เปลี่ยนคริปโตเป็นเงินบาท จ่ายง่ายผ่านพร้อมเพย์! ทำความรู้จัก 'WORPT' นวัตกรรมใหม่หนุนท่องเที่ยวไทย ภายใต้กฎหมายรองรับ
(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=13030;image)
ที่ผ่านมา เรามักคุ้นเคยกับ "คริปโทเคอร์เรนซี" ในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไร แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดในวงการการเงินไทยกำลังจะเปลี่ยนภาพจำนั้นไปตลอดกาล เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถนำคริปโตฯ มาใช้จ่ายซื้อผัดไทย จ่ายค่าโรงแรม หรือช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าไทยได้แล้วผ่านการสแกน "Thai QR PromptPay"
เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงแล้วผ่านแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า "WORPT" ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ Tourist DigiPay วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า ระบบนี้คืออะไร แลกเป็นเงินบาทได้จริงไหม และที่สำคัญคือ "ถูกกฎหมายหรือไม่?"
(https://www.thailandtraderclub.com/index.php?action=dlattach;attach=13032;image)
1. โครงการ Tourist DigiPay และการแปลง USDT / USDC คืออะไร?
Tourist DigiPay คือชื่อโครงการนำร่อง (Sandbox) ที่ริเริ่มโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีเป้าหมายเพื่อนำเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัลมาสร้างประโยชน์ให้กับระบบเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการนี้ บริษัท วาฬ เอ็กเชนจ์ จำกัด (Waanx) ได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน "WORPT" ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการ "แปลงคริปโทเคอร์เรนซีให้เป็นเงินบาท" เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินำมาใช้จ่ายในไทยได้
ทำไมต้องเป็นเหรียญ USDT และ USDC? แอปฯ WORPT เลือกเปิดให้บริการรองรับเฉพาะเหรียญ USDT (Tether) และ USDC ก่อนเป็นอันดับแรก สาเหตุ เพราะทั้งสองเหรียญนี้คือ Stablecoin หรือเหรียญที่มีการตรึงมูลค่าไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (1 เหรียญ มีค่าประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐเสมอ) ทำให้มูลค่าของเหรียญไม่ผันผวนรุนแรงเหมือน Bitcoin หรือเหรียญอื่นๆ เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน
2. แลกเป็นเงินบาทได้ไหม? และทำงานอย่างไร?
คำตอบคือ: แลกเป็นเงินบาทได้ 100% และกระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นแบบไร้รอยต่อ (Seamless)
จุดเด่นที่สุดของแอปฯ WORPT คือการทำงานแบบ All-in-one นักท่องเที่ยวไม่ต้องยุ่งยากไปหาที่แลกเงินสดอีกต่อไป โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:
1. นักท่องเที่ยวต่างชาติโอนเหรียญ USDT หรือ USDC เข้ามาในแอปพลิเคชัน WORPT
2. ตัวแอปฯ จะทำการประเมินและ "แปลงมูลค่าเหรียญเป็นเงินบาท (THB)" ให้อัตโนมัติ
3. เมื่อนักท่องเที่ยวต้องการซื้อของ ก็แค่เปิดแอปฯ WORPT ขึ้นมา แล้ว "สแกนจ่ายผ่าน Thai QR PromptPay" ที่ร้านค้ามีอยู่แล้วได้เลย
ข้อดีที่ร้านค้าไทยต้องรู้ (และสบายใจได้: ร้านค้า "จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีเป็นเงินบาทตามปกติ" ไม่ได้รับเป็นคริปโตฯ แต่อย่างใด ดังนั้น ร้านค้าจึงไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องราคาเหรียญผันผวน และไม่ต้องปวดหัวกับการเปิดกระเป๋าเงินดิจิทัลใหม่ แค่มีป้าย QR Code พร้อมเพย์แบบเดิมก็รับเงินจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้ทันที
อัปเดตเพิ่มเติม: นอกจากการสแกน QR Code แล้ว ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2569 ทาง WORPT จะเปิดตัว Visa Prepaid Card (ทั้งบัตรจริงและบัตรเสมือน) เพื่อให้นักท่องเที่ยวรูดบัตรจ่ายเงินได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยใช้ยอดเงินบาทเดียวกันในแอปฯ ได้เลย
3. มีกฎหมายรองรับไหม? ปลอดภัยแค่ไหน?
เรื่องนี้มีความสำคัญมาก และสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า "ถูกกฎหมายและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐอย่างเคร่งครัด"
แอปพลิเคชัน WORPT ไม่ได้สร้างขึ้นมาลอยๆ แต่เกิดจากการจับมือกันของ 2 บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้อง ได้แก่:
1. บริษัท วาฬ เอ็กเชนจ์ จำกัด (Waanx): ผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายและนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงาน ก.ล.ต.
2. บริษัท ไวเพย์ จำกัด (WiPay): ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ซึ่งได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบ: เนื่องจากเป็นโครงการในกรอบ Sandbox ของ ก.ล.ต. ระบบจะต้องมีมาตรฐานการทำงานที่เข้มงวดมาก ทั้งในเรื่องของ:
• การยืนยันตัวตน (KYC): นักท่องเที่ยวที่ใช้งานต้องผ่านการยืนยันตัวตนอย่างถูกต้อง
• การตรวจสอบธุรกรรม และการป้องกันการฟอกเงิน (AML): มีระบบติดตามเพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
• จำกัดวงเงินและขอบเขตการใช้งานตามที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด (เพื่อทดสอบความปลอดภัยและผลกระทบในวงจำกัดก่อนขยายผล)
บทสรุป: ก้าวใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
แอปพลิเคชัน WORPT ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือทางการเงิน แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง "โลกคริปโตฯ" กับ "เศรษฐกิจจริง" การที่มีพาร์ทเนอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Tether (ผู้ออกเหรียญ USDT), เครือข่ายชำระเงินระดับโลกอย่าง Visa และเครือห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง The Mall Group เข้ามาร่วมด้วย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโปรเจกต์นี้
สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก นวัตกรรมนี้ถือเป็นการ "เปิดประตู" รับกำลังซื้อก้อนใหญ่จากกลุ่มผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก ให้สามารถนำความมั่งคั่งนั้นมาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยได้อย่างง่ายดาย ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เม็ดเงินเหล่านั้นก็จะกระจายลงสู่ร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริงนั่นเอง