 เป็นระดับในการวัด ในการเทรด สำหรับเทรดเดอร์ที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถเข้าเทรดตั้งแต่ตอนที่ราคา แตะระดับ +/- 200 ได้เลย หรือ อีกกรณีสำหรับเทรดเดอร์ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ สามารถเข้าเทรดหลังจากที่ CCI วกกลับเข้ามาในกรอบ +/- 200
Divergence
 
การเกิด Divergence คือความไม่สอดคล้องระหว่างราคากับ Indicator ซึ่งการเกิดสัญญาณนี้ บ่งชี้ว่าราคามีโอกาสที่จะกลับตัวเกิดขึ้นในอนาคต

You cannot view this attachment.

ตัวอย่างการเกิด Divergence กับ CCI บนกราฟราคาทองคำ ในกราฟทางซ้ายมือเป็นการเกิดสัญญาณ Bearish divergence จากเดิมที่ราคาอยู่ในรอบขาขึ้น จากนั้นกลับเข้าสู่รอบขาลง ส่วนทางขวามือเป็นการเกิดสัญญาณ Bullish divergence (เกิด Bullish Divergence จำนวน 2 รอบ) จากเดิมที่ราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง กลับเข้าสู่รอบการขึ้นใหม่อีกครั้ง
 
สรุป
 
CCI เป็น Indicator ที่ค่อนข้างสารพัดประโยชน์ สามารถดู Overbought/Oversold, ดูการเริ่มต้นของแนวโน้ม และยังสามารถหาจุดกลับตัวของราคาได้จากสัญญาณ Divergence อีกทั้งยังสามารถใช้ได้ในสินค้าที่หลากหลาย ทั้ง Forex, หุ้น, ดัชนี, ทองคำ, น้ำมัน และอื่น ๆ อีกมากมาย
 
ทั้งนี้เทรดเดอร์ยังสามารถนำอินดิเคเตอร์ตัวอื่น เข้ามาช่วยในการยืนยันสัญญาณต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดของเทรดเดอร์ได้อีกด้วย
#40
หากต้องการจะเทรดคู่สกุลเงิน แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกคู่สกุลเงินใด Currency Correction อาจจะช่วยหาคำตอบได้ แต่มันคืออะไร? สิ่งที่ใช้ตัดสินดูได้จากอะไร แล้วตัวเลขบวก / ลบ คืออะไรกันแน่ วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกันครับ รับรองว่า มันจะช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจความสัมพันธ์ของคู่สกุลเงินต่าง ๆ มากขึ้นอย่างแน่นอน

Currency Correction คืออะไร ?

Currency Correction คือ "ความสัมพันธ์ของสกุลเงิน" ในตลาดแลกเปลี่ยนค่าเงิน (Forex) ซึ่งเป็นหนึ่งในการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่แสดงถึงความเกี่ยวข้องในมูลค่าและการเคลื่อนไหวของค่าเงิน โดยมีความสัมพันธ์ คือ หากคู่สกุลเงิน 2 คู่ มีการเคลื่อนไหวขึ้นไปพร้อมกัน นั่นแสดงว่า คู่สกุลเงินนั้นมีความสัมพันธ์ต่อกันใน "เชิงบวก" แต่หากคู่สกุลเงิน 2 คู่ เคลื่อนไหวตรงข้ามกัน คู่หนึ่งแข็งค่า อีกคู่หนึ่งอ่อนค่าลง จะหมายความว่า คู่สกุลเงินนั้นมีความสัมพันธ์ต่อกันใน "เชิงลบ" นอกจากนี้ หากคู่สกุลเงิน 2 คู่ เคลื่อนที่แบบสุ่ม โดยไม่มีความสัมพันธ์ที่สามารถตรวจพบได้ นั่นอาจหมายถึง คู่สกุลเงินนั้น "ไม่มีความสัมพันธ์" ต่อกัน

You cannot view this attachment.

                             ตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างคู่เงิน 2 คู่ จะถูกแสดงด้วย "ตัวเลข สัญลักษณ์ + และ -" โดยผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีตั้งแต่ -1 ถึง +1 และมีทศนิยมแทนค่าสัมประสิทธิ์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมายิ่งสูงก็จะยิ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของคู่เงิน หรือเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ขณะเดียวกัน หากตัวเลขออกมาน้อยก็จะหมายถึง คู่เงินนั้นมีความสัมพันธ์กันน้อย อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ของสกุลเงินก็สามารถแปรผันได้ตามช่วงเวลา และปัจจัยต่าง ๆ

Currency Correction ใช้บอกอะไร ?

ความสัมพันธ์ของสกุลเงิน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เทรดเดอร์ต้องทำความเข้าใจ เพราะมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลลัพธ์การเทรด Forex เนื่องจากมันสามารถบ่งชี้ถึงโอกาสในการทำกำไรที่มากขึ้น และใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปิดสถานะคำสั่งซื้อ ขณะที่ตลาดเกิดความผันผวนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ทำไมคู่สกุลเงินจึงมี Currency Correction เป็นบวกหรือลบ ?

การที่คู่สกุลเงิน 2 คู่ มีความสัมพันธ์ต่อกันเป็นบวกหรือลบ นั่นเป็นเพราะสกุลเงินแต่ละคู่จะสะท้อนถึงพื้นฐานความสัมพันธ์ของประเทศนั้น ๆ ที่แตกต่างกัน ทั้งด้านความสัมพันธ์กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD), เศรษฐกิจ, การเมือง, ความแตกต่างของนโยบายการเงิน, การเปลี่ยนแปลงนโยบายธนาคารกลาง, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และปัจจัยอื่น ๆ

และโปรดทราบว่า ความเชื่อมโยงของสกุลเงินจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่ง ณ ตอนนี้ ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันถึงสิ่งที่เหมือนเดิมในอนาคต ดังนั้น เราจึงขอแนะนำให้ทุกท่านตรวจสอบความเชื่อมโยงในระยะยาว และหมั่นติดตามข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับมุมมองที่ดียิ่งขึ้น

คู่สกุลเงินที่มีความสัมพันธ์กันมากที่สุดคืออะไร ?

คู่สกุลเงินที่มีความสัมพันธ์กันมากที่สุด มักจะเป็นคู่ที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกัน ตัวอย่างเช่น คู่สกุลเงิน EUR/USD และคู่สกุลเงิน GBP/USD มักมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกต่อกัน เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ซึ่งความสัมพันธ์นี้ยังรวมถึงความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ และสถานะสกุลเงินสำรอง 2 สกุล ที่ถือกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน

You cannot view this attachment.

