กระทู้ล่าสุด

#1
พื้นฐาน Crypto / Hunter Biden เตรียมเปิดตัวเหรี...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - วันนี้ เวลา 01:14:59 หลังเที่ยง
Hunter Biden เตรียมเปิดตัวเหรียญ LAPTOP จากประเด็นฉาวในอดีตสู่โลกคริปโต



      Hunter Biden ลูกชายของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ Joe Biden กำลังเป็นที่จับตาในวงการคริปโต หลังประกาศเตรียมเปิดตัวเหรียญมีมที่ใช้ชื่อว่า LAPTOP ($LAPTOP) ในวันที่ 9 กันยายน 2026
      สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามทั้งการเมืองสหรัฐฯ และตลาดคริปโต อาจสงสัยว่า "LAPTOP คืออะไร และทำไมเรื่องแล็ปท็อปถึงกลายมาเป็นเหรียญคริปโตได้?"
เริ่มจาก "แล็ปท็อปของ Hunter Biden"
      ชื่อ LAPTOP มาจากประเด็นแล็ปท็อปของ Hunter Biden ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลและไฟล์ที่อ้างว่ามาจากคอมพิวเตอร์ของเขา จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงทางการเมืองอย่างกว้างขวาง
หลายปีต่อมา ประเด็นดังกล่าวถูกนำกลับมาใช้เป็นชื่อของเหรียญคริปโตที่ Hunter Biden กำลังจะเปิดตัว
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เรื่องที่เคยเป็นประเด็นทางการเมือง ถูกนำมาสร้างเป็นแบรนด์ของเหรียญดิจิทัล

LAPTOP คืออะไร?
      LAPTOP เป็น Meme Coin หรือเหรียญคริปโตที่มูลค่ามักขับเคลื่อนจากกระแส ความสนใจของผู้คน และชุมชน มากกว่าการมีธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้แบบบริษัททั่วไป
      กรณีของ LAPTOP ใช้เรื่องราวของ Hunter Biden เป็นจุดดึงดูดความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นแล็ปท็อปที่เคยเป็นข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ
ตัวเหรียญจะเปิดตัวบน Base ซึ่งเป็นเครือข่าย Layer 2 ของ Ethereum และมีอุปทานทั้งหมด 1,000 ล้านโทเคน

ทำไมต้องเป็นชื่อ LAPTOP?
      ชื่อดังกล่าวมาจากคอมพิวเตอร์ที่ Hunter Biden นำไปฝากไว้ที่ร้านซ่อมในรัฐ Delaware ในปี 2019 ก่อนที่ข้อมูลจากเครื่องจะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งปี 2020
      หลายปีต่อมา Hunter จึงนำชื่อ "Laptop" ซึ่งเคยเป็นประเด็นด้านลบเกี่ยวกับตัวเขา กลับมาใช้เป็นแบรนด์ของ Meme Coin พูดง่าย ๆ คือ เรื่องราวทางการเมืองที่เคยสร้างกระแสในอดีต ถูกนำมาเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ซื้อขายบน Blockchain

Tokenomics ของ LAPTOP มีอะไรบ้าง?
      สำหรับคนที่สนใจคริปโต สิ่งที่ควรดูนอกจากชื่อเหรียญคือ Tokenomics หรือโครงสร้างการจัดสรรเหรียญ เพราะจะช่วยให้เห็นว่าใครถือเหรียญจำนวนเท่าไร และเหรียญจะถูกนำไปใช้อย่างไร
30% สำหรับผู้ก่อตั้ง
- ประมาณ 30% ของอุปทานทั้งหมด หรือ 300 ล้านโทเคน ถูกจัดสรรให้กลุ่มผู้ก่อตั้ง ซึ่งรวมถึง Hunter Biden
- เหรียญส่วนนี้ถูกล็อกไว้ในช่วง 6 เดือนแรก และจะทยอยปลดล็อกภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี
20% สำหรับ Airdrop
- อีก 20% หรือ 200 ล้านโทเคน ถูกกันไว้สำหรับ Airdrop หรือการแจกเหรียญให้กับผู้ที่ผ่านเงื่อนไขของโครงการ
หนึ่งในกลุ่มที่ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนคือ กระเป๋าที่เคยขาดทุนจากเหรียญ TRUMP ของ Donald Trump
- นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ติดตาม Substack ของ Hunter และรายชื่ออีเมลที่เกี่ยวข้องกับ Andrew Callaghan อยู่ในกลุ่มผู้มีสิทธิ์ตามข้อมูลที่สื่อรายงาน
แนวทางนี้ทำให้ LAPTOP เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับกระแสของเหรียญการเมืองอีกฝั่งอย่าง TRUMP ตั้งแต่ก่อนเปิดตัว
20% สำหรับสภาพคล่องและค่าใช้จ่าย
- อีก 20% ถูกจัดสรรสำหรับสภาพคล่อง การลิสต์บนตลาดซื้อขาย และค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายและการบริหารจัดการโครงการ
ส่วนนี้มีความสำคัญกับตลาด เพราะ Meme Coin จำเป็นต้องมีสภาพคล่องเพียงพอเพื่อให้สามารถซื้อขายได้

จุดเด่นของ LAPTOP คือระบบ Burn ที่ผูกกับเหตุการณ์จริง
      ส่วนที่น่าสนใจที่สุดของ Tokenomics คือ 30% ของเหรียญทั้งหมดถูกผูกไว้กับเหตุการณ์ที่กำหนดล่วงหน้า
มีการระบุเหตุการณ์ทางการเมืองและตลาดคริปโตหลายรายการ เช่น การที่ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2028 การที่ Bitcoin ทำราคาสูงสุดใหม่ หรือการที่มูลค่าตลาดของ LAPTOP แซงหน้า TRUMP

Burn คืออะไร?
      Token Burn คือการนำเหรียญออกจากระบบอย่างถาวร ทำให้จำนวนเหรียญที่สามารถหมุนเวียนอยู่ในตลาดลดลง
สำหรับ LAPTOP หากเหตุการณ์ตามเงื่อนไขเกิดขึ้น เหรียญในส่วนที่กำหนดอาจถูก Burn ขณะที่หากเงื่อนไขไม่เกิดขึ้น เหรียญส่วนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อการกุศลตามโครงสร้างของโครงการ
อย่างไรก็ตาม การ Burn ไม่ได้แปลว่าราคาจะต้องเพิ่มขึ้น เพราะราคายังคงขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อขายและสภาพตลาดด้วย

ทำไม LAPTOP จึงถูกจับตาในตลาดคริปโต?
      การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Political Meme Coin หรือเหรียญมีมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง กลายเป็นกระแสสำคัญในตลาดคริปโต
      ก่อนหน้านี้เหรียญ TRUMP ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Donald Trump เคยมีมูลค่าตลาดพุ่งขึ้นอย่างมากหลังเปิดตัว ก่อนราคาจะปรับตัวลงอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา
      LAPTOP จึงไม่ได้เพียงเปิดตัวเป็น Meme Coin ใหม่ แต่ยังเลือกแจกเหรียญบางส่วนให้กับผู้ที่ขาดทุนจาก TRUMP ทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างเหรียญของฝั่ง Biden และ Trump อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ Meme Coin มีความเสี่ยงสูง แม้จะมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอยู่เบื้องหลัง แต่ Meme Coin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะราคาสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามกระแสและความสนใจของตลาด กรณี LAPTOP ยังมีอีกประเด็นที่ต้องระวัง นั่นคือ เหรียญเลียนแบบ
      หลังมีข่าวเปิดตัว มี Token ที่ใช้ชื่อ LAPTOP ปรากฏบนเครือข่ายอื่นอย่างรวดเร็ว และมีการซื้อขายรวมกันหลายล้านดอลลาร์ ทั้งที่เหรียญเหล่านั้นไม่ใช่เหรียญที่จะเปิดตัวบน Base ตามกำหนดวันที่ 9 กันยายน
      ดังนั้น คนที่สนใจเหรียญนี้ไม่ควรดูเพียงชื่อ LAPTOP แต่ต้องตรวจสอบ เครือข่ายและ Contract Address ของโครงการอย่างเป็นทางการ ก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง

LAPTOP สะท้อนอะไรให้เห็นเกี่ยวกับโลกคริปโต?
      กรณีของ LAPTOP แสดงให้เห็นว่าในตลาดคริปโต เรื่องราวและกระแสสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าของสินทรัพย์ได้
จากประเด็นแล็ปท็อปของ Hunter Biden ในปี 2020 วันนี้เรื่องเดียวกันถูกนำมาเชื่อมกับ Meme Coin, Airdrop, Token Burn และตลาดคริปโต
แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องแยกให้ออกคือ "ความสนใจ" ไม่เท่ากับ "มูลค่าที่แท้จริง"
      LAPTOP อาจได้รับความสนใจจากชื่อของ Hunter Biden และประเด็นทางการเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่าความสนใจนั้นจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นในระยะยาว
      การเปิดตัววันที่ 9 กันยายนจึงเป็นช่วงเวลาที่ตลาดจะได้เห็นว่า LAPTOP จะสามารถสร้างความสนใจได้เพียงชั่วคราว หรือจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Meme Coin ที่มีชุมชนและตลาดรองรับในระยะยาว
      สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดคริปโต เรื่องนี้จึงน่าสนใจไม่ใช่เพียงเพราะ "ลูกชาย Joe Biden เปิดเหรียญ" แต่เพราะ LAPTOP เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การเมือง กระแสบนอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยี Blockchain กำลังถูกนำมาผสมกันมากขึ้นในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล



สรุป
      การเปิดตัว LAPTOP ($LAPTOP) ของ Hunter Biden เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนการเติบโตของ Meme Coin ที่เชื่อมโยงกับการเมืองและบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยนำประเด็นแล็ปท็อปของ Hunter Biden ซึ่งเคยเป็นข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ มาสร้างเป็นธีมของเหรียญ
LAPTOP มีกำหนดเปิดตัวบนเครือข่าย Base วันที่ 9 กันยายน 2026 และมีจำนวนทั้งหมด 1,000 ล้านโทเคน พร้อมระบบ Tokenomics ที่มีทั้งการแจก Airdrop การล็อกเหรียญของทีม และกลไก Burn ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางการเมืองและตลาดคริปโต
      อย่างไรก็ตาม Meme Coin เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนและความเสี่ยงสูง การมีชื่อของบุคคลดังหรือการได้รับความสนใจจากสื่อไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเหรียญจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว ผู้สนใจจึงควรตรวจสอบข้อมูลของโครงการและ Contract Address ให้ถูกต้องก่อนตัดสินใจซื้อขาย
#2
พื้นฐาน / Model X
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - วันนี้ เวลา 08:24:35 ก่อนเที่ยง
#3
พื้นฐาน / การทำกำไรกับกราฟราคาแท่งเทียนร...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - วันนี้ เวลา 12:18:52 ก่อนเที่ยง
กลยุทธ์การทำกำไร กับกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI

      กลยุทธ์การเข้าซื้อขายด้วยแท่งเทียน DOJI ที่ดีที่สุด จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถ แยกตลาดออกได้ แท่ง DOJI เป็นกราฟราคารูปแบบแท่งเทียนที่เรียบง่ายของญี่ปุ่น และแท่งเทียน DOJI มีคุณสมบัติเป็นของตัวเอง บทความนี้ เป็นการแนะนำ DOJI ประเภทต่างๆ และยังได้แนะนำกลยุทธ์การเข้าซื้อขายด้วยกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI อีกด้วย  มันจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถซื้อขายได้เร็วเท่าที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลง

 กลยุทธ์การเข้าซื้อขายด้วยแท่งเทียน DOJI เป็นรูปแบบแท่งเทียนญี่ปุ่นขนาดเล็กที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายบวกหรือเครื่องหมายกางเขน เป็นการเปิดและปิดราคาที่ใกล้เคียงกันนั่นเอง หรืออาจจะเปิดและปิดในตำแหน่งเดียวกันด้วยซ้ำไป  นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบางครั้งจึงเรียกว่า DOJI STAR แต่หากเทรดเดอร์ต้องการกลยุทธ์การเข้าซื้อขายด้วยกราฟราคาแท่งเทียนที่เชื่อถือได้ของญี่ปุ่นแล้วละก็ เทรดเดอร์จะต้องใช้วิธีการซื้อขายที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่านี้  การเข้าซื้อขายด้วยรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน แท่ง DOJI แท่งเดียว ถือเป็นสัญญาณไม่ดีนัก เรียกได้ว่า STAND ALONE  เทรดเดอร์จำเป็นต้องมีแผนการซื้อขายที่ดี

คำนิยามของกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI

   กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI คืออะไร? >>  ในการเข้าซื้อขายกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI ซึ่งเป็นแท่งกราฟที่ส่งสัญญาณการกลับตัว ที่เทรดเดอร์ทั่วไปสามารถมองเห็นได้มากที่สุดแห่งหนึ่งในตลาด แต่ในสาระสำคัญกราฟราคาแท่งเทียนรูป  DOJI นี้ เป็นรูปแบบการกลับตัวของแนวโน้มที่สำคัญมาก  อย่างไรก็ตามแท่ง DOJI นี้ยังสามารถส่งสัญญาณให้การดำเนินไปของแนวโน้มเดิม มีการหยุดชะงักชั่วคราวได้ด้วย  ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงต้องขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดรูปแบบ DOJI และตำแหน่งที่อยู่ในแนวโน้มนั้นด้วย

   ถึงอย่างไรก็ตาม กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบแถบ DOJI ยังคงมีระดับความไม่แน่นอนในตลาดอยู่  สังเกตจากมุมมองทางจิตวิทยา แท่งเทียนรูปแบบ DOJI มีการเข้ามาในตลาดจากทั้งสองฝั่ง คือจากฝั่งผู้ซื้อ และ ฝั่งผู้ขาย เกือบจะเท่ากันทั้งสองฝั่งนั่นเอง

   กราฟราคาแท่งเทียนรูป DOJI มีรูปแบบง่ายๆ สองรูปแบบ คือ

•   มีขนาดเล็กมากตรงกลางระหว่างส่วนบนและล่าง
•   และมีขนาดยาวที่ด้านบนและหรือด้านล่าง

You cannot view this attachment.

 คุณลักษณะหลักของกราฟรูปแบบ DOJI คือราคาเปิดและปิดอยู่ในตำแหน่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน  ในระหว่างช่วงเวลาที่กราฟกำลังวิ่งอยู่ อาจมีการวิ่งไปสูงสุดและต่ำสุด แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา กราฟจะวิ่งกลับมาปิดในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับราคาเปิด ผลสรุปของการต่อสู้ครั้งนี้ ทั้งตลาดฝั่งขาขึ้น และฝั่งขาลง ไม่สามารถควบคุมตลาดได้ทั้งคู่

   ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคกราฟราคารูปแบบ DOJI เป็นรูปแบบกราฟที่ใช้บ่อยที่สุด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เทรดเดอร์ต้องได้รับการยืนยันเพิ่มเติมก่อนที่ จะเข้าทำการซื้อขาย

   กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI มี หลายรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน แบ่งเป็นดังต่อไปนี้

•   NEUTRAL DOJI – เป็น DOJI แบบปรกติ จะมีราคาเปิดกับราคาปิดที่ตรงกลางของแท่งเทียน – ส่วนบนหรือล่างหรือเงาจะไม่ยาวมากนัก และจะมีความยาวเท่ากัน

•   GRAVESTONE DOJI - เป็น DOJI ที่ทั้งราคาเปิดและราคาปิดจะอยู่ใกล้กับด้านล่างของแท่งเทียนคุณลักษณะหลักของ GRAVESTONE DOJI คือจะมีหางที่ยาวและเป็นรูปแบบการกลับตัวที่ ค่อนข้างชัดเจน

•   DRAGONFLY DOJI – เป็น DOJI ที่ตรงข้ามกับ GRAVESTONE DOJI ซึ่งมักจะเกิดที่บริเวณ จุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาลง กล่าวคือทั้งราคาเปิดและราคาปิดอยู่ใกล้ด้านบนของแท่งเทียน คุณลักษณะหลักของ DRAGONFLY DOJI คือจะมีหางที่ยาวและเป็นรูปแบบการกลับตัวที่ ค่อนข้างชัดเจน

•   LONG-LEGGED DOJI – เป็น DOJI ที่มีหางด้านบน และ ด้านล่างยาวมาก โดยจะมีเนื้อเทียนตรงกลางเพียงน้อยนิด แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ที่รุนแรง ระหว่างแรงของฝั่งซื้อและของฝั่งขาย

You cannot view this attachment.

ตอนนี้มาเรียนรู้ กลยุทธ์การเข้าซื้อขาย กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI ที่ถูกต้องกัน

กลยุทธ์ ที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อขายที่ รูปแบบ DOJI

   กลยุทธ์การเข้าซื้อขายกราฟราคาแท่งเทียนในรูปแบบ  DOJI  ที่ดีที่สุดเมื่อเทรดเดอร์นำมาใช้ จะทำให้เทรดเดอร์ได้รับผลกำไรอย่างรวดเร็ว อย่างที่แนะนำไปในตอนแรกว่า กราฟแท่ง DOJI ไม่เหมาะจะใช้เพียงลำพัง และปัญหาส่วนใหญ่ที่เทรดเดอร์มักจะพบในการเข้าซื้อขายที่กราฟแท่ง DOJI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง DOJI ที่เป็นกลาง คือเทรดเดอร์มักจะพบเห็นการวิ่งทะลุไปของกราฟราคา (BREAKOUT) ทำให้เทรดเดอร์คิดว่าเป็นการกลับตัวอย่างแท้จริง

   ลองใช้กลยุทธ์ดังต่อไปนี้ – ในบทความนี้ ขอพูดถึงการเข้าทำการ ฝั่งซื้อ

ขั้นตอนที่ 1 : สำหรับกลยุทธ์ฝั่งซื้อนี้ ให้เทรดเดอร์ใช้ตัวบ่งชี้ เส้นค่าเฉลี่ย EMA – 14 เข้ามาช่วย โดย กราฟราคาแท่งเทียนจะต้องปรับตัวขึ้น อยู่ด้านบนของเส้น ค่าเฉลี่ย EMA – 14 นี้

   แม้ว่าเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบแท่งเทียน DOJI นี้เป็นรูปแบบการกลับตัว แต่ในรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ พบว่าแท่ง DOJI  มีประสิทธิภาพดีที่สุดเป็น รูปแบบของการต่อเนื่อง ดังนั้นขั้นตอนแรกคือต้องการกำหนดทิศทางของแนวโน้มก่อน เมื่อเทรดเดอร์เห็นราคาเคลื่อนไหวที่สูงขึ้นเหนือระดับ EMA - 14 จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าแนวโน้มขาขึ้นอยู่คงอยู่

You cannot view this attachment.

ขั้นตอนที่ 2 : มองหาแท่งเทียน  DOJI ที่อยู่ใกล้ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA – 14 โดยยังอยู่ด้านบนของเส้นค่าเฉลี่ยนี้ และ จะต้องมีรูปแบบแท่งเทียน DOJI ที่ เนื้อเทียนจะต้องอยู่ภายในแท่งก่อนหน้า


ขั้นตอนที่ 3 : หลังจากที่เทรดเดอร์พบรูปแบบที่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ให้เทรดเดอร์ทำการเข้าซื้อ ที่แท่งเทียนแท่งต่อจาก แท่ง DOJI ที่มองหาในครั้งแรก

You cannot view this attachment.

