ThailandTraderClub.com

Crypto and Defi => พื้นฐาน Crypto => หัวข้อที่ตั้งโดย: Support-3 เมื่อ ตุลาคม 28, 2026, 04:23:10 ก่อนเที่ยง

ชื่อ: ภัยจากควอนตัมต่อบิตคอยน์เกิดขึ้นได้จริงไหม แบบไหนได้บ้าง เพราะอะไร
โดย: Support-3 เมื่อ ตุลาคม 28, 2026, 04:23:10 ก่อนเที่ยง
ภัยจากควอนตัมต่อบิตคอยน์เกิดขึ้นได้จริงไหม? แบบไหนได้บ้าง? เพราะอะไร?
      คอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องแต่งในนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มันคือภัยคุกคามของจริงที่กำลังนับถอยหลังรอวันเจาะระบบความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=13023;image)

วิกฤตนี้เกิดขึ้นได้จริงหรือ และเพราะอะไร

(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=13019;image)

      ปัจจุบัน บิตคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซีเกือบทั้งหมดถูกปกป้องด้วยระบบสมการคณิตศาสตร์ (Elliptic-curve) ซึ่งทำหน้าที่เหมือน "แม่กุญแจดิจิทัล" นักวิทยาศาสตร์รู้มานานกว่าสามสิบปีแล้วว่า พลังการประมวลผลมหาศาลของคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถไขแม่กุญแจชนิดนี้ได้ ปัญหาคือ วงการคริปโตในปัจจุบันยังคงใช้ระบบนี้อยู่ และยังไม่มีข้อบังคับให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนไปใช้ระบบที่ปลอดภัยกว่า
วิกฤตนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
      บิตคอยน์และคริปโตส่วนใหญ่ใช้สมการคณิตศาสตร์ที่เปรียบเสมือน "การผสมสี" เป็นแม่กุญแจดิจิทัล คอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่สามารถแยกสีที่ผสมแล้วกลับเป็นสีต้นทางได้ แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีพลังประมวลผลทะลุขีดจำกัด จึงสามารถคำนวณย้อนกลับเพื่อเจาะหารหัสผ่านส่วนตัว (Private Key) ได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

การโจมตีจะออกมาในรูปแบบไหน

(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=13021;image)

      การโจมตีจะพุ่งเป้าไปที่ "กระเป๋าเงิน (Wallet)" ทันทีที่คุณทำธุรกรรมและเปิดเผยเลขที่บัญชี (Public Key) สู่สาธารณะ คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะแกะรอยกลับไปสร้างรหัสผ่านของคุณและขโมยเงินออกไปทันที ต่อให้เก็บเหรียญแบบออฟไลน์ก็ไม่รอดหากระบบยังใช้แม่กุญแจแบบเก่า โดยเฉพาะ "บัญชีที่เจ้าของเสียชีวิตหรือลืมรหัส" จะกลายเป็นขุมทรัพย์เป้านิ่งที่ถูกเจาะได้ง่ายที่สุด
      ระบบของบิตคอยน์จะไม่ได้ล่มสลายไปพร้อมกันทั้งหมดในพริบตา แต่การโจมตีจะพุ่งเป้าไปที่ "กระเป๋าเงิน (Wallet)" ของผู้ใช้งานทีละจุด
      เมื่อคุณทำธุรกรรมโอนเหรียญ ระบบจำเป็นต้องเปิดเผย "กุญแจสาธารณะ" ซึ่งเปรียบเสมือนเลขที่บัญชี คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีความสามารถในการนำเลขบัญชีนี้ไปคำนวณย้อนกลับ เพื่อหารหัสผ่านหรือ "กุญแจส่วนตัว" ของคุณได้ หากแฮ็กเกอร์เจาะรหัสผ่านนี้ได้ พวกเขาก็โอนเงินออกไปได้ทันที ต่อให้คุณจะเก็บเหรียญไว้ในอุปกรณ์ออฟไลน์ หรือใช้ระบบที่ต้องให้หลายคนช่วยกันกดอนุมัติก็ไม่ช่วยอะไร หากแม่กุญแจทั้งหมดสร้างมาจากระบบเก่าที่ถูกควอนตัมเจาะได้
      หากกระเป๋าเงินขนาดใหญ่ระดับโลก หรือกุญแจของผู้ควบคุมสกุลเงินดิจิทัลหลักถูกเจาะ ความเสียหายจะลุกลามเป็นโดมิโน่ไปยังส่วนอื่นๆ ของตลาดทันที

ถ้ารู้ว่าอันตราย ทำไมไม่อัปเกรดระบบทันที

(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=13017;image)

      แม้ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จะคิดค้นระบบแม่กุญแจแบบใหม่ที่ป้องกันควอนตัมได้แล้ว แต่การนำมาใช้จริงนั้นยากและมีราคาแพง รหัสผ่านแบบใหม่นี้มีขนาดข้อมูลใหญ่กว่าเดิมถึง 52 เท่า ซึ่งจะส่งผลให้เครือข่ายทำงานช้าลง เปลืองพื้นที่จัดเก็บ และทำให้ค่าธรรมเนียมการโอนแพงขึ้นอย่างมาก
      ใครที่ลุกขึ้นมาอัปเกรดระบบเป็นคนแรกๆ จะต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลและความยุ่งยากในการวางระบบใหม่เพียงลำพัง หลายบริษัทและผู้ใช้งานจึงเลือกที่จะซื้อเวลาและรอให้เทคโนโลยีนี้สมบูรณ์แบบก่อน ทำให้ไม่มีใครยอมเปลี่ยนระบบเสียที
สรุปได้ง่ายๆว่า
ระบบจะอืดและแพง: กุญแจใหม่มีขนาดข้อมูลใหญ่กว่าเดิมถึง 52 เท่า ทำให้บล็อกเชนต้องแบกรับภาระหนัก พื้นที่จัดเก็บเต็มไว และค่าธรรมเนียมโอนจะแพงขึ้นมหาศาล
ไม่มีใครอยากจ่ายแพงเป็นคนแรก: การเปลี่ยนระบบต้องรื้อโครงสร้างพื้นฐานและเขียนโค้ดใหม่ทั้งหมด ทุกองค์กรจึงประวิงเวลาให้คนอื่นลงทุนเจ็บตัวไปก่อน
ไม่มีศูนย์กลางสั่งการ: คริปโตไม่มี CEO การจะบังคับให้ผู้ใช้งานและนักขุดทั่วโลกอัปเกรดระบบพร้อมกันจึงตกลงกันได้ยากมาก

ระเบิดเวลาจากกระเป๋าเงินที่ถูกลืม
      ปัญหาที่แก้ได้ยากที่สุดคือ "เหรียญที่ถูกทิ้ง" ปัจจุบันมีบิตคอยน์จำนวนมหาศาลที่อยู่ในบัญชีของคนที่เสียชีวิตไปแล้ว ทำรหัสหาย หรือทิ้งบัญชีไปเฉยๆ บัญชีเหล่านี้จะไม่มีวันอัปเกรดระบบป้องกันตัวเองได้เลย และจะกลายเป็นเป้านิ่งขนาดยักษ์รอให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเข้ามาโกยเงินไปอย่างง่ายดาย
      วงการคริปโตไม่สามารถประวิงเวลาได้ตลอดไป ทางออกเดียวคือผู้พัฒนาเครือข่ายและศูนย์ซื้อขายระดับโลกจะต้องรวมตัวกันกำหนด "เส้นตาย" เพื่อบังคับให้ผู้ใช้งานโอนย้ายสินทรัพย์ไปยังระบบใหม่ หรือมีมาตรการจัดการกับบัญชีรุ่นเก่าที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะหากรอให้เกิดการเจาะระบบด้วยควอนตัมขึ้นมาจริงๆ แม้แต่ครั้งเดียว ถึงเวลานั้นความตื่นตระหนกจะทำลายความเชื่อมั่นจนอาจไม่มีใครอพยพหนีได้ทันการณ์