• Welcome to ThailandTraderClub.com.
 

ข่าว:

Main Menu

กระทู้ล่าสุด

#1
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - วันนี้ เวลา 07:57:40 ก่อนเที่ยง
#2
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / บทวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค GBPUS...
กระทู้ล่าสุด โดย support-2 - วันนี้ เวลา 01:53:30 ก่อนเที่ยง
GbpUsd 10-03.jpg
คู่เงิน/สินค้า: GBPUSD
Bias: ขาลง (Bearish) ราคาถูกกดดันจาก Resistance Trendline และปัจจุบันติดแนวต้าน Resistance ที่เป็นโซนเดียวกับเส้นแนวโน้ม
โซนสำคัญ: Resistance Trendline และ Resistance
แผน SHORT: พิจารณาเปิดสถานะ Sell เมื่อราคาไม่สามารถผ่าน Resistance และ Resistance Trendline เพื่อลุ้นการปรับตัวลงตามแนวโน้มหลัก
Stop Loss (SL): วางไว้ที่จุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): เป้าหมายกำไรอยู่ที่จุด TP1 และ TP2 ในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาสามารถเบรกเอาท์ Resistance Trendline และจุด SL ในภาพขึ้นไปได้ แผน SHORT จะไม่น่าสนใจ

-------------------

NzdCad 10-03.jpg
คู่เงิน/สินค้า: NZDCAD
Bias: ขาลง (Bearish) เนื่องจากราคามีการทำโครงสร้าง Lower Low และเด้งขึ้นมาทดสอบบริเวณ Supply Zone
โซนสำคัญ: Supply Zone
แผน SHORT: รอราคารีเทสต์หรือปฏิเสธราคาที่บริเวณ Supply Zone แล้วพิจารณาเปิดสถานะ Sell เพื่อลงไปหาเป้าหมายด้านล่าง
Stop Loss (SL): วางไว้ที่จุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): แบ่งปิดกำไรที่จุด TP1 และ TP2 ในภาพตามลำดับ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาพุ่งทะลุและยืนเหนือจุด SL ในภาพ จะถือว่าแผนขาลงถูกทำลาย
#3
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - วันนี้ เวลา 01:13:20 ก่อนเที่ยง
#4
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - วันนี้ เวลา 12:47:09 ก่อนเที่ยง
#5
พื้นฐาน Crypto / decembull หรือ decembear ต่างก...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - เมื่อวานนี้ เวลา 10:25:17 ก่อนเที่ยง
decembull หรือ decembear ต่างกันอย่างไร



      ในจักรวาลของการลงทุน เดือนธันวาคมไม่ใช่เพียงแค่เดือนสุดท้ายของปีปฏิทิน แต่มันคือช่วงเวลาที่มีความ "พิเศษ" และ "ซับซ้อน" ที่สุดช่วงหนึ่ง นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองการเคลื่อนไหวของดัชนี ไม่ว่าจะเป็นหุ้น คริปโทเคอร์เรนซี หรือทองคำ เพื่อคาดเดาว่าปีนี้จะจบลงด้วยการเฉลิมฉลอง หรือความโศกเศร้า คำศัพท์สองคำที่มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอคือ "Decembull" และ "Decembear"
       แม้ชื่อจะดูคล้ายการเล่นคำง่ายๆ แต่เบื้องหลังของคำเหล่านี้ซ่อนไว้ด้วยกลไกทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมของสถาบันการเงิน และจิตวิทยามวลชนที่ซับซ้อน บทความนี้จะพาคุณไปไขรหัสความแตกต่างและปัจจัยเบื้องหลังอย่างละเอียด

นิยามและรากศัพท์ ถอดรหัสคำศัพท์
ก่อนจะไปถึงกลไกตลาด เราต้องทำความเข้าใจนิยามพื้นฐานเสียก่อน
Decembull (December + Bull)
คำนี้เกิดจากการสนธิคำว่า "December" (เดือนธันวาคม) เข้ากับคำว่า "Bull Market" (ตลาดกระทิง หรือตลาดขาขึ้น)
● ความหมาย หมายถึง สภาวะตลาดการลงทุนที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนธันวาคม ภาพรวมเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น (Optimism) ปริมาณการซื้อหนาแน่น และราคาสินทรัพย์วิ่งขึ้นทำ New High หรือปิดปีด้วยแท่งเทียนสีเขียว
● ความเกี่ยวข้อง มักเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ที่โด่งดังอย่าง "Santa Claus Rally" (ซานต้าแรลลี่) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นในช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของปี และ 2 วันทำการแรกของปีถัดไป

Decembear (December + Bear)
คำนี้เกิดจากการสนธิคำว่า "December" เข้ากับ "Bear Market" (ตลาดหมี หรือตลาดขาลง)
●  ความหมาย: สื่อถึงสภาวะตลาดที่ซบเซา หรือเกิดการเทขายอย่างรุนแรง (Sell-off) ในเดือนธันวาคม บรรยากาศเต็มไปด้วยความกังวล (Pessimism) นักลงทุนเลือกที่จะถือเงินสดมากกว่าสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้ราคาร่วงลงปิดปีด้วยตัวเลขติดลบ
●  ความเกี่ยวข้อง: มักสัมพันธ์กับแรงกดดันจากการบริหารจัดการภาษี (Tax Season) การขาดสภาพคล่องในช่วงวันหยุดยาว และความกลัวต่อความไม่แน่นอนในปีหน้า

เจาะลึก Decembull ทำไมตลาดถึงมักจะเป็น "กระทิง" ในเดือนธันวาคม?



       หากดูตามสถิติย้อนหลัง (โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500) เดือนธันวาคมมักจะเป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่าลบ อะไรคือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อน "Decembull"? เราสามารถแยกปัจจัยสนับสนุนได้ดังนี้:
1. ปรากฏการณ์ Window Dressing (การแต่งตัวบัญชี)
นี่คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนตลาดโดยนักลงทุนสถาบัน กองทุนรวม และบริษัทจัดการสินทรัพย์ (Asset Management Firms)
● กลไก เมื่อใกล้สิ้นปี ผู้จัดการกองทุนต้องการให้พอร์ตการลงทุนของตนดูดีในรายงานประจำปีที่จะส่งให้ลูกค้าดู ดังนั้น พวกเขาจะไล่ซื้อหุ้นที่เป็น "ผู้ชนะ" (Winning Stocks) หรือหุ้นที่ราคาพุ่งสูงมาตลอดทั้งปี เพื่อให้มีรายชื่อหุ้นเหล่านี้โชว์อยู่ในพอร์ต ณ วันปิดงวดบัญชี
● ผลลัพธ์ แรงซื้อกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ (Big Tech หรือ Blue Chip) ทำให้ดัชนีรวมถูกดันขึ้นไป สร้างบรรยากาศกระทิงเทียมหรือกระทิงจริงขึ้นมา

2. Holiday Optimism (จิตวิทยาช่วงเทศกาล)
ตลาดการเงินขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ของมนุษย์ไม่น้อยไปกว่าตัวเลขพื้นฐาน
● บรรยากาศ เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่สร้างบรรยากาศแห่งการจับจ่ายใช้สอย การเฉลิมฉลอง และความหวัง ผู้คนมักได้รับโบนัส เงินปันผล หรือของขวัญ ซึ่งเงินส่วนเกินเหล่านี้มักจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาด (Retail Inflow)
● ความเชื่อ นักลงทุนรายย่อยมักมีความเชื่อว่า "ปีหน้าต้องดีกว่าปีนี้" (New Year Effect) จึงเริ่มเข้าสะสมหุ้นก่อนปีใหม่เพื่อหวังผลตอบแทนต้นปี (January Effect)

3. สภาพคล่องที่เบาบาง (Low Volume) ดันราคาง่าย
ในช่วงปลายเดือนธันวาคม นักลงทุนสถาบันใหญ่ๆ และเทรดเดอร์มืออาชีพมักจะหยุดพักผ่อน (Holiday Leave)
● ผลกระทบ เมื่อปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในตลาดลดน้อยลง การใช้เงินจำนวนไม่มากในการเคาะซื้อ ก็สามารถดันราคาหุ้นหรือคริปโทฯ ให้พุ่งขึ้นไปได้ง่ายกว่าปกติ (ในทางกลับกัน ถ้าเทขายก็ลงแรงเช่นกัน แต่โดยธรรมชาติช่วงเทศกาล คนมักไม่อยากขายของรักของหวง)

เจาะลึก Decembear สาเหตุที่ทำให้ตลาดกลายเป็น "หมี" ส่งท้ายปี



แม้สถิติจะเข้าข้างฝั่งกระทิง แต่ Decembear ก็เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งและมักจะรุนแรงจนนักลงทุนตั้งตัวไม่ทัน ปัจจัยที่ทำให้เกิด "หายนะเดือนธันวา" มีดังนี้:
1. Tax-Loss Harvesting (การขายเพื่อลดหย่อนภาษี)
นี่คือปัจจัยเชิงเทคนิคที่ทรงพลังที่สุดในการกดดันตลาด
● กลไก ในหลายประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา) นักลงทุนต้องเสียภาษีจากกำไรการขายหุ้น (Capital Gains Tax) วิธีการลดภาระภาษีคือการ "ขายหุ้นที่ขาดทุน" (Realize Loss) ออกไป เพื่อนำผลขาดทุนนั้นมาหักลบกลบหนี้กับกำไรที่ทำได้ในปีนั้น
● ผลลัพธ์ เกิดแรงเทขายมหาศาลในหุ้นหรือสินทรัพย์ที่มีผลงานแย่ (Underperform) หรือแม้แต่สินทรัพย์ดีๆ ก็อาจถูกขายเพื่อปรับสมดุลพอร์ต แรงขายนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงกลางถึงปลายเดือนธันวาคม ส่งผลให้ดัชนีดิ่งลง

2. การล็อกกำไร (Profit Taking)
สำหรับนักลงทุนที่ทำกำไรมามหาศาลตลอดทั้งปี เดือนธันวาคมคือเส้นชัย
● แนวคิด "ขายหมูดีกว่าติดดอยข้ามปี" นักลงทุนจำนวนมากไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงในช่วงวันหยุดยาว 1-2 สัปดาห์ที่ตลาดปิด หรือช่วงที่ตนเองไม่ได้เฝ้าจอ จึงตัดสินใจเทขายสินทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อถือเงินสด (Cash is King)
● ผลลัพธ์ เมื่อแรงขายทำกำไรถาโถมเข้ามาพร้อมกัน โดยเฉพาะในปีที่ตลาดขึ้นมาเยอะๆ จะทำให้เกิดการปรับฐานรุนแรงจนกลายเป็น Decembear

3. ความกังวลต่อนโยบายปีหน้า (Policy Fear)
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หรือธนาคารกลางประเทศต่างๆ มักมีการประชุมนัดสุดท้ายของปีในเดือนธันวาคม
● ความเสี่ยง หากการประชุมส่งสัญญาณลบ เช่น การประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หรือการลดวงเงิน QE ในปีถัดไป ตลาดจะตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก (Panic Sell) ทันที เพราะตลาดเกลียดความไม่แน่นอน
● ตัวอย่าง หากปีนั้นเงินเฟ้อสูงและ Fed ประกาศจะเข้มงวดในปีหน้า Decembull จะพลิกเป็น Decembear ทันที

เปรียบเทียบความแตกต่างแบบเจาะลึก Decembull vs. Decembear
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด เราจะเปรียบเทียบความแตกต่างในแต่ละมิติผ่านตารางและคำอธิบายขยายความ


มิติความสัมพันธ์กับ Crypto (Bitcoin)
ในโลกของคริปโทเคอร์เรนซี คำว่า Decembull และ Decembear มีความผันผวนรุนแรงกว่าตลาดหุ้นมาก
● Decembull ใน Crypto มักเกิดในปีที่ Bitcoin เกิด Halving หรือเป็นปีที่เป็น Bull Run อยู่แล้ว การ Fomo ในช่วงสิ้นปีจะรุนแรงมาก เพราะตลาดคริปโทฯ เปิด 24/7 ไม่มีวันหยุด นักลงทุนมีเวลาว่างช่วงวันหยุดมานั่งเทรด
● Decembear ใน Crypto มักเกิดจาก "ความกลัวกฎระเบียบ" (Regulatory FUD) ซึ่งรัฐบาลมักชอบประกาศข่าวร้ายหรือกฎหมายใหม่ในช่วงสิ้นปี หรือเกิดจากการที่วาฬ (Whales) เทขายทำกำไรเพื่อปิดงบปี