ขั้นตอนที่ 4 : วาง STOP LOSS ป้องกันการขาดทุนไว้ที่ราคาต่ำสุดของแท่งเทียนสวิงก่อนหน้า และวาง TAKE PROFIT ไว้ที่ สุดสูงสุดของแท่งเทียนก่อนหน้า เทรดเดอร์ยังสามารถ มี TAKE PROFIT 2 ได้ ตราบที่กราฟราคาแท่งเทียน ยังอยู่บนเส้น ค่าเฉลี่น EMA – 14 นี้  ทั้งนี้ ทั้งนั้นขึ้นกับดุลพินิจของตัวเทรดเดอร์เองอีกครั้งหนึ่ง


   บทสรุป - กลยุทธ์ DOJI ที่ดีที่สุด

   รูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน DOJI สามารถให้ข้อมูลได้มากกว่าที่เห็น  ถ้าเทรดเดอร์ต้องการทราบเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างฝั่งผู้ซื้อกับฝั่งผู้ขาย  แต่กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI ในเชิงบวกจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมือทางเทคนิคอื่น ๆ และที่สำคัญคือใช้ร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ยที่เอามาดูแนวโน้ม

   โดยทั่วไปกลยุทธ์การซื้อขาย DOJI มีความซับซ้อนซ่อนอยู่ แต่จะซับซ้อนลดลงเมื่อเทรดเดอร์มีโอกาสที่จะเข้าซื้อขายได้มากบ่อยขึ้น และ ชำนาญขึ้น อยากให้เทรดเดอร์อย่าลืมสิ่งสำคัญในการควบคุม ระบบการเงินของตัวเทรดเดอร์เองด้วย
#4
พื้นฐาน / MyFxbook
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - เมื่อวานนี้ เวลา 01:03:18 ก่อนเที่ยง
#5
พื้นฐาน / Trend Composite Indicator
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - เมื่อวานนี้ เวลา 12:50:55 ก่อนเที่ยง
เทรนด์กลับตัวระยะยาวเป็นกระบวนไม่ใช่ทันที ลองคิดถึงเทรนด์ระยะยาวในฐานะเทรดเดอร์ซึ่งต้องใช้เวลาในการกลับตัว เช่นเดียวกับ Speedboat หรืออีกแง่หนึ่ง คือเทรนด์ระยะสั้นซึ่งจะสามารถกลับตัวได้เร็ว ยิ่งไปกว่านั้น ในเทรนด์ระยะยาวสามารถแกว่งตัวจากช่วงระยะสั้นไปจนถึงระยะเวลาเป็นปี ด้วยเหตุนี้นักเทรดควรจะพิจารณาช่วงที่ยาวกว่าเทรนด์ระยะยาวในการกำหนดเทรนด์ระยะยาว ซึ่งบทความนี้จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้ MA ในการกำหนด เทรนด์ระยะยาวและในการวิเคราะห์จุดกลับตัวของเทรนด์พร้อมกับการแกว่งตัวนิดหน่อย

Moving Averages

แม้ว่า MA จะมีความล่าช้า แต่ว่าเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในการวิเคราะห์เทรนด์ นักเทรดมักจะต้องดูระดับราคาที่มีความสัมพันธ์กับ MA เทรนด์จะเป็นขาขึ้นเมื่อราคาอยู่สูงกว่า MA และเทรนด์จะเป็นขาลงเมื่อมันอยู่ต่ำกว่า MA

You cannot view this attachment.

กราฟข้างบนแสดง S&P 500 ETF (SPY) พร้อมกับ Exponential moving averages (EMAs) ระยะยาว นักเทรดสามารถนิยามเทรนด์โดยการเปรียบเทียบระดับราคากับ 125-day EMA, 150-day EMA, 175-day EMA and 200-day EMA อย่างไรก็ตามเทรนด์ไม่ได้กลับตัวเมื่อราคาเคลื่อนไหวสูงกว่าหรือต่ำกว่าเส้น MA เหล่านี้ มีเทรนด์ขาลงชัดเจนจากช่วงปี 2007 ถึง มีนาคม 2009 แต่ว่า SPY ทะลุสูงกว่า MA ณ ปลายปี 2007 และในครึ่งปีแรกของปี 2008 การเกิดรูปแบบเบรคเอาท์ไม่ได้บอกว่าเทรนด์จะกลับตัวเพราะว่า ไม่ช้า ETF ถึงจุดพีคและเกิดเทรนด์ขาลง หลังจากเทรนด์ขาลง มีการเกิดเทรนด์ขาขึ้นจากช่วง มีนา 2009 ถึงเดือนเมษายน 2012 ซึ่งราคา ETF ทะลุต่ำกว่าเส้น MA ในปี 2010 และในปี 2011 ซึ่งการเกิดเบรคเอาท์เหล่านี้ไม่ได้บอกสัญญาณกลับตัว เพราะว่า ETF กลับตัวอย่างรวดเร็วทำให้เกิดเทรนด์ขาขึ้นต่อ


การปรับเรียบด้วยราคาปิด

อย่างที่เราเห็นในกราฟข้างบน ราคารายวันสามารถผันผวนและหมายความว่า MA ยังให้สัญญาณหลอกได้ การวิเคราะห์เทรนด์ในระยะยาวควรจะสามารถจับเทรนด์ระยะยาวโดยไม่มีสัญญาณหลอกจำนวนมากได้ ซึ่งมันไม่สามารถที่จะกำจัดออกได้ทั้งหมดแต่ว่าต้องลดลงด้วยการใช้ MA ระยะยาว

You cannot view this attachment.

กราฟข้างบนแสดงดัชนี Dow Industrials SPDR (DIA) ตามที่ 50-day EMA (สีดำ) เส้น EMA 4 ก็แสดงในการวิเคราะห์เทรนด์ การพล็อตราคาสำหรับ DIA ไม่สามารถปรากฏได้ในภาพนี้ ดังนั้นเราจะทำได้โดยการใช้ e smoothed 50-day EMA เป็นสัญญาณ การปรับราคาด้วย 50-day EMA จะเพิ่มปัจจัยล่าช้า แต่ว่าก็ยังเพิ่มจำนวนของสัญญาณหลอก ลูกศรสีน้ำเงินแสดง DIA ที่อยู่ใกล้กับเส้น MA รักษาตัวอยู่ในกรอบเทรนด์ แต่ว่าวงกลมสีน้ำเงินแสดงการแกว่งตัวในช่วงปลายปี 2011 เปรียบเทียบกับ กราฟ SPY มีสัญญาณหลอกน้อยกว่า และระบบนี้สามารถทำได้ดีในการวิเคราะห์เทรนด์

ใช้ Percent Price Oscillator

นักเทรดสามารถใช้ Percent Price Oscillator (PPO) ในการตัดสินใจ 50-day EMA อยู่สูงกว่า หรือต่ำกว่า Long-term EMA เครื่องมือ Percent Price Oscillator ตั้งค่าที่ (50,200,1), ตัวอย่างเช่น วัดเปอร์เซ็นต์ส่วนต่างระหว่าง 50-day EMA และ 200-day EMA เมื่อ PPO เป็นบวกเมื่อ Shorter EMA คือสูงกว่า Long EMA และค่าลบเกิดขึ้นเมื่อ EMA ระยะสั้นอยู่ต่ำกว่า EMA ระยะยาว ซึ่งเครื่องมือนี้ในการวิเคราะห์การตัดกันของเส้น MA

You cannot view this attachment.

กราฟข้างบนแสดง 4 ภาพของ Percent Price Oscillator (PPO) โดยเปรียบเทียบกับ 50-day EMA ต่อ EMAs ระยะยาว เทรนด์จะชัดเจนและตลาดกระทิงเมื่อค่าทั้ง 4 ค่าบวกทั้ง 4 ค่า ซึ่งเรนด์นั้นค่อย ๆ อ่อนตัวลงเมื่อมันเริ่มเปลี่ยนเป็นค่าลบและเทรนด์เป็นตลาดหมีเมื่อทั้ง 4 ค่าเป็นค่าลบ ในแง่นี้เทรนด์จะไม่กลับตัวในเวลาชั่วข้ามคืนแต่อาจจะใช้เวลาหลายสัปดาห์

การปรับค่า Long-term EMA

ตัวอย่างข้างบนใช้ exponential moving average (50-day EMA) คงที่ และlong-term EMA แบบผันแปร นักเทรดสามารถใช้ long-term EMA แบบคงที่ แล้วใช้ EMAs ระยะสั้นแบบผันแปร ตัวอย่างเช่น EMA ระยะยาวสามารถตั้งค่าคงที่ 150 days และ EMAs สามารถปรับเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน กราฟข้างล่างแสดง Percent Price Oscillators 4 ตัว พร้อมกับ EMA (150 วัน) ค่าคงที่ และ EMAs ผันแปร 4 ตัว (20, 40, 60 และ 80 วัน )

You cannot view this attachment.

นักเทรดสามารถใช้ค่าบวกลบในการอ่านเพื่อประเมินเทรนด์ได้ เครื่องมือ Percent Price Oscillator (20,150,1) จะมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงมาก ขณะที่ Percent Price

Oscillator (80,150,1) จะเป็นเครื่องมือที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง น้อยกว่า นักเทรดสามารถใช้บอกทิศทางของเทรนด์และความแข็งแกร่งของเทรนด์และขึ้นอยู่กับจำนวนค่าบวกของ Indicator ที่ปรากฏ อีกครั้งที่เทรนด์นั้นเป็นขาขึ้นเมื่อ PPOs เป็นบวกและเป็นเทรนด์ขาลงเมื่อทั้ง 4 อันเป็นค่าลบ

การกระจายสินทรัพย์

กลยุทธ์การลงทุนส่วนใหญ่จะขยายขนาด Position และลดขนาดการลงทุนเมื่อตลาดเริ่มเป็นตลาดหมี เทรดเดอร์สามารถใช้ Percent Price Oscillators (PPOs) ทั้ง 4 ตัวในการพัฒนาระบบเทรดที่อยู่บนพื้นฐานของความแข็งแกร่งของเทรนด์ ตัวอย่างเช่น PPOs ทั้ง 4 ตัว แสดงถึงใน 4 ของเทรนด์และ 1 ใน 4 ของพอร์ทเช่นกัน เมื่อ 1 ในตัว PPO เป็นบวกและเทรนด์เป็นขาขึ้น 1 ใน 4 นักลงทุนสามารถลงทุน 25 % ในตลาดหุ้น เมื่อเครื่องมือตัวที่สอง สามารถลงทุนได้เมื่อ PPO เป็นค่าบวก นักลงทุนจะลงทุน 100 % เมื่อเครื่องมือทั้ง 4 เป็นบวก

You cannot view this attachment.

เช่นเดียวกัน นักลงทุนสามารถลดขนาด Position โดย 25 % เมื่อ PPO เป็นค่าลบ และจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อค่า PPO เป็นลบทุกตัวซึ่งนักลงทุนจะทำกำไรเมื่อตลาดเปลี่ยนเป็นค่าลบอย่างสมบูรณ์ทั้ง 4 ตัว

การปรับค่า Indicator

นักเทรด สามารถใช้เครื่องมือในการกำหนดเทรนด์ และ การกระจายการลงทุน ตัวอย่าง เครื่องมือ Slop indicator สามารถใช้ในลักษณะเดียวกันได้ แต่ว่า Time Frame ต่างกันได้ ตัวอย่างข้างล่างแสดง S&P 500 ETF พร้อมกับ Slope indicator 4 เวอร์ชั่น (50-day, 75-day, 100-day และ 125-day) เทรนด์เป็นขาขึ้นเมื่อ Slope เป็นบวกและเป็นขาลงเมื่อ Slope เป็นลบ องศาของความแข็งแกร่งขึ้นอยู่กับว่า Slope กี่อันเป็นบวก เทรนด์ขาขึ้นแรงคือเมื่อ ทั้ง 4 ตัวเป็นบวก ขณะที่ขาลงแรงจะเกิดขึ้นเมื่อทั้ง 4 ตัวเป็นลบ

You cannot view this attachment.

สรุป

การวิเคราะห์เทรนด์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของกลยุทธ์การเทรด นักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์ระยะยาวในการบอกเทรนด์และกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม เทรดเดอร์สามารถใช้เทรนด์ indicator ในการบอกเทรนด์ระยะยาวและมองหาสัญญาณเทรดในทิศทางของเทรนด์นั้น ในบทความนี้แสดงตัวอย่างของ Exponential moving averages และตั้งค่าระยะยาวในเครื่องมือ Percent Price Oscillator (PPO) การตั้งค่าสามารถสามารถรับจูนให้เหมาะการเทรดของคุณหรือสไตล์การลงทุนของคุณ สิ่งสำคัญก่อนจากคือ บทความนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการออกแบบระบบเทรด ไม่ใช่ให้ยึดเป็นหลักแต่คุณต้องพัฒนาต่อยอดจากนี้
#6
พื้นฐาน Crypto / การกลับมาของ "วาฬ" Strategy หว...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - กันยายน 05, 2026, 03:19:21 หลังเที่ยง
การกลับมาของ "วาฬ" สถาบัน: Strategy หวนคืนสังเวียน กว้านซื้อ Bitcoin เพิ่มเกือบ 370 ล้านดอลลาร์



ทำไมถึงเรียกว่า "วาฬ" และการขยับตัวครั้งนี้สำคัญอย่างไร?
      ในโลกของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล คำว่า "วาฬ" (Whale) ถูกนำมาใช้เรียกนักลงทุนหรือสถาบันที่มีเงินทุนมหาศาลและถือครองเหรียญคริปโตในปริมาณที่เยอะมากๆ จนเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในมหาสมุทร ซึ่งหลักการทำงานของวาฬในตลาดคริปโตมีผลกระทบที่น่าสนใจ ดังนี้:
      - เมื่อวาฬขยับ คลื่นน้ำย่อมกระเพื่อม: ด้วยเม็ดเงินที่มหาศาล ทุกครั้งที่วาฬทำการ "ซื้อ" หรือ "ขาย" ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาของ Bitcoin ในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนวาฬที่ขยับตัวเพียงนิดเดียวก็สร้างคลื่นลูกใหญ่ในมหาสมุทรได้
      - Strategy คือ "อภิมหาวาฬระดับองค์กร": ในบรรดาวาฬทั้งหมด Strategy ไม่ใช่วาฬบุคคลธรรมดา แต่เป็นถึงวาฬสถาบันระดับโลก การถือครองเหรียญหลักแสนเหรียญทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งในตลาด

ทำไมการ "กลับมาซื้อ" ถึงสำคัญ?
      การที่ Strategy หยุดซื้อ Bitcoin ไปเกือบ 2 เดือน ทำให้ตลาดเกิดความรอดูท่าที (Wait and See) แต่การที่จู่ๆ วาฬตัวนี้หวนกลับมาทุ่มเงินกว่า 370 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อกวาดเหรียญเข้าพอร์ตอีกครั้ง ถือเป็นการส่ง "สัญญาณเชิงบวก" (Bullish Signal) ที่ทรงพลังที่สุด มันเป็นการบอกใบ้ให้นักลงทุนรายย่อย (ปลาเล็กปลาน้อย) ทราบว่า ขนาดสถาบันยักษ์ใหญ่ยังมองเห็นมูลค่าและทยอยเก็บของเข้าคลังอย่างต่อเนื่อง

แล้วเราจะรออะไรอยู่?
      การกลับมาของอภิมหาวาฬตัวนี้จึงไม่ใช่แค่การทำธุรกรรมทางการเงินธรรมดา แต่เป็นเหมือนการตอกเสาเข็มแห่งความเชื่อมั่นให้กับตลาดคริปโตทั้งระบบ
      หลังจากปล่อยให้นักลงทุนเฝ้าจับตาดูท่าทีมานานเกือบ 2 เดือนเต็ม ในที่สุด Strategy (หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อเดิมว่า MicroStrategy) บริษัทซอฟต์แวร์ด้านธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence) ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ก็ได้กลับมาทวงบัลลังก์นักสะสม Bitcoin เบอร์หนึ่งของโลกอีกครั้ง การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่กระแสข่าวลือ แต่มาพร้อมกับเม็ดเงินมหาศาลและการวางแผนทางการเงินที่รัดกุมกว่าเดิม

สัญญาณเตือนจากโซเชียลมีเดียสู่การสั่นสะเทือนวงการคริปโต
      การเคลื่อนไหวของบริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก มักถูกจับตามองจากนักลงทุนทุกระดับ และครั้งนี้ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้กุมบังเหียน



"We're Back" ข้อความปริศนาที่ทุกคนรอคอย
      Michael Saylor ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ Strategy ขึ้นชื่อเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสื่อสารกับนักลงทุนในแบบที่ไม่เหมือนใคร ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ Saylor ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) ว่า "We're Back"
      - สำหรับคนทั่วไปอาจดูเหมือนข้อความธรรมดา แต่สำหรับนักลงทุนในตลาดคริปโต นี่คือ "สัญญาณเตือนภัย" ชั้นดี เพราะจากสถิติที่ผ่านมา Saylor มักจะทวีตข้อความในลักษณะทีเซอร์ปริศนาเช่นนี้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ก่อนที่จะเปิดเผยเอกสารชี้แจงการกว้านซื้อ Bitcoin ล็อตใหญ่ในเช้าวันจันทร์ถัดมา ซึ่งในครั้งนี้ ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเดิมอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

ทำไม Michael Saylor ถึงคลั่งไคล้ Bitcoin?
      สิ่งที่ทำให้ Strategy แตกต่างจากบริษัททั่วไป คือวิสัยทัศน์ของ Saylor ที่มองว่าเงินสดแบบดั้งเดิม (Fiat Currency) มักจะเสื่อมมูลค่าลงตามกาลเวลาจากอัตราเงินเฟ้อ เขาจึงเปรียบ Bitcoin ว่าเป็น "ทองคำดิจิทัล" (Digital Gold) ที่มีจำนวนจำกัดและไม่สามารถถูกควบคุมโดยรัฐบาลใดๆ การเปลี่ยนเงินสดสำรองของบริษัทมาเป็น Bitcoin จึงไม่ใช่แค่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นการ "ปกป้องความมั่งคั่ง" ขององค์กรในระยะยาว

ผ่าแผนการลงทุนรอบใหม่: ไม่ใช่แค่ซื้อ แต่คือกลยุทธ์ระดับองค์กร
      การหยุดพักชะลอการซื้อไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนไม่ได้หมายความว่า Strategy ถอดใจจากตลาดคริปโต แต่เป็นการถอยกลับไปตั้งหลักเพื่อจัดกระบวนทัพทางการเงินใหม่ให้แข็งแกร่งขึ้น

