การค้นหาคำว่า Crypto บน Google ตกต่ำสุดในรอบ 1 ปี กำลังบอกอะไรสำหรับนักลงทุน?
(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=10534;image)
ในโลกของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ข้อมูล (Data) คือขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุด และหนึ่งในข้อมูลที่เข้าถึงง่ายแต่ทรงพลังที่สุดคือ "Google Trends" ล่าสุดสถิติได้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ปริมาณการค้นหาคำว่า "Crypto" และ "Bitcoin" บน Google ได้ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี (หรือในบางภูมิภาคอาจต่ำสุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่ช่วงตลาดหมีครั้งก่อน)
ความเงียบสงัดนี้กำลังตะโกนบอกอะไรเรา? ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีตายแล้วจริงหรือ? หรือนี่คือ "ความสงบก่อนพายุ" ที่นักลงทุนสถาบันและวาฬ (Whales) กำลังรอคอย? บทความนี้จะพาคุณไปชำแหละปรากฏการณ์นี้ทีละประเด็น อย่างละเอียดที่สุด เพื่อให้คุณมองเห็นภาพรวมที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
ถอดรหัส "ความเงียบ" ของรายย่อย (The Retail Exodus)
เมื่อกราฟการค้นหาดิ่งลง สิ่งแรกที่สะท้อนออกมาคือ "การหายไปของนักลงทุนรายย่อย" (Retail Investors)
ตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ตลาดคริปโทฯ เผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นมหาศาล ตั้งแต่การล่มสลายของ LUNA, การล้มละลายของ FTX ไปจนถึงการปราบปรามทางกฎหมายในสหรัฐฯ นักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาในช่วงตลาดกระทิงปี 2021 ด้วยความหวังว่าจะรวยเร็ว (Get Rich Quick) ต่างได้รับบาดเจ็บและขาดทุน
● ผลลัพธ์ ความเจ็บปวดทางการเงินเปลี่ยนเป็นความเข็ดขยาด พวกเขาเลิกค้นหาข้อมูล เลิกติดตามราคา และลบแอปพลิเคชันเทรดทิ้งไป การลดลงของการค้นหาจึงเป็นตัวชี้วัดว่า "นักท่องเที่ยว" (Tourists) ได้ออกจากตลาดไปแล้ว เหลือเพียง "ผู้ศรัทธา" (Believers) และนักลงทุนระยะยาว
ในยุคที่ดอกเบี้ยนโยบายยังคงทรงตัวในระดับสูง (High Interest Rate Environment) สภาพคล่องในกระเป๋าของรายย่อยลดน้อยลง เงินที่เคยนำมาเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงต้องถูกนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าและให้ผลตอบแทนแน่นอน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝากดอกเบี้ยสูง เมื่อไม่มี "เงินเย็น" การค้นหาเพื่อหาช่องทางลงทุนในคริปโทฯ จึงลดลงตามกลไกธรรมชาติ
Google Trends ดัชนีวัด "ความโลภ" ไม่ใช่ "มูลค่า"
(https://www.hailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=10532;image)
นักลงทุนมืออาชีพมักกล่าวว่า Google Trends ไม่ได้บอกว่าสินทรัพย์นั้นดีหรือไม่ดี แต่มันคือตัววัด FOMO (Fear Of Missing Out)
ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับการค้นหา
โดยปกติแล้ว กราฟการค้นหาคำว่า Crypto จะแปรผันตรงกับราคาอย่างรุนแรงในช่วง "ขาขึ้น" (Bull Run)
● ช่วงพีค (Euphoria) เมื่อราคาทำ New High สื่อมวลชนประโคมข่าว คนทั่วไปที่ไมามีความรู้จะแห่กันไปค้นหาคำว่า "วิธีซื้อ Bitcoin" หรือ "เหรียญไหนจะไปดวงจันทร์" ทำให้กราฟการค้นหาพุ่งทะลุเพดาน
● ช่วงซบเซา (Depression) เมื่อราคาไซด์เวย์ (Sideways) หรือซึมลง สื่อเลิกทำข่าว คนทั่วไปหมดความสนใจ กราฟการค้นหาจึงดิ่งลง
ข้อสังเกตสำคัญ การที่การค้นหาตกต่ำสุด ไม่ได้แปลว่าราคาจะลงต่อเสมอไป แต่มันแปลว่า "ฟองสบู่แห่งความสนใจ" (Hype Bubble) ได้แตกออกไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงมูลค่าเนื้อแท้ที่ตลาดกำลังพยายามค้นหาจุดสมดุล
จิตวิทยาวัฏจักรตลาด เราอยู่ที่จุดไหน?
หากเรานำกราฟ Google Trends ไปทาบทับกับ "Wall Street Cheat Sheet: Psychology of a Market Cycle" เราจะพบคำตอบที่น่าสนใจ
จากความกลัว (Fear) สู่ความไม่สนใจ (Apathy)
ในช่วงตลาดหมีเริ่มต้น คนจะรู้สึก "กลัว" และ "โกรธ" (Panic & Anger) ซึ่งช่วงนั้นการค้นหาอาจจะยังสูงอยู่เพราะคนค้นหาข่าวร้ายหรือวิธีถอนเงิน แต่จุดที่การค้นหาตกต่ำสุดนั้น สอดคล้องกับเฟสที่เรียกว่า "Apathy" (ความไม่แยแส) หรือ "Depression" (ความหดหู่)
● ทำไม Apathy ถึงดี? ในเชิงจิตวิทยาการลงทุน ช่วงเวลาที่คน "เลิกสนใจ" คือช่วงเวลาที่แรงขาย (Selling Pressure) เหือดแห้งลงที่สุด เพราะคนที่อยากขายได้ขายไปหมดแล้วด้วยความกลัว หรือความเบื่อหน่าย
"ตลาดกระทิงเกิดจากความ悲观 (Pessimism), เติบโตบนความกังขา (Skepticism), สุกงอมบนความมองโลกในแง่ดี (Optimism), และตายลงบนความอิ่มเอมใจ (Euphoria)" - Sir John Templeton
การที่ Google Trends ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน คือสัญญาณว่าเรากำลังผ่านพ้นช่วง Pessimism และกำลังเข้าสู่ช่วงที่ตลาดกำลังสร้างฐานเพื่อรอความกังขาในรอบถัดไป
สิ่งที่ Google Trends มองไม่เห็น กิจกรรมบนเชน (On-Chain Activity) และสถาบันการเงิน
ในขณะที่หน้าจอ Google ของรายย่อยว่างเปล่า แต่หลังบ้านของระบบ Blockchain กลับคึกคักอย่างน่าประหลาดใจ นี่คือสิ่งที่กราฟการค้นหาบอกคุณไม่ได้
สถาบันการเงินไม่ได้ใช้ Google Search
BlackRock, Fidelity, หรือกองทุน Hedge Fund ระดับโลก ไม่ได้ตัดสินใจลงทุนด้วยการเสิร์ชกูเกิล พวกเขามีทีมวิจัย มีข้อมูลเชิงลึก และเข้าซื้อผ่านตลาด OTC (Over-the-Counter) เพื่อไม่ให้กราฟราคาขยับ
● การยื่นขอ ETF, การพัฒนาระบบ Tokenization (RWA - Real World Assets), และการทดสอบระบบ Blockchain ของธนาคารกลาง ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น สวนทางกับกระแสสังคม
ยอดผู้ใช้งานจริง (Active Users) vs. นักเก็งกำไร
แม้คำค้นหาจะลดลง แต่ตัวเลข Daily Active Addresses บนเครือข่ายหลักๆ เช่น Bitcoin, Ethereum และ Layer 2 (Arbitrum, Optimism, Base) กลับมีแนวโน้มทรงตัวหรือเติบโตขึ้นในบางช่วง สิ่งนี้บ่งบอกว่า:
● ผู้คนที่ "ใช้งาน" เครือข่ายจริงๆ (โอนเงิน, ใช้ DeFi, เล่น GameFi) ยังคงอยู่
● คนที่หายไปคือคนที่แค่เข้ามา "เก็งกำไร" ราคาเหรียญเท่านั้น
ทฤษฎีผลประโยชน์ (Contrarian Investing) สัญญาณซื้อที่เงียบที่สุด
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยกล่าวไว้ว่า "จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว" แต่ในบริบทของคริปโทฯ เราอาจต้องเพิ่มประโยคว่า "จงสนใจเมื่อคนอื่นเบื่อหน่าย"
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ (Historical Data)
● ปี 2018-2019 การค้นหาคำว่า Bitcoin ร่วงลงสู่จุดต่ำสุด ราคา Bitcoin ไซด์เวย์อยู่ที่ $3,000 - $4,000 เป็นเวลาหลายเดือน คนมองว่าคริปโทฯ ตายแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน มันคือจุดเริ่มต้นของรอบขาขึ้นที่ไปจบที่ $69,000
● ปี 2020 (ช่วงโควิด) ก่อน Halving การค้นหาก็ไม่ได้หวือหวา จนกระทั่งราคาเริ่มขยับ การค้นหาจึงตามมา
การลงทุนในช่วงที่ Google Trends ต่ำสุด จึงเปรียบเสมือนการซื้อสินค้าในช่วง "Low Season" คุณจะได้ราคาที่ไม่ได้บวกค่าพรีเมียมของความคาดหวัง (Speculative Premium) เข้าไป เป็นราคาที่สะท้อนมูลค่าจริง (Fair Value) มากที่สุดเท่าที่จะหาได้
AI แย่งซีน การเปลี่ยนผ่านของกระแสเงินทุน (Capital Rotation)
(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=10530;image)
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การค้นหา Crypto ลดลง คือการมาถึงของ Generative AI (ChatGPT, NVIDIA)
เงินทุนแห่งความสนใจ (Attention Economy)
โลกเรามี "ความสนใจ" จำกัด เมื่อ AI กลายเป็นธีมหลักของโลกเทคโนโลยี เม็ดเงินเก็งกำไรและพื้นที่สื่อจึงย้ายจาก Blockchain ไปสู่ AI
● ข้อดี นี่คือการคัดกรองโปรเจกต์ (Purge) โปรเจกต์คริปโทฯ ที่ไม่มีคุณภาพ หรือสร้างมาเพื่อเกาะกระแส จะล้มหายตายจากไปเพราะขาดเงินทุนและพื้นที่สื่อ เหลือไว้เพียงโปรเจกต์ที่ "ของจริง" (Builders) ที่ยังคงพัฒนาโปรดักต์โดยไม่สนกระแส
● โอกาส เมื่อกระแส AI เริ่มอิ่มตัว หรือเริ่มมีการปรับฐาน เงินทุนจะหมุนเวียน (Rotate) กลับมาหาสินทรัพย์เสี่ยงสูงประเภทอื่น และ Crypto คือเป้าหมายถัดไปที่มี High Beta
ยุทธศาสตร์สำหรับนักลงทุน ควรทำอย่างไรเมื่อกราฟนิ่งสนิท?
เมื่อเราวิเคราะห์แล้วว่า "การค้นหาต่ำสุด = ความเสี่ยงด้านความผันผวนทางอารมณ์ต่ำ" นี่คือกลยุทธ์ที่แนะนำ:
1. การสะสมแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging)
ในช่วงที่ตลาดน่าเบื่อและคนเลิกค้นหา คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำ DCA เพราะคุณจะไม่ถูกรบกวนด้วยข่าว FUD (Fear, Uncertainty, Doubt) หรือ FOMO คุณสามารถเก็บสะสมสินทรัพย์พื้นฐานดี (Blue Chip Crypto: BTC, ETH) ได้ในราคาเฉลี่ยที่สมเหตุสมผล
2. เจาะลึก Fundamental แทน Technical
เมื่อวอลลุ่มหาย กราฟเทคนิคอาจมีความแม่นยำลดลง (เกิด False Breakout บ่อย) ให้หันมาโฟกัสที่
● Developer Activity โปรเจกต์ไหนที่นักพัฒนายังส่ง Code ขึ้น GitHub อย่างต่อเนื่อง?
● Revenue Sharing โปรเจกต์ไหนเริ่มมีกำไรและแบ่งปันให้ผู้ถือเหรียญ (Real Yield)?
● Total Value Locked (TVL) เงินยังถูกล็อคอยู่ในเชนไหนมากที่สุด?
3. เตรียมกระสุนสำหรับ "The Next Narrative"
การที่คนเลิกค้นหาคำว่า "Crypto" แบบกว้างๆ ไม่ได้แปลว่าเขาเลิกสนใจเทคโนโลยี ให้จับตาดูคีย์เวิร์ดเฉพาะเจาะจง (Niche Keywords) ที่อาจจะเป็นผู้นำในรอบถัดไป เช่น
● RWA (Real World Assets)
● DePIN (Decentralized Physical Infrastructure Networks)
● Gaming / Metaverse (ที่เน้นคุณภาพเกมจริงๆ)
4. ความอดทนคือแต้มต่อ (Patience is an Edge)
นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ทนรวยไม่ได้ และทนรอไม่เป็น การที่คุณยังอ่านบทความนี้และยังสนใจตลาดในช่วงที่ Google Trends ตกต่ำสุด แปลว่าคุณมีแต้มต่อทางจิตวิทยาที่เหนือกว่าคนอื่นแล้ว จงใช้ช่วงเวลานี้ในการศึกษาหาความรู้ (Education) แทนการเทรดถี่ๆ
บทสรุป
ตัวเลขการค้นหาคำว่า "Crypto" บน Google ที่ตกต่ำสุดในรอบ 1 ปี ไม่ใช่สัญญาณให้ "ขาย" แต่เป็นสัญญาณให้ "จับตา"
มันบอกเราว่าตลาดได้สลัดเอานักเก็งกำไรระยะสั้นออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ฟองสบู่แห่งความคาดหวังได้แฟบลงจนเหลือแต่แก่นแท้ สภาวะ "Apathy" (ความไม่แยแส) เช่นนี้ ในอดีตมักจะเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตัวของฐานราคาที่แข็งแกร่งที่สุด
สำหรับนักลงทุนที่ชาญฉลาด นี่ไม่ใช่เวลาที่จะหันหลังให้ตลาด แต่เป็นเวลาที่จะทำการบ้านอย่างหนัก เงี่ยหูฟังเสียงกระซิบของข้อมูล On-chain และค่อยๆ สะสมสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ ในขณะที่โลกภายนอกกำลังเมินเฉย
เพราะเมื่อใดก็ตามที่กราฟ Google Trends พุ่งทยานกลับขึ้นไปอีกครั้ง... ถึงเวลานั้น มันอาจจะสายเกินไปแล้วสำหรับการ "เริ่ม" ลงทุน