ความสัมพันธ์ของสินค้าโภคภัณฑ์กับสกุลเงิน

มูลค่าของสกุลเงินบางสกุลไม่เพียงแต่มีความสัมพันธ์กับมูลค่าของสกุลเงินอื่นเท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์กับราคาของสินค้าโภคภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประเทศนั้นเป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าโภคภัณฑ์และสกุลเงิน เช่น CAD/น้ำมันดิบ ราคาของเงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) มักมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับราคาน้ำมัน โดยปกติ หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นก็จะทำให้มูลค่าของเงินดอลลาร์แคนาดาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เป็นต้น

 
โดยสรุปแล้ว Currency Correction ก็คือ ความสัมพันระหว่างสกุลเงิน 2 คู่ ซึ่งจะแสดงผลออกมาเป็นบวกหรือลบ สื่อถึงความเชื่อมโยงในการเคลื่อนที่ระหว่างกัน เทรดเดอร์จึงสามารถใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจการเปิดสถานะได้ อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ของคู่เงินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้น อย่าลืมติดตามข่าวสาร และใช้เครื่องมืออื่น ๆ ช่วยป้องกันความเสี่ยงด้วย
#41
บทความนี้เราจะมาพูดถึงการวิเคราะห์ความแข็งแรงของ Trend หรือแนวโน้มของราคา โดยพิจารณาจากอารมณ์หรือความรู้สึกของคน หรือที่เรียกกันว่า Sentiment Analysis และหนึ่งในวิธีที่เป็นที่นิยมในการวิเคราะห์ทางอารมณ์ ก็คือ การดู Volume การซื้อขาย ควบคู่กับการพยากรณ์ทิศทางราคา หรือ Trend

ความสำคัญของ Volume

อย่างที่นักลงทุนหลาย ๆ คนทราบกันดี Volume คือปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งมักจะปรากฏให้เห็นในรูปแบบแท่งด้านล่างของ Platform ถ้าปริมาณการซื้อขาย หรือ Volume สูง ก็หมายความว่ามีนักลงทุนกำลังซื้อขายในตลาดเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันถ้าปริมาณการซื้อขายลดต่ำลง นั่นคือ มีนักลงทุนกำลังซื้อขายในปริมาณที่ลดลง

สำหรับตลาดที่มีการเคลื่อนไหวแบบมีแนวโน้ม คือราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง การใช้ประโยชน์จาก Volume จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการใช้อินดิเคเตอร์จำพวก Oscillator คือหาระดับราคาที่ Overbought ซื้อมากเกินไป หรือ Oversold ขายมากเกินไป โดยดูจากปริมาณการซื้อขาย ถ้าปริมาณการซื้อขายลดลง นั่นคือความแข็งแรงของแนวโน้มเริ่มลดลง อาจเข้าสู่จุดกลับตัว หรือจุดพักแบบเคลื่อนไหวในกรอบ

You cannot view this attachment.

โดยทั่วไปแล้ว Volume หรือปริมาณการซื้อขายมักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ Support การวิเคราะห์ทางเทคนิค หรือ Technical Analysis โดยจะเป็นตัวยืนยันแนวโน้มว่าขึ้นหรือลงตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคาถูกกดลงมาอย่างรวดเร็วหลังจากที่แนวโน้มของราคาเป็นแนวโน้มขาขึ้นมาตลอด ซึ่งอาจจะเกิดจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อราคา การลดลงอย่างรวดเร็วที่เกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มขาขึ้นทำให้นักลงทุนไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าสัญญาณนั้นเป็นสัญญาณที่บอกจุดกลับตัว (trend reversal) หรือเป็นเพียงสัญญาณหลอกเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนำมาสู่การประยุกต์ใช้ Volume กับการวิเคราะห์สัญญาณ เพื่อแก้ปัญหาสัญญาณหลอกที่เกิดขึ้น

การนำ Volume ไปใช้กับการวิเคราะห์ความแข็งแรงของแนวโน้ม

การใช้ Volume เพื่อกรองสัญญาณหลอกนั้น จะใช้โดยการเปรียบเทียบระหว่าง Volume ที่เกิดขึ้น กับ Volume เฉลี่ยใน n ช่วงเวลา ถ้าในบริเวณที่ตลาดส่งสัญญาณคล้ายการกลับตัวนั้น ปริมาณการซื้อขายมีสูงมากกว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย สัญญาณกลับตัวนั้นมีความน่าเชื่อถือสูง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นมีน้อยกว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย สัญญาณนั้นก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นสัญญาณหลอก

ข้อสังเกตจากการใช้ปริมาณซื้อขายในการดูความแข็งแรงของแนวโน้ม

ในช่วงแนวโน้มขาขึ้น ปริมาณการซื้อ (แท่งเขียว) ต้องมากกว่าปริมาณการขาย (แท่งแดง) และในช่วงแนวโน้มขาลง ปริมาณการขาย (แท่งแดง) ต้องมากกว่าปริมาณการซื้อ (แท่งเขียว)

You cannot view this attachment.

ถ้าราคาปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงเวลาก่อนหน้านั้น หรือราคากระโดดขึ้นทั้งๆที่อยู่ในช่วงแนวโน้มขาลง แต่ Volume การซื้อขายลดลงกว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย เราอาจจะตีความได้ว่า ตลาดยังไม่เข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นที่แท้จริง มีแค่สัญญาณหลอก

You cannot view this attachment.

เช่นเดียวกับข้อ (2) แต่ปริมาณการซื้อขายมีค่าสูงกว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย สามารถพยากรณ์ได้ว่าราคาเข้าสู่จุดกลับตัว

ในกรณีที่เป็นการเคลื่อนไหวแบบมีแนวโน้ม ถ้าปริมาณการซื้อขายลดลง นั่นคือความแข็งแรงของแนวโน้มเริ่มอ่อนกำลังลง และกำลังจะกลับทิศ หรือเข้าสู่การเคลื่อนที่แบบไร้แนวโน้มในอีกไม่ช้า
#42
Trend line เส้นตรงที่ใช้ในการหาแนวโน้มของกราฟราคา ได้รับความนิยมไปอย่างแพร่หลาย แต่ยังคงมีข้อถกเถียงกันว่า จริง ๆ แล้ว Trend line มีวิธีการลากที่ถูกต้องอย่างไรกันแน่ แล้วที่เราลากกันอยู่นั้น มันถูกต้องจริง ๆ หรือเปล่า วันนี้ Forexlearning จะมาบอกวิธีการลากเส้น Trend line ที่ถูกต้อง พร้อมกับวิธีการหาจุดเข้า และการประยุกต์ใช้ในการเทรดขั้นพื้นฐาน

Trend line คืออะไร?

You cannot view this attachment.

Trend line คือ เครื่องมือที่มีลักษณะเป็นเส้นตรง ใช้ในการหาแนวโน้มของกราฟราคา ว่ามีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ขาลง หรือ Sideway ซึ่ง Trend line เป็นต้นกำเนิดของการเกิด "รูปแบบกราฟ" หรือ "Chart Pattern" จากการนำเส้น Trend line มาลาก แล้วเกิดเป็นรูปแบบกราฟต่าง ๆ โดยสามารถที่จะนำมาวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Trend line สามารถที่จะใช้ได้กับทุกสภาวะตลาด ไม่เว้นแม้แต่ Sideway และยังสามารถที่จะเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดแนวรับ-แนวต้าน และใช้ในการวิเคราะห์เพื่อหาจุดกลับตัว เพื่อเป็นจุดเข้าได้เช่นกัน


Trend line ที่ถูกต้องลากอย่างไรกันแน่?


ต้องบอกก่อนว่า การลากเส้น Trend line ไม่ได้มีรูปแบบการตีที่ "ถูกต้อง" หรือ "ตายตัว" และในบทความนี้เป็นเพียงการแนะนำการตีเส้น Trend line ที่ดีเพียงเท่านั้น เพื่อเป็นการช่วยให้เห็นมุมมองอีกหนึ่งมุมมอง จากหลาย ๆ ความเห็นในการลากเส้น Trend line สำหรับใครไม่ได้มีการลากเส้น Trend line ตามการแนะนำของทางเรา ก็ไม่ได้ถือว่าผิดอะไร เพราะ Trend line สามารถที่จะลากได้ตามสไตล์ของตัวเอง


การลาก Trend line ที่ดีต้องทำอย่างไร?


การลาก Trend line ที่ดี ทำให้เทรดเดอร์สามารถที่จะเห็นโครงสร้างของราคาได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และสามารถที่จะวิเคราะห์ได้ดียิ่งขึ้น โดยทางเราจะมีข้อแนะนำในการลากเส้น Trend line ดังนี้


1. การลาก Trend line ควรที่จะลากเชื่อมจากจุด High/Low หนึ่ง ไปอีกจุด High/Low หนึ่ง โดยให้มีการเชื่อมกัน 3 จุดขึ้นไป เนื่องจากว่า ถ้าดูจากสถิติแล้ว Trend line ที่สามารถที่ลากเชื่อมได้ 3 จุดขึ้นไป เป็นเส้น Trend line ที่ควรให้ความสำคัญ (Valid Trend Line)


2. หากเป็นไปได้ ให้ทำการลากเส้น Trend line ขนานกันทั้งบนและล่าง เพื่อที่จะสามารถที่วัดระยะการแกว่งตัวของราคา และสามารถสังเกตการ Break ของราคาได้อย่างดีเยี่ยม

You cannot view this attachment.

สิ่งที่ได้จากการลาก Trend line


- แนวโน้มของราคา และความแข็งแกร่งของแนวโน้ม การลากเส้น Trend line จะเป็นการกำหนดแนวโน้มปัจจุบันของกราฟ และสามารถบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของแนวโน้มได้จากการวัดความชันของแนวโน้มราคา โดยกราฟที่มีความชันตั้งแต่ 15-30 องศา จะถือว่าเป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่ง


- แนวรับแนวต้าน และระยะการแกว่งตัว การลากเส้น Trend line จะสามารถกำหนดแนวรับ-แนวต้านได้อย่างแม่นยำ และจากกรอบการวิ่งของราคา จะกลายเป็นระยะการแกว่งตัวของราคา


- จุดกลับตัวที่เป็นไปได้ หลังจากที่เราได้แนวรับ-แนวต้าน และระยะการแกว่งตัวแล้ว เราสามารถที่จะคาดการณ์จุดกลับตัวกลับตัวที่เป็นไปได้จากปัจจัยดังกล่าว


- จุดสังเกตการ Break out ของราคา หลังจากที่เราได้ทำการลาก Trend line แล้ว ไม่ว่าจะลากแบบเดี่ยวหรือแบบขนาน เราสามารถที่จะสังเกตการเกิดการ Break out ของราคาได้  แต่ว่าการลากเส้น Trend line แบบขนานจะมีข้อได้กว่าคือ สามารถที่จะดูการ Break out ได้ทั้งแนวรับและแนวต้าน


วิธีการประยุกต์ใช้ Trend line กับการเทรด


Trend line เป็นเครื่องมือหนึ่งที่มีลักษณะเป็นเส้นตรง สามารถใช้ในการดูแนวโน้มของราคา แนวรับ-แนวต้าน และจุดกลับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นพื้นฐานที่สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย โดยเราได้ลิสท์ไอเดียมา ดังนี้


1. ประยุกต์เป็นเส้นแนวรับ-แนวต้าน

You cannot view this attachment.

การนำเส้น Trend line มาลากในแนวนอนมุม 90 องศา ในบริเวณที่ราคามีการย่ำอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเป็นการบ่งบอกว่าบริเวณนั้นเป็นแนวรับหรือแนวต้าน โดยสามารถที่จะนำอินดิเคเตอร์อื่นมาเพื่อเป็นสัญญาณเพิ่มเติมได้ อย่างเช่่น การนำอินดิเตอร์จำพวก Volume มาใช้เพื่อดูปริมาณการซื้อ-ขาย


2. ประยุกต์ใช้กับ Chart Pattern

You cannot view this attachment.

จากที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า Trend line เป็นต้นกำเนิดของรูปแบบกราฟ (Chart Pattern) ซึ่งเกิดจากการนำเส้น Trend line มาวาดใส่บริเวณกราฟที่เราคิดว่าน่าจะเกิดแพทเทิร์นกราฟ


ข้อควรระวังในการใช้ Trend line


เนื่องจากว่าตลาดการเงิน เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ 100% การใช้เครื่องมือที่ "ช่วยวิเคราะห์" ต่าง ๆ จึงเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น เราจึงได้หยิบยกข้อควรระวังในการใช้ Trend line มาดังนี้


- การใช้ Trend line ในการเทรดอย่างเดียว อาจจะมีสัญญาณหลอกได้ เนื่องจากว่าตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวตาม Trend line ที่เราลากไว้ ดังนั้น ให้นำ Price Action หรือสัญญาณอื่น ๆ เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ ก็จะเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากยิ่งขึ้น


- ความแข็งแกร่งของแนวโน้ม ไม่ได้วัดว่าราคาจะอยู่ในแนวโน้มนั้นตลอด เนื่องจากว่าตลาดเคลื่อนไหวจากปัจจัยพื้นฐาน และเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน ราคาจึงมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางได้ตลอดเวลา


- กราฟเกิด False Break out หรือการเบรกหลอก สัญญาณนี้เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์จะโดนหลอกอยู่บ่อยครั้ง สิ่งที่จะต้องทำคือ รอให้ราคามีการกลับมาทดสอบที่บริเวณที่ Break out ไปก่อน หากไม่สามารถกลับไปที่จุดเดิมได้ ค่อยเข้า Buy/Sell



สรุป


Trend line เป็นเครื่องมือการบ่งบอกแนวโน้ม ที่มีลักษณะเป็นเส้นตรง ที่ใช้งานง่าย และไม่มีหลักการที่ตายตัว สามารถใช้ในการบอกแนวโน้ม ดูแนวรับ-แนวต้าน การ Break out รวมไปถึงการวิเคราะห์หาจุดเข้าได้อย่างดี อีกทั้งยังสามารถที่จะประยุกต์ใช้กับอินดิเคเตอร์อื่นได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเทคนิค Chart Pattern เนื่องจาก Trend line เป็นต้นกำเนิดของรูปแบบกราฟ หรือ Chart Pattern จากการนำเส้น Trend line มาลากใส่กราฟในบริเวณที่เราสงสัยว่ามีการเกิดรูปแบบกราฟขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การใช้ Trend line ยังมีข้อจำกัดในการเรื่องของการเจอสัญญาณหลอก จึงต้องมีการนำสัญญาณอื่น ๆ เข้ามาช่วยยืนยันสัญญาณนั้น ๆ
#43
แม้ทุกท่านอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า "กราฟแท่งเทียน" เป็นกราฟที่ได้รับความนิยมจากเทรดเดอร์ทั่วโลกสูงสุด มีให้บริการทุกแพลตฟอร์ม แต่อย่างไรก็ดี เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับมัน ทั้งประวัติ ลักษณะ วิธีการอ่านกราฟ และรูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุด เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับมันมากยิ่งขึ้น

