Zero-Knowledge Proofs (ZKPs) คืออะไร? เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสุดยอด(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=12354;image)
ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเปรียบเสมือนทองคำและน้ำมัน ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราเผชิญคือ "การพิสูจน์ตัวตนและความน่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว" ทุกครั้งที่คุณเข้าสู่ระบบบัญชีธนาคาร คุณต้องพิมพ์รหัสผ่าน ทุกครั้งที่คุณต้องการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คุณต้องยื่นบัตรประชาชนซึ่งเปิดเผยทั้งชื่อ ที่อยู่ และวันเกิดของคุณ ระบบการยืนยันตัวตนแบบดั้งเดิมนี้บังคับให้เราต้อง
"ส่งมอบ" ข้อมูลความลับให้กับบุคคลที่สาม (Third Party) ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กหรือนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสามารถ "พิสูจน์ได้ว่าคุณรู้ความลับบางอย่าง โดยไม่จำเป็นต้องบอกว่าความลับนั้นคืออะไร"? นี่คือ
แนวคิดที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Zero-Knowledge Proofs (ZKPs) หรือ "การพิสูจน์แบบไร้ความรู้ (เพิ่มเติม)" เทคโนโลยีที่กำลังพลิกโฉมวงการความปลอดภัยทางไซเบอร์ บล็อกเชน และการปกป้องความเป็นส่วนตัวขั้นสุดยอด บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของ ZKPs ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน กลไกการทำงาน ประเภท ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง
จุดเริ่มต้นและแนวคิดหลักของ Zero-Knowledge Proofs(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=12352;image)
Zero-Knowledge Proofs ถูกนำเสนอครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1980 โดยนักวิทยาการคอมพิวเตอร์และนักวิจัยด้านการเข้ารหัส (Cryptography) ชั้นนำอย่าง Shafi Goldwasser, Silvio Micali และ Charles Rackoff
แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในทฤษฎีการสื่อสารแบบโต้ตอบ (Interactive Proof Systems)เพื่อทำความเข้าใจ ZKPs ให้ง่ายที่สุด เรามักจะใช้ตัวละครสองตัวคือ: Prover (ผู้พิสูจน์) ผู้ที่ต้องการพิสูจน์ว่าตนเองรู้ข้อมูลหรือความลับบางอย่าง (เช่น รหัสผ่าน, คำตอบของสมการ, หรือข้อเท็จจริง) Verifier (ผู้ตรวจสอบ) ผู้ที่ต้องการตรวจสอบว่า Prover รู้ความลับนั้นจริงๆ โดย Verifier จะต้องไม่ได้รับรู้ข้อมูลอื่นใดเลยนอกจากความจริงที่ว่า "Prover รู้ความลับนั้นจริงๆ"
การเปรียบเปรย ถ้ำเวทมนตร์ของอาลีบาบา (The Ali Baba Cave) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ลองจินตนาการถึงถ้ำรูปวงแหวนที่มีทางเข้าทางเดียว แต่เมื่อเดินเข้าไปแล้วจะแยกออกเป็นสองทางคือ ทางซ้าย (A) และ ทางขวา (B) ที่จุดลึกที่สุดของถ้ำซึ่งทาง A และ B มาบรรจบกัน จะมี
"ประตูเวทมนตร์" กั้นอยู่ ประตูนี้จะเปิดออกก็ต่อเมื่อพูดรหัสลับเท่านั้น
- Alice (Prover) อ้างว่าเธอรู้รหัสลับในการเปิดประตูเวทมนตร์
- Bob (Verifier) ต้องการทดสอบ Alice แต่ Alice ไม่ต้องการบอกรหัสลับให้ Bob รู้
วิธีการทดสอบ (ZK Protocol)(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=12356;image)
- Bob ยืนรออยู่ข้างนอกถ้ำ โดยไม่เห็นว่า Alice เดินเข้าไปทางซ้าย (A) หรือทางขวา (B)
- Alice เดินเข้าไปในถ้ำ (สมมติว่าเธอเลือกไปทาง A)
- Bob เดินมาที่ปากถ้ำและตะโกนสั่งให้ Alice เดินออกมาจากทางใดทางหนึ่งแบบสุ่ม (เช่น "Alice! ออกมาทางช่อง B!")