กรณีศึกษาและสถิติ (Historical Data Analysis)
การเข้าใจ Decembull และ Decembear ต้องดูที่ข้อมูลในอดีต (Historical Data) ของดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวแทนของตลาดหุ้นโลก
● สถิติฝั่ง Bull จากข้อมูลย้อนหลังกว่า 70 ปี เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ S&P 500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวกบ่อยที่สุดเดือนหนึ่ง (Positive Rate ประมาณ 70-75%) โดยเฉลี่ยผลตอบแทนอยู่ที่ +1.5% ถึง +1.7%
● ปีที่เป็น Decembear แม้สถิติจะดี แต่เมื่อเกิด Bear มันมักจะเจ็บปวด ตัวอย่างเช่น ธันวาคม 2018 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนัก (S&P 500 ลบกว่า -9%) สาเหตุเกิดจากความกังวลเรื่องสงครามการค้า (Trade War) และการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ Decembear ที่ทำลายสถิติ Santa Claus Rally อย่างราบคาบ

กลยุทธ์การรับมือสำหรับนักลงทุน
ไม่ว่าตลาดจะออกหน้าไหน (Bull หรือ Bear) นักลงทุนต้องมีกลยุทธ์ เพื่อความอยู่รอดและทำกำไร
กลยุทธ์รับมือ Decembull (เมื่อตลาดเป็นใจ)
1.    Let Profit Run หากถือสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มดีอยู่แล้ว ให้ถือต่อไปจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม เพื่อรับแรงส่งจาก Santa Claus Rally
2.    เก็งกำไรหุ้น Window Dressing มองหาหุ้นที่กองทุนนิยมถือ และมีผลงานดีในปีนั้น เข้าซื้อในช่วงต้นเดือนธันวาคมเพื่อดักทางกองทุน
3.    ระวัง Volatility แม้จะเป็นขาขึ้น แต่ช่วงปลายเดือนสภาพคล่องต่ำ กราฟอาจเหวี่ยงแรง อย่าใช้ Leverage สูงเกินไป

กลยุทธ์รับมือ Decembear (เมื่อตลาดโหดร้าย)
1.    ตั้งจุด Stop Loss ให้เคร่งครัด หากดัชนีหลุดแนวรับสำคัญในช่วงต้นเดือน ให้พิจารณาล้างพอร์ตหรือลดพอร์ตทันที เพราะแรงขาย Tax-Loss Harvesting อาจลากยาวไปจนถึงวันสุดท้ายของปี
2.    เก็บของถูก (Bottom Fishing) นี่คือโอกาสทองสำหรับนักลงทุนระยะยาว ให้รอซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ถูกเทขายออกมาเพราะเรื่องภาษี (ไม่ใช่เพราะพื้นฐานเปลี่ยน) ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี
3.    ถือเงินสด (Hold Cash) การไม่ขาดทุนคือกำไรที่ดีที่สุด หากสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ การถือเงินสดข้ามปีเพื่อรอจังหวะเข้าใหม่ในเดือนมกราคมคือทางเลือกที่ฉลาดที่สุด

บทสรุป การต่อสู้ที่ไม่จบสิ้น
Decembull และ Decembear ไม่ใช่เพียงแค่คำทำนายดวงชะตาของตลาด แต่เป็นบทสรุปของการปะทะกันระหว่าง "ปัจจัยพื้นฐาน" และ "จิตวิทยา"
●    Decembull คือตัวแทนของความหวัง พลังของเม็ดเงินใหม่ และความพยายามของสถาบันที่จะทำให้ตัวเลขดูดี
●    Decembear คือตัวแทนของความเป็นจริง ภาระทางภาษี และการบริหารความเสี่ยง

       ความแตกต่างที่แท้จริงจึงอยู่ที่ "บริบทของปีนั้นๆ" หากปีนั้นเศรษฐกิจดี ดอกเบี้ยขาลง เรามักจะเจอ Decembull แต่หากปีนั้นเศรษฐกิจถดถอย ดอกเบี้ยขาขึ้น เราก็ไม่อาจหลีกหนี Decembear ได้
       นักลงทุนที่ชาญฉลาดจะไม่เดิมพันข้างใดข้างหนึ่งอย่างหลับหูหลับตา แต่จะเฝ้าดูสัญญาณ (Signals) ทั้งจากนโยบายการเงิน ปริมาณการซื้อขาย และกราฟเทคนิค เพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับ "พฤติกรรมของตลาด" ในปีนั้นๆ อย่างแท้จริง การเข้าใจความแตกต่างของสองสภาวะนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณรักษากำไรที่หามาทั้งปี และเริ่มต้นปีใหม่อย่างมั่นคง
#6
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - เมื่อวานนี้ เวลา 08:30:36 ก่อนเที่ยง
#7
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - เมื่อวานนี้ เวลา 08:29:27 ก่อนเที่ยง
#8
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / Pin Bar คืออะไร ? ตัวช่วยในการ...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - เมื่อวานนี้ เวลา 03:17:42 ก่อนเที่ยง
79.png

เทรดเดอร์ที่เข้ามมาเทรดในตลาด Forex นั้น ต่างก็มีเทคนิคการเทรดที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์สายเทคนิค ที่ใช้อินดิเคเตอร์หลายอันเพื่อช่วยในการหาจุดเข้าออเดอร์ หรือสายข่าวที่จะพึ่งการดูข่าวและตัวเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาในแต่ละวัน แล้วทำการวิเคราะห์เพื่อหาจุดเข้าซื้อ แต่ในวันนี้ ทีมงาน Forexlearning จะพาทุกคนมารูัจักกับหนึ่งในกราฟแท่งเทียนที่จะเป็นตัวช่วยในการทำกำไรจากตลาด Forex ที่นักเทรดสายเทคนิคหลาย ๆ คนนิยมใช้กัน หรือก็คือ  "Pin Bar"

Pin Bar คืออะไร ?
Pin Bar คือ แท่งเทียนรูปแบบหนึ่งที่แสดงถึงการปฏิเสธ (Rejection) หรือการกลับตัวของราคา ทำให้เทรดเดอร์สามารถนำไปใช้เพื่อหาจุดเข้าซื้อ-ขายได้ โดยจุดเด่นของ Pin Bar คือ ดูง่าย และมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปสร้างกลยุทธ์ในการเทรดได้อย่างหลากหลาย

โดยสัดส่วนของไส้เทียนกับเนื้อเทียน ตามลักษณะของ Pin Bar คือ แท่งเทียนจะต้องมีไส้เทียนที่ยาว, เนื้อเทียนสั้น และอยู่ช่วงปลายไส้ จึงจะสามารถเรียกว่า "Pin Bar" ได้

80.jpg

                                         รูปภาพตัวอย่างของ Pin Bar

รูปแบบของ Pin Bar
1. Bullish Pin Bar (Hammer)
แท่งที่มีไส้เทียนยาวลงมาด้านล่าง แสดงถึงแรงขายที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่เกิดแรงซื้อกลับที่รุนแรงกว่า ทำให้ราคากลับมาฟื้นตัว ก่อนที่จะปิดตัวด้วยราคาสูง (High) อีกครั้ง

แท่งเทียนที่เป็น Bullish Pin Bar แบบสมบูรณ์ เนื้อเทียนควรจะเป็นสีเขียว (ราคาปิด > ราคาเปิด)

2. Bearish Pin Bar (Shooting Star)
แท่งที่มีไส้เทียนยาวขึ้นมาด้านบน แสดงถึงแรงซื้อที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายเกิดแรงขายกลับที่รุนแรงกว่า ทำให้ราคาพลิกกลับตัว ก่อนที่จะปิดตัวด้วยราคาต่ำ (Low) อีกครั้ง

แท่งเทียนที่เป็น Bearish Pin Bar แบบสมบูรณ์ เนื้อเทียนควรจะเป็นสีแดง (ราคาปิด < ราคาเปิด)

การประยุกต์ใช้ Pin Bar ในการเทรด
การเทรดด้วย Pin Bar นั้น เทรดเดอร์สามารถนำ Pin Bar ข้างต้นมาใช้ดูประกอบกับการใช้เครื่องมืออื่น ๆ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการหาจุดเข้าซื้อขายสินทรัพย์ โดยเครื่องมือที่นิยมใช้ควบคู่กับ Pin Bar คือ "แนวรับ – แนวต้าน"

81.png

1. กลยุทธ์ฝั่งซื้อ (Buy Setup) – ใช้ Pin Bar คู่กับแนวรับ
- "ราคาเปิด" ของแท่งเทียนที่เป็น Pin Bar "อยู่เหนือระดับแนวรับ"

- ไส้เทียนลงมาต่ำกว่าระดับแนวรับ

- ราคาปิดของแท่งเทียนนั้นไม่สามารถที่จะ Break แนวรับออกไปได้ ทำให้แท่งเทียนกลับขึ้นมาปิดเหนือกว่าระดับแนวรับ

82.png

2. กลยุทธ์ฝั่งขาย (Sell Setup) – ใช้ Pin Bar คู่กับแนวต้าน
- "ราคาเปิด" ของแท่งเทียนที่เป็น Pin Bar "อยู่ต่ำกว่าระดับแนวต้าน"

- ไส้เทียนขึ้นไปสูงกว่าระดับแนวต้าน

- ราคาปิดของแท่งเทียนนั้นไม่สามารถที่จะ Break แนวต้านออกไปได้ ทำให้แท่งเทียนกลับลงมาปิดต่ำกว่าระดับแนวต้าน

กลยุทธ์ทั้ง 2 นี้ เทรดเดอร์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแท่งเทียนที่เป็น Pin Bar ในการขึ้นหรือลงไปแตะระดับแนวรับ-แนวต้าน เพื่อให้การคำนวณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เทรดเดอร์อาจจะลองศึกษาการเคลื่อนที่ของราคาในอดีตเพื่อหาสัญญาณดังกล่าวก่อนเทรดจริง

 
ตัวอย่างพฤติกรรมของ Pin Bar
ตัวอย่างที่ 1


83.jpg

- ตัวอย่างในช่วงซ้ายของกราฟ เป็นการเกิด Pin Bar ในจังหวะที่ไม่ได้เจอแนวต้าน ทำให้ไม่มีนัยสำคัญพอที่จะส่งผลให้ราคาปรับตัวลงทันที
- ในช่วงทางขวามือ เป็นการเกิด Pin Bar ในช่วงที่เจอแนวรับพอดี จากนั้นราคาก็เด้งกลับขึ้น

ตัวอย่างที่ 2

84.jpg

- ราคาเกิด Bearish Pin Bar ที่บริเวณแนวต้าน ซึ่งอยู่ในกรอบของรูปแบบ Triple Tops
- ประกอบกับ RSI ชี้ให้เห็นถึงโมเมนตัมการขึ้นที่อ่อนแอลง
- 3 สิ่งนี้ กดดันให้ราคาอ่อนตัวลงในที่สุด

ทั้งหมดนี้ คือ Pin Bar หนึ่งในกลยุทธ์ Price Action ที่เน้นการดูพฤติกรรมจากราคาเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปเทรดเดอร์มักใช้คู่กับแนวรับ-แนวต้าน แต่ก็สามารถนำไปต่อยอดใช้กับเครื่องมืออื่นต่าง ๆ ได้ ทั้ง RSI, Moving Average, Bollinger Bands และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อนำไปสร้าง Trade Set Up หรือกลยุทธ์การเทรดนั่นเอง
#9
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / บทวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค GBPJP...
กระทู้ล่าสุด โดย support-2 - เมื่อวานนี้ เวลา 02:02:39 ก่อนเที่ยง
GbpJpy 09-03.jpg
คู่เงิน/สินค้า: GBP/JPY
Bias: ขาขึ้น เนื่องจากราคาสามารถเบรคทะลุเส้น **Resistance Trendline** และพยายามยืนเหนือแนว **Support** เพื่อสะสมแรงไปต่อตามทิศทางลูกศร
โซนสำคัญ: Resistance Trendline, Support
แผน LONG: พิจารณาเข้าออเดอร์เมื่อราคาย่อตัวทดสอบบริเวณ **Support** แล้วมีแรงซื้อกลับ เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายด้านบน
Stop Loss (SL): อยู่ที่จุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): แบ่งปิดกำไรที่จุด TP1 ในภาพ และจุด TP2 ในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาหลุดลงมาปิดต่ำกว่าจุด SL ในภาพ จะถือว่าแนวโน้มขาขึ้นเสียทรง

---

UsdChf 09-03.jpg
คู่เงิน/สินค้า: USD/CHF
Bias: ขาขึ้น หลังจากราคาทะลุกรอบ **Symmetrical Triangle** ขึ้นมา และมีการกลับลงมาทดสอบบริเวณ **Support** เพื่อไปต่อตามระยะเป้าหมาย
โซนสำคัญ: Symmetrical Triangle, Support
แผน LONG: รอจังหวะราคาดีดตัวจากบริเวณ **Support** เพื่อถือสถานะขึ้นไปหาเป้าหมายหลักของรูปแบบราคา
Stop Loss (SL): อยู่ที่จุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): อยู่ที่จุด Pattern Target ในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาปรับตัวลดลงจนหลุดจุด SL ในภาพ จะยกเลิกแผนขาขึ้นทันที
#10
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มีนาคม 08, 2026, 11:13:13 หลังเที่ยง