กราฟแท่งเทียน คืออะไร?
กราฟแท่งเทียน (Candlestick) หรือเรียกอีกอย่างว่า Japanese Candlestick Chart เป็นกราฟที่มีลักษณะคล้ายแท่งเทียนรูปแบบหนึ่งที่ใช้ในการบรรยายลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาสินค้า ราคาหลักทรัพย์ ราคาอนุพันธ์ รวมถึงค่าเงิน

กราฟแท่งเทียนบอกอะไร?
กราฟแท่งเทียนบอกข้อมูลได้มากกว่าความเปลี่ยนแปลงด้านราคาในแต่ละช่วงเวลา โดยเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์จะสังเกตกราฟแท่งเทียนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้วัดแนวโน้มตลาดในอนาคต เช่น

1) ไส้เทียนด้านล่างยาว
อาจหมายถึง แรงซื้อที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาสินทรัพย์ตก นับเป็นสัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มสินทรัพย์นั้น

2) ไส้เทียนด้านบนยาว
อาจหมายถึง แรงขายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการขายเพื่อทำกำไร หรือการเทขายด้วยเหตุผลต่าง ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่จะมีการขายออกในราคาที่ต่ำ

3) เนื้อเทียนกินพื้นที่เกือบทั้งหมดของแท่งเทียน
อาจหมายถึง ทัศนคติในตลาดมีแนวโน้มไปในทางบวกอย่างมาก (แท่งเทียนสีเขียว) หรือมีแนวโน้มไปทางลบอย่างมาก (แท่งเทียนสีแดง) เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ตัวอย่างข้างต้นอาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป ดังนั้น เทรดเดอร์จึงต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ ประกอบการวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

You cannot view this attachment.

ประวัติของกราฟแท่งเทียน
กราฟแท่งเทียนนั้น ต้นกำเนิดที่แท้จริงยังคงเป็นปริศนาเล็กน้อย แต่ที่ถูกกล่าวขานที่สุด คือ มันพัฒนาขึ้นมาช่วงศตวรรษที่ 18 โดย Munehisa Honma (บ้างก็ว่า Munehisa Homma) พ่อค้าข้าวชาวญี่ปุ่น เพื่อติดตามราคาตลาดและโมเมนตัมรายวัน หลังจากนั้นถูกเปิดเผยและนำมาใช้อย่างแพร่หลายในโลกตะวันตก ข้อมูลดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ Japanese Candlestick Charting Techniques ของ Steve Nison ทำให้เครื่องมือนี้ถูกใช้มายาวนานจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี มีข้อมูลบางส่วนที่มาโต้แย้งผู้คิดค้น กล่าวคือ ผู้เขียน Nison จากหนังสือเรื่อง Beyond Candlesticks กล่าวว่า "ดูเหมือนว่า Honma จะไม่ได้ใช้กราฟแท่งเทียน ซึ่งจากการสืบค้น กราฟแท่งเทียนถูกคิดค้นขึ้นช่วงต้นยุคเมจิในญี่ปุ่น (ปลายปี ค.ศ. 1800)"

กระนั้น เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า กราฟแท่งเทียนกลายมาเป็นที่นิยมในปัจจุบัน และถูกใช้อย่างแพร่หลายในวงการ Forex รวมถึงสินทรัพย์อื่น ๆ โดยกราฟแท่งเทียนมักจะถูกใช้งานร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ ที่เป็นที่นิยม

ลักษณะของกราฟแท่งเทียน
กราฟแท่งเทียน มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมมีไส้ที่ด้านล่างและบนคล้ายเทียน ดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่า "กราฟแท่งเทียน" โดยกราฟแท่งเทียนแต่ละแท่งจะแสดงราคาสูง ต่ำ เปิด และปิดของหลักทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ตามที่ผู้ใช้ตั้งค่าการใช้งาน

You cannot view this attachment.

สำหรับการอ่านกราฟแท่งเทียนนั้น ผู้ใช้สามารถดูได้จากภาพด้านบน กล่าวคือ

ลักษณะของกราฟแท่งเทียนขาขึ้น
หากเป็น"แท่งเทียนขาขึ้น" ขึ้นสีเขียว องค์ประกอบราคาจะเป็นดังนี้

- ราคาเปิด (Open) เป็นขั้วเส้นด้านบนของเนื้อเทียน

- ราคาปิด (Close) เป็นขั้วเส้นด้านล่างของเนื้อเทียน

- ราคาสูงสุด (High) คือ ปลายไส้เทียนด้านบน

- ราคาต่ำสุด (Low) คือ ปลายไส้เทียนด้านล่าง

 
ลักษณะของกราฟแท่งเทียนขาลง
แต่หากเป็น "แท่งเทียนขาลง" สีแดง องค์ประกอบราคาจะเป็นดังนี้

- ราคาเปิด (Open) เป็นขั้วเส้นด้านล่างของเนื้อเทียน

- ราคาปิด (Close) เป็นขั้วเส้นด้านบนของเนื้อเทียน

- ราคาสูงสุด (High) คือ ปลายไส้เทียนด้านบน

- ราคาต่ำสุด (Low) คือ ปลายไส้เทียนด้านล่าง

 
อย่างไรก็ตาม แท่งเทียนที่ปรากฏอาจจะมีหลายรูปแบบ เนื่องจากพฤติกรรมของราคาที่เปลี่ยนไปตามสภาวะตลาดแต่ละช่วง บางครั้งไส้เทียนก็ยาวมาก ราคาปิดและราคาเปิดอยู่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น จึงมีการศึกษากลุ่มแท่งเทียน เพื่อทำนายพฤติกรรมราคาของสินทรัพย์ โดยเรียกว่า "รูปแบบกราฟแท่งเทียน" (Candlestick Pattern) ซึ่งมีรายละเอียดดังจะกล่าวในหมวดต่อไป


รูปแบบกราฟแท่งเทียน
การวิเคราะห์กราฟแท่งเทียน มีทั้งรูปแบบกราฟแบบเดี่ยว ๆ และรูปแบบกราฟแบบกลุ่มแท่งเทียน ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาได้ โดยรูปแบบที่แตกต่างกันก็จะนำไปสู่ผลการเทรดที่แตกต่างกัน โดยบทความนี้จะยกตัวอย่างเฉพาะที่มีความสำคัญ จดจำได้ง่าย ทั้งรูปแบบแท่งเทียนเดี่ยว ๆ และกลุ่มแท่งเทียนดังต่อไปนี้

1. รูปแบบ Doji

You cannot view this attachment.

ในภาพเป็นกราฟแท่งเทียนรูปแบบ Doji โดยดูได้จากในวงกลม จะเห็นว่า รูปแบบ Doji คือ รูปแบบที่ราคาปิดและราคาเปิดแทบใกล้เคียงกันมากจนแทบจะเป็นราคาเดียวกัน และมีไส้เทียนทั้งด้านบนและด้านล่างค่อนข้างยาว โดยแท่งเทียนรูปแบบ Doji จะสามารถปรากฏขึ้นได้ทั้งกราฟในขาขึ้นและขาลง หรือปรากฏอยู่หลายแท่งพร้อมกันก็ได้เช่นกัน

การปรากฏแท่งเทียนรูปแบบ Doji จะทำให้เกิดการกลับตัวของราคา ซึ่งในวงกลมสีเทาจะเห็นว่า เมื่อเกิดกราฟรูปแบบ Doji ราคาได้เคลื่อนไหวกลับด้านและเปลี่ยนเทรนด์ สาเหตุก็เพราะว่า ในกรณีของตลาดกระทิง ตลาดซื้อจะเป็นขาขึ้น แต่เมื่อคนซื้อหมดไปและคนขายเริ่มเข้ามาแทนที่ มันก็จะทำให้เกิดการฉุดกระชากของราคา ซึ่งปริมาณการซื้อขายจะถูกแสดงออกมาเป็นไส้เทียน แล้วกลับลงมาปิดที่เราคาเปิด นั่นเพราะว่า คนซื้อพยายามจะซื้อให้มันขึ้นแต่ไม่เป็นผล ทำให้แท่งเทียนรูปแบบ Doji บ่งบอกถึงการกลับตัวของราคา ตามหลักการของอุปสงค์และอุปทานที่มีอยู่ในตลาด

2. รูปแบบ Engulfing
รูปแบบแท่งเทียนแบบ Engulfing ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่บอกการกลับตัวของราคา โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้

You cannot view this attachment.

รูปแบบ Engulfing ประกอบด้วยแท่งเทียนแท่งแรก ซึ่งอาจจะเป็นแท่งเทียนขาขึ้นหรือขาลงก็ได้ และจะมีแท่งเทียนด้านหลังขนาดยาวกว่า ซึ่งอาจจะเป็นแท่งเทียนขาขึ้นหรือขาลงก็ได้เช่นกัน แต่ลักษณะแท่งเทียน 2 แท่งที่อยู่ใกล้กันนั้นต้องเป็นคนละสี

จากตัวอย่างในสี่เหลี่ยมที่ 1 จะเห็นว่า กราฟเกิดแท่งเทียนรูปแบบ Engulfing แบบกลับตัวขาลง โดยแท่งเทียนแรกเป็นสีเขียวและโปร่งมีไส้ด้านบนและด้านล่าง ขณะที่แท่งที่ 2 เป็นแท่งขาลง มีไส้ด้านบนและด้านล่างเช่นเดียวกัน ซึ่งข้อสังเกตหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ แท่งเทียนข้างหลังจะต้องยาวครอบคลุมแท่งเทียนด้านหน้า หรือก็คือ ราคา Low ของแท่งเทียนด้านหลังต่ำกว่าแท่งเทียนด้านหน้า ส่วนราคา High ของแท่งเทียนด้านหลังก็สูงกว่าเช่นกัน นั่นหมายความว่า แท่งเทียนด้านหลังสามารถครอบคลุมการเคลื่อนไหวของแท่งก่อนหน้า ทำให้ Engulfing Pattern เป็นรูปแบบของการกลับตัว

จากรูปจะเห็นว่า การที่แท่งเทียนด้านหน้าสั้น นั่นหมายความว่า ตลาดเทรนด์ที่ผ่านมานั้นหมดแรง และเมื่อราคาเปิด High และเคลื่อนไหวต่อ แต่เจอแรงขายปะทะ ทำให้ราคาหลุดลงมาอย่างรุนแรง ซึ่งการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง ทำให้ทิศทางของราคาเปลี่ยนอย่างทันทีทันใด ตามมาด้วยเกิดเทรนด์ของภาวะตรงข้ามกับกราฟที่ผ่านมา

3. รูปแบบ Hammer
แท่งเทียนรูปแบบค้อน หรือ Hammer Candle เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของกราฟที่แสดงการกลับตัวของราคา โดยที่ตัวเทียนสั้น ขณะที่ขนาดไส้เทียนยาว เมื่อเทียบกับตัวเทียน ดังรูปต่อไปนี้

You cannot view this attachment.

จากรูปจะเห็นว่า แท่งเทียนรูปแบบค้อนที่ยกตัวอย่างนั้น มีหัวค้อนเป็นสีดำ หรือก็คือ หัวค้อนเป็นขาขึ้นทั้งคู่ หัวค้อนนั้นจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ได้ แต่การเจอรูปแบบค้อนนั้น หมายถึง การกลับตัวของราคา ในภาพเป็นการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลงเหมือนกัน แต่ว่าทิศทางของไส้เทียนนั้นแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งทิศทางของไส้เทียนที่แตกต่างกัน ย่อมหมายความว่า ถ้าไส้เทียนอยู่ด้านบน โอกาสที่จะกลับตัวจะมีสูงมาก เพราะแสดงว่ามีแรงซื้อขึ้นไป ทำให้ไส้เทียนยาว แต่จู่ ๆ ก็มีแรงขายทำกำไรเข้ามามากเช่นกัน ทำให้เกิดแรงขายและมีไส้เทียนที่ยาวปรากฏขึ้นมา หมายความว่า ฝ่ายขายเป็นผู้ชนะเมื่อแท่งเทียนนั้นหดลงมาเหลือขนาดนิดเดียว

รูปแบบค้อนรูปแบบที่ 2 นั้นจะมีการกลับตัวที่สั้นกว่า เพราะเมื่อเกิดรูปแบบค้อนแล้ว ราคาดีดกลับปิดราคา High ได้ แสดงว่ามีแรงซื้อจำนวนมากเข้ามาสนับสนุน แต่ไม่อาจจะทานแรงขายระยะสั้นได้ ทำให้การเคลื่อนไหวลงก็จะไม่เกิดมากนัก เพราะแท่งเทียนรูปแบบค้อนรูปที่ 2 ที่ปรากฏเป็นรูปแบบที่ทำให้ราคาขึ้น การกลับตัวจึงกลายเป็นการกลับตัวในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

4. รูปแบบ Hangman
แท่งเทียนรูปแบบ Hangman หรือคนฆ่าตัวตาย เป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับ Doji และ Hammer ผสมรวมกัน โดยรูปแบบ Hammer จะไม่มีไส้ด้านบน หรือส่วนปลายของค้อน ขณะที่รูป Doji จะอยู่กึ่งกลาง และไส้ด้านบนกับไส้ด้านล่างมีขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบ Hangman เพราะแท่งเทียนแบบ Hangman จะมีไส้ทั้งสองด้าน แต่ด้านใดด้านหนึ่งจะมีไส้ยาวกว่าอีกด้านหนึ่ง ทำให้มีรูปร่างคล้ายคลึงกับเกมส์ Hangman ที่เราเล่นตอนเด็ก

You cannot view this attachment.

การเกิดแท่งเทียนรูปแบบ Hangman ทำให้เกิดการกลับตัวเช่นเดียวกับรูปแบบอื่น ๆ นั่นเพราะแท่งเทียนแบบ Hangman สามารถบอกกลับตัวและการอธิบายที่คล้ายคลึงกับรูปแบบ Doji นั่นเป็นเพราะเมื่อราคากำลังเคลื่อนไหวขึ้นนั้น จู่ ๆ ราคาก็เจอกับแรงขายกระชากลงมา ทำให้เกิดไส้เทียน แต่ก็ยังไม่ลงในทันทีทันใด ซึ่งการที่ไม่ลงทันทีทันใดนี้ มันเกิดผลตามมาในการกลับตัวของเทรนด์ เพราะน้ำหนักของเทรนด์ไม่สามารถไปต่อได้

 

รูปแบบแท่งเทียนทั้ง 4 นี้ นับเป็นรูปแบบการกลับตัวทั้งหมด อย่างไรก็ดี กราฟแท่งเทียนยังมีรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมาย บางครั้งอาจจะมีถึงหลักร้อยเลยก็ได้ ดังนั้น หากเทรดเดอร์ที่สนใจก็อาจจะยังไม่ต้องศึกษาทั้งหมด แต่ให้ศึกษาโดยเริ่มจากรูปแบบที่สำคัญ และค่อย ๆ เพิ่มพูนด้วยประสบการณ์ อย่างไรก็ดี กราฟแท่งเทียนไม่ใช่ทั้งหมดของคำตอบ ดังนั้น เทรดเดอร์จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ ในการช่วยวิเคราะห์แนวโน้มต่อไป แต่ขอให้ทุกท่านทราบว่า ประสบการณ์จะทำให้การเทรดของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
#44
ราคาที่ลงท้ายด้วยตัวเลขกลมๆ 00 หรือ 000 หรือ 50 หรือ 20 สะท้อนอะไรบางอย่างให้เห็นที่ price chart ดูสิ่งที่ราคาบอก สะท้อนว่าเทรดเดอร์คิดอย่างไร จึงมีการบอกว่า Round Number เป็นตัวเลขเชิงจิตวิทยา ที่สะท้อนถึงว่าตัวเลขพวกนี้สัมพันธ์กับวิธีการคิดและตัดสินใจของเทรดเดอร์อย่างไร ทำให้ตัวเลขหลักกลมๆ กลายเป็นตัวเลขที่เทรดเดอร์มักจะโต้ตอบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นตัวเลขที่ดึงดูด Liquidity

Round numbers กับการโต้ตอบของเทรดเดอร์

You cannot view this attachment.

Round numbers เป็นตัวเลขที่ลงท้ายด้วย 000 00 ตัวหลักๆ ตัวรองลงมาก็เป็น 50 หรือ 20 ยิ่งตัวเลข 0 มากยิ่งบอกถึงความสำคัญ และที่สำคัญอย่างที่เห็นในชาร์ตที่ยกตัวอย่างมาประกอบ ตัวเลขที่ลงท้ายด้วย 000 หรือ 00 พวกนี้มักจะกลายเป็นหรืออยู่พื้นที่แนวรับหรือแนวต้าน ที่ตรงเลขลงท้ายพวกนี้กลายเป็นพื้นที่แนวรับหรือแนวต้าน เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะอ้างถึงอะไรที่จำได้ง่ายๆ เช่น ถ้าซื้อของที่ราคา 97 บาท ก็มักจะบอกว่าราคา 100 บาท  เป็นสิ่งสะท้อนว่ามนุษย์เวลาที่ตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเลขมักจะอิงค่าอะไรที่ง่ายๆ ขบวนการการตัดสินใจในการเทรดก็เช่นกัน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นชัดในราคาจึงมักจะมีการโต้ตอบที่ Round numbers พวกนี้เป็นประจำ เลยทำให้ตัวเลขพวกนี้กลายเป็น Key levels สำคัญในการวิเคราะห์ เลยมักจะเรียกตัวเลขที่พื้นที่ราคาพวกนี้ว่าเป็น Psychological levels  พื้นที่มีตัวเลขพวกนี้เทรดเดอร์ก็จะใช้เพื่อ เปิดเทรด ออกเทรด หรือเป็นพื้นที่ stop levels ประจำเมื่อเกิดขึ้น

Round Numbers ถือว่าเป็นตัวเลขเชิงจิตวิทยา หรือพื้นที่แนวรับ-แนวต้านเชิงจิตวิทยาที่ทำงานและมีการโต้ตอบประจำ เพราะพฤติกรรมของมนุษย์เป็นหลัก เกี่ยวกับตัวเลขว่าจะอิงอะไรที่ง่ายๆ เป็นหลัก ออเดอร์ต่างๆ ที่เปิดขึ้นเพราะพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการเข้าเทรด การออกเทรด หรือกำหนด stop loss เลยทำให้เกิด liquidity มากขึ้น ทำให้เกิดออเดอร์ซึ่งจะมีการเข้าและออกมาก จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ง่ายและเร็ว เพราะมีความไม่สมดุลย์เกิดได้เร็ว

หา Psychological levels บนชาร์ตอย่างไร

Round numbers เป็นตัวเลขที่ลงท้ายด้วย 000 00 ตัวหลักๆ ตัวรองลงมาก็เป็น 50 หรือ 20 ยิ่งตัวเลข 0 มากยิ่งบอกถึงความสำคัญ และที่สำคัญอย่างที่เห็นในชาร์ตที่ยกตัวอย่างมาประกอบ ตัวเลขที่ลงท้ายด้วย 000 หรือ 00 พวกนี้มักจะกลายเป็นหรืออยู่พื้นที่แนวรับหรือแนวต้าน ที่ตรงเลขลงท้ายพวกนี้กลายเป็นพื้นที่แนวรับหรือแนวต้าน เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะอ้างถึงอะไรที่จำได้ง่ายๆ เช่น ถ้าซื้อของที่ราคา 97 บาท ก็มักจะบอกว่าราคา 100 บาท  เป็นสิ่งสะท้อนว่ามนุษย์เวลาที่ตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเลขมักจะอิงค่าอะไรที่ง่ายๆ ขบวนการการตัดสินใจในการเทรดก็เช่นกัน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นชัดในราคาจึงมักจะมีการโต้ตอบที่ Round numbers พวกนี้เป็นประจำ เลยทำให้ตัวเลขพวกนี้กลายเป็น Key levels สำคัญในการวิเคราะห์ เลยมักจะเรียกตัวเลขที่พื้นที่ราคาพวกนี้ว่าเป็น Psychological levels  พื้นที่มีตัวเลขพวกนี้เทรดเดอร์ก็จะใช้เพื่อ เปิดเทรด ออกเทรด หรือเป็นพื้นที่ stop levels ประจำเมื่อเกิดขึ้น

Round Numbers ถือว่าเป็นตัวเลขเชิงจิตวิทยา หรือพื้นที่แนวรับ-แนวต้านเชิงจิตวิทยาที่ทำงานและมีการโต้ตอบประจำ เพราะพฤติกรรมของมนุษย์เป็นหลัก เกี่ยวกับตัวเลขว่าจะอิงอะไรที่ง่ายๆ เป็นหลัก ออเดอร์ต่างๆ ที่เปิดขึ้นเพราะพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการเข้าเทรด การออกเทรด หรือกำหนด stop loss เลยทำให้เกิด liquidity มากขึ้น ทำให้เกิดออเดอร์ซึ่งจะมีการเข้าและออกมาก จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ง่ายและเร็ว เพราะมีความไม่สมดุลย์เกิดได้เร็ว

หา Psychological levels บนชาร์ตอย่างไร

You cannot view this attachment.

แม้ว่าตัวเลขที่ลงท้ายด้วย 000 หรือ 00 มักจะเป็นตัวเลขที่เกิดแนวรับ-แนวต้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกตัวเลขพื้นที่จะทำหน้าที่เป็นแนวรับ-แนวต้าน ต้องมีการเลือกด้วยการดูว่าราคามีการโต้ตอบตัวเลข RN ไหนเป็นพิเศษที่ผ่านมา เพราะการทำให้เกิด liquidity ที่พื้นที่นั้นๆ ไม่ได้มาจากการเข้าเทรดอย่างเดียว แต่มาจากการออกเทรดด้วย วิธีการง่ายสุดให้ดูราคาโต้ตอบเป็นหลักแล้วก็โฟกัสที่ Round Number นั้นๆ ว่าราคาเปิดเผยอย่างไร ดูการโต้ตอบเรื่องของ rejection หรือ break หรือเป็นพวกวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ หรือเรียกกว่า Builldup ประกอบ เช่นที่ 1.1000 เริ่มมองที่เลข 1 เราไม่แน่ใจว่าตอนลงมาก่อนที่จะถึงเราไม่แน่ใจว่า RN ตัวนี้จะเป็นกลายเป็นพื้นที่แนวรับหรือเปล่า อย่างแรกดู price structrure และการพัฒนาการของราคาที่เกิดขึ้นประกอบ และมองย้อนกลับไปที่บอว่า RN มักจะกลายเป็นพื้นที่ Phsychological level เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะจำและจัดการอะไรที่ตัวเลขจำง่ายๆ ทั้งที่การมาครั้งแรก ไม่มีอะไรที่บอกว่าน่าจะเป็นแนวรับ แต่พอราคามาถึง ราคาเริ่มหยุดและ consolidation ได้เพราะอะไร หลักการอออเดอร์บอกว่าเพราะขาดความไม่สมดุลย์ระหว่างออเดอร์เพราะ sell ไม่ได้เกิน Buy นั่นเอง ดูที่การกลับมาที่เลข 2 เห็นได้ชัดเพราะครั้งแรกได้เคยเกิด rejection ให้เห็น ธรรมชาติของคนก็จะมองย้อนอดีต เรื่องเดิมๆ น่าจะเกิดขึ้น พอราคามาถึงจะเห็นว่าทำแบบเดิมๆ มีการเปิด Buy เข้าไปเลยทำให้ราคาหยุด เกิดการ match-and-fill ออเดอร์ทั้งสองข้าง รายย่อยรู้ ขาใหญ่รู้ และเรื่องสำคัญในการเทรดอีกอย่าง ต้องเข้าใจเรื่องของ liquidity ด้วย การเทรดต้องการออเดอร์ตรงข้ามเสมอ เนื่องจาก RN เป็นร่องรอยที่มีการโต้ตอบ  เลยมักจะทำให้เกิด liquidity มากตรงพื้นๆ นั้นด้วย หลักการแบบเดียวกับการเทรดแนวรับ-แนวต้าน เพราะ RN มักจะกลายมาเป็นพื้นที่แนวรับ-แนวต้าน เลยมักจะเห็นเรื่องของ stop hunt หรือ false breakout เกิดขึ้นประจำ อย่างที่เกิดก่อนที่ตรงเลข 3 จะเกิดขึ้น
การหา RN ที่กลายมาเป็น Phsychological level หรือกลายมาเป็นแนวรับแนวต้าน ให้ดูราคาเปิดเผยบอกว่าตรงที่ราคาไหน และการดูให้ดูเป็นพื้นที่ราคา หรือมองเป็นกองออเดอร์ที่อยู่รอบๆ RN ดูอย่างการโต้ตอบที่เปิดเผยที่ 1.11000

Round Numbers ที่กลายมาเป็นพื้นที่แนวรับ-แนวต้าน แยกให้ออกว่าเป็น Major หรือ Minor

You cannot view this attachment.

อย่างที่กล่าวมาการที่บอกว่า RN ไหนสำคัญหรือเป็นแหล่งดึงดูด liquidity ให้ดูราคาโต้ตอบบอก เพราะไม่ได้โต้ตอบทุก RN และการโต้ตอบแต่ละ RN ที่ถือว่าเป็น Phsychological level ต่างกันออกไปไม่ได้เท่ากัน ต้องให้ความสำคัญแยกระดับการโต้ตอบและการมองต่าง timeframe ประกอบว่า RN ไหนกลายมาเป็นพื้นที่แนวรับ-แนวต้านหลัก อันไหนเป็นพื้นที่แนวรับ-แนวต้านรอง เมื่อท่านมองชาร์ตท่านต้องดูว่าราคาโต้ตอบ RN อย่างไร เปิดเผยกลายมาเป็นแนวรับหรือแนวต้านได้หรือเปล่า และมอง timeframe ย่อยลงไป ดูการเคลื่อนไหวของราคาไปที่ RN  นั้นๆ ว่าเป็นอย่างไรจาก price structure แล้วดูราคาปิด ถ้าเบรคเป็นการเบรคอย่างไร ถ้าเด้งออกหรือ rejection เป็นอย่างไร ก็จะช่วยให้ท่านเทรดตาม price structure ที่เกิดขึ้นและใช้ประโยชน์จาก liquidity จาก RN level พวกนี้ได้อย่างถูกต้องเพิ่มความเป็นไปได้ในการเทรด เช่นอย่างภาพประกอบ มองภาพใหญ่จาก D1 และใช้ Round Numbers ประกอบเพื่อดูว่าพื้นที่ตรงไหนที่เป็นแนวรับ-แนวต้าน เช่นที่ราคา 1.10000 ดูปริบทหรือ price structure ประกอบ จะเห็นว่าราคาได้เด้งจาก RN 1.09000 ด้านล่างขึ้นไป พอไปดูราคาโต้ตอบดูที่ H1 ประกอบว่าโต้ตอบอย่างไร พอราคาเบรคและปิดบนได้เลยเปิดโอกาสให้เปิดเทรด Buy แบบง่ายๆ ได้

การหา trade setup ด้วย RN

จากที่อธิบายมา RN ให้ดูว่าเทรดเดอร์อยากโต้ตอบ price level นั้นๆ หรือเปล่า ดูการดูย้อนหลัง และดู price structure ที่เกิดขึ้น เทรดเดอร์มักจะใช้ RN กับ technical analysis อื่นๆ เช่นเรื่องของ S/R หรือ Supply/demand เป็นเรื่องของ Confluence กับ technical analysis แบบอื่นๆ การเทรดก็เหมือนกับการเทรดแบบนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด stop loss หรือ take profit
จะเห็นว่าการใช้ RN ประกอบชาร์ต อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือช่วยให้เทรดเดอร์สแกน หรือหาพื้นที่สำหรับกำหนด trade setup ได้ง่ายด้วยการมองจากชาร์ตเปล่า แค่เข้าใจหลักการตลาดทำงานอย่างไร แต่ต้องแยกระดับให้ออกว่าเป็นแบบ Major หรือ Minor และต้องไม่ลืมว่าเนื่องจากพื้นที่พวกนี้มี liquidity มากเพราะเทรดเดอร์ต่างโต้ตอบทั้งที่อยู่ในตลาดและรอเข้า การล่า Liquidity จากขาใหญ่ก็มักจะเกิดเป็นประจำ
#45
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / ตัวอย่าง SWAP
กุมภาพันธ์ 26, 2024, 04:17:00 หลังเที่ยง
Swap เป็นเรื่องใหญ่ในการเทรด Forex ในฐานะนักเทรดหน้าใหม่ คุณจะต้องเข้าใจว่า Currency swap คืออะไร เพราะคุณสามารถทำกำไรหรือขาดทุนจาก Currency swap ได้

Currency swaps คืออะไร

Swap ดอกเบี้ยหรือ Rollovers ทั้งสามคำเป็นคำที่ความหมายเหมือนกันและสามารถใช้แทนกันในโลกของการเทรดสกุลเงิน

Swap rate คืออัตราดอกเบี้ยที่โบรกเกอร์ Forex ของคุณจะให้หรือหักดอกเบี้ยจากยอดบัญชีของคุณเมื่อคุณทำการเปิดสัญญาซื้อขายข้ามคืน Swap คือดอกเบี้ยที่จ่ายตอนต่ออายุสัญญาซื้อขายที่เปิด (Rollover)

ตลาดสกุลเงิน Forex ต่ออายุสัญญาซื้อขายที่เปิดตอนห้าโมงเย็น EST ของทุกวัน การต่ออายุสัญญาซื้อขายเกิดขึ้นตอนตลาดนิวยอร์กปิดทำการ ซึ่งโบรกเกอร์ของคุณจะเป็นผู้ต่ออายุการเทรดของคุณเป็นวันถัดไป คุณอาจจะสังเกตถึงความแตกต่างของยอดบัญชีของคุณเมื่อถือครองการเทรดจากวันหนึ่งไปเป็นอีกวันหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเพราะ Swap ที่โบรกเกอร์ทำแทนคุณ

ค่าธรรมเนียม Swap จะให้หรือหักตอนสิ้นสุดวันของแต่ละวันเทรดเมื่อเปิดสัญญาซื้อขายข้ามคืน ยกเว้นวันพุธที่จะให้หรือหักเป็น 3 เท่าของวันเทรดอื่นๆ ด้วยรวมเอาวันเสาร์ – อาทิตย์ที่ไม่มีการเทรดเกิดขึ้นมาหักรวมกันในวันพุธ

Currency swaps ทำงานอย่างไร

เมื่อคุณเปิดการเทรด คุณทำการซื้อหรือขายสกุลเงินพื้นฐานต่อสกุลเงินรอง Swap rate คำนวณจากความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินพื้นฐานและอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินรอง เรียกอีกอย่างว่า ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย

ตอนที่คุณเปิดการเทรดบนแพลตฟอร์มเทรดของคุณ หนึ่งในคอลัมน์จะเป็น Swap

You cannot view this attachment.

ธนาคารกลางทั่วโลกต่างกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสกุลเงินของตนเอง

หากคุณทำการซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง โบรกเกอร์จะให้ Swap rate เข้าบัญชีของคุณ ซึ่งส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเป็นบวก

แต่หากคุณทำการซื้อสกุลเงินที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ โบรกเกอร์จะหัก Swap rate จากบัญชีของคุณ หมายความว่า คุณเสียเงินเพราะโบรกเกอร์หักดอกเบี้ยจากคุณ

ตัวอย่าง Swap

จากตัวอย่าง ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ดอกเบี้ย 1.75% ในขณะที่ธนาคารกลางแอฟริกาใต้มีดอกเบี้ยอ้างอิงที่ 6.25% หมายความว่าธนาคารกลางแอฟริกาใต้ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ

You cannot view this attachment.

หากคุณซื้อคู่สกุลเงิน USD/ZAR คุณกำลังจะจ่ายอัตราดอกเบี้ยหรือ Swap เพราะคุณซื้อสกุลเงินที่อัตราดอกเบี้ยต่ำและขายสกุลเงินที่ดอกเบี้ยสูงกว่า

ตรวจสอบ Swap rate ของโบรกเกอร์ของคุณหรือใช้เครื่องคำนวณ Forex swap เพื่อคำนวณเงินที่จะได้หรือเสียจาก Swap

หากคุณต้องการประเมิน Swap rate ด้วยตนเอง คุณจำเป็นต้องทราบอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของทั้งสองสกุลเงินในคู่สกุลเงินและจำนวนสัญญาที่เราเปิด สมมติว่า เราถือครองสัญญาซื้อขายฝั่งขายของคู่สกุลเงิน USD/ZAR 10,000 ตำแหน่ง ในกรณีนี้ อัตรา Swap รายวันจะคำนวณจากสูตรต่อไปนี้

You cannot view this attachment.

นั่นหมายความว่า ในแต่ละวันที่คุณถือสัญญาซื้อขายฝั่งขายคู่สกุลเงิน USD/ZAR บัญชีของคุณจะได้รับเงินจำนวนประมาณ 1.23 ดอลลาร์ต่อวัน

ทำไมผู้คนจึงทำ Currency swaps

เพราะบางครั้งคุณถือครองการเทรดจากวันหนึ่งไปอีกวันหนึ่ง อย่างที่ชื่อบอกไว้ เราสามารถเรียก Swap ว่า Carry trade

Carry trade คือเมื่อคุณซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงและขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ วิธีนี้จะทำให้คุณสามารถทำกำไรจากอัตราดอกเบี้ยแค่เพียงอย่างเดียว ในกรณีนี้ เราซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงซึ่งโบรกเกอร์จะทำการจ่ายส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยของสองสกุลเงินในคู่สกุลเงิน ตราบเท่าที่ส่วนต่างของดอกเบี้ยของคู่สกุลเงินที่คุณเทรดยังเป็นบวก

นอกเหนือจากส่วนต่างดอกเบี้ยแล้ว คุณยังสามารถทำกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้อีกด้วย หากคุณทำการเทรดในคู่สกุลเงินที่มีส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นบวกและหากอัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวขึ้น

ถือเป็นผลตอบแทนที่ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มองหาผลตอบแทนที่ดี

สรุป

Swap คือเป็นดอกเบี้ยที่คุณจะได้หรือเสียจากการถือครองสัญญาซื้อขายข้ามคืน โดยปรกติแล้ว คุณจะไม่ต้องจ่ายหรือรับส่วนต่างดอกเบี้ยหากคุณไม่ได้ถือครองการเทรดจนถึงห้าโมงเย็น EST อย่างไรก็ตาม มีโบรกเกอร์หลายเจ้าที่ชาร์จ Swap กับนักเทรดทันทีเป็นรายนาที

ตรวจสอบโบรกเกอร์ Forex ของคุณว่าพวกเขาชาร์จ Swap อย่างไร ในความเป็นจริงแล้ว โบรกเกอร์ Forex แต่ละเจ้าต่างตั้งค่า Swap rate ของตนเอง Swap Rate ของโบรกเกอร์แต่ละรายจะแตกต่างจากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไม่มากนัก