- เนื่องจาก Alice รู้รหัสลับ เธอจึงสามารถเปิดประตูเวทมนตร์เพื่อข้ามจากฝั่ง A ไปออกฝั่ง B ตามที่ Bob สั่งได้อย่างง่ายดาย
หาก Alice โกหก (ไม่รู้รหัส) เธอจะมีโอกาสเพียง 50% เท่านั้นที่จะบังเอิญเดินเข้าไปในช่องที่ Bob ตะโกนเรียกพอดี
หากทำกระบวนการนี้ซ้ำเพียง 1 ครั้ง โอกาสที่ Alice จะหลอก Bob ได้คือ $\frac{1}{2}$ แต่ถ้า Bob ให้ Alice ทำซ้ำ 20 ครั้ง โอกาสที่ Alice จะเดาถูกทุกครั้งโดยไม่รู้รหัสผ่านจะลดลงเหลือเพียง $\left(\frac{1}{2}\right)^{20}$ หรือประมาณ 1 ในล้าน ซึ่งในทางคณิตศาสตร์ถือว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ Bob ไม่รู้เลยว่ารหัสลับคือคำว่าอะไร นี่คือแก่นแท้ของ Zero-Knowledge Proofs
คุณสมบัติหลัก 3 ประการของ ZKPs ระบบการเข้ารหัสจะถูกเรียกว่า ZKP ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 3 ข้อ ดังนี้:
- Completeness (ความสมบูรณ์) หากข้อมูล (Statement) เป็นความจริง และทั้ง Prover กับ Verifier ปฏิบัติตามกฎอย่างซื่อสัตย์ Verifier จะต้องถูกโน้มน้าวให้เชื่อในที่สุด (Prover ที่รู้จริง ย่อมพิสูจน์ผ่านเสมอ)
- Soundness (ความสมเหตุสมผล) หากข้อมูลเป็นเท็จ Prover ที่หลอกลวงจะไม่สามารถโน้มน้าว Verifier ให้เชื่อได้เลย (หรือโอกาสทำสำเร็จน้อยมากจนเข้าใกล้ศูนย์ในทางคณิตศาสตร์)
- Zero-Knowledge (ไร้ความรู้เพิ่มเติม) หากข้อมูลเป็นความจริง Verifier จะไม่ได้รับรู้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลยนอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง ความลับจะยังคงเป็นความลับโดยสมบูรณ์
พัฒนาการจาก Interactive สู่ Non-Interactive ZKPs(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=12350;image)
จากตัวอย่างถ้ำอาลีบาบาด้านบน คุณจะสังเกตเห็นว่ากระบวนการนี้ต้องอาศัยการสื่อสารกลับไปกลับมาระหว่าง Prover และ Verifier หลายครั้ง เราเรียกสิ่งนี้ว่า Interactive Zero-Knowledge Proofs
ข้อเสียของระบบ Interactive คือ- ต้องใช้เวลาและแบนด์วิดท์ในการสื่อสารสูง
- Verifier ต้องออนไลน์พร้อมกับ Prover เสมอ
- บทพิสูจน์นั้นใช้ยืนยันได้เฉพาะกับ Verifier คนนั้นคนเดียวในเวลานั้น (คนอื่นที่มาย้อนดูทีหลังอาจคิดว่า Prover กับ Verifier ฮั้วกันเอง)
ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ นักวิทยาการรหัสลับ (Cryptographers) จึงได้คิดค้น Non-Interactive Zero-Knowledge Proofs (NIZKs) ขึ้นมา โดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Fiat-Shamir Heuristic
NIZKs อนุญาตให้ Prover ทำการคำนวณและสร้าง "ข้อพิสูจน์ (Proof)" ออกมาเป็นก้อนข้อมูลทางคณิตศาสตร์เพียงก้อนเดียว ส่งให้ Verifier ตรวจสอบผ่านสมการ (Algorithm) ได้ทันที โดยไม่ต้องมีการโต้ตอบกันไปมา ยิ่งไปกว่านั้น ข้อพิสูจน์นี้สามารถถูกนำไปให้ใครก็ได้บนโลกตรวจสอบ (Publicly Verifiable) ซึ่งคุณสมบัตินี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ ZKPs สามารถนำมาใช้กับเทคโนโลยี Blockchain ได้
ประเภทของ Zero-Knowledge Proofs ที่สำคัญในปัจจุบัน(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=12348;image)
เมื่อพูดถึง ZKPs ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในโลกของ Web3 และ Blockchain เรามักจะได้ยินคำศัพท์เฉพาะอยู่ 2-3 คำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและนำมาใช้งานจริงในระดับสเกลใหญ่
1. zk-SNARKs (Zero-Knowledge Succinct Non-Interactive Argument of Knowledge) SNARKs เป็นรูปแบบของ ZKP ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ถูกนำมาใช้ครั้งแรกๆ อย่างโดดเด่นในโปรเจกต์เหรียญคริปโตที่เน้นความเป็นส่วนตัวอย่าง Zcash ตัวย่อแต่ละตัวมีความหมายที่อธิบายคุณสมบัติของมันได้อย่างดี
- S (Succinct - กะทัดรัด) ขนาดของข้อพิสูจน์ (Proof) มีขนาดเล็กมาก (หลักร้อยไบต์) และใช้เวลาในการตรวจสอบ (Verification time) รวดเร็วมากในระดับมิลลิวินาที ไม่ว่าสมการตั้งต้นจะซับซ้อนแค่ไหนก็ตาม
- N (Non-Interactive) ไม่ต้องโต้ตอบไปมาระหว่างผู้ส่งและผู้รับ
- ARK (Argument of Knowledge) เป็นการพิสูจน์ว่าผู้พิสูจน์มีทรัพยากรและความรู้ในการคำนวณ (Computational power) อย่างถูกต้องตามหลักคณิตศาสตร์
จุดอ่อนของ zk-SNARKs ระบบนี้ส่วนใหญ่ต้องการสิ่งที่เรียกว่า Trusted Setup หรือกระบวนการสร้างกุญแจสาธารณะเริ่มต้น (Public Parameters) โดยผู้สร้างจะต้องนำความลับ (Toxic Waste) ที่ใช้สร้างระบบไปทำลายทิ้ง หากผู้สร้างฮั้วกันและเก็บความลับนั้นไว้ พวกเขาจะสามารถสร้างข้อพิสูจน์ปลอมเพื่อหลอกระบบได้ (เช่น เสกเงินออกจากอากาศ) นอกจากนี้ zk-SNARKs ที่ใช้ Elliptic Curve Cryptography อาจถูกเจาะได้หากในอนาคตมี Quantum Computer ที่ทรงพลัง
2. zk-STARKs (Zero-Knowledge Scalable Transparent Argument of Knowledge) - STARKs ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่ออุดช่องโหว่ของ SNARKs โดยนักวิจัยอย่าง Eli Ben-Sasson (ผู้ร่วมก่อตั้ง StarkWare)
- S (Scalable - ขยายขนาดได้) ความเร็วในการสร้างข้อพิสูจน์และตรวจสอบจะเพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อข้อมูลมีขนาดใหญ่ขึ้น
- T (Transparent - โปร่งใส) ไม่มี Trusted Setup ระบบใช้ฟังก์ชันแฮช (Hash Functions) แบบสุ่มแทน ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาความน่าเชื่อถือของกลุ่มคนสร้างระบบตั้งแต่ต้น (ลดความเสี่ยงจากการถูกแฮ็กแบบดั้งเดิม)
ข้อดีเด่น ของ zk-STARKs นอกเหนือจากความโปร่งใสแล้ว STARKs ยังเป็น Post-Quantum Secure หรือต้านทานการเจาะรหัสจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้
ข้อเสีย ขนาดของ Proof ใหญ่กว่า SNARKs ค่อนข้างมาก (ระดับกิโลไบต์) ส่งผลให้การทำงานบน Blockchain มีค่าธรรมเนียม (Gas) ที่สูงกว่าในแง่ของพื้นที่จัดเก็บ
3. Bulletproofs เป็น NIZK อีกประเภทหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำภารกิจเฉพาะด้าน เช่น การตรวจสอบช่วงค่า (Range Proofs) นำมาใช้อย่างแพร่หลายในโปรโตคอลของเหรียญ Monero ข้อดี คือไม่ต้องมี Trusted Setup เหมือน STARKs แต่มีขนาด Proof เล็กกว่า STARKs มาก อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือเวลาในการตรวจสอบจะแปรผันตรง (Linear) กับขนาดของข้อมูล ทำให้ไม่เหมาะกับการคำนวณที่ซับซ้อนมากๆ แบบ Smart Contracts
การประยุกต์ใช้งานในโลกจริง (Real-World Applications) ZKP ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในแผ่นกระดาษอีกต่อไป ปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะส่วนที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยขั้นสุดยด
1. การขยายขนาดและประสิทธิภาพของ Blockchain (Layer 2 ZK-Rollups) ปัญหาใหญ่ของ Ethereum และ Blockchain ระดับ Layer 1 คือเมื่อมีคนใช้งานมาก ค่าธรรมเนียม (Gas Fee) จะแพงและระบบจะช้า เทคโนโลยีที่เรียกว่า ZK-Rollups เข้ามาแก้ปัญหานี้โดยใช้หลักการ ZKP
- ระบบบน Layer 2 (เช่น zkSync, Starknet, Scroll) จะรวบรวมธุรกรรม (Transactions) นับพันรายการ จัดการประมวลผลนอกเชนหลัก (Off-chain)
- จากนั้นจึงสร้าง ZK Proof เดียว (Validity Proof) ที่รับรองว่าธุรกรรมนับพันนั้นถูกต้องตามกฎเกณฑ์ทุกประการ
- ระบบส่งแค่ Proof เดียวนี้กลับไปยืนยันที่ Ethereum (Layer 1)
- ผลลัพธ์: ประหยัดพื้นที่ ประหยัดค่าแก๊สได้อย่างมหาศาล และมีความปลอดภัยเทียบเท่า Layer 1 (เพราะคณิตศาสตร์ไม่เคยโกหก)
2. ระบบการเงินที่รักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy-Preserving Finance) บนระบบบล็อกเชนแบบสาธารณะ (Public Blockchain อย่าง Bitcoin) ทุกคนสามารถเปิดดูเส้นทางการเงินยอดคงเหลือของทุกกระเป๋าได้ ด้วย ZKPs เราสามารถสร้าง Shielded Transactions (การทำธุรกรรมแบบซ่อนเร้น) ซึ่งเครือข่ายสามารถตรวจสอบได้ว่า
- ผู้โอนมีเงินเพียงพอสำหรับการโอน
- ไม่ได้มีการสร้างเหรียญเถื่อน (Double Spending)
ทั้งหมดนี้ดำเนินการผ่าน ZKP โดยไม่ต้องเปิดเผยว่าใครคือผู้ส่ง ใครคือผู้รับ และจำนวนเงินที่โอนคือเท่าไหร่ (เช่น กรณีของเหรียญ Zcash)
3. การยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital Identity & Self-Sovereign Identity) นี่คือ Use case ที่ใกล้ตัวบุคคลทั่วไปมากที่สุด ในอนาคต (หรือปัจจุบันในบางแพลตฟอร์ม) คุณสามารถ
- พิสูจน์อายุ ต้องการซื้อสินค้าจำกัดอายุผ่านเว็บ คุณสามารถใช้ ZKP พิสูจน์กับเว็บไซต์ได้ว่า "ฉันมีอายุเกิน 20 ปีบริบูรณ์" โดยเว็บจะไม่ทราบวันเดือนปีเกิดที่แท้จริงของคุณเลย
- พิสูจน์ความสามารถทางการเงิน ยื่นกู้ธนาคารหรือขอวีซ่า โดยให้ ZKP ตรวจสอบบัญชีเงินฝากและออกใบรับรองว่า "บุคคลนี้มีรายได้และเงินเก็บผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ" โดยที่พนักงานประเมินไม่ต้องเห็นตัวเลขเงินเดือนหรือยอดเงินในบัญชีของคุณ ป้องกันอคติและการรั่วไหลของข้อมูล
4. ระบบลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์ (Secure E-Voting) ปัญหาของการเลือกตั้งคือ เราต้องการให้คะแนนเสียงเป็นความลับ (Anonymity) เพื่อป้องกันการซื้อเสียงหรือข่มขู่ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการความโปร่งใสที่ทุกคนตรวจสอบได้ว่าคะแนนถูกนับอย่างถูกต้อง ZKPs อนุญาตให้ผู้มีสิทธิสามารถลงคะแนน ระบบส่วนกลางสามารถตรวจสอบและนับคะแนนได้ยืนยันว่าผู้ลงคะแนนมีสิทธิจริง และลงคะแนนเพียงครั้งเดียว โดยที่ไม่มีใครหน้าไหนในโลกรวมถึงผู้ดูแลระบบ จะสามารถเชื่อมโยงได้ว่าคุณกาเบอร์อะไร
5. การตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กร (Proof of Solvency / Proof of Reserves) หลังจากการล่มสลายของกระดานเทรดคริปโต (Exchange) ขนาดใหญ่อย่าง FTX ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงมาก ZKPs ช่วยให้สถาบันการเงินหรือกระดานเทรดสามารถทำ Proof of Reserves (พิสูจน์ว่ามีสินทรัพย์สำรองจริง) และ Proof of Liabilities (พิสูจน์ว่ามีหนี้สินเท่าไหร่) นำมาหักล้างกันเพื่อแสดงให้สาธารณชนเห็นว่าแพลตฟอร์มไม่ได้ล้มละลาย (Solvent) โดยที่แพลตฟอร์มไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลลูกค้าหรือกระเป๋าเงินเก็บสินทรัพย์ทั้งหมดให้คู่แข่งรับรู้
ข้อดีและความท้าทายของเทคโนโลยี ZKPs แม้ ZKPs จะดูเหมือนกุญแจไขปัญหาความปลอดภัยทุกประการ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม
ข้อได้เปรียบ (Advantages)- Ultimate Privacy เป็นเทคโนโลยีเดียวในปัจจุบันที่ให้ความเป็นส่วนตัว 100% โดยไม่สูญเสียความสามารถในการยืนยันความถูกต้อง
- Security Guarantee ความปลอดภัยไม่ได้เกิดจากการที่คนสัญญาว่าจะไม่ขโมยข้อมูล แต่ถูกรับประกันโดยกฎทางคณิตศาสตร์และการเข้ารหัสขั้นสูง
- Scalability โดยเฉพาะ zk-Rollups ช่วยลดภาระการประมวลผลบนระบบ Mainnet ได้อย่างมหาศาล สอดคล้องกับแนวคิดการประมวลผลขนาดใหญ่แบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized Computing)
ความท้าทาย (Challenges)- Computational Intensity (การใช้ทรัพยากรสูง) การสร้าง ZK Proof (Proving time) เป็นกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อนสูงมาก ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล (CPU/GPU/FPGA ขั้นสูง) แม้การตรวจสอบ (Verifying) จะรวดเร็วก็ตาม
- Complexity in Development (ความยากในการพัฒนา) การเขียนโปรแกรมสำหรับ ZK Circuits (โครงสร้างตรรกะสำหรับสร้าง Proof) ต้องใช้ภาษาเฉพาะทาง เช่น Circom, Cairo, Noir หรือ Leo ซึ่งนักพัฒนาทั่วไปยังขาดความเชี่ยวชาญ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิด Bug ในระดับคณิตศาสตร์ (ถ้าวงจรคณิตศาสตร์เขียนผิด ระบบจะพังทั้งระบบ)
- Regulatory Hurdles (อุปสรรคทางกฎหมาย) ความสามารถในการทำธุรกรรมแบบปกปิดข้อมูลโดยสมบูรณ์ ทำให้เทคโนโลยีนี้ตกเป็นเป้าหมายของหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ (เช่น SEC หรือกระทรวงการคลัง) เพราะเกรงว่าจะถูกใช้ในการฟอกเงินหรือสนับสนุนผู้ก่อการร้าย การสร้างจุดสมดุลระหว่าง Privacy ของผู้ใช้ทั่วไปกับ Compliance ของรัฐจึงเป็นเรื่องท้าทาย
บทสรุป อนาคตของความปลอดภัยดิจิทัล Zero-Knowledge Proofs (ZKPs) ไม่ใช่แค่ศัพท์แสงทางเทคโนโลยี (Buzzword) แต่เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ของการจัดการข้อมูลในโลกไซเบอร์ จากที่ผ่านมาระบบดิจิทัลทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยคติที่ว่า "Trust, but Verify" (จงเชื่อใจ แต่ต้องตรวจสอบ) ZKPs ได้สร้างมาตรฐานใหม่เป็น "Verify, without the need to Trust" (จงตรวจสอบ โดยไม่ต้องพึ่งความเชื่อใจ)
ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีนี้จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการบล็อกเชน แต่จะถูกฝังลงไปในระบบปฏิบัติการมือถือ, เบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ต, และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลก เพื่อเป็นเกราะป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลขั้นสุดยอด เมื่อถึงเวลานั้น เราจะสามารถดำเนินชีวิตบนโลกออนไลน์ ใช้บริการทางการเงิน และยืนยันตัวตนกับรัฐบาลได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าข้อมูลส่วนตัวของเราจะหลุดไปอยู่ในมือของแฮ็กเกอร์หรือผู้ประสงค์ร้ายอีกต่อไป ZKPs จึงคู่ควรกับคำนิยามที่ว่าเป็น "เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสุดยอด" อย่างแท้จริง