เจาะลึกตัวเลขการกว้านซื้อครั้งล่าสุด
      เมื่อ Strategy พร้อมรุกตลาดอีกครั้ง ตัวเลขที่ประกาศออกมาก็สร้างความตื่นเต้นได้ไม่น้อย โดยบริษัทได้ยืนยันการเข้าซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติมดังนี้:
  • จำนวนที่เข้าซื้อ: 4,603 BTC
  • มูลค่าการลงทุนรวม: 369.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ต้นทุนเฉลี่ย: 80,318 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 เหรียญ Bitcoin
      การซื้อที่ราคา 80,000+ ดอลลาร์ สะท้อนกลยุทธ์ "DCA ระดับองค์กร" หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไม Strategy ถึงกล้าเข้าซื้อในขณะที่ราคา Bitcoin อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง (กว่า 80,000 ดอลลาร์/เหรียญ) คำตอบคือบริษัทนี้ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือการถัวเฉลี่ยต้นทุน พวกเขาไม่ได้สนใจที่จะ "กะจังหวะตลาด" (Market Timing) เพื่อรอซื้อของถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เน้นวินัยในการสะสมอย่างต่อเนื่องเมื่อบริษัทมีสภาพคล่องพร้อม ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่กูรูการลงทุนมักแนะนำให้กับนักลงทุนรายย่อย

แหล่งเงินทุนและการบริหารงบดุลที่แยบยล
      - หลายคนอาจสงสัยว่า Strategy นำเงินทุนมหาศาลจากไหนมาซื้ออย่างต่อเนื่อง คำตอบคือการใช้เครื่องมือทางการตลาดทุนอย่างชาญฉลาด ในรอบนี้ บริษัทไม่ได้ใช้เพียงแค่เงินสดหมุนเวียน แต่มาจากการระดมทุนครั้งใหญ่:
      - การระดมทุน: บริษัททำการขายหุ้นสามัญ (Common Stock) ซึ่งสามารถระดมเงินทุนได้สูงถึง 602.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
      - การจัดสรรเงินทุน: เงินทุนที่ได้มาไม่ได้ถูกนำไปเทซื้อ Bitcoin ทั้งหมด
      - ส่วนหนึ่งถูกแบ่งไปซื้อ Bitcoin มูลค่า 369.7 ล้านดอลลาร์
      - อีก 151.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกนำไปใช้ในโครงการซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ซีรีส์ STRC ของบริษัทเอง
      - เงินส่วนที่เหลือถูกเก็บสมทบเข้าเป็นคลังเงินสดสำรอง
      กลยุทธ์นี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ช่วงเวลาเกือบ 2 เดือนที่บริษัทหยุดสะสมเหรียญไปนั้น คือช่วงเวลาที่พวกเขาโฟกัสกับการ "ปรับปรุงงบดุล (Balance Sheet)" ให้มีเสถียรภาพ ลดภาระหนี้สินหรือหุ้นบุริมสิทธิ และตุนสภาพคล่อง ก่อนที่จะกลับมาบุกตลาดคริปโตต่ออย่างมั่นคง

อาณาจักรสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
การก้าวเดินของ Strategy ในแต่ละครั้ง ส่งผลโดยตรงต่อภาพรวมของการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับสถาบัน


อ้างอิง Strategy buys bitcoin for first time in two months (CoinDesk)

  • ยอดถือครองทะลุ 845,000 เหรียญ
  • จากการเข้าซื้อสมทบในครั้งล่าสุด ทำให้พอร์ตการลงทุนของ Strategy ขยายตัวขึ้นไปอีกขั้น โดยปัจจุบันมียอดถือครองรวมและต้นทุนดังนี้:
  • ยอดถือครอง Bitcoin รวม: 845,050 เหรียญ
  • มูลค่าพอร์ตการลงทุนรวม: ประมาณ 63,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ต้นทุนเฉลี่ยสะสม: 75,412 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเหรียญ
  • ตัวเลขระดับนี้ได้ตอกย้ำสถานะการเป็น "บริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก" อย่างไม่อาจมีใครเทียบได้ในขณะนี้ และยังเป็นการสะท้อนความเชื่อมั่นขั้นสูงสุด (Conviction) ที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์สำรองระยะยาว

ปฏิกิริยาของตลาดต่อความเคลื่อนไหวครั้งนี้



      การประกาศจุดยืนที่ชัดเจนส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทันที ราคาหุ้นของบริษัท (Ticker: MSTR) ตอบรับในแดนบวก โดยปรับตัวสูงขึ้น 1.65% ในช่วงการซื้อขายก่อนเปิดตลาด (Pre-market) ในขณะที่ราคาของ Bitcoin ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังคงรักษาฐานที่มั่นได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีการซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 78,400 ดอลลาร์สหรัฐ
      ปรากฏการณ์โดมิโนในโลกธุรกิจ ความสำเร็จของ Strategy ในการนำ Bitcoin มาเป็นสินทรัพย์สำรองหลัก กำลังสร้าง "Playbook" (ตำราการลงทุนใหม่) ให้กับโลกธุรกิจโมเดิร์น ปัจจุบันเราเริ่มเห็นบริษัทมหาชนอื่นๆ ค่อยๆ เจริญรอยตามแนวทางนี้ การขยับตัวของวาฬระดับ Strategy จึงเปรียบเสมือนแสงไฟสปอตไลต์ที่ส่องให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกหันมาพิจารณาถึงความสำคัญของสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นนั่นเอง
#7
พื้นฐาน / Moving Momentum
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 03, 2026, 11:40:29 หลังเที่ยง
Moving Momentum


บทนำ

กลยุทธ์การเทรดหลายกลยุทธ์ขึ้นอยู่กับกระบวนการ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญญาณเทรดเพียงสัญญาณเดียว กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนที่นำไปสู่สัญญาณ โดยทั่วไปแล้วนักเทรดต้องกำหนดทิศทาง มุมมองระยะยาวก่อน อย่างที่สองนักเทรดต้องรอการดีกกลับหรือการพักฐานที่จะทำให้ค่าความเสี่ยงและผลตอบแทนดีขึ้น อย่างที่สาม นักเทรดต้องมองหาจุดกลับตัวที่บ่งบอกทิศทางขาขึ้นหรือขาลงของราคา กลยุทธ์ที่กล่าวถึงนี้ใช้ MA กำหนดเทรนด์และ ใช้ Stochastic ในการบอกการพักฐานและ MACD ใช้ในการบอกการกลับตัวระยะสั้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบภายใต้สภาพนี้

การนิยามเครื่องมือ Indicator

Moving average เป็นเครื่องมือเทรดตามเทรนด์ที่ปรับความล่าช้าจากราคา นั่นหมายความว่าเมื่อเทรนด์เปลี่ยนแล้วมันถึงบอกสัญญาณ เทรดเดอร์หลายคนไม่เห็นว่าสัญญาณนี้ว่าล่าช้า แต่ว่าเหตุผลนี้ก็ไม่ได้ทำให้มันด้อยประสิทธิภาพลง MA ทำให้ราคามันเรียกและทำให้เทรดเดอร์มีเครื่องมือที่สามารถเข้าใจได้ง่ายในการวิเคราะห์เทรนด์

กลยุทธ์นี้ใช้ Moving average 2 เส้นในการระบุทิศทางของเทรนด์ ทิศทางของเทรนด์จะเป็นขาขึ้นเมื่อ MA ระยะสั้นสูงกว่า MA ระยะยาว ทิศทางเป็นขาลงเมื่อ MA ระยะสั้นต่ำกว่าระยะยาว ขณะที่นักเทรดสามารถใช้ MA ไหนก็ได้ ในบทความนี้ใช้ 20-day SMA และ 150-day SMA ตัวอย่างข้างล่างแสดง Baxter International (BAX) เคลื่อนไหวจากตลาดกระทิง ไปยังตลาดหมี

เมื่อ 20-day SMA เคลื่อนที่ลงต่ำกว่า 150-day SMA ในช่วงกลางเดือน August
You cannot view this attachment.

ส่วนที่ 2 ของกลยุทธ์ใช้ Stochastic Oscillator ในการการวิเคราะห์การพักฐาน เมื่อ STO แกว่ง ตัวระหว่าง 0 ถึง 100 Stochastic Oscillator เป็นเครื่องมือในการระบการพักฐานระยะสั้น การ เคลื่อนไหวต่ำกว่า 20 และ 80 ถึงเป็นจุดแกว่งตัวต่ำสูงสุด

ส่วนที่ 3 ของกลยุทธ์การเทรด ใช้ MACD-Histogram ในการวิเคราะห์การกลับตัวของขาขึ้นขาลงของราคา MACD-Histogram วัดความต่างระหว่าง MACD เครื่องมือนี้จะมีค่าบวกเมื่อ MACD อยู่สูงกว่าเส้น signal line aและมีค่าเป็นลบเมื่อ MACD อยู่ต่ำกว่า signal line เครื่องมือ MACD-Histogram จะเป็นค่าบวกเมื่อราคาขึ้นและเป็นลบเมื่อราคาลง

กลยุทธ์

Buy Signal:

1. Moving averages แสดงให้เห็นทิศทางขาขึ้นของ 20-day SMA เนื่องจากมันสูงกว่า 150-day SMA

2. Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวต่ำกว่า 20

3. MACD-Histogram เคลื่อนไหว เข้าสู่แดนบวกแสดงสัญญาณกลับตัว

You cannot view this attachment.
ตัวอย่างข้างบนแสดง Polo Ralph Lauren (RL) พร้อมกับสัญญาณ ซื้อ อันดับแรกให้สังเกตุ 20-day SMA อยู่สูงกว่า 150-day SMA เริ่มสร้างทิศทางการเทรดของตลาดกระทิง Stochastic Oscillator ลดลงต่ำกว่า 20 ซึ่งบอกว่าราคาลดลงมาแล้วและอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนดี แล้ว นักเทรดควรจะดูที่ MACD-Histogram ต่อไปซึ่งบอกสัญญาณเหนือแดนบวก จะสังเกตุว่า MACD-Histogram นั้นอยู่ในแดนลบเสมอ เมื่อ Stochastic Oscillator ต่ำกว่า 20 บางครั้ง เครื่องมือนี้อยู่ในแดนลบอีกสัปดาห์หนึ่งหรือ 2 สัปดาห์ซึ่งสำคัญมาที่มันต้องยืนยันขาขึ้น

Sell Signal:

1. Moving average แสดงการเทรดทิศทางขาลง 20-day SMA ต่ำกว่า 150-day SMA

2. Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 เมื่อสัญญาณบอกการพักฐาน

3. MACD-Histogram เคลื่อนที่เข้าแดนลบให้สัญญาณขาลงหลังจากที่มันกลับตัวแล้ว

You cannot view this attachment.
ตัวอย่างข้างบนแสดงหุ้น Flour Corp (FLR) พร้อมกับสัญญาณ Sell อย่างแรกทิศทางการเทรด จะเป็นตลาดหมีเมื่อ 20-day SMA เคลื่อนไหวต่ำกว่า 150-day SMA ในเดือน มิถุนายน อย่างที่ 2 Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 หลายครั้งเนื่องจากราคาแกว่งตัวภายใต้เทรนด์ขา ลง การเคลื่อนไหวสูงกว่า 80 เป็นการเตือนให้ดู MACD-Histogram อย่างใกล้ชิด การ เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 สามารถส่งผลเกิดการเทรดขาดทุนเพราะว่ามันสามารถใช้เวลา 1 ถึง 2 สัปดาห์ก่อนที่ราคาจะกลับลงมา อย่างที่ 3 สัญญาณสุดท้าย MACD-Histogram เป็นค่าลบ

ตัวอย่างการเทรด

ตัวอย่างการเทรดข้างล่างแสดง United Parcel Service (UPS) พร้อมกับสัญญาณ 6 ครั้งตลอด ช่วงเวลา 12 เดือน ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างที่ดีและให้มุมมองเกี่ยวกับโลกของการเทรดที่แท้จริง ซึ่ง บ่อยครั้งที่มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มีรูปแบบทิศทางการเทรด 4 รูปแบบเกิดขึ้นในกราฟนี้สีเขียวแสดง 2 ช่วงพร้อมกับทิศทางตลาดหมีและตลาดกระทิง สัญญาณตลาดหมีได้ถูกยกเลิก เมื่อตลาดเป็นตลาดกระทิง ขณะเดียวกันสัญญาณตลาดกระทิงจะถูกยกเลิกเมื่อมีสัญญาณตลาด หมี

You cannot view this attachment.

หลังจากที่ Stochastic Oscillator ส่งสัญญาณดีดกลับในเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน MACD-Histogram เปลี่ยนเป็นค่าบวกส่งสัญญาณตลาดกระทิง 2 ครั้ง (1 และ 2) ซึ่งมันอยู่ไม่นานเพราะว่ามันค่อนข้างผันผวน เส้นสีน้ำเงินบาง ๆ แสดงแนวรับซึ่งสามารถใช้เป็นจุดตัด ขาดทุนได้ ทิศทางตลาดหมีเริ่มในเดือน June และมีสัญญาณตลาดหมีในช่วงกลางเดือน mid July (3) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนตลาดจะเปลี่ยนเป็นตลาดกระทิง นี่เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะ แต่ว่านักเทรดสามารถตั้ง stop-loss ที่จุดแนวต้าน หลังจากที่เกิดกราฟผันผวนอยู่ ช่วงหนึ่งคือ (4 และ 5) ได้มีสัญญาณตลาดกระทิงที่สวยงามในช่วงต้นเดือนธันวาคม

การปรับจูน

ด้วยเครื่องมือ 4 ตัว มีวิธีที่แตกต่างกันในการปรับจูนกลยุทธ์นี้นักเทรดสามารถปรับการตั้งค่า MA แทนที่จะใช้ 20-day และ 150-day SMA นักเทรดสามารถขยาย Time Frame ให้ยาว กว่าเดิม หรือว่าใช้ MA ตัวหนึ่งและใช้ราคาจริงในการเปรียบเทียบวิเคราะห์เทรนด์
You cannot view this attachment.
การตั้งค่า Oscillators สามารถลดลงได้เพื่อเพิ่มความอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวหรือว่าเพิ่ม เพื่อลดความอ่อนไหวต่อราคา 10-day Stochastic Oscillator จะแกว่งตัวเข้า overbought/oversold บ่อยกว่า 20-day Stochastic Oscillator เช่น MACD-Histogram (5,30,9) จะข้ามเส้น 0 บ่อยกว่า MACD-Histogram ใช้การตั้งค่ามาตรฐาน (12,26,9)

การตัดสินใจในการเพิ่มหรือลดความผันผวนพร้อมกับลักษณะของหลักทรัพย์อ้างอิง หุ้นที่มี ความผันผวนต่ำเช่นในกลุ่มอุปโภคบริโภค เป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวน้อย และจะทนทางต่อ การตั้งค่าที่ต่ำมาก หุ้น Stocks ที่มีความผันผวนสูง เช่นกลุ่มเทคโนโลยีและ ไบโอเทค อาจจะ ผันผวนต่อการตั้งค่าต่ำน้อยกว่า เคล็ดลับคือ การตั้งค่าที่ลดสัญญาณบ้างแต่ว่าไม่ควรจะมากนัก

สรุป

กลยุทธ์ "Moving Momentum" ให้โอกาสในการเทรดในทิศทางตลาดภาพใหญ่ ยิ่งกว่านั้น กลยุทธ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ต่ำและมีผลตอบแทนสูง MA จะคอยกำหนด ตลาดหมีตลาดกระทิงให้ Stochastic Oscillator ใช้ในการวิเคราะห์จุดพักฐานในเทรนด์ใหญ่ ขณะที่ MACD-Histogram จะถูกใช้ในการให้สัญญาณและบอกการพักฐาน แต่ต้องระลึกไว้ เสมอว่าระบบถูกออกแบบมาเป็นเบื้องต้นให้พัฒนาต่อเท่านั้น การใช้ความคิดของของตัวเอง ในการปรับจูนให้เข้ากับสไตล์ และความเสี่ยงที่เหมาะสม
#8
พื้นฐาน / Average Directional Index - AD...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 03, 2026, 12:21:15 ก่อนเที่ยง
การเข้าซื้อขายแบบรายวันกับเครื่องมือ Average Directional Index - ADX

 เครื่องมือตัวบ่งชี้ ADX ย่อมาจาก AVERAGE DIRECTIONAL INDEX โดย J. WELLES WILDER เป็นตัวบ่งชี้ที่เป็นที่นิยมอย่างมาก
   กลยุทธ์การเข้าซื้อขาย หลากหลายรูป มักใช้ตัวบ่งชี้ ADX เพื่อระบุว่า แนวโน้มที่เห็น เป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งหรือไม่  อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อขาย แบบรายวันที่มีตัวบ่งชี้ ADX เป็นเรื่องที่ความพิเศษอยู่

   เหตุผลหลักๆ ก็คือในขณะที่ตัวบ่งชี้ ADX เป็นตัวบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง แต่ก็เป็นตัวบ่งชี้ที่มีความคลุมเครือ ตัวบ่งชี้ ADX ที่แคบลงอาจใช้สำหรับหาตำแหน่งการเข้าซื้อขาย แต่ไม่สามารถใช้ได้ดีกับการซื้อขายแบบรายวัน

-   จากที่กล่าวมา ในกรณีดังกล่าวการเข้าซื้อขายแบบรายวันที่มีตัวบ่งชี้ ADX จะเป็นไปได้หรือไม่?
-   คำตอบคือ เป็นไปได้ หากเทรดเดอร์ยินดีที่จะลองใช้กลยุทธ์การซื้อขายแบบรายวัน ด้วยตัวบ่งชี้ ADX  - 2 ระดับ

   กลยุทธ์การเข้าซื้อขายแบบรายวันด้วยเครื่องมือ ADX แบบสองระดับ

   สำหรับเทคนิคของการใช้เครื่องมือตัวนี้ ยิ่งถ้าใช้ในช่วงเวลาระยะสั้น ยิ่งมีความละเอียดอ่อนมากมันมีเรื่องราวของ รูปแบบกราฟแท่งเทียนราคามาประกอบด้วย
   ดังนั้นตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับจึงมีความไวต่อการเคลื่อนไหวของราคากราฟแท่งเทียนมาก สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว แต่มักจะผิดพลาด

                                                                                                  การตั้งค่า ADX INDICATOR
You cannot view this attachment.
                                                                                                    SET UP ADX INDICATOR

You cannot view this attachment.
You cannot view this attachment.
You cannot view this attachment.
                              SET UP ADX INDICATOR

  จากภาพตัวอย่างด้านล่างนี้ เทรดเดอร์อาจจำไว้ได้ว่าตัวบ่งชี้ ADX วัดค่าความแรงของแนวโน้ม  โดยค่า ADX ที่มีค่าสูงกว่าระดับ 75 แสดงถึงความแรงของแนวโน้ม และถ้าค่าต่ำกว่าระดับ 25 นั่นหมายถึงความแรงของแนวโน้มค่อนข้างต่ำ (SIDE WAY)

You cannot view this attachment.

ตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับนี้ มีความละเอียดอ่อนมาก ทำให้พบเห็นแนวโน้มขนาดเล็กและช่วงเวลาไม่นานก็จะขึ้นไปที่ เส้นระดับ 75  แนวโน้มระยะสั้นเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่เป็นประโยชน์สำหรับการเข้าทำการซื้อขาย ในทางกลับกันการใช้งานตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับที่มีความไวสูงอาจจะลดลงเหลือต่ำกว่าระดับ 25 และเมื่อมันลดลงต่ำกว่าระดับ 25 ก็เป็นไปได้ว่าจะมีการทะลุฝ่าด่านแนวรับหรือแนวต้าน ต่างๆ ที่สำคัญออกไป

   การเข้าทำการซื้อขายด้วยเครื่องมือบ่งชี้ ADX ในขณะที่มีการทะลุไปของกราฟราคาแท่งเทียน

   เมื่อเทรดเดอร์ เข้าทำการซื้อขายกับตัวบ่งชี้ ADX ให้เทรดเดอร์มุ่งเน้นไปที่ ADX - 2 ระดับ โดยเฉพาะค่าที่ตกลงต่ำกว่าระดับ 25 และเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ให้เทรดเดอร์เตรียมตัวสำหรับการเข้าซื้อขาย ในลักษณะการทะลุไปของกราฟราคาแท่งเทียนได้เลย มันจะเป็นการเข้าซื้อขายที่มีประสิทธิภาพมาก

You cannot view this attachment.

   ในช่วงการเข้าซื้อขายนี้ ตัวบ่งชี้ ADX 2 ระดับ ลดลงต่ำกว่า 25 เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะ (SIDE WAY)
   ให้เทรดเดอร์  เปิดคำสั่งซื้อล่วงหน้า (BUY STOP) เหนือแถบสัญญาณและคำสั่งขายล่วงหน้า (SELL STOP) อยู่ด้านล่าง  เมื่อมีคำสั่งหนึ่งถูกเรียกใช้งาน ให้ยกเลิกอีกคำสั่งหนึ่ง

   หากการดำเนินไปของกราฟแท่งเทียน ไม่เป็นไปตามแนวโน้มของ เครื่องบ่งชี้ ADX นัก ให้เทรดเดอร์พิจารณาการทำกำไรขนาดเล็กแทนการปล่อยรอให้ กราฟแท่งเทียนทำกำไรไปนานๆ เพราะอาจเกิดการพลิกกลับได้

   การเข้าทำการซื้อขาย ด้วยเครื่องมือบ่งชี้ ADX มีความเป็นไปได้และสามารถทำกำไรได้

   ในส่วนสำคัญของตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการหาแรงการดำเนินไปของกราฟราคาแท่งเทียนในช่วงเวลานั้นๆ ใช้ตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับนี้ เป็นต้นค้นหาตำแหน่งการเข้าซื้อขายที่มีความเสี่ยงต่ำ

   ตัวบ่งชี้ ADX – 2 ระดับนี้เป็นเครื่องมือง่ายๆ ที่อยากให้ เทรดเดอร์เอาไปผสมผสานรวมกับการเครื่องมือตัวบ่งชี้อื่นๆ เช่นเส้นค่าเฉลี่ย หรือ รูปแบบกราฟแท่งเทียน ฯลฯ สำหรับใช้ในการตั้งค่าการซื้อขายประจำวันอื่นๆ

   เพิ่มวิธีการนี้ลงในกลยุทธ์การซื้อขายแบบรายวันของตัวเทรดเดอร์เอง ถือเป็นอุปกรณ์จับเวลาหรือใช้เป็นการตั้งค่าการค้าขายแบบ  SCALPING  ได้ จนตัวเทรดเดอร์จะต้องประหลาดใจอย่างมาก
#9
พื้นฐาน / fibonacci แบบ อีซี่
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 02, 2026, 11:42:42 หลังเที่ยง
#10
พื้นฐาน / การเพิ่มข้อจำกัดให้กับระบบ
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 01, 2026, 10:52:25 หลังเที่ยง
การสร้างขีดจำกัดของการเทรด

เทรดเดอร์ที่ดีจะต้องรู้จักการจัดการความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยงนั้นจะรวมไปถึงแผนการเทรด จุดตัดขาดทุน และ ออเดอร์สูงสุดและการบริหารมัน การไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เทรดเดอร์ จะตกในหลุมพรางของอารมณ์

เทรดเดอร์ที่ดียังสามารถทำตามแผนการเทรดและมุ่งมั่นกับการรักษาเงินทุนของเขา ขณะที่กำไร นั้นเป็นเรื่องรองลงไป การให้ได้ผลการเทรดที่ยอดเยี่ยม เทรดเดอร์มืออาชีพจะทำการจำกัดการ ขาดทุนของเขา เช่น ต่อวัน ต่อสัปดาห์ หรือรายเดือน

การเทรดโดยรู้ข้อจำกัดทำให้เรามั่นใจได้ว่าเทรดเดอร์จะไม่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ในช่วงที่อารมณ์ขีดสุด ซึ่งอารมณ์สามารถมีอำนาจเหนือเหตุผลได้และมันทำให้ขาดทุน

เมื่อถึงวันที่ขาดทุน เทรดเดอร์ที่ดีจะไม่เทรดหลังจากที่เวลาแย่มาถึง นี่เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณา ในการที่นำสภาวะปกติในการเทรดของคุณกลับมาและมันทำให้เทรดเดอร์ได้พักจากตารางการ เทรดของเขา

เทรดเดอร์มืออาชีพจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริษัทมักจะตามแนวคิดเรื่องการตั้งขีดจำกัดไว้ใน รายวันรายสัปดาห์ รายเดือนไว้ เมื่อมันถึงแล้วพวกเขาก็จะไม่เทรด ไม่ว่าจะเป็นกรอบรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน

จริง ๆ แล้วเทรดเดอร์มืออาชีพบางคนหรือว่าแม้แต่พวกกองทุนก็จะพักเทรดเดอร์ของเขา เมื่อ จำนวนขาดทุนที่ตั้งไว้ถึงเป้า จนกว่าความมั่นใจจะกลับมา

You cannot view this attachment.

ขณะที่แนวคิดเกี่ยวกับการจำกัดผลการเทรดนี้อาจจะดูย้อนแย้ง แต่ว่ากระบวนการนี้สามารถช่วย ให้เทรดเดอร์รักษาเงินทุนและสามารถสร้างวินัยแบบมืออาชีพที่ทำกัน ตามแนวคิดนี้มันยังช่วย ให้เทรดเดอร์โฟกัสในการสร้างแผนการเทรดที่ดี การมีกลยุทธ์การเทรดที่ดี

ทำไมคุณควรตั้งขีดจำกัดในการเทรด?

การกำหนดขีดจำกัดการเทรดไว้มีประโยชน์สำหรับเทรดเดอร์หลายอย่าง สิ่งสำคัญที่สุดคือมัน จะช่วยให้เทรดเดอร์ไม่เทรดมากเกินไป ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่เทรดเดอร์มักจะละเลยกฏการเทรด และทำให้อารมณ์มีผลต่อการเทรด

เทรดเดอร์เกือบทุกคน เคยมาถึงจุดที่เวลามันมักกระตุ้นให้เทรดมากขึ้น หรือ ถูกยั่วยุให้แหกกฏ ในการเทรด ในการเพิ่ม ออเดอร์ บ่อยครั้งที่กฏเหล่านี้ได้ถูกเพิกเฉย และอารมณ์เข้ามามีบทบาท เหนือสิ่งอื่น ๆ และนำเทรดเดอร์ไปสู่การตัดสินใจที่ใช้อารมณ์มากกว่าการใช้เหตุผล
ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงเวลาแห่งหายนะ การเทรดแบบนี้ทำให้เราขาดทุนอย่างรวดเร็ว การขาดทุน นำไปสู่การล้างพอร์ทอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดในเวลาที่มีข่าวทางเศรษฐกิจออกมา

การตั้งขีดจำกัดไว้ที่รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน จะช่วยฝึกให้เราเป็นมืออาชีพมากขึ้น

You cannot view this attachment.

ภาพข้างบนแสดงตัวอย่างของ โปรแกรมบันทึกการเทรดออนไลน์กับการใช้กฏการจำกัดจำนวน การเทรด ในตัวอย่างของ Myfxbook สามารถตั้งเป้าหมายได้ (Goal) แต่ว่าแนวคิดยังคง เหมือนเดิม

ในกราฟข้างบนจะเห็นจำนวนการเทรดรายปี รายเดือน รายสัปดาห์ จำนวนกำไรขาดทุนที่ เกิดขึ้นทั้งมูลค่าจำนวน pip และเป็นมูลค่าเงิน การตั้งค่าอาจจะตั้ง 20 % ต่อเดือนซึ่งระบบจะ เตือนเทรดเดอร์เมื่อมันใกล้ถึงขีดจำกัดที่ตั้งไว้.

ซึ่งแน่นอนว่าสามารถทำใน Excel ก็ได้แต่ว่าต้องบันทึกข้อมูลด้วยตัวเอง

การตั้งขีดจำกัดในการเทรด ?

ข้อจำกัดของการเทรดสามารถตั้งเป็น รายวัน รายสัปดาห์ หรือ รายเดือน มันขึ้นอยู่กับเทรดเดอร์ ว่าอยากจะจำกัดตัวเองเท่าไหร่และตอบคำถามเกี่ยวกับเงินทุนของเทรดเดอร์แน่นอนว่ามันต้อง ทนทนต่อความเสี่ยง

หลักการที่ได้รับการยอมรับอย่างมากคือ 1 หรือ 2 % ของเงินทุนเป็นการขาดทุนสูงสุดที่จะ สามารถยอมรับได้ อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่ต่อการเทรด 1 ครั้ง หรืออีกแง่หนึ่ง 1 % ต่อการเทรดเทรดเดอร์จะสามารถเทรดได้หลายครั้งกว่าจะหมดทุน

แนวคิดการตั้งขีดจำกัดในการเทรดในระดับ รายวัน รายสัปดาห์ หรือ รายเดือนนั้นแตกต่างตาม ขีดจำกัดที่อยู่บนพื้นฐานการเทรดต่อครั้ง

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณ ขาดทุน 1 % ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง การตั้งขีดจำกัดไว้ที่ 5 % หมายความว่า คุณสามารถขาดทุนได้ 5 ครั้ง ซึ่งนำไปสู่การขาดทุน 5 % ต่อวัน การเทรดนี้จะหยุดสำหรับวันนี้ไปเลย

เช่นเดียวกัน ถ้าคุณตั้งไว้ที่ 10 % ต่อสัปดาห์ คุณสามารถถึงขีดจำกัดนี้ภายใน 3 วันหลังจากนั้น การเทรดของคุณจะหยุดลงสำหรับเวลาหนึ่งสัปดาห์นั้น ส่วนการเทรดรายเดือนก็เช่นเดียวกัน

จำนวนที่คุณต้องการเสี่ยงสามารถขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น 1% -2% การเทรด อีกวิธีคือ การให้ ความสนใจกับการตั้งค่าการเทรดคือการโฟกัสในการตั้งค่าเปอร์เซ็นต์กำไรแทนที่จะสนใจจุด ขาดทุน

ดังนั้นถ้าเทรดเดอร์ตั้งเป้าไว้ที่ 1.5 % มันสามารถตั้งค่าการเทรดไว้ที่ การขาดทุน 0.75 % หรือ 0.5 % ขึ้นอยู่กับอัตรากำไรขาดทุนที่สามารถรับได้

กฏง่าย ๆ คือการตั้ง 20% หรือ 10% ต่อเดือน จากการพิจารณาที่ว่าในการเทรด 1 เดือนมี 20 วันที่สามารถเทรดได้ หมายความว่าขาดทุน 1 % ต่อวัน แน่นอนหมายความว่าเทรดเดอร์จะต้อง ส่งคำสั่งด้วยขนาดเล็กพอสมควรโดยเฉพาะหากพวกเขามีทุนน้อย

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณถึงขีดจำกัดรายวัน หรือ รายสัปดาห์แล้ว ?

ในเหตุการณ์ที่การตั้งขีดจำกัดถึงแล้ว ไม่มีการเทรดเหลือให้เทรดในช่วงเวลาจำกัดนั้น

เทรดเดอร์ในกองทุนบางกองทุน มักจะให้เทรดเดอร์กลับไปเทรดบัญชีทดลองจนกว่าเทรดเดอร์ จะสามารถนำความมั่นใจกลับมาจากการเทรดได้ มันเป็นธรรมดาที่ตลาดจะทำให้เราลังเลกับออเดอร์ที่เข้าได้ไม่ดีและบางครั้งเทรดเดอร์ที่เก่งที่สุดก็ยังหวั่นไหวกับพฤติกรรมตลาดแบบนั้น

ในช่วงเวลาอย่างนี้เทรดเดอร์จะต้องเจอกับภาวะทางอารมณ์ และอารมณ์ยังสามารถที่จะทำให้ การตัดสินใจในการเทรดนำไปสู่ผลขาดทุน ซึ่งการเปลี่ยนไปใช้บัญชี Demo หรือเทรดใน กระดาษทำให้เทรดเดอร์สามารถเรียกความมั่นใจกลับมาได้อีกครั้ง

นอกจากนี้การเทรดบัญชีทดลอง ทำให้เทรดเดอร์สามารถวิเคราะห์ผลการเทรดขาดทุนว่าทำไม ถึงขาดทุน ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเทรดโดยบัญชีทดลองเป็นตัวเลือกที่ดีในการหยุดบัญชี เงินจริง ๆ และสามารถการวิเคราะห์การตัดสินใจที่นำไปสู่ผลขาดทุน

ในการที่จะทำอย่างนั้น เทรดเดอร์ต้องทำการบันทึก และทำการตัดสินใจบนข้อมูลที่มี บางครั้ง การใช้ข้อมูลราคาในอดีตเพื่อทบทวนเหตุการณ์จำลองเหตุการณ์ จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าเกิดอะไร ขึ้นในตอนที่เราตัดสินใจผิดพลาด

การตั้งขีดจำกัดในการเทรด – ข้อแนะนำจากมืออาชีพ

Mike Bellafiore, เป็นโค๊ชสอนเทรด เป็นผู้ก่อตั้ง SMB Capital และเป็นผู้แต่งหนังสือขายดี One Good Trade และ The PlayBook ซึ่งแนะนำโดยเทรดเดอร์หลายคน กล่าวว่าควรให้ความสำคัญ กับขีดจำกัดในการเทรดในช่วง 6 เดือนแรก

Bellafiore ซึ่งได้ทำการฝึกเทรดเดอร์ให้กับกองทุนหลายคนกล่าวว่า การตั้ง Stop loss บนกราฟ daily, weekly หรือ monthly ควรจะตั้งให้เหมาะกับสไตล์การเทรด ไม่สำคัญว่าจะตั้งน้อยหรือ มากขนาดไหนมันก็ส่งผลกระทบได้มหาศาลเช่นเดียวกัน เทรดเดอร์ควรจะต้องให้เวลาตัวเองใน การกำจัดจุดอ่อน

อีกจุดที่สำคัญที่ Bellafiore แนะนำคือว่า การตั้ง Stop loss อย่างน้อยควรจะอยู่ที่ระดับ TF daily ซึ่งทำให้เทรดเดอร์สามารถรับการขาดทุนได้ 8 – 10 ครั้งติดกัน เพราะว่าหลักการนี้กองทุนจะเทรดด้วยปริมาณการเทรดที่สูง เทรดเดอร์รายย่อยที่ตั้งในกราฟรายเดือนรายสัปดาห์ก็สามารถเป็น ตัวเลือกที่ดีได้เช่นกัน

You cannot view this attachment.

แต่จำนวนการเทรดควรจะต้องมีการปรับให้เหมาะกับสไตล์การเทรดและสภาพตลาดที่เรากำลัง เทรดอยู่

การมีขีดจำกัดในการเทรดทำให้เทรดเดอร์ได้รับผลดีหรือไม่?

ประโยชน์ของกลยุทธ์การเทรดที่มีวินัย รวมกับการจัดการการเทรดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แนวคิดการ จำกัดจำนวนการเทรดทำให้เทรดเดอร์สามารถโฟกัสไปที่จำนวนการขาดทุนในการเทรดของเขา ขณะที่มันสามารถตรวจสอบได้ว่าระบบได้เอื้อให้เทรดเดอร์เอาตัวรอดจากอารมณ์ได้หรือไม่

อย่างที่ตอนแรกในเกริ่นในบทความ มีวิธีการในการจำกัดการขาดทุนในการเทรด หลายวิธี อย่างไรก็ตามวิธีการเข้าถึงก็จะแตกต่างกันและได้รับประโยชน์ที่แตกต่างกันในการจำกัดการเทรด ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะรู้สึกกับวิธีการที่แตกต่างกันด้วย

ขณะที่เทรดเดอร์รายย่อยอาจจะไม่สนใจเกี่ยวกับการตั้งขีดจำกัดนี้แต่ว่ากองทุนนั้นได้ทดสอบ กระบวนการความเสี่ยงของเขาแล้วว่า นี่เป็นวิธีที่ดีในการควบคุมไม่ให้อารมณ์มามีอำนาจใน ช่วงเวลาที่ทำการเทรด

การตั้งขีดจำกัดในการเทรดสามารถสร้างประโยชน์ได้เมื่อมันมาถึงเรื่องการจัดการ Drawdown และยังช่วยให้เราสามารถฟื้นจาก Drawdown ได้ซึ่งขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และวิธีการจัดการความ เสี่ยงของเทรดเดอร์แต่ละคน.

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการจำกัดการเทรด คือ มันจะช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจว่าการเทรดของ เขาเป็นอย่างไรในสภาพตลาดแบบต่าง ๆ โดยการทบทวนกลยุทธ์และสภาพตลาด เทรดเดอร์ จะต้องดูจุดอ่อนจุดแข็งของกลยุทธ์ของตัวเอง

วิธีการนี้จะช่วยเทรดเดอร์มีวิธีการที่แตกต่างออกไป พวกเขาสามรถใช้และเลือกดูวิธีการที่จะดูว่า ตลาดมีพฤติกรรมอย่างไร ท้ายที่สุดเมื่อจบวัน การจำกัดการเทรดยังสามรถช่วยเทรดเดอร์จัดการ ความเสี่ยงและวิเคราะห์ตลาดและกลยุทธ์ที่เขาจะใช้กับตลาด

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งคือว่า ถ้าคุณตั้งข้อจำกัดไว้ที่ 20 % มันไม่ได้หมายความว่าคุณกำลัง ปล่อยให้ Drawdown ลดลงไปถึง 20 % ตัวอย่างเช่น ถ้าเดือนแรกคุณเจอ Drawdown 20 % ทีนี้ในเดือนที่ 2 เจออีก 20 % จะทำให้ Drawdown ของคุณคือ 40 %

ขณะที่ข้อจำกัดการเทรดไม่ได้การันตี ว่าคุณจะจำกัด Drawdown ได้เท่าไหร่ แต่คุณจะได้รับการ เตือนว่าคุณถึงจุดขีดจำกัดของคุณแล้วให้คุณตรวจสอบกลยุทธ์การเทรดและต้องค่อย ๆ ตัดสินใจหลังจากได้รับคำเตือน

ดังนั้น การตั้งข้อจำกัดในการเทรด จะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์การเทรดและช่วยให้เทรดเดอร์ สร้างวินัยในการเทรด ขีดจำกัดในการเทรดสามารถตั้งขึ้นอยู่บนฐานของตัวแปรหลายตัวและมัน เริ่มจากความคาดหวังของเทรดเดอร์ต่อผลตอบแทนที่เขาจะได้รับว่าอยากจะเสี่ยงเท่าไหร่และ ทนทานต่อความเสี่ยงได้เท่าไหร่

การตั้งขีดจำกัดไม่ใช่เป็นแนวคิดที่สวยหรู แต่ว่ามันก็ถูกใช้โดยมืออาชีพหลาย ๆ บริษัท มันช่วย ให้เทรดเดอร์จัดการวิธีการเทรดและตรวจสอบสภาพจิตใจของเทรดเดอร์ไปพร้อม ๆ กัน