Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - support-1

#1
กลยุทธ์การทำกำไร กับกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI

      กลยุทธ์การเข้าซื้อขายด้วยแท่งเทียน DOJI ที่ดีที่สุด จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถ แยกตลาดออกได้ แท่ง DOJI เป็นกราฟราคารูปแบบแท่งเทียนที่เรียบง่ายของญี่ปุ่น และแท่งเทียน DOJI มีคุณสมบัติเป็นของตัวเอง บทความนี้ เป็นการแนะนำ DOJI ประเภทต่างๆ และยังได้แนะนำกลยุทธ์การเข้าซื้อขายด้วยกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI อีกด้วย  มันจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถซื้อขายได้เร็วเท่าที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลง

 กลยุทธ์การเข้าซื้อขายด้วยแท่งเทียน DOJI เป็นรูปแบบแท่งเทียนญี่ปุ่นขนาดเล็กที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายบวกหรือเครื่องหมายกางเขน เป็นการเปิดและปิดราคาที่ใกล้เคียงกันนั่นเอง หรืออาจจะเปิดและปิดในตำแหน่งเดียวกันด้วยซ้ำไป  นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบางครั้งจึงเรียกว่า DOJI STAR แต่หากเทรดเดอร์ต้องการกลยุทธ์การเข้าซื้อขายด้วยกราฟราคาแท่งเทียนที่เชื่อถือได้ของญี่ปุ่นแล้วละก็ เทรดเดอร์จะต้องใช้วิธีการซื้อขายที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่านี้  การเข้าซื้อขายด้วยรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน แท่ง DOJI แท่งเดียว ถือเป็นสัญญาณไม่ดีนัก เรียกได้ว่า STAND ALONE  เทรดเดอร์จำเป็นต้องมีแผนการซื้อขายที่ดี

คำนิยามของกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI

   กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI คืออะไร? >>  ในการเข้าซื้อขายกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI ซึ่งเป็นแท่งกราฟที่ส่งสัญญาณการกลับตัว ที่เทรดเดอร์ทั่วไปสามารถมองเห็นได้มากที่สุดแห่งหนึ่งในตลาด แต่ในสาระสำคัญกราฟราคาแท่งเทียนรูป  DOJI นี้ เป็นรูปแบบการกลับตัวของแนวโน้มที่สำคัญมาก  อย่างไรก็ตามแท่ง DOJI นี้ยังสามารถส่งสัญญาณให้การดำเนินไปของแนวโน้มเดิม มีการหยุดชะงักชั่วคราวได้ด้วย  ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงต้องขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดรูปแบบ DOJI และตำแหน่งที่อยู่ในแนวโน้มนั้นด้วย

   ถึงอย่างไรก็ตาม กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบแถบ DOJI ยังคงมีระดับความไม่แน่นอนในตลาดอยู่  สังเกตจากมุมมองทางจิตวิทยา แท่งเทียนรูปแบบ DOJI มีการเข้ามาในตลาดจากทั้งสองฝั่ง คือจากฝั่งผู้ซื้อ และ ฝั่งผู้ขาย เกือบจะเท่ากันทั้งสองฝั่งนั่นเอง

   กราฟราคาแท่งเทียนรูป DOJI มีรูปแบบง่ายๆ สองรูปแบบ คือ

•   มีขนาดเล็กมากตรงกลางระหว่างส่วนบนและล่าง
•   และมีขนาดยาวที่ด้านบนและหรือด้านล่าง

You cannot view this attachment.

 คุณลักษณะหลักของกราฟรูปแบบ DOJI คือราคาเปิดและปิดอยู่ในตำแหน่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน  ในระหว่างช่วงเวลาที่กราฟกำลังวิ่งอยู่ อาจมีการวิ่งไปสูงสุดและต่ำสุด แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา กราฟจะวิ่งกลับมาปิดในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับราคาเปิด ผลสรุปของการต่อสู้ครั้งนี้ ทั้งตลาดฝั่งขาขึ้น และฝั่งขาลง ไม่สามารถควบคุมตลาดได้ทั้งคู่

   ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคกราฟราคารูปแบบ DOJI เป็นรูปแบบกราฟที่ใช้บ่อยที่สุด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เทรดเดอร์ต้องได้รับการยืนยันเพิ่มเติมก่อนที่ จะเข้าทำการซื้อขาย

   กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI มี หลายรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน แบ่งเป็นดังต่อไปนี้

•   NEUTRAL DOJI – เป็น DOJI แบบปรกติ จะมีราคาเปิดกับราคาปิดที่ตรงกลางของแท่งเทียน – ส่วนบนหรือล่างหรือเงาจะไม่ยาวมากนัก และจะมีความยาวเท่ากัน

•   GRAVESTONE DOJI - เป็น DOJI ที่ทั้งราคาเปิดและราคาปิดจะอยู่ใกล้กับด้านล่างของแท่งเทียนคุณลักษณะหลักของ GRAVESTONE DOJI คือจะมีหางที่ยาวและเป็นรูปแบบการกลับตัวที่ ค่อนข้างชัดเจน

•   DRAGONFLY DOJI – เป็น DOJI ที่ตรงข้ามกับ GRAVESTONE DOJI ซึ่งมักจะเกิดที่บริเวณ จุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาลง กล่าวคือทั้งราคาเปิดและราคาปิดอยู่ใกล้ด้านบนของแท่งเทียน คุณลักษณะหลักของ DRAGONFLY DOJI คือจะมีหางที่ยาวและเป็นรูปแบบการกลับตัวที่ ค่อนข้างชัดเจน

•   LONG-LEGGED DOJI – เป็น DOJI ที่มีหางด้านบน และ ด้านล่างยาวมาก โดยจะมีเนื้อเทียนตรงกลางเพียงน้อยนิด แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ที่รุนแรง ระหว่างแรงของฝั่งซื้อและของฝั่งขาย

You cannot view this attachment.

ตอนนี้มาเรียนรู้ กลยุทธ์การเข้าซื้อขาย กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI ที่ถูกต้องกัน

กลยุทธ์ ที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อขายที่ รูปแบบ DOJI

   กลยุทธ์การเข้าซื้อขายกราฟราคาแท่งเทียนในรูปแบบ  DOJI  ที่ดีที่สุดเมื่อเทรดเดอร์นำมาใช้ จะทำให้เทรดเดอร์ได้รับผลกำไรอย่างรวดเร็ว อย่างที่แนะนำไปในตอนแรกว่า กราฟแท่ง DOJI ไม่เหมาะจะใช้เพียงลำพัง และปัญหาส่วนใหญ่ที่เทรดเดอร์มักจะพบในการเข้าซื้อขายที่กราฟแท่ง DOJI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง DOJI ที่เป็นกลาง คือเทรดเดอร์มักจะพบเห็นการวิ่งทะลุไปของกราฟราคา (BREAKOUT) ทำให้เทรดเดอร์คิดว่าเป็นการกลับตัวอย่างแท้จริง

   ลองใช้กลยุทธ์ดังต่อไปนี้ – ในบทความนี้ ขอพูดถึงการเข้าทำการ ฝั่งซื้อ

ขั้นตอนที่ 1 : สำหรับกลยุทธ์ฝั่งซื้อนี้ ให้เทรดเดอร์ใช้ตัวบ่งชี้ เส้นค่าเฉลี่ย EMA – 14 เข้ามาช่วย โดย กราฟราคาแท่งเทียนจะต้องปรับตัวขึ้น อยู่ด้านบนของเส้น ค่าเฉลี่ย EMA – 14 นี้

   แม้ว่าเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบแท่งเทียน DOJI นี้เป็นรูปแบบการกลับตัว แต่ในรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ พบว่าแท่ง DOJI  มีประสิทธิภาพดีที่สุดเป็น รูปแบบของการต่อเนื่อง ดังนั้นขั้นตอนแรกคือต้องการกำหนดทิศทางของแนวโน้มก่อน เมื่อเทรดเดอร์เห็นราคาเคลื่อนไหวที่สูงขึ้นเหนือระดับ EMA - 14 จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าแนวโน้มขาขึ้นอยู่คงอยู่

You cannot view this attachment.

ขั้นตอนที่ 2 : มองหาแท่งเทียน  DOJI ที่อยู่ใกล้ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA – 14 โดยยังอยู่ด้านบนของเส้นค่าเฉลี่ยนี้ และ จะต้องมีรูปแบบแท่งเทียน DOJI ที่ เนื้อเทียนจะต้องอยู่ภายในแท่งก่อนหน้า


ขั้นตอนที่ 3 : หลังจากที่เทรดเดอร์พบรูปแบบที่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ให้เทรดเดอร์ทำการเข้าซื้อ ที่แท่งเทียนแท่งต่อจาก แท่ง DOJI ที่มองหาในครั้งแรก

You cannot view this attachment.

ขั้นตอนที่ 4 : วาง STOP LOSS ป้องกันการขาดทุนไว้ที่ราคาต่ำสุดของแท่งเทียนสวิงก่อนหน้า และวาง TAKE PROFIT ไว้ที่ สุดสูงสุดของแท่งเทียนก่อนหน้า เทรดเดอร์ยังสามารถ มี TAKE PROFIT 2 ได้ ตราบที่กราฟราคาแท่งเทียน ยังอยู่บนเส้น ค่าเฉลี่น EMA – 14 นี้  ทั้งนี้ ทั้งนั้นขึ้นกับดุลพินิจของตัวเทรดเดอร์เองอีกครั้งหนึ่ง


   บทสรุป - กลยุทธ์ DOJI ที่ดีที่สุด

   รูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน DOJI สามารถให้ข้อมูลได้มากกว่าที่เห็น  ถ้าเทรดเดอร์ต้องการทราบเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างฝั่งผู้ซื้อกับฝั่งผู้ขาย  แต่กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ DOJI ในเชิงบวกจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมือทางเทคนิคอื่น ๆ และที่สำคัญคือใช้ร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ยที่เอามาดูแนวโน้ม

   โดยทั่วไปกลยุทธ์การซื้อขาย DOJI มีความซับซ้อนซ่อนอยู่ แต่จะซับซ้อนลดลงเมื่อเทรดเดอร์มีโอกาสที่จะเข้าซื้อขายได้มากบ่อยขึ้น และ ชำนาญขึ้น อยากให้เทรดเดอร์อย่าลืมสิ่งสำคัญในการควบคุม ระบบการเงินของตัวเทรดเดอร์เองด้วย
#2
พื้นฐาน / Trend Composite Indicator
เมื่อวานนี้ เวลา 12:50:55 ก่อนเที่ยง
เทรนด์กลับตัวระยะยาวเป็นกระบวนไม่ใช่ทันที ลองคิดถึงเทรนด์ระยะยาวในฐานะเทรดเดอร์ซึ่งต้องใช้เวลาในการกลับตัว เช่นเดียวกับ Speedboat หรืออีกแง่หนึ่ง คือเทรนด์ระยะสั้นซึ่งจะสามารถกลับตัวได้เร็ว ยิ่งไปกว่านั้น ในเทรนด์ระยะยาวสามารถแกว่งตัวจากช่วงระยะสั้นไปจนถึงระยะเวลาเป็นปี ด้วยเหตุนี้นักเทรดควรจะพิจารณาช่วงที่ยาวกว่าเทรนด์ระยะยาวในการกำหนดเทรนด์ระยะยาว ซึ่งบทความนี้จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้ MA ในการกำหนด เทรนด์ระยะยาวและในการวิเคราะห์จุดกลับตัวของเทรนด์พร้อมกับการแกว่งตัวนิดหน่อย

Moving Averages

แม้ว่า MA จะมีความล่าช้า แต่ว่าเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในการวิเคราะห์เทรนด์ นักเทรดมักจะต้องดูระดับราคาที่มีความสัมพันธ์กับ MA เทรนด์จะเป็นขาขึ้นเมื่อราคาอยู่สูงกว่า MA และเทรนด์จะเป็นขาลงเมื่อมันอยู่ต่ำกว่า MA

You cannot view this attachment.

กราฟข้างบนแสดง S&P 500 ETF (SPY) พร้อมกับ Exponential moving averages (EMAs) ระยะยาว นักเทรดสามารถนิยามเทรนด์โดยการเปรียบเทียบระดับราคากับ 125-day EMA, 150-day EMA, 175-day EMA and 200-day EMA อย่างไรก็ตามเทรนด์ไม่ได้กลับตัวเมื่อราคาเคลื่อนไหวสูงกว่าหรือต่ำกว่าเส้น MA เหล่านี้ มีเทรนด์ขาลงชัดเจนจากช่วงปี 2007 ถึง มีนาคม 2009 แต่ว่า SPY ทะลุสูงกว่า MA ณ ปลายปี 2007 และในครึ่งปีแรกของปี 2008 การเกิดรูปแบบเบรคเอาท์ไม่ได้บอกว่าเทรนด์จะกลับตัวเพราะว่า ไม่ช้า ETF ถึงจุดพีคและเกิดเทรนด์ขาลง หลังจากเทรนด์ขาลง มีการเกิดเทรนด์ขาขึ้นจากช่วง มีนา 2009 ถึงเดือนเมษายน 2012 ซึ่งราคา ETF ทะลุต่ำกว่าเส้น MA ในปี 2010 และในปี 2011 ซึ่งการเกิดเบรคเอาท์เหล่านี้ไม่ได้บอกสัญญาณกลับตัว เพราะว่า ETF กลับตัวอย่างรวดเร็วทำให้เกิดเทรนด์ขาขึ้นต่อ


การปรับเรียบด้วยราคาปิด

อย่างที่เราเห็นในกราฟข้างบน ราคารายวันสามารถผันผวนและหมายความว่า MA ยังให้สัญญาณหลอกได้ การวิเคราะห์เทรนด์ในระยะยาวควรจะสามารถจับเทรนด์ระยะยาวโดยไม่มีสัญญาณหลอกจำนวนมากได้ ซึ่งมันไม่สามารถที่จะกำจัดออกได้ทั้งหมดแต่ว่าต้องลดลงด้วยการใช้ MA ระยะยาว

You cannot view this attachment.

กราฟข้างบนแสดงดัชนี Dow Industrials SPDR (DIA) ตามที่ 50-day EMA (สีดำ) เส้น EMA 4 ก็แสดงในการวิเคราะห์เทรนด์ การพล็อตราคาสำหรับ DIA ไม่สามารถปรากฏได้ในภาพนี้ ดังนั้นเราจะทำได้โดยการใช้ e smoothed 50-day EMA เป็นสัญญาณ การปรับราคาด้วย 50-day EMA จะเพิ่มปัจจัยล่าช้า แต่ว่าก็ยังเพิ่มจำนวนของสัญญาณหลอก ลูกศรสีน้ำเงินแสดง DIA ที่อยู่ใกล้กับเส้น MA รักษาตัวอยู่ในกรอบเทรนด์ แต่ว่าวงกลมสีน้ำเงินแสดงการแกว่งตัวในช่วงปลายปี 2011 เปรียบเทียบกับ กราฟ SPY มีสัญญาณหลอกน้อยกว่า และระบบนี้สามารถทำได้ดีในการวิเคราะห์เทรนด์

ใช้ Percent Price Oscillator

นักเทรดสามารถใช้ Percent Price Oscillator (PPO) ในการตัดสินใจ 50-day EMA อยู่สูงกว่า หรือต่ำกว่า Long-term EMA เครื่องมือ Percent Price Oscillator ตั้งค่าที่ (50,200,1), ตัวอย่างเช่น วัดเปอร์เซ็นต์ส่วนต่างระหว่าง 50-day EMA และ 200-day EMA เมื่อ PPO เป็นบวกเมื่อ Shorter EMA คือสูงกว่า Long EMA และค่าลบเกิดขึ้นเมื่อ EMA ระยะสั้นอยู่ต่ำกว่า EMA ระยะยาว ซึ่งเครื่องมือนี้ในการวิเคราะห์การตัดกันของเส้น MA

You cannot view this attachment.

กราฟข้างบนแสดง 4 ภาพของ Percent Price Oscillator (PPO) โดยเปรียบเทียบกับ 50-day EMA ต่อ EMAs ระยะยาว เทรนด์จะชัดเจนและตลาดกระทิงเมื่อค่าทั้ง 4 ค่าบวกทั้ง 4 ค่า ซึ่งเรนด์นั้นค่อย ๆ อ่อนตัวลงเมื่อมันเริ่มเปลี่ยนเป็นค่าลบและเทรนด์เป็นตลาดหมีเมื่อทั้ง 4 ค่าเป็นค่าลบ ในแง่นี้เทรนด์จะไม่กลับตัวในเวลาชั่วข้ามคืนแต่อาจจะใช้เวลาหลายสัปดาห์

การปรับค่า Long-term EMA

ตัวอย่างข้างบนใช้ exponential moving average (50-day EMA) คงที่ และlong-term EMA แบบผันแปร นักเทรดสามารถใช้ long-term EMA แบบคงที่ แล้วใช้ EMAs ระยะสั้นแบบผันแปร ตัวอย่างเช่น EMA ระยะยาวสามารถตั้งค่าคงที่ 150 days และ EMAs สามารถปรับเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน กราฟข้างล่างแสดง Percent Price Oscillators 4 ตัว พร้อมกับ EMA (150 วัน) ค่าคงที่ และ EMAs ผันแปร 4 ตัว (20, 40, 60 และ 80 วัน )

You cannot view this attachment.

นักเทรดสามารถใช้ค่าบวกลบในการอ่านเพื่อประเมินเทรนด์ได้ เครื่องมือ Percent Price Oscillator (20,150,1) จะมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงมาก ขณะที่ Percent Price

Oscillator (80,150,1) จะเป็นเครื่องมือที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง น้อยกว่า นักเทรดสามารถใช้บอกทิศทางของเทรนด์และความแข็งแกร่งของเทรนด์และขึ้นอยู่กับจำนวนค่าบวกของ Indicator ที่ปรากฏ อีกครั้งที่เทรนด์นั้นเป็นขาขึ้นเมื่อ PPOs เป็นบวกและเป็นเทรนด์ขาลงเมื่อทั้ง 4 อันเป็นค่าลบ

การกระจายสินทรัพย์

กลยุทธ์การลงทุนส่วนใหญ่จะขยายขนาด Position และลดขนาดการลงทุนเมื่อตลาดเริ่มเป็นตลาดหมี เทรดเดอร์สามารถใช้ Percent Price Oscillators (PPOs) ทั้ง 4 ตัวในการพัฒนาระบบเทรดที่อยู่บนพื้นฐานของความแข็งแกร่งของเทรนด์ ตัวอย่างเช่น PPOs ทั้ง 4 ตัว แสดงถึงใน 4 ของเทรนด์และ 1 ใน 4 ของพอร์ทเช่นกัน เมื่อ 1 ในตัว PPO เป็นบวกและเทรนด์เป็นขาขึ้น 1 ใน 4 นักลงทุนสามารถลงทุน 25 % ในตลาดหุ้น เมื่อเครื่องมือตัวที่สอง สามารถลงทุนได้เมื่อ PPO เป็นค่าบวก นักลงทุนจะลงทุน 100 % เมื่อเครื่องมือทั้ง 4 เป็นบวก

You cannot view this attachment.

เช่นเดียวกัน นักลงทุนสามารถลดขนาด Position โดย 25 % เมื่อ PPO เป็นค่าลบ และจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อค่า PPO เป็นลบทุกตัวซึ่งนักลงทุนจะทำกำไรเมื่อตลาดเปลี่ยนเป็นค่าลบอย่างสมบูรณ์ทั้ง 4 ตัว

การปรับค่า Indicator

นักเทรด สามารถใช้เครื่องมือในการกำหนดเทรนด์ และ การกระจายการลงทุน ตัวอย่าง เครื่องมือ Slop indicator สามารถใช้ในลักษณะเดียวกันได้ แต่ว่า Time Frame ต่างกันได้ ตัวอย่างข้างล่างแสดง S&P 500 ETF พร้อมกับ Slope indicator 4 เวอร์ชั่น (50-day, 75-day, 100-day และ 125-day) เทรนด์เป็นขาขึ้นเมื่อ Slope เป็นบวกและเป็นขาลงเมื่อ Slope เป็นลบ องศาของความแข็งแกร่งขึ้นอยู่กับว่า Slope กี่อันเป็นบวก เทรนด์ขาขึ้นแรงคือเมื่อ ทั้ง 4 ตัวเป็นบวก ขณะที่ขาลงแรงจะเกิดขึ้นเมื่อทั้ง 4 ตัวเป็นลบ

You cannot view this attachment.

สรุป

การวิเคราะห์เทรนด์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของกลยุทธ์การเทรด นักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์ระยะยาวในการบอกเทรนด์และกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม เทรดเดอร์สามารถใช้เทรนด์ indicator ในการบอกเทรนด์ระยะยาวและมองหาสัญญาณเทรดในทิศทางของเทรนด์นั้น ในบทความนี้แสดงตัวอย่างของ Exponential moving averages และตั้งค่าระยะยาวในเครื่องมือ Percent Price Oscillator (PPO) การตั้งค่าสามารถสามารถรับจูนให้เหมาะการเทรดของคุณหรือสไตล์การลงทุนของคุณ สิ่งสำคัญก่อนจากคือ บทความนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการออกแบบระบบเทรด ไม่ใช่ให้ยึดเป็นหลักแต่คุณต้องพัฒนาต่อยอดจากนี้
#3
พื้นฐาน / Moving Momentum
กันยายน 03, 2026, 11:40:29 หลังเที่ยง
Moving Momentum


บทนำ

กลยุทธ์การเทรดหลายกลยุทธ์ขึ้นอยู่กับกระบวนการ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญญาณเทรดเพียงสัญญาณเดียว กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนที่นำไปสู่สัญญาณ โดยทั่วไปแล้วนักเทรดต้องกำหนดทิศทาง มุมมองระยะยาวก่อน อย่างที่สองนักเทรดต้องรอการดีกกลับหรือการพักฐานที่จะทำให้ค่าความเสี่ยงและผลตอบแทนดีขึ้น อย่างที่สาม นักเทรดต้องมองหาจุดกลับตัวที่บ่งบอกทิศทางขาขึ้นหรือขาลงของราคา กลยุทธ์ที่กล่าวถึงนี้ใช้ MA กำหนดเทรนด์และ ใช้ Stochastic ในการบอกการพักฐานและ MACD ใช้ในการบอกการกลับตัวระยะสั้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบภายใต้สภาพนี้

การนิยามเครื่องมือ Indicator

Moving average เป็นเครื่องมือเทรดตามเทรนด์ที่ปรับความล่าช้าจากราคา นั่นหมายความว่าเมื่อเทรนด์เปลี่ยนแล้วมันถึงบอกสัญญาณ เทรดเดอร์หลายคนไม่เห็นว่าสัญญาณนี้ว่าล่าช้า แต่ว่าเหตุผลนี้ก็ไม่ได้ทำให้มันด้อยประสิทธิภาพลง MA ทำให้ราคามันเรียกและทำให้เทรดเดอร์มีเครื่องมือที่สามารถเข้าใจได้ง่ายในการวิเคราะห์เทรนด์

กลยุทธ์นี้ใช้ Moving average 2 เส้นในการระบุทิศทางของเทรนด์ ทิศทางของเทรนด์จะเป็นขาขึ้นเมื่อ MA ระยะสั้นสูงกว่า MA ระยะยาว ทิศทางเป็นขาลงเมื่อ MA ระยะสั้นต่ำกว่าระยะยาว ขณะที่นักเทรดสามารถใช้ MA ไหนก็ได้ ในบทความนี้ใช้ 20-day SMA และ 150-day SMA ตัวอย่างข้างล่างแสดง Baxter International (BAX) เคลื่อนไหวจากตลาดกระทิง ไปยังตลาดหมี

เมื่อ 20-day SMA เคลื่อนที่ลงต่ำกว่า 150-day SMA ในช่วงกลางเดือน August
You cannot view this attachment.

ส่วนที่ 2 ของกลยุทธ์ใช้ Stochastic Oscillator ในการการวิเคราะห์การพักฐาน เมื่อ STO แกว่ง ตัวระหว่าง 0 ถึง 100 Stochastic Oscillator เป็นเครื่องมือในการระบการพักฐานระยะสั้น การ เคลื่อนไหวต่ำกว่า 20 และ 80 ถึงเป็นจุดแกว่งตัวต่ำสูงสุด

ส่วนที่ 3 ของกลยุทธ์การเทรด ใช้ MACD-Histogram ในการวิเคราะห์การกลับตัวของขาขึ้นขาลงของราคา MACD-Histogram วัดความต่างระหว่าง MACD เครื่องมือนี้จะมีค่าบวกเมื่อ MACD อยู่สูงกว่าเส้น signal line aและมีค่าเป็นลบเมื่อ MACD อยู่ต่ำกว่า signal line เครื่องมือ MACD-Histogram จะเป็นค่าบวกเมื่อราคาขึ้นและเป็นลบเมื่อราคาลง

กลยุทธ์

Buy Signal:

1. Moving averages แสดงให้เห็นทิศทางขาขึ้นของ 20-day SMA เนื่องจากมันสูงกว่า 150-day SMA

2. Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวต่ำกว่า 20

3. MACD-Histogram เคลื่อนไหว เข้าสู่แดนบวกแสดงสัญญาณกลับตัว

You cannot view this attachment.
ตัวอย่างข้างบนแสดง Polo Ralph Lauren (RL) พร้อมกับสัญญาณ ซื้อ อันดับแรกให้สังเกตุ 20-day SMA อยู่สูงกว่า 150-day SMA เริ่มสร้างทิศทางการเทรดของตลาดกระทิง Stochastic Oscillator ลดลงต่ำกว่า 20 ซึ่งบอกว่าราคาลดลงมาแล้วและอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนดี แล้ว นักเทรดควรจะดูที่ MACD-Histogram ต่อไปซึ่งบอกสัญญาณเหนือแดนบวก จะสังเกตุว่า MACD-Histogram นั้นอยู่ในแดนลบเสมอ เมื่อ Stochastic Oscillator ต่ำกว่า 20 บางครั้ง เครื่องมือนี้อยู่ในแดนลบอีกสัปดาห์หนึ่งหรือ 2 สัปดาห์ซึ่งสำคัญมาที่มันต้องยืนยันขาขึ้น

Sell Signal:

1. Moving average แสดงการเทรดทิศทางขาลง 20-day SMA ต่ำกว่า 150-day SMA

2. Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 เมื่อสัญญาณบอกการพักฐาน

3. MACD-Histogram เคลื่อนที่เข้าแดนลบให้สัญญาณขาลงหลังจากที่มันกลับตัวแล้ว

You cannot view this attachment.
ตัวอย่างข้างบนแสดงหุ้น Flour Corp (FLR) พร้อมกับสัญญาณ Sell อย่างแรกทิศทางการเทรด จะเป็นตลาดหมีเมื่อ 20-day SMA เคลื่อนไหวต่ำกว่า 150-day SMA ในเดือน มิถุนายน อย่างที่ 2 Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 หลายครั้งเนื่องจากราคาแกว่งตัวภายใต้เทรนด์ขา ลง การเคลื่อนไหวสูงกว่า 80 เป็นการเตือนให้ดู MACD-Histogram อย่างใกล้ชิด การ เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 สามารถส่งผลเกิดการเทรดขาดทุนเพราะว่ามันสามารถใช้เวลา 1 ถึง 2 สัปดาห์ก่อนที่ราคาจะกลับลงมา อย่างที่ 3 สัญญาณสุดท้าย MACD-Histogram เป็นค่าลบ

ตัวอย่างการเทรด

ตัวอย่างการเทรดข้างล่างแสดง United Parcel Service (UPS) พร้อมกับสัญญาณ 6 ครั้งตลอด ช่วงเวลา 12 เดือน ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างที่ดีและให้มุมมองเกี่ยวกับโลกของการเทรดที่แท้จริง ซึ่ง บ่อยครั้งที่มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มีรูปแบบทิศทางการเทรด 4 รูปแบบเกิดขึ้นในกราฟนี้สีเขียวแสดง 2 ช่วงพร้อมกับทิศทางตลาดหมีและตลาดกระทิง สัญญาณตลาดหมีได้ถูกยกเลิก เมื่อตลาดเป็นตลาดกระทิง ขณะเดียวกันสัญญาณตลาดกระทิงจะถูกยกเลิกเมื่อมีสัญญาณตลาด หมี

You cannot view this attachment.

หลังจากที่ Stochastic Oscillator ส่งสัญญาณดีดกลับในเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน MACD-Histogram เปลี่ยนเป็นค่าบวกส่งสัญญาณตลาดกระทิง 2 ครั้ง (1 และ 2) ซึ่งมันอยู่ไม่นานเพราะว่ามันค่อนข้างผันผวน เส้นสีน้ำเงินบาง ๆ แสดงแนวรับซึ่งสามารถใช้เป็นจุดตัด ขาดทุนได้ ทิศทางตลาดหมีเริ่มในเดือน June และมีสัญญาณตลาดหมีในช่วงกลางเดือน mid July (3) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนตลาดจะเปลี่ยนเป็นตลาดกระทิง นี่เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะ แต่ว่านักเทรดสามารถตั้ง stop-loss ที่จุดแนวต้าน หลังจากที่เกิดกราฟผันผวนอยู่ ช่วงหนึ่งคือ (4 และ 5) ได้มีสัญญาณตลาดกระทิงที่สวยงามในช่วงต้นเดือนธันวาคม

การปรับจูน

ด้วยเครื่องมือ 4 ตัว มีวิธีที่แตกต่างกันในการปรับจูนกลยุทธ์นี้นักเทรดสามารถปรับการตั้งค่า MA แทนที่จะใช้ 20-day และ 150-day SMA นักเทรดสามารถขยาย Time Frame ให้ยาว กว่าเดิม หรือว่าใช้ MA ตัวหนึ่งและใช้ราคาจริงในการเปรียบเทียบวิเคราะห์เทรนด์
You cannot view this attachment.
การตั้งค่า Oscillators สามารถลดลงได้เพื่อเพิ่มความอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวหรือว่าเพิ่ม เพื่อลดความอ่อนไหวต่อราคา 10-day Stochastic Oscillator จะแกว่งตัวเข้า overbought/oversold บ่อยกว่า 20-day Stochastic Oscillator เช่น MACD-Histogram (5,30,9) จะข้ามเส้น 0 บ่อยกว่า MACD-Histogram ใช้การตั้งค่ามาตรฐาน (12,26,9)

การตัดสินใจในการเพิ่มหรือลดความผันผวนพร้อมกับลักษณะของหลักทรัพย์อ้างอิง หุ้นที่มี ความผันผวนต่ำเช่นในกลุ่มอุปโภคบริโภค เป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวน้อย และจะทนทางต่อ การตั้งค่าที่ต่ำมาก หุ้น Stocks ที่มีความผันผวนสูง เช่นกลุ่มเทคโนโลยีและ ไบโอเทค อาจจะ ผันผวนต่อการตั้งค่าต่ำน้อยกว่า เคล็ดลับคือ การตั้งค่าที่ลดสัญญาณบ้างแต่ว่าไม่ควรจะมากนัก

สรุป

กลยุทธ์ "Moving Momentum" ให้โอกาสในการเทรดในทิศทางตลาดภาพใหญ่ ยิ่งกว่านั้น กลยุทธ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ต่ำและมีผลตอบแทนสูง MA จะคอยกำหนด ตลาดหมีตลาดกระทิงให้ Stochastic Oscillator ใช้ในการวิเคราะห์จุดพักฐานในเทรนด์ใหญ่ ขณะที่ MACD-Histogram จะถูกใช้ในการให้สัญญาณและบอกการพักฐาน แต่ต้องระลึกไว้ เสมอว่าระบบถูกออกแบบมาเป็นเบื้องต้นให้พัฒนาต่อเท่านั้น การใช้ความคิดของของตัวเอง ในการปรับจูนให้เข้ากับสไตล์ และความเสี่ยงที่เหมาะสม
#4
พื้นฐาน / Average Directional Index - ADX
กันยายน 03, 2026, 12:21:15 ก่อนเที่ยง
การเข้าซื้อขายแบบรายวันกับเครื่องมือ Average Directional Index - ADX

 เครื่องมือตัวบ่งชี้ ADX ย่อมาจาก AVERAGE DIRECTIONAL INDEX โดย J. WELLES WILDER เป็นตัวบ่งชี้ที่เป็นที่นิยมอย่างมาก
   กลยุทธ์การเข้าซื้อขาย หลากหลายรูป มักใช้ตัวบ่งชี้ ADX เพื่อระบุว่า แนวโน้มที่เห็น เป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งหรือไม่  อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อขาย แบบรายวันที่มีตัวบ่งชี้ ADX เป็นเรื่องที่ความพิเศษอยู่

   เหตุผลหลักๆ ก็คือในขณะที่ตัวบ่งชี้ ADX เป็นตัวบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง แต่ก็เป็นตัวบ่งชี้ที่มีความคลุมเครือ ตัวบ่งชี้ ADX ที่แคบลงอาจใช้สำหรับหาตำแหน่งการเข้าซื้อขาย แต่ไม่สามารถใช้ได้ดีกับการซื้อขายแบบรายวัน

-   จากที่กล่าวมา ในกรณีดังกล่าวการเข้าซื้อขายแบบรายวันที่มีตัวบ่งชี้ ADX จะเป็นไปได้หรือไม่?
-   คำตอบคือ เป็นไปได้ หากเทรดเดอร์ยินดีที่จะลองใช้กลยุทธ์การซื้อขายแบบรายวัน ด้วยตัวบ่งชี้ ADX  - 2 ระดับ

   กลยุทธ์การเข้าซื้อขายแบบรายวันด้วยเครื่องมือ ADX แบบสองระดับ

   สำหรับเทคนิคของการใช้เครื่องมือตัวนี้ ยิ่งถ้าใช้ในช่วงเวลาระยะสั้น ยิ่งมีความละเอียดอ่อนมากมันมีเรื่องราวของ รูปแบบกราฟแท่งเทียนราคามาประกอบด้วย
   ดังนั้นตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับจึงมีความไวต่อการเคลื่อนไหวของราคากราฟแท่งเทียนมาก สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว แต่มักจะผิดพลาด

                                                                                                  การตั้งค่า ADX INDICATOR
You cannot view this attachment.
                                                                                                    SET UP ADX INDICATOR

You cannot view this attachment.
You cannot view this attachment.
You cannot view this attachment.
                              SET UP ADX INDICATOR

  จากภาพตัวอย่างด้านล่างนี้ เทรดเดอร์อาจจำไว้ได้ว่าตัวบ่งชี้ ADX วัดค่าความแรงของแนวโน้ม  โดยค่า ADX ที่มีค่าสูงกว่าระดับ 75 แสดงถึงความแรงของแนวโน้ม และถ้าค่าต่ำกว่าระดับ 25 นั่นหมายถึงความแรงของแนวโน้มค่อนข้างต่ำ (SIDE WAY)

You cannot view this attachment.

ตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับนี้ มีความละเอียดอ่อนมาก ทำให้พบเห็นแนวโน้มขนาดเล็กและช่วงเวลาไม่นานก็จะขึ้นไปที่ เส้นระดับ 75  แนวโน้มระยะสั้นเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่เป็นประโยชน์สำหรับการเข้าทำการซื้อขาย ในทางกลับกันการใช้งานตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับที่มีความไวสูงอาจจะลดลงเหลือต่ำกว่าระดับ 25 และเมื่อมันลดลงต่ำกว่าระดับ 25 ก็เป็นไปได้ว่าจะมีการทะลุฝ่าด่านแนวรับหรือแนวต้าน ต่างๆ ที่สำคัญออกไป

   การเข้าทำการซื้อขายด้วยเครื่องมือบ่งชี้ ADX ในขณะที่มีการทะลุไปของกราฟราคาแท่งเทียน

   เมื่อเทรดเดอร์ เข้าทำการซื้อขายกับตัวบ่งชี้ ADX ให้เทรดเดอร์มุ่งเน้นไปที่ ADX - 2 ระดับ โดยเฉพาะค่าที่ตกลงต่ำกว่าระดับ 25 และเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ให้เทรดเดอร์เตรียมตัวสำหรับการเข้าซื้อขาย ในลักษณะการทะลุไปของกราฟราคาแท่งเทียนได้เลย มันจะเป็นการเข้าซื้อขายที่มีประสิทธิภาพมาก

You cannot view this attachment.

   ในช่วงการเข้าซื้อขายนี้ ตัวบ่งชี้ ADX 2 ระดับ ลดลงต่ำกว่า 25 เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะ (SIDE WAY)
   ให้เทรดเดอร์  เปิดคำสั่งซื้อล่วงหน้า (BUY STOP) เหนือแถบสัญญาณและคำสั่งขายล่วงหน้า (SELL STOP) อยู่ด้านล่าง  เมื่อมีคำสั่งหนึ่งถูกเรียกใช้งาน ให้ยกเลิกอีกคำสั่งหนึ่ง

   หากการดำเนินไปของกราฟแท่งเทียน ไม่เป็นไปตามแนวโน้มของ เครื่องบ่งชี้ ADX นัก ให้เทรดเดอร์พิจารณาการทำกำไรขนาดเล็กแทนการปล่อยรอให้ กราฟแท่งเทียนทำกำไรไปนานๆ เพราะอาจเกิดการพลิกกลับได้

   การเข้าทำการซื้อขาย ด้วยเครื่องมือบ่งชี้ ADX มีความเป็นไปได้และสามารถทำกำไรได้

   ในส่วนสำคัญของตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการหาแรงการดำเนินไปของกราฟราคาแท่งเทียนในช่วงเวลานั้นๆ ใช้ตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับนี้ เป็นต้นค้นหาตำแหน่งการเข้าซื้อขายที่มีความเสี่ยงต่ำ

   ตัวบ่งชี้ ADX – 2 ระดับนี้เป็นเครื่องมือง่ายๆ ที่อยากให้ เทรดเดอร์เอาไปผสมผสานรวมกับการเครื่องมือตัวบ่งชี้อื่นๆ เช่นเส้นค่าเฉลี่ย หรือ รูปแบบกราฟแท่งเทียน ฯลฯ สำหรับใช้ในการตั้งค่าการซื้อขายประจำวันอื่นๆ

   เพิ่มวิธีการนี้ลงในกลยุทธ์การซื้อขายแบบรายวันของตัวเทรดเดอร์เอง ถือเป็นอุปกรณ์จับเวลาหรือใช้เป็นการตั้งค่าการค้าขายแบบ  SCALPING  ได้ จนตัวเทรดเดอร์จะต้องประหลาดใจอย่างมาก
#5
พื้นฐาน / การเพิ่มข้อจำกัดให้กับระบบ
กันยายน 01, 2026, 10:52:25 หลังเที่ยง
การสร้างขีดจำกัดของการเทรด

เทรดเดอร์ที่ดีจะต้องรู้จักการจัดการความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยงนั้นจะรวมไปถึงแผนการเทรด จุดตัดขาดทุน และ ออเดอร์สูงสุดและการบริหารมัน การไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เทรดเดอร์ จะตกในหลุมพรางของอารมณ์

เทรดเดอร์ที่ดียังสามารถทำตามแผนการเทรดและมุ่งมั่นกับการรักษาเงินทุนของเขา ขณะที่กำไร นั้นเป็นเรื่องรองลงไป การให้ได้ผลการเทรดที่ยอดเยี่ยม เทรดเดอร์มืออาชีพจะทำการจำกัดการ ขาดทุนของเขา เช่น ต่อวัน ต่อสัปดาห์ หรือรายเดือน

การเทรดโดยรู้ข้อจำกัดทำให้เรามั่นใจได้ว่าเทรดเดอร์จะไม่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ในช่วงที่อารมณ์ขีดสุด ซึ่งอารมณ์สามารถมีอำนาจเหนือเหตุผลได้และมันทำให้ขาดทุน

เมื่อถึงวันที่ขาดทุน เทรดเดอร์ที่ดีจะไม่เทรดหลังจากที่เวลาแย่มาถึง นี่เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณา ในการที่นำสภาวะปกติในการเทรดของคุณกลับมาและมันทำให้เทรดเดอร์ได้พักจากตารางการ เทรดของเขา

เทรดเดอร์มืออาชีพจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริษัทมักจะตามแนวคิดเรื่องการตั้งขีดจำกัดไว้ใน รายวันรายสัปดาห์ รายเดือนไว้ เมื่อมันถึงแล้วพวกเขาก็จะไม่เทรด ไม่ว่าจะเป็นกรอบรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน

จริง ๆ แล้วเทรดเดอร์มืออาชีพบางคนหรือว่าแม้แต่พวกกองทุนก็จะพักเทรดเดอร์ของเขา เมื่อ จำนวนขาดทุนที่ตั้งไว้ถึงเป้า จนกว่าความมั่นใจจะกลับมา

You cannot view this attachment.

ขณะที่แนวคิดเกี่ยวกับการจำกัดผลการเทรดนี้อาจจะดูย้อนแย้ง แต่ว่ากระบวนการนี้สามารถช่วย ให้เทรดเดอร์รักษาเงินทุนและสามารถสร้างวินัยแบบมืออาชีพที่ทำกัน ตามแนวคิดนี้มันยังช่วย ให้เทรดเดอร์โฟกัสในการสร้างแผนการเทรดที่ดี การมีกลยุทธ์การเทรดที่ดี

ทำไมคุณควรตั้งขีดจำกัดในการเทรด?

การกำหนดขีดจำกัดการเทรดไว้มีประโยชน์สำหรับเทรดเดอร์หลายอย่าง สิ่งสำคัญที่สุดคือมัน จะช่วยให้เทรดเดอร์ไม่เทรดมากเกินไป ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่เทรดเดอร์มักจะละเลยกฏการเทรด และทำให้อารมณ์มีผลต่อการเทรด

เทรดเดอร์เกือบทุกคน เคยมาถึงจุดที่เวลามันมักกระตุ้นให้เทรดมากขึ้น หรือ ถูกยั่วยุให้แหกกฏ ในการเทรด ในการเพิ่ม ออเดอร์ บ่อยครั้งที่กฏเหล่านี้ได้ถูกเพิกเฉย และอารมณ์เข้ามามีบทบาท เหนือสิ่งอื่น ๆ และนำเทรดเดอร์ไปสู่การตัดสินใจที่ใช้อารมณ์มากกว่าการใช้เหตุผล
ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงเวลาแห่งหายนะ การเทรดแบบนี้ทำให้เราขาดทุนอย่างรวดเร็ว การขาดทุน นำไปสู่การล้างพอร์ทอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดในเวลาที่มีข่าวทางเศรษฐกิจออกมา

การตั้งขีดจำกัดไว้ที่รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน จะช่วยฝึกให้เราเป็นมืออาชีพมากขึ้น

You cannot view this attachment.

ภาพข้างบนแสดงตัวอย่างของ โปรแกรมบันทึกการเทรดออนไลน์กับการใช้กฏการจำกัดจำนวน การเทรด ในตัวอย่างของ Myfxbook สามารถตั้งเป้าหมายได้ (Goal) แต่ว่าแนวคิดยังคง เหมือนเดิม

ในกราฟข้างบนจะเห็นจำนวนการเทรดรายปี รายเดือน รายสัปดาห์ จำนวนกำไรขาดทุนที่ เกิดขึ้นทั้งมูลค่าจำนวน pip และเป็นมูลค่าเงิน การตั้งค่าอาจจะตั้ง 20 % ต่อเดือนซึ่งระบบจะ เตือนเทรดเดอร์เมื่อมันใกล้ถึงขีดจำกัดที่ตั้งไว้.

ซึ่งแน่นอนว่าสามารถทำใน Excel ก็ได้แต่ว่าต้องบันทึกข้อมูลด้วยตัวเอง

การตั้งขีดจำกัดในการเทรด ?

ข้อจำกัดของการเทรดสามารถตั้งเป็น รายวัน รายสัปดาห์ หรือ รายเดือน มันขึ้นอยู่กับเทรดเดอร์ ว่าอยากจะจำกัดตัวเองเท่าไหร่และตอบคำถามเกี่ยวกับเงินทุนของเทรดเดอร์แน่นอนว่ามันต้อง ทนทนต่อความเสี่ยง

หลักการที่ได้รับการยอมรับอย่างมากคือ 1 หรือ 2 % ของเงินทุนเป็นการขาดทุนสูงสุดที่จะ สามารถยอมรับได้ อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่ต่อการเทรด 1 ครั้ง หรืออีกแง่หนึ่ง 1 % ต่อการเทรดเทรดเดอร์จะสามารถเทรดได้หลายครั้งกว่าจะหมดทุน

แนวคิดการตั้งขีดจำกัดในการเทรดในระดับ รายวัน รายสัปดาห์ หรือ รายเดือนนั้นแตกต่างตาม ขีดจำกัดที่อยู่บนพื้นฐานการเทรดต่อครั้ง

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณ ขาดทุน 1 % ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง การตั้งขีดจำกัดไว้ที่ 5 % หมายความว่า คุณสามารถขาดทุนได้ 5 ครั้ง ซึ่งนำไปสู่การขาดทุน 5 % ต่อวัน การเทรดนี้จะหยุดสำหรับวันนี้ไปเลย

เช่นเดียวกัน ถ้าคุณตั้งไว้ที่ 10 % ต่อสัปดาห์ คุณสามารถถึงขีดจำกัดนี้ภายใน 3 วันหลังจากนั้น การเทรดของคุณจะหยุดลงสำหรับเวลาหนึ่งสัปดาห์นั้น ส่วนการเทรดรายเดือนก็เช่นเดียวกัน

จำนวนที่คุณต้องการเสี่ยงสามารถขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น 1% -2% การเทรด อีกวิธีคือ การให้ ความสนใจกับการตั้งค่าการเทรดคือการโฟกัสในการตั้งค่าเปอร์เซ็นต์กำไรแทนที่จะสนใจจุด ขาดทุน

ดังนั้นถ้าเทรดเดอร์ตั้งเป้าไว้ที่ 1.5 % มันสามารถตั้งค่าการเทรดไว้ที่ การขาดทุน 0.75 % หรือ 0.5 % ขึ้นอยู่กับอัตรากำไรขาดทุนที่สามารถรับได้

กฏง่าย ๆ คือการตั้ง 20% หรือ 10% ต่อเดือน จากการพิจารณาที่ว่าในการเทรด 1 เดือนมี 20 วันที่สามารถเทรดได้ หมายความว่าขาดทุน 1 % ต่อวัน แน่นอนหมายความว่าเทรดเดอร์จะต้อง ส่งคำสั่งด้วยขนาดเล็กพอสมควรโดยเฉพาะหากพวกเขามีทุนน้อย

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณถึงขีดจำกัดรายวัน หรือ รายสัปดาห์แล้ว ?

ในเหตุการณ์ที่การตั้งขีดจำกัดถึงแล้ว ไม่มีการเทรดเหลือให้เทรดในช่วงเวลาจำกัดนั้น

เทรดเดอร์ในกองทุนบางกองทุน มักจะให้เทรดเดอร์กลับไปเทรดบัญชีทดลองจนกว่าเทรดเดอร์ จะสามารถนำความมั่นใจกลับมาจากการเทรดได้ มันเป็นธรรมดาที่ตลาดจะทำให้เราลังเลกับออเดอร์ที่เข้าได้ไม่ดีและบางครั้งเทรดเดอร์ที่เก่งที่สุดก็ยังหวั่นไหวกับพฤติกรรมตลาดแบบนั้น

ในช่วงเวลาอย่างนี้เทรดเดอร์จะต้องเจอกับภาวะทางอารมณ์ และอารมณ์ยังสามารถที่จะทำให้ การตัดสินใจในการเทรดนำไปสู่ผลขาดทุน ซึ่งการเปลี่ยนไปใช้บัญชี Demo หรือเทรดใน กระดาษทำให้เทรดเดอร์สามารถเรียกความมั่นใจกลับมาได้อีกครั้ง

นอกจากนี้การเทรดบัญชีทดลอง ทำให้เทรดเดอร์สามารถวิเคราะห์ผลการเทรดขาดทุนว่าทำไม ถึงขาดทุน ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเทรดโดยบัญชีทดลองเป็นตัวเลือกที่ดีในการหยุดบัญชี เงินจริง ๆ และสามารถการวิเคราะห์การตัดสินใจที่นำไปสู่ผลขาดทุน

ในการที่จะทำอย่างนั้น เทรดเดอร์ต้องทำการบันทึก และทำการตัดสินใจบนข้อมูลที่มี บางครั้ง การใช้ข้อมูลราคาในอดีตเพื่อทบทวนเหตุการณ์จำลองเหตุการณ์ จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าเกิดอะไร ขึ้นในตอนที่เราตัดสินใจผิดพลาด

การตั้งขีดจำกัดในการเทรด – ข้อแนะนำจากมืออาชีพ

Mike Bellafiore, เป็นโค๊ชสอนเทรด เป็นผู้ก่อตั้ง SMB Capital และเป็นผู้แต่งหนังสือขายดี One Good Trade และ The PlayBook ซึ่งแนะนำโดยเทรดเดอร์หลายคน กล่าวว่าควรให้ความสำคัญ กับขีดจำกัดในการเทรดในช่วง 6 เดือนแรก

Bellafiore ซึ่งได้ทำการฝึกเทรดเดอร์ให้กับกองทุนหลายคนกล่าวว่า การตั้ง Stop loss บนกราฟ daily, weekly หรือ monthly ควรจะตั้งให้เหมาะกับสไตล์การเทรด ไม่สำคัญว่าจะตั้งน้อยหรือ มากขนาดไหนมันก็ส่งผลกระทบได้มหาศาลเช่นเดียวกัน เทรดเดอร์ควรจะต้องให้เวลาตัวเองใน การกำจัดจุดอ่อน

อีกจุดที่สำคัญที่ Bellafiore แนะนำคือว่า การตั้ง Stop loss อย่างน้อยควรจะอยู่ที่ระดับ TF daily ซึ่งทำให้เทรดเดอร์สามารถรับการขาดทุนได้ 8 – 10 ครั้งติดกัน เพราะว่าหลักการนี้กองทุนจะเทรดด้วยปริมาณการเทรดที่สูง เทรดเดอร์รายย่อยที่ตั้งในกราฟรายเดือนรายสัปดาห์ก็สามารถเป็น ตัวเลือกที่ดีได้เช่นกัน

You cannot view this attachment.

แต่จำนวนการเทรดควรจะต้องมีการปรับให้เหมาะกับสไตล์การเทรดและสภาพตลาดที่เรากำลัง เทรดอยู่

การมีขีดจำกัดในการเทรดทำให้เทรดเดอร์ได้รับผลดีหรือไม่?

ประโยชน์ของกลยุทธ์การเทรดที่มีวินัย รวมกับการจัดการการเทรดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แนวคิดการ จำกัดจำนวนการเทรดทำให้เทรดเดอร์สามารถโฟกัสไปที่จำนวนการขาดทุนในการเทรดของเขา ขณะที่มันสามารถตรวจสอบได้ว่าระบบได้เอื้อให้เทรดเดอร์เอาตัวรอดจากอารมณ์ได้หรือไม่

อย่างที่ตอนแรกในเกริ่นในบทความ มีวิธีการในการจำกัดการขาดทุนในการเทรด หลายวิธี อย่างไรก็ตามวิธีการเข้าถึงก็จะแตกต่างกันและได้รับประโยชน์ที่แตกต่างกันในการจำกัดการเทรด ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะรู้สึกกับวิธีการที่แตกต่างกันด้วย

ขณะที่เทรดเดอร์รายย่อยอาจจะไม่สนใจเกี่ยวกับการตั้งขีดจำกัดนี้แต่ว่ากองทุนนั้นได้ทดสอบ กระบวนการความเสี่ยงของเขาแล้วว่า นี่เป็นวิธีที่ดีในการควบคุมไม่ให้อารมณ์มามีอำนาจใน ช่วงเวลาที่ทำการเทรด

การตั้งขีดจำกัดในการเทรดสามารถสร้างประโยชน์ได้เมื่อมันมาถึงเรื่องการจัดการ Drawdown และยังช่วยให้เราสามารถฟื้นจาก Drawdown ได้ซึ่งขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และวิธีการจัดการความ เสี่ยงของเทรดเดอร์แต่ละคน.

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการจำกัดการเทรด คือ มันจะช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจว่าการเทรดของ เขาเป็นอย่างไรในสภาพตลาดแบบต่าง ๆ โดยการทบทวนกลยุทธ์และสภาพตลาด เทรดเดอร์ จะต้องดูจุดอ่อนจุดแข็งของกลยุทธ์ของตัวเอง

วิธีการนี้จะช่วยเทรดเดอร์มีวิธีการที่แตกต่างออกไป พวกเขาสามรถใช้และเลือกดูวิธีการที่จะดูว่า ตลาดมีพฤติกรรมอย่างไร ท้ายที่สุดเมื่อจบวัน การจำกัดการเทรดยังสามรถช่วยเทรดเดอร์จัดการ ความเสี่ยงและวิเคราะห์ตลาดและกลยุทธ์ที่เขาจะใช้กับตลาด

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งคือว่า ถ้าคุณตั้งข้อจำกัดไว้ที่ 20 % มันไม่ได้หมายความว่าคุณกำลัง ปล่อยให้ Drawdown ลดลงไปถึง 20 % ตัวอย่างเช่น ถ้าเดือนแรกคุณเจอ Drawdown 20 % ทีนี้ในเดือนที่ 2 เจออีก 20 % จะทำให้ Drawdown ของคุณคือ 40 %

ขณะที่ข้อจำกัดการเทรดไม่ได้การันตี ว่าคุณจะจำกัด Drawdown ได้เท่าไหร่ แต่คุณจะได้รับการ เตือนว่าคุณถึงจุดขีดจำกัดของคุณแล้วให้คุณตรวจสอบกลยุทธ์การเทรดและต้องค่อย ๆ ตัดสินใจหลังจากได้รับคำเตือน

ดังนั้น การตั้งข้อจำกัดในการเทรด จะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์การเทรดและช่วยให้เทรดเดอร์ สร้างวินัยในการเทรด ขีดจำกัดในการเทรดสามารถตั้งขึ้นอยู่บนฐานของตัวแปรหลายตัวและมัน เริ่มจากความคาดหวังของเทรดเดอร์ต่อผลตอบแทนที่เขาจะได้รับว่าอยากจะเสี่ยงเท่าไหร่และ ทนทานต่อความเสี่ยงได้เท่าไหร่

การตั้งขีดจำกัดไม่ใช่เป็นแนวคิดที่สวยหรู แต่ว่ามันก็ถูกใช้โดยมืออาชีพหลาย ๆ บริษัท มันช่วย ให้เทรดเดอร์จัดการวิธีการเทรดและตรวจสอบสภาพจิตใจของเทรดเดอร์ไปพร้อม ๆ กัน
#6
นี่เป็นระบบ 5 นาที Scalping โดยใช้ Stochastic และ Supertrend Indicator ที่เหมาะกับมือใหม่ และมันเป็นระบบที่ธรรมดามาก มีกฏการเทรดเล็กน้อย ไม่ยากเลย

ตั้งค่าการเทรดในกราฟของคุณ
Indicator ที่ต้องใช้ :

- SuperTrend Indicator MT4

- stochastic Oscillator (%K period: 7, %D period:3)

เวลาที่เหมาะสม : 5 นาที

เวลาเทรด : UK และ US


ค่าเงิน : EURUSD, GBPUSD, GBPJPY, EURJPY, AUDUSD, USDJPY, USDCHF

ตัวอย่างการเทรด :
You cannot view this attachment.

การส่งคำสั่ง (Buying)

1. ราคาต้องสูงกว่าเส้น supertrend line.

2. ดูว่า stochastic แตะระดับ 20 หรือว่าต่ำกว่าหรือไม่

3. ถ้าเงื่อนไข 2 ข้อแรกเกิดขึ้น ส่ง Buy

4. ตั้ง stop loss 1 pip ต่ำกว่าเส้น supertrend

5. ตั้งจุดทำกำไรไว้ที่ 10 pip

การส่งคำสั่ง (Selling)

1. ราคาต้องเทรดต่ำกว่า supertrend

2. ต้องดูว่า Stochastic แตะ 80 หรือว่า สูงกว่าหรือไม่

3. ถ้า 2 เงื่อนไขเกิดขึ้นให้ส่ง Sell

4. ตั้ง stop loss 1 pip สูงกว่า supertrend

5. ตั้งจุดทำกำไร 10 จุด

อีกระบบ เป็นระบบ 1 นาที เป็นระบบ High Frequency แนวรับแนวต้าน Scalping

ระบบเทรด scalping นี้เรียกว่า High Frequency แนวรับแนวต้าน Scalping มีเครื่องมือแค่อย่างเดียวเท่านั้นเรียกว่า support and resistance indicator

เราจะทำกำไรประมาณ 7-10 จุดในแต่ละการเทรด ดังนั้นสิ่งสำคัญคือคุณต้องเทรดกับค่าเงินที่ Spread ต่ำ EURSUD, GBPUSD, USDJPY AUDUSD, USDCHF

การตั้งค่าบนกราฟ

นี่คือสิ่งที่คุณต้องใช้ในระบบ Scalping

Indicators: Support and Resistance (Barry)

Timeframes: 1 minute

ช่วงเวลาเทรด : UK and US

ค่าเงิน : ค่าเงิน spread ต่ำ

นี่คือตัวอย่างกราฟการเทรดด้วยระบบนี้ :
You cannot view this attachment.

กฏการส่งคำสั่ง (Buying)

1. Support and resistance indicator จะเกิดเส้นประสีแดง (เส้นแนวต้าน )

2. หลังจากนั้นรอให้แท่งเทียน 1 นาที ปิดสูงกว่าเส้นประนี้

3. ส่งคำสั่ง Buy และตั้ง Stop loss 7 pip จากราคาเข้า

4. จุดทำกำไรก็ 7 -10 เช่นกัน

กฏการส่งคำสั่ง (Selling)

1. support and resistance indicator จะเกิดเส้นประสีน้ำเงิน (เส้นแนวรับ )

2. หลังจากนั้นรอให้แท่งเทียน 1 นาทีปิดต่ำกว่าเส้นประนี้ .

3. ส่งออเดอร์ Sell ตั้ง Stop loss 7 pip สูงกว่าราคาเข้า

4. จุดทำกำไร 7-10 pip ในแต่ละออเดอร์เทรด
#7
พื้นฐาน / เทคนิคการเทรดแบบ PYRAMID
สิงหาคม 30, 2026, 10:40:00 หลังเที่ยง
เทคนิคการเทรด FOREX แบบ PYRAMID

 เทคนิคการเทรด FOREX แบบปิรามิดเป็นเทคนิคที่เทรดเดอร์ในตลาด FOREX ทุกคนควรรู้จักเพราะเทคนิคนี้ สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างการทำกำไรที่ 100 PIPS ในการเทรดเพียงครั้งเดียวหรือกำไร 2,000 PIPS ด้วยการเทรดอาจจะหลายครั้งแต่ไปในทิศทางเดียวกัน คล้ายการสะสมซื้อ ที่เทรดเดอร์เข้าทำการเทรด โดยการมองและนำไปใช้กับเทคนิคการเทรดแบบปิรามิด

   และนั่นอาจหมายถึงการทำกำไรที่ 100% - 200% หรือแม้แต่การทำกำไรที่ 500% หรืออาจจะมากกว่าต้นทุนในช่วงแรกที่เทรดเดอร์เปิดบัญชีสำหรับการเทรดของตัวเทรดเดอร์เอง

   ด้วยเทคนิคการเทรดแบบปิรามิด เทรดเดอร์จะสามารถทำอย่างนั้นได้และทำให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนมองรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียนให้ออก ทั้งนี้ ทั้งนั้นเทรดเดอร์อาจจะไม่สามารถทำการเทรดแบบพีระมิดกับการเข้าซื้อขายทั้งหมดที่เทรดเดอร์เข้าเทรดได้ แต่จะมีบางครั้งที่เทรดเดอร์อาจจะมองเห็นและเป็นโอกาสที่ดีในการทำการเทรด แบบปิรามิด


อะไรคือการซื้อขายแบบปิรามิด ?

   เทคนิคการเทรดแบบปิรามิด เป็นเทคนิคการเทรดที่ เทรดเดอร์จะยังคงเพิ่มการทำกำไรของเทรดเดอร์ได้ โดยการเคลื่อนไหวของกราฟราคาไปในแนวโน้มที่ตัวเทรดเดอร์มองออก หรือที่คาดการณ์ไว้


แผนภูมิอธิบายได้ดีที่สุด :

You cannot view this attachment.

 สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเทคนิคการเทรดแบบปิรามิดนี้ คือเทคนิคนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์ทำกำไรได้มากขึ้นแต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด นอกจากว่าเทรดเดอร์ทำอย่างการเข้าเทรดอย่างถูกต้องก็จะไม่มีความเสี่ยงในการเทรดเพิ่มเติมอีกเลย


การเทรดแบบปิรามิด ทำงานอย่างไร ?

   เทคนิคการเทรดแบบปิรามิด จะทำงานโดยเพิ่มการเทรดลงในตำแหน่งที่ทำกำไร

   ตัวอย่างเช่นสมมติว่ากราฟราคาแท่งเทียนอยู่ในช่วงแนวโน้มขาขึ้นและตัวเทรดเดอร์เอง มีกลยุทธ์การซื้อขายที่ให้สัญญาณซื้อ :

•   เริ่มด้วยการที่เทรดเดอร์ได้รับสัญญาณการเข้าเปิดคำสั่ง BUY ให้เทรดเดอร์เข้าสู่การเทรดครั้งที่ 1 และวางตำแหน่ง STOP LOSS ให้เรียบร้อย นั่นคือการเทรดครั้งที่ 1 ของเทรดเดอร์ ตอนนี้เลย BUY #1

•   หลังจากนั้นระบบการเทรดของเทรดเดอร์จะให้สัญญาณในการเปิดคำสั่ง BUY อีกครั้ง ก็ให้เทรดเดอร์เปิดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 2 และวางตำแหน่ง STOP LOSS ให้เรียบร้อย และนั่นก็คือการเทรดครั้งที่ 2 ของเทรดเดอร์ BUY #2

•   ต่อมาสิ่งที่เทรดเดอร์ต้องทำก็คือ การย้าย STOP LOSS ในการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 1 ขึ้นมาวางไว้ในระดับเดียวกับที่ เทรดเดอร์วาง STOP LOSS ของการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 2

•   ด้วยวิธีนี้จะทำให้เทรดเดอร์มีเพียงหนึ่งความเสี่ยง ซึ่งก็คือความเสี่ยงในการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 2 แต่เทรดเดอร์จะไม่มีความเสี่ยงในการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 1 แล้ว

•   และในเวลาต่อมาจากนั้น เทรดเดอร์เห็นสัญญาณการเทรด BUY อีกครั้งและเทรดเดอร์เองก็ทำการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 3 และเหมือนเช่นสองครั้งแรก คือการวางคำสั่ง STOP LOSS ให้เรียบร้อย

•   ซึ่งตอนนี้ เทรดเดอร์มีการเทรดคำสั่ง BUY ถึง 3 ครั้งแล้ว ในตอนนี้ให้เทรดเดอร์ทำการเช่นเดียวกับเมื่อสักครู่ที่ทำกับการเทรดครั้งที่ 2 คือการย้ายตำแหน่ง STOP LOSS ของการเทรดทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ขึ้นมาที่ตำแหน่ง STOP LOSS ของการเทรดครั้งที่ 3

•   ด้วยวิธีนี้เทรดเดอร์สามารถล๊อคผลกำไร ของการเข้าเปิดคำสั่ง BUY ทั้งครั้งที่ 1 และ 2 โดยไม่TRADE1 ได้ล็อคผลกำไรจำนวนมากตอนนี้แลกเปลี่ยนความเสี่ยงสองศูนย์และความเสี่ยงเดียวของคุณคือความเสี่ยงในการแลกเปลี่ยน 3


กราฟตัวอย่างด้านล่างนี้เป็นกราฟตัวอย่างเดียวกันกับด้านบน แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เทคนิคการเทรดแบบปิรามิดทำงานอย่างไร :

You cannot view this attachment.

การเทรดแบบปิรามิดไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเทรดของเทรดเดอร์

   ส่วนสำคัญของเทคนิคการเทรดแบบปิรามิด เทรดเดอร์จะไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเทรดในครั้งต่อไป เช่นครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 หลังจากการเทรดครั้งที่ 1 ผ่านไปแล้ว

   ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อเทรดเดอร์ทำการเทรดครั้งใหม่จะทำได้ เฉพาะเมื่อการเทรดคำสั่ง BUY ก่อนหน้านี้ มีการทำกำไรไปแล้ว ให้เทรดเดอร์เทรดคำสั่ง BUY ครั้งต่อมาเพื่อที่จะเลื่อนตำแหน่ง STOP LOSS เพื่อที่จะเป็นการล๊อคผลกำไรอีกทีหนึ่ง

   ข้อดี ของระบบการเทรด FOREX แบบปิรามิด

   แทนที่เทรดเดอร์จะมีเพียงหนึ่งการเทรดที่ให้ผลกำไร 50 PIPS เทรดเดอร์สามารถมีการเทรดได้หลายครั้งและยังสามารถทำกำไรได้มากขึ้นในขณะที่กราฟราคาแท่งเทียนวิ่งเหมือนเดิม

   นี่เป็นเทคนิคหนึ่งที่เทรดเดอร์สามารถเพิ่มบัญชีกำไรซึ่งจะไปเป็นทุนในการเทรด FOREX ของเทรดเดอร์ได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ถ้าเทรดเดอร์ทำตามเทคนิคนี้อย่างถูกต้อง

   ความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวของการเทรดหลายครั้งที่เทรดเดอร์ทำคือความเสี่ยงในการเทรดครั้งที่ 1 เพราะการเทรดครั้งที่เหลือทั้งหมดจะต้องทำหลังจากการเทรดครั้งที่ 1 ได้กำไรและเปิดการเทรดครั้งต่อ ๆ ไป เพื่อการเลื่อน STOP LOSS เพื่อล็อคผลกำไร

   ข้อเสีย ของระบบการเทรด FOREX แบบปิรามิด

   เทรดเดอร์ไม่สามารถใช้เทคนิคการเทรดแบบปิรามิดได้กับการเทรดทุกครั้ง เพราะบางครั้งระบบการเทรดของตัวเทรดเดอร์เองอาจให้สัญญาณในการเปิดคำสั่ง BUY เพียงสัญญาณเดียว หรือทิศทางแนวโน้มของกราฟราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง

   เทรดเดอร์ FOREX บางรายมีแนวโน้มที่จะเลื่อน STOP LOSS ของตัวเทรดเดอร์เอง เมื่อ พวกเทรดเดอร์เหล่านี้ เห็นราคาที่มุ่งหน้าไปอีกทางหนึ่ง (เป็นการเพิ่มระยะ STOP LOSS ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยง)  อย่าทำอย่างนั้น การสูญเสียเพียงสิ่งเดียวที่เทรดเดอร์ควรได้รับคือการสูญเสียการซื้อขายล่าสุด
#8
พื้นฐาน / การเทรดแบบ Sniper
สิงหาคม 27, 2026, 11:42:36 หลังเที่ยง
กลยุทธ์สไนเปอร์เทรดดิ้ง

กลยุทธ์การเทรดแบบสไนเปอร์เป็นกลยุทธ์การเทรดแบบตามเทรนด์ที่ใช้วิธีการ scalping ที่ใช้ความผันผวนของราคาสูง ซึ่งเทรดตั้งแต่ 1-Minute, 5-Minute และ 15-Minute

นักเทรด scalper สามารถใช้กลยุทธ์นี้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเทรด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ระบบเทรดต้องมีและทำกำไรได้

การตั้งค่ากราฟ

การตั้งค่ากราฟ MetaTrader4 Indicators: SeNSetiVe.ex4 (default setting), RoundPrice-Ext.ex4 (Input Variable modified; t3_period=16.0)

การตั้งค่า Time Frame(s): 1-Minute, 5-Minute, 15-Minute

การแนะนำเวลาการเทรด : เวลาใดก็ได้

ค่าเงิน : ค่าเงินใดก็ได้


ตัวอย่างการเทรด Buy

You cannot view this attachment.
ภาพที่ 1

กลยุทธ์

กฏการเข้าเทรด Buy

สัญญาณเทรด Buy ถ้าเครื่องมือดังกล่าวหรือกราฟแสดง :

1. ถ้าเส้นของเครื่องมือ RoundPrice-Ext.ex4 custom indicator บรรจบกัน พร้อมกับเส้นสีม่วงตัดเข้ากับเส้นทุกเส้น ด้วยตัวของมันเอง ตามภาพที่ 1 ราคากำลังจะสูงขึ้นเป็นสัญญาณขาขึ้นของค่าเงินในปัจจุบัน

2. ถ้าเส้นสีน้ำเงินเข้มของเครื่องมือ SeNSetiVe.ex4 custom indicator ทะลุและอยู่สูงกว่าสัญญาณ 0.00 ตามที่ ปรากฏในภาพที่ 1 ราคาเป็นภาวะตลาดกระทิง ดังนั้นจะส่งสัญญาณ ซื้อในค่าเงินที่สนใจ

Stop Loss สำหรับออเดอร์ Buy : ส่ง Stop loss 2 จุดต่ำ กว่าเส้นแนวรับ
การออกจากการเทรด และการทำกำไร

จุดออกและจุดทำกำไรถ้าทำ ตามเงื่อนไขในการถือออเดอร์ :

1. ถ้าเส้น RoundPrice-Ext.ex4 custom indicator เริ่มแคบ และตัดกันจะเห็นว่าเส้นสีม่วงตัดข้ามกับเส้นอื่นและ ราคาปิดต่ำ กว่าเส้นนั้น ให้ออกหรือควรทำกำไร

2. ถ้าเส้นสีน้ำเงินเข้ม SeNSetiVe.ex4 custom indicator ทะลุต่ำ กว่าเส้น 0.00 ระหว่างเทรนด์ขาขึ้น มันเป็น สัญญาณของการอ่อนแรงของภาวะตลาดกระทิง ดังนั้นการออกจาก position หรือทำกำไรจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ


กฏการส่งคำสั่ง Sell

ส่งคำสั่ง Sell ในตลาดถ้าเครื่องมือหรือกราฟเป็นรูปแบบนี้:

1. ถ้าเส้นของเครื่องมือ RoundPrice-Ext.ex4 custom indicator ตัดกันกับเส้นสีม่วงตามรูป 1.1 ราคาจะถูกผลักต่ำ กว่าเดิม และสัญญาณ Sell ของค่าเงินที่เราให้ความสนใจในตลาด

2. ถ้าเส้นสีน้ำเงินเข้มของเครื่องมือ SeNSetiVe.ex4 custom indicator ตัดและอยู่ต่ำ กว่า 0.00 ตามภาพ 1.1 ราคา เป็นตลาดหมี ดังนั้นต้องส่ง Sell ของค่าเงินที่สนใจในตลาด

Stop Loss สำหรับออเดอร์ Sell: ส่ง Stop loss 2 pip สูงกว่าแนวต้าน
กลยุทธ์การออกจากออเดอร์และการทำกำไร

การออกหรือการทำกำไรจะเกิดขึ้นเมื่อ :

1. ถ้าเส้น RoundPrice-Ext.ex4 custom indicator แคบเข้ามา จะเห็นว่าเส้นสีม่วงตัดเส้นอื่นและเคลื่อนต่ำ ลงราคา เปิดและราคาปิด สูงกว่าเส้นสีม่วง จึงควรทำกำไร

2. ถ้าเส้นสีน้ำเงินของ Indicator SeNSetiVe.ex4 custom indicator ทะลุสูงกว่า 0.00 ระหว่างสัญญาณตลาดหมี มันเป็นสัญญาณอ่อนแรง ดังนั้นจึงควรทำกำไรหรือว่าปิดออเดอร์

You cannot view this attachment.
ตัวอย่างออเดอร์ Sell


เกี่ยวกับ Trading Indicators

RoundPrice-Ext.ex4 custom indicator เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ที่จะถูกใช้สำหรับการยืนยันสัญญาณ ปัจจุบันในตลาด
SeNSetiVe.ex4 custom indicator เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อตรวจสอบความแรงของสัญญาณราคา
#9
พื้นฐาน / การเทรดแบบการลากเส้นแนวโน้ม
สิงหาคม 27, 2026, 12:59:43 ก่อนเที่ยง
กลยุทธ์ที่เรียบง่าย กับการเทรด Forex แบบการลากเส้นแนวโน้ม (Trend line) เป็นกรอบ
หรือ เป็นช่องคู่ขนาน (Trend line channel)


การลากกรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) – เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่อิงตามการกระทำของราคา โดยทั่วไปจะเป็นเส้นแนวโน้มสองเส้นที่ลากคู่ขนานกันให้เป็นช่อง หรือที่เรียกว่า Channel โดยดูตามแนวโน้มของตลาด, สามารถเป็นจุดเข้าเปิดออร์เดอร์ และ จุดปิดออร์เดอร์ ในการเข้าเทรดได้

ก่อนที่เทรดเดอร์จะสามารถ ใช้งานหรือเข้าเปิดออร์เดอร์กับ ช่องเส้นแนวโน้ม (Trend line channel) ได้ ตัวเทรดเดอร์เอง จำเป็นต้องทราบว่ามีอะไรบ้างและทำอย่างไรจึงจะลากเส้นแนวโน้ม ออกมาตั้งแต่ต้นได้

กรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) คืออะไร?
สำหรับเทรดเดอร์ที่จะดูพฤติกรรมของราคาแท่งเทียน (Price action trader) ในขั้นตอนแรก เทรดเดอร์ต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในช่วงการแกว่งตัวของราคาของตลาดก่อน  การแกว่งตัวของราคาของตลาด จะช่วยให้เทรดเดอร์ สามารถมองเห็นหรือเข้ากระทำการใด ๆ ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดได้ในขณะนั้นได้

You cannot view this attachment.

เทรดเดอร์มือใหม่ อาจใช้เครื่องมือใน MT4 ที่มีชื่อว่า ZigZag ได้ เพราะเครื่องมือดังกล่าว จะทำให้เทรดเดอร์รู้ในเบื้องต้นว่า ตอนนี้ เทรนของกราฟราคากำลังขึ้น หรือ ลง

You cannot view this attachment.

หลังจาก เทรดเดอร์มองรอบจังหวะการแกว่งตัวของราคาแท่งเทียนได้แล้ว ก็ให้ เทรดเดอร์ลากเส้นแนวโน้ม (Trend line) โดยให้เส้นเชื่อมต่อกัน อย่างน้อย สองตำแหน่ง เส้นแนวโน้มเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจถึงแนวโน้มในอดีตที่ผ่านมาได้

You cannot view this attachment.

และหลังจากลากเส้นแนวโน้ม เส้นแรกได้แล้ว ให้เทรดเดอร์ทำการคัดลอก (Copy) เส้นแนวโน้มเส้นแรกและนำไปไว้ในตำแหน่งที่ด้านบนหรือด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน เพื่อสร้างกรอบช่องทางของราคา (Trend line channel) เพื่อคาดการณ์ขอบเขตของการดำเนินการด้านราคาในอนาคตต่อไป

You cannot view this attachment.

สรุปได้ว่า กรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) มักมีมุมมองของพฤติกรรมราคา (Price action) ในตลาดเสมอ

มีเทรดเดอร์หลายรายไม่ไว้วางใจเส้นแนวโน้มและกรอบช่องเส้นแนวโน้ม  เนื่องจากเห็นเทรดเดอร์รายอื่น ๆ โพสต์กรอบช่องเส้นแนวโน้มที่สำเร็จแล้วไว้ แทนที่จะโพสต์กรอบช่องเส้นแนวโน้มแบบที่รอ การดำเนินไปของพฤติกรรมราคาก่อน ปัญหาคือการมองย้อนกลับไปในอดีต ทำให้เทรดเดอร์ทุกคนสามารถวาดหรือลาก ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้มที่ทำงานเสร็จแล้ว ได้เสมอในรูปแบบที่สมบูรณ์แบบแทบจะทุกครั้ง

You cannot view this attachment.

แต่ในการเข้าเปิดออเดอร์ซื้อหรือขายจริง เทรดเดอร์มักจะพยายามที่จะทำการเทรดให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งในบางครั้งก็มีขัดข้องหรือความเลื่อมล้ำทางด้านราคาบ้าง  เทรดเดอร์รายใหญ่ จะไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการมองหรือการวาดช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม (Trend line channel) เลย

อะไรบ้าง? ที่เทรดเดอร์จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมราคา (Price Action) :

-   การเกิดพฤติกรรมราคา สอดคล้องกับกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

-   พฤติกรรมราคาเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สมบูรณ์แบบ

-   ให้ต้องลากเส้นแนวโน้ม ในเวลาจริง

-   มีหลายวิธีในการลากเส้นแนวโน้ม ในช่วงเวลาการแกว่งตัวของราคา, ของเส้นแนวโน้มและของ ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม แต่ที่สำคัญคือ ต้องให้สอดคล้องกัน

การเปิดออเดอร์ซื้อ ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม ช่วงกราฟย้อนกลับ (Pull back)

-   ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม จะต้องลาดชันขึ้น

-   ราคาย้อนกลับลงมาเพื่อทดสอบเส้นแนวโน้มของ ตลาดขาขึ้น

-   ปล่อยให้ การขึ้นของราคากราฟเป็นไปในระยะยาวกับ ตลาดขาขึ้น (ในเชิงรุก: เปิดคำสั่งซื้อด้วย คำสั่งซื้อล่วงหน้าในลักษณะจำกัด โดยวางคำสั่งซื้อไว้เหนือเส้นแนวโน้ม)

-   วางคำสั่งซื้อ ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม  (ปรับตามความจำเป็น)

You cannot view this attachment.

การเปิดออเดอร์ขาย ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม ช่วงกราฟย้อนกลับ (Pull back)

-   ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม จะต้องลาดชันลง

-   ราคาย้อนกลับขึ้นมาเพื่อทดสอบเส้นแนวโน้มของ ตลาดขาลง

-   ปล่อยให้ การลงของราคากราฟเป็นไปในระยะยาวกับ ตลาดขาลง (ในเชิงรุก: เปิดคำสั่งขายด้วย คำสั่งขายล่วงหน้าในลักษณะจำกัด โดยวางคำสั่งขายไว้ใต้เส้นแนวโน้ม)

-   วางคำสั่งขายในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม  (ปรับตามความจำเป็น)

You cannot view this attachment.
#10
กลยุทธ์การเข้าซื้อขายซ้ำอีกครั้ง ที่รูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน

   การซื้อขายซ้ำอีกครั้ง เป็นแนวคิดการซื้อขายที่มีความเป็นไปได้สูง เป็นแนวคิดที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำงานได้ดีในทุกสภาพตลาด เทรดเดอร์หลายๆ คนมองข้ามเรื่องพื้นฐานที่สร้างผลงานได้อย่างดีเยี่ยมนี้ไป

  ประสบการณ์ของกราฟตัวอย่างด้านล่าง เทรดเดอร์คุ้นเคยหรือไม่?

1.   หลังจากศึกษากราฟถึงความผิดพลาดของตลาดอย่างรอบคอบแล้ว เทรดเดอร์เข้าเปิดคำสั่งซื้อที่ รูปแบบกราฟแท่งเทียนตะปู  (PIN BAR - รูปแบบกราฟราคาแท่งเทียนแบบกลับตัว)

2.   ตอนที่เทรดเดอร์เปิดคำสั่งซื้อ ให้เทรดเดอร์วางจุดป้องกันการขาดทุน ไว้ที่ใต้แท่งเทียน PIN BAR

3.   หลังจากนั้นไม่นาน กราฟราคาแท่งเทียนในตลาดลดลงและได้รับคำสั่งหยุดขาดทุนของเทรดเดอร์ (STOPPED OUT)

4.   เกือบจะในทันทีหลังจากที่เทรดเดอร์ถูกหยุดคำสั่งซื้อ ด้วยจุดหยุดการขาดทุนแล้วกราฟราคาแท่งเทียนในตลาดก็ทำรูปแบบกราฟแท่งเทียนตะปู อีกครั้ง

5.   ให้เทรดเดอร์ เปิดคำสั่งซื้ออีกครั้ง (RE-ENTRY TRADING) ที่กราฟรูปแบบตะปูที่เกิดขึ้นอีกรอบ

You cannot view this attachment.

  หากเทรดเดอร์เป็นคนว่องไวและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ตัวเทรดเดอร์เองอาจกลับเข้ามาในตลาดเพื่อทำการซื้อขายใหม่ ถ้าไม่ทำอย่างนั้น เทรดเดอร์อาจถูกทิ้งไว้ที่เดิมในขณะที่ตลาดยังคงเดินหน้าต่อไปข้างหน้า

   ในกรณีอื่นๆ เทรดเดอร์อาจจะผิดหวังและได้รับความเดือดร้อนจากการสูญเสีย คำสั่งซื้อขายในรอบแรก (รอบกราฟราคาแท่งเทียน PIN BAR)

   ดังนั้นในกลยุทธ์การซื้อขายซ้ำ จึงเป็นคำสั่งซื้อรอบใหม่ ให้เทรดเดอร์มุ่งมั่นที่จะข้ามผ่านความผิดพลาดในครั้งแรกและเข้าสู่ตลาดเพื่อซื้อขายซ้ำอีกครั้งให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีโอกาส "RE-ENTRY" เท่านั้น โอกาสในการกลับเข้ามาใหม่มักจะมีความเป็นไปได้สูงที่จะประสบความสำเร็จ

กฎของการเข้าซื้อขายซ้ำอีกครั้ง ที่รูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน

You cannot view this attachment.

  ในที่นี้ ให้เทรดเดอร์ใช้รูปแบบกราฟแท่งเทียน ตะปู (PIN BAR) ซึ่งเป็นรูปแบบกราฟราคาที่เป็นที่นิยมในการเข้าทำการซื้อขาย ให้ใช้ไว้เป็นพื้นฐานก่อน แล้วให้เทรดเดอร์หาข้อมูลรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียนแบบอื่นๆ เพิ่มเติม เทรดเดอร์จะสามารถทำการซื้อขายด้วยรูปแบบแท่งเทียนแบบอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

กฎการเข้าเปิดคำสั่งซื้อ ซ้ำ

1.   ให้เทรดเดอร์มองหา กราฟแท่งเทียน ตะปู (PIN BAR) ขาขึ้น

2.   ที่แท่งเทียนแท่งถัดไปจะต้องเคลื่อนไหวหรือเปิดราคาที่สูงกว่า กราฟแท่งเทียนตะปูแรก (PIN BAR)

3.   ราคาในตลาดจะต้องไต่ลง ระดับต่ำกว่าแท่งเทียนตะปู (PIN BAR)

4.   มองหาตำแหน่งที่จะเข้าทำการซื้อเมื่อราคาทะลุด้านบนของแท่งเทียนขาขึ้นนั้น

กฎการเข้าเปิดคำสั่งขาย ซ้ำ

1.   ให้เทรดเดอร์มองหา กราฟแท่งเทียน ตะปู (PIN BAR) ขาลง

2.   ที่แท่งเทียนแท่งถัดไปจะต้องเคลื่อนไหวหรือเปิดราคาที่ต่ำกว่า กราฟแท่งเทียนตะปูแรก (PIN BAR)

3.   ราคาในตลาดจะต้องไต่ขึ้น ระดับสูงกว่าแท่งเทียนตะปู (PIN BAR)

4.   มองหาตำแหน่งที่จะเข้าทำการซื้อเมื่อราคาทะลุด้านล่างของแท่งเทียนขาลงนั้น

   ตัวอย่าง - ของการเข้าซื้อขายซ้ำอีกครั้ง ที่รูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน

ในตัวอย่างนี้ จะใช้เส้นค่าเฉลี่ย 20 EMA กับกราฟราคาแท่งเทียนรูปตะปู (PIN BAR)

You cannot view this attachment.
                                                                                  วิธี เอาเครื่องมือ เส้นค่าเฉลี่ยออกมาใช้

You cannot view this attachment.
                                                                             SAMPLE - FOREX PRICE ACTION RE-ENTRY

1.   กราฟราคาแท่งเทียนตะปู (PIN BAR) เด้งขึ้นมาจากเส้น EMA แต่ในกลยุทธ์การซื้อขายนี้ จะไม่ใช้ประโยชน์จากส่วนนี้

2.   ในขณะที่กราฟราคาแท่งเทียนพุ่งขึ้นเหนือ (PIN BAR) เทรดเดอร์บางราย เปิดคำสั่งซื้อที่ตำแหน่งดังกล่าว

3.   แท่งเทียนต่อมาอีกสองแท่ง ราคาลดต่ำลงและหยุดการขาดทุนที่วางอยู่รอบๆ Pin Bar ต่ำ (ระดับหยุดแบบทั่วไป)

4.   กราฟราคาแท่งเทียนวิ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว นั่นทำให้เหล่าเทรดเดอร์ที่นิยมการซื้อซ้ำได้มองเห็นโอกาสในการกลับเข้ามามีคำสั่งซื้อใหม่อีกครั้ง After our entry, the market rose with a strong thrust.

ทบทวน - การเข้าซื้อขายซ้ำอีกครั้ง ที่รูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน

   กลยุทธ์การเข้าซื้อขายซ้ำอีกครั้ง ที่รูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน เป็นวิธีง่ายๆ ให้มองหาความเป็นไปได้ของรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน โดยทั่วไปหากมีการผิดพลาดทำให้การเข้าซื้อขายในครั้งแรกผิดพลาด มักจะเกิดรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียนที่ดีเกิดขึ้นใหม่อีกครั้งในไม่ช้า

   กลยุทธ์การเข้าซื้อขายซ้ำอีกครั้ง ใช้งานได้หลากหลายตามที่เทรดเดอร์จะมีความสามารถใช้ โดยมีรูปแบบกราฟราคาเป็นพื้นฐาน ดังนั้นจึงง่ายต่อการค้นหาการตำแหน่งในการเข้าซื้อขายอีกครั้งโดยใช้รูปแบบการทำงานของกราฟราคาที่ตัวเทรดเดอร์คุ้นเคย ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็คือความอดทนเพื่อก้าวข้ามการผิดพลาดในครั้งแรก และรอจังหวะการเข้าซื้อขายอีกครั้งให้ได้

   เฉกเช่นเดียวกับวิธีการเข้าซื้อขายอื่นๆ อีกมากมาย กลยุทธ์นี้ไม่ใช่กลไกที่ซับซ้อนมากมายนัก แต่เป็นแนวทางในการเข้าซื้อขายที่คำนึงถึงความรอบคอบและอดทน ให้เทรดเดอร์ฝึกฝนให้มากพอ เพื่อประสิทธิภาพในการเข้าทำกำไรของตัวเทรดเดอร์เอง


#11
พื้นฐาน / Bollinger Bands หาจุดซื้อขาย อย่างละเอียด
สิงหาคม 25, 2026, 12:46:19 ก่อนเที่ยง
ราจะมาพูดถึงอินดิเคเตอร์ ชื่อว่า Bollinger Bands ซึ่ง เป็นอีกหนึ่งอินดิเคเตอร์ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้ดูเทรนด์และการกลับตัวเป็นหลัก บ่งบอกถึงความต่อเนื่องและการเคลื่อนที่ของราคา นักเทคนิคโดยส่วนใหญ่ จะนิยมใช้  วิเคราะห์ ในกราฟระยะสั้นๆ เช่น รายวัน หรือรายสัปดาห์ มากกว่ารายปี ผู้ที่คิดค้นคือ นาย จอห์น โบลินเจอร์ (John Bollinger)

เขาเป็นนักเล่นหุ้นทางเทคนิค โดย Bollinger Bands นั้นได้พัฒนาและต่อยอดมาจาก การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบล้อมกรอบ (Moving Average Envelopes)  รูปลักษณ์ของ Bollinger Bands 

จะประกอบด้วยสามเส้น คือ เส้นบน = Upper Band ( BB Top) เส้นกลาง = Middle Band (BB average) และเส้นล่าง  = Lower Band (BB Bottom) เมื่อเส้นทั้งสามนี้ทำงานร่วมกันบนกราฟแล้ว ภาพที่ออกมาก็จะคล้ายๆ ตัวหนอน หรือไส้เดือน 3 ตัวที่กำลังทำงานกันอย่างเป็นทีม มีความกลมเกลียวแน่นแฟ้นกันเป็นอย่างดี บางทีก็ใกล้ชิด บางทีก็อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ แบบว่าจะไม่ทอดทิ้งกันไปไหนเลยก็ว่าได้

สำหรับการตั้งค่าใช้งานนั้น โดยปกติจะนิยมใช้ตามต้นฉบับที่ MT4 ให้มา คือกำหนด Period ไว้ที่ 20 ตามตัวอย่าง

การตั้งค่าและเปิดใช้งาน

ให้ไปที่ Insert ˃ Indicator ˃ Trend ˃ Bollinger Bands ˃ กำหนดค่า (เอาตามต้นฉบับ) ˃ ตกลง

You cannot view this attachment.

ประโยชน์และการใช้งาน Bollinger bands

- ใช้วัดความผันผวนของตลาด
- ใช้เป็นแนวรับและแนวต้าน
- ใช้หาแนวโน้มของราคา
- ใช้ดู Overbought, Oversold (ซื้อหรือขายมากเกินไป)
- ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts


1. ใช้วัดความผันผวนของตลาด  Bollinger Bands สามารถบอกเราให้ทราบว่า สถานะของตลาดเป็นยังไง กำลังคึกคัก หรืออยู่ในช่วงเงียบซบเซา โดยให้ดูจากเส้น คือถ้าเส้นมีลักษณะ บีบ ชิดเข้าหากัน แบบแคบๆ  นั้นหมายถึงตลาดกำลังเงียบเชียบหรืออยู่ในช่วงซบเซาอยู่ แต่ถ้าเส้นแยกออกจากกัน แล้วอยู่ห่างๆ กันเมื่อไหร่ นั้นหมายถึง ตลาดมีความคึกคัก บ่งบอกว่ามีนักลงทุน กำลังมีการซื้อ-ขาย กันเป็นจำนวนมาก

ตัวอย่าง

You cannot view this attachment.

2. ใช้เป็นแนวรับและแนวต้าน Bollinger Bands ที่ประกอบกันด้วย 3 เส้นนั้น จะเคลื่อนที่ไปตามแนวโน้มของราคา โดยมีหน้าที่แตกต่างกันดังนี้

- เส้นบน หรือ Upper Band = ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน
- เส้นกลาง หรือ Middle Band = ทำหน้าที่เป็นทั้งแนวรับและแนวต้าน
- และเส้นล่าง หรือ Lower Band = ทำหน้าที่เป็นแนวรับ

ตัวอย่าง

You cannot view this attachment.

3.ใช้หาแนวโน้มของราคา เราสามารถนำ Bollinger Bands มาใช้เพื่อหาแนวโน้มของราคา ดังนี้

- แนวโน้มขาขึ้น = ลักษณะของราคาจะอยู่บริเวณเส้นขอบบน และไม่ค่อยจะทะลุเส้นขอบกลางลงไปได้
- แนวโน้มขาลง = ลักษณะของราคาจะอยู่บริเวณเส้นขอบล่าง และไม่ค่อยจะทะลุเส้นขอบกลางขึ้นไป
- แนวโน้มของราคาที่อยู่ในรูปแบบ Sideway = เมื่อราคาเพิ่มขึ้นจนถึงเส้นขอบบน แล้วเกิดการกลับตัวเปลี่ยนจากขึ้นเป็นลง นั้นหมายถึงแนวโน้มราคากำลังจะลง (เป็นสัญญาณขาย) ในทางกลับกัน ราคาที่ลดลงจนชนเส้นกรอบด้านล่าง จากนั้นเกิดการกลับตัว เปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น นั้นหมายถึง แนวโน้มราคากำลังจะขึ้น (เป็นสัญญาณซื้อ)
   
ตัวอย่าง ใช้ Bollinger Bands หาแนวโน้มขาขึ้น

You cannot view this attachment.

ตัวอย่าง ใช้ Bollinger Bands หาแนวโน้มขาลง

You cannot view this attachment.

ตัวอย่าง แนวโน้มของราคาที่อยู่ในรูปแบบ  Sideways 

You cannot view this attachment.

4.ใช้ดู Overbought, Oversold (ซื้อหรือขายมากเกินไป) กรณีใช้ดูการซื้อหรือขายที่มากเกินไปนั้น ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก 

เพียงแค่ดูจากเส้น ก็เข้าใจได้โดยง่าย วิธีการดูหรือแปลความหมายคือ เส้นขอบบน (Upper Band) หมายถึงการซื้อที่มากเกินไป

เส้นขอบล่าง (Lower Band) หมายถึงการขายที่มากเกินไป ฉะนั้นเส้นขอบกลาง (Middle Band) ก็คือการซื้อหรืขายที่อยู่ในระดับปานกลางหรือเท่าเทียมกัน นั้นเอง

ตัวอย่าง

You cannot view this attachment.

5.ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

การเทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts คือการเข้าเทรดทันที เมื่อราคาเกิดการทะลุแนวต้าน หรือแนวรับ โดย Bollinger bands สามารถนำมาใช้ได้ในทุกสภาวะของตลาด ไม่ว่าจะช่วง ขาขึ้น ขาลง หรือ ไซต์เวย์ แต่การนำไปใช้ในตลาดที่แตกต่างกัน ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนบางกลยุทธ์หรือเทคนิค เพื่อให้เข้ากับสถานะการณ์ของตลาดในปัจจุบัน การใช้งานนั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่ดูราคาที่มันทะลุ แล้วก็เข้าเทรดตาม แนวโน้ม หรือภาวะของตลาดที่กำลังเป็นอยู่

ตัวอย่าง ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

You cannot view this attachment.

ตามตัวอย่างจะเห็นว่า เมื่อตลาดเงียบ ความผันผวนจะต่ำทำให้เส้น Bollinger bands บีบตัวเข้าหากัน จากการที่บีบตัวเข้าหากันมากๆ นี่ ถือเป็นโอกาสที่ดี ในการหาจุดทะลุแนวรับหรือแนวต้าน (Breakouts) ในการเข้าเทรด ตามกลยุทธ์ป

ในการใช้ Bollinger bands นั้น ถ้าจะให้ดี  ควรใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ตัว อื่นๆ ประกอบด้วย เช่น Commodity Channel Index (CCI) , Relativa Strength Index (Rsi) , Oscillators (OCT) เพราะบางจังหวะ หรือบางสถานะการณ์ เพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น ควรมีอินดิเคเตอร์ ตามที่ยกตัวอย่าง มาช่วยยืนยันอีกที
#12
พื้นฐาน / DecisionPoint Trend Model
สิงหาคม 23, 2026, 10:50:43 หลังเที่ยง
เทรนด์เป็นสิ่งที่สามารถหาได้ในตลาดที่มีทิศทาง เช่น ขึ้นลง หรือ ไซด์เวย์ และการเคลื่อนที่ของเทรนด์ เราจะเห็นความน่าจะเป็นของการเทรดที่ได้กำไร เหตุผลเรื่องนี้เพราะว่าเทรนด์ของตลาดจะบอกทิศทางของหุ้นหรือว่าสินทรัพย์ที่เทรด ในความเป็นจริงในช่วงตลาดกระทิงที่ชัดเจน หุ้นกว่า 90 % ก็สามารถมีเทรนด์ขาขึ้นได้ ซึ่งหมายความว่า โอกาสที่เราจะเลือกหุ้นที่ขึ้นถูกจาก 10 หุ้นจะถูกอยู่ 9 หุ้น

Decision Point Trend Analysis ให้ความสำคัญกับ Time Frame 3 รูปแบบ คือ ระยะสั้น(วันหรือสัปดาห์) ระยะกลาง (สัปดาห์ – เดือน) ระยะยาว (เดือนถึงปี) ซึ่งที่กล่าวมาเป็นนิยามกว้าง ๆ แต่ว่าเราสามารถลด Time Frame ลงได้ แต่ว่าสิ่งสำคัญคือ ต้องระวังเรื่องของเทรนด์ในแต่ละ Time Frame เพราะว่ามันไม่ได้สัมพันธ์กันซึ่งการตัดสินใจต้องดูจากทั้ง 3 Time Frame ส่วน Time Frame ใหญ่ ๆ ก็จะมีอิทธิพลและความสำคัญสูงสุด แต่ว่าระยะสั้นก็สามารถเป็นจุดเปลี่ยนของเทรนด์ระยะยาว ซึ่งสามารถค้นพบได้ง่าย หรืออีกแง่ก็คือ ระยะยาวสามารถตัดสินระยะสั้น ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ในเชิงเทคนิค

เทรนด์ระยะยาว

เทรนด์ระยะยาวจะใช้ MA เป็นสัญญาณตัดกัน ในรายสัปดาห์ หรือรายเดือน เส้น MA ช้าเร็วจะถูกใช้ เส้น MA เร็วจะใช้คำนวณบนกรอบเวลาสั้น และจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างรวดเร็วกว่า MA ช้า ดูที่กราฟรายเดือน ซึ่ง 6-EMA และ 10-EMA ได้นำมาใช้ เทรนด์เป็นตลาดกระทิงเมื่อ 6-EMA สูงกว่า 10-EMA และเป็นภาวะตลาดหมีเมื่อมันอยู่ต่ำกว่า กราฟ 20-year period ข้างล่างเป็นตัวอย่างที่ดีของ วิธีการนี้ มันอาจจะไม่ได้ดีตลอดไปอย่างนี้แต่ว่า

ภาพรวมแล้วมันดีและถูกต้องในการวิเคราะห์เทรนด์ การตัดกันของ 6-EMA เหนือ 10-EMA ในช่วงปี 1994, ส่งสัญญาณการเริ่มของเทรนด์ระยะยาวที่เกิดจนกระทั่งปี 2000 หลังจากนั้นเทรนด์เปลี่ยนไปตลาดหมี เมื่อ 6-EMA ตัดลงทะลุ 10-EMA ซึ่งมันอยู่อย่างนั้น 2 ปี ท้ายที่สุดมันตัดข้ามกันในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2003 ในช่วงต้นปี 2008 ซึ่งมีการตัดกันขึ้นอีก จะเป็นการวิเคราะห์ตลาดหมี ส่วนอีกอันการวิเคราะห์ขาขึ้นจะจบในปี 2009 และในปี 2011 มีความผันผวนทำให้เกิดการตัดกันของขาลง ซึ่งตามมาด้วยการตัดขึ้นอย่างรวดเร็ว

You cannot view this attachment.

(หมายเหตุผู้เขียน : การรวมกันของ MA ไม่ใช่เวทมนต์มหัศจรรย์ที่จะทำให้กำไรได้ มันมีประสิทธิภาพสาหรับ DecisionPoint Trend Analysis แต่ว่าการใช้เครื่องมืออื่นก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน)

ขณะที่การตัดกันของ EMA จะทำให้สามารถตัดสินทิศทางของเทรนด์ได้ อาจจะมีวิธีอื่นในการวิเคราะห์ทิศทางของเทรนด์ เช่น การใช้ดัชนีราคาตัดข้าม EMA หรือว่า EMA เคลื่อนไหวสวนเทรนด์

กราฟรายเดือนข้างล่างเป็นกราฟที่ดี แต่เราต้องรอจนกว่าจะสิ้นเดือนก่อนที่จะตัดสินใจ ซึ่งเช่นเดียวกับกราฟรายสัปดาห์ ที่กำลังพัฒนาเทรนด์ระยะยาวในช่วงปลายสัปดาห์ ในกราฟรายสัปดาห์ 17-EMA และ 43-EMA ถูกนำมาใช้ และในกราฟรายเดือนเช่นกัน

You cannot view this attachment.

สุดท้ายเทรนด์ระยะยาวสามารถดูได้จากกราฟรายวัน โดยใช้ 50/200-EMAs โดยใช้วิธีการเดียวกัน ถ้า 50-EMA ต่ำกว่า 200-EMA นั่นคือตลาดหมี ถ้า 50-EMA สูงกว่า 200-EMA คือตลาดกระทิง

You cannot view this attachment.

เทรนด์ระยะกลาง

ในการตัดสินเทรนด์ระยะกลาง 20-EMA และ 50-EMA จะถูกใช้ในกราฟรายวัน เช่นเดียวกัน การใช้กฏการตัดของ, EMA การสวนทางเทรนด์ และความสัมพันธ์ของราคาของ EMA ถ้า 20-EMA อยู่สูงกว่า 50-EMA เทรนด์เป็นตลาดกระทิง ถ้า 20-EMA ต่ำกว่า 50-EMA เทรนด์เป็นตลาดหมี

You cannot view this attachment.

การตัดกันของ 20/50-EMA ในระยะกลาง 20/50/200-EMAs สามารถใช้ด้วยกันได้ ถ้ามีสัญญาณตลาดหมีก็ให้ Sell หรือว่า ทำกำไร หรือ Hedge ถ้า 20-EMA ตัดต่ำกว่า 50-EMA ขณะที่ 50-EMA อยู่ต่ำกว่า 200-EMA สัญญาณตลาดหมีอย่างชัดเจน ถ้า 20-EMA ตัดต่ำกว่า 50-EMA ขณะที่ 50-EMA อยู่สูงกว่า 200-EMA การเปลี่ยนเทรนด์นั้นเป็นกลาง ถ้า 50-EMA อยู่สูงกว่า 200-EMA มันบอกว่าเทรนด์ระยะยาวเป็นตลาดกระทิง การอยู่นิ่งเฉย ๆ ดีกว่าการ Sell

You cannot view this attachment.

การวิเคราะห์เทรนด์ระยะสั้น

เทรนด์ระยะสั้น จะตัดสินการใช้ทิศทางของกราฟ daily 20-EMA ถ้ามันขึ้น เทรนด์ระยะสั้นคือตลาดกระทิงถ้าตรงข้ามกันก็เป็นตลาดหมี

You cannot view this attachment.

เราสามารถใช้ประโยชน์จาก การเพิ่ม 5-EMA และ 5/20-EMA ตัดกันเมื่อ 20/50-EMA เกิดการตัดกันในเทรนด์ระยะกลาง ตัวอย่างเช่น 5-EMA ตัดสูงกว่า 20-EMA เทรนด์ตลาดกระทิงระยะสั้นเปลี่ยนแล้ว ถ้า 5-EMA ตัดลงต่ำกว่า 20-EMA ขณะที่ 20-EMA อยู่สูงกว่า 50-EMA เทรนด์เปลี่ยน ถ้า 5-EMA ตัดลงต่ำกว่า 20-EMA ขณะที่ 20-EMA อยู่ต่ำกว่า 50-EMA เป็นสัญญาณ Sell

You cannot view this attachment.

สรุป

Decision Point Trend Analysis เป็นระบบการตัดกันของเส้น MA ถูกออกแบบมาเพื่อจับเทรนด์ 3 รูปแบบ ซึ่งสามารถจับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว การใช้ 5-, 20-, 50-, และ 200-EMAs (exponential moving averages) ในการวิเคราะห์ และการใช้เครื่องมืออื่นสามารถใช้ได้เหมาะสมตามความชอบของคุณ
#13
พื้นฐาน / Position คืออะไรในตลาด Forex
สิงหาคม 23, 2026, 10:31:44 หลังเที่ยง
คำว่า Position นั้นสำคัญมากในการเทรด คุณต้องมีการเรียนรู้อยู่เสมอ อย่าลงมือทำอะไรโดยไม่มีข้อมูล อย่ามัวแต่หาข้อมูลโดยที่ไม่ลงมือทำ เป็นประโยคที่เหมาะสมกับทุกการงานอาชีพ รวมถึงวงการ Forex ด้วย ก่อนที่เราจะเริ่มทำกำไร ต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานอย่างละเมียดละไมก่อน และสิ่งสำคัญคือต้องไม่หยุดเรียนรู้

วันนี้เราจะคุยกันในคำศัพท์ที่น่าสนใจอีกคำหนึ่ง ที่มีความสำคัญมากต่อการเทรด Forex คือคำว่า Position  แล้ว Position คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร มาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลย

Position คืออะไร
Position คือ ตำแหน่งที่เทรดเดอร์ทำการเปิด Order หรือตำแหน่งปิดออเดอร์สัญญาสำหรับเทรด Forex โดยจะอยู่ในรูปแบบค่าตัวเลขอย่าง 213.875 หรือ 5.4423 ซึ่งความแตกต่างจะอยู่ที่โปรแกรมเทรด ที่เทรดเดอร์ใช้แบบไหนในการเปิด เวลาที่เทรดเดอร์เริ่มเทรด เราก็จะเรียกการเปิด Position ง่าย ๆ เช่น

เมื่อเทรดเดอร์ใช้คำสั่ง "ซื้อ" จะเรียกว่า Open Position Buy

เมื่อเทรดเดอร์ใช้คำสั่ง "ขาย" จะเรียกว่า Open Position Sell

ซึ่งคำว่า Position นี้จริง ๆ แล้วเป็นเพียงภาษาพูดมากกว่า จะไม่ไปปรากฎในโปรแกรมเทรด (Trading Platform)

Position ใช้งานอย่างไร ถึงจะดี
วิธีการในการวาง Position มีขั้นตอนการดำเนินการอย่างง่าย ๆ ดังต่อไปนี้คือ ให้เทรดเดอร์ทำการเลือกเวลาที่ต้องการจะเปิดสัญญาซื้อขายให้ชัดเจน จากนั้นก็ทำการเปิดสัญญาซื้อขายไป (Open Position buy or Sell) จนกระทั่งเมื่อไหร่ที่เทรดเดอร์สามารถทำกำไรจนถึงระดับที่ตัวเองรู้สึกว่าตัวเรามีความพึงพอใจในการซื้อขายครั้งนั้นแล้ว ก็ให้ทำการปิดสัญญาไปเพียงเท่านั้น(Close Order) ถือเป็นวิธีเบสิคมาก ๆ เลย

You cannot view this attachment.

การใช้ความรู้เรื่อง Position ในชีวิตจริง
เราสามารถนำความรู้เรื่อง Position เข้ามาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้

1. ใช้ Position ในการสื่อสารพูดคุย ให้เข้าใจตรงกันระหว่างเทรดเดอร์

2. ใช้ Position ในการนำเสนอเพื่อบอกตำแหน่งของการใช้ Buy หรือ Sell ให้ถูกต้อง เพื่อให้เทรดเดอร์ท่านอื่นได้ทราบ

3. ใช้ Position ในการประยุกต์เข้ากับหลักการเทรดแบบต่างๆ ตามที่เทรดเดอร์ต้องการ

สรุปส่วนท้ายของคำว่า Position
สุดท้ายนี้เพื่อน ๆ คงเข้าใจกันแล้วว่า Position คือการเปิดสัญญาซื้อ (Buy) หรือว่าเปิดสัญญาขาย (Sell) โดยมีความหมายรวมไปด้วยกับคำว่าปิดสัญญาณ นี่เป็นสิ่งที่ควรใตรตรองให้ดีก่อนวาง โดยคำ ๆ นี้มีความสำคัญ และเกี่ยวโยงกันมากในตลาด Forex ดังนั้นเมื่อคุณจะเลือกเดินทางเข้าสู่วิถีแห่งเทรดเดอร์ในวงการ Forex แล้วนั้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ ต้องทำการศึกษาคำศัพท์ต่าง ๆ ได้ได้มากที่สุด เข้าใจให้ถึงแก่นให้มากที่สุด ซึ่งการทำแบบนี้นั้นเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าการเทรดของคุณให้ดีขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นคงให้กับการเทรดของคุณ ที่สำคัญคือการเข้าใจถึงแก่นจะเป็นการสร้างความมั่นใจ ว่าคุณสามารถพูดคุยกับเทรดเดอร์ด้วยกันได้ สามารถเรียกตัวเองว่าเทรดเดอร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิใจ
#14
 เรียนรู้วิธีการซื้อขายกับพฤติกรรมราคากราฟหรือกับรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียน  เปรียบเหมือนกับการเรียนรู้วิธีต่อสู้ ด้วยวิธีการพุ่งเข้าใส่ก่อนเมื่อมีโอกาส  ตัวเทรดเดอร์สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามด้วยกำลังความสามารถ  หรือตัวเทรดเดอร์เองสามารถถอยกลับมาตั้งหลักและยุติการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็วโดยการจู่โจมเพียงหนึ่งครั้ง การต่อสู้แต่ละครั้งจะแตกต่างกันไปและไม่มีทางที่จะสามารถชนะได้ตราบเท่าที่ ตัวเทรดเดอร์เองจะมีความสามารถมากพอให้มันทำงานได้

การซื้อขายในรูปแบบพฤติกรรมราคาก็มีความหมายเหมือนกัน

   เทรดเดอร์เองสามารถเข้าทำการซื้อขายไปพร้อมกับแนวโน้มได้ หรือรอดูจังหวะการวิ่งทะลุไปของกราฟราคาแท่งเทียน เทรดเดอร์สามารถเพิ่มเครื่องมือบ่งชี้ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนปริมาณการเข้ามาของนักเทรดต่างๆ หรือใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อื่นๆ เพื่อเติมเต็มการเข้าซื้อขายเพื่อทำกำไรในรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียนได้

   ยังมีอีกหลากหลายวิธีที่จะปฎิบัติและตอบโต้ในเวลาที่มันเกิดปัญหาในการเข้าซื้อ  ถึงแม้ว่าเทรดเดอร์จะเข้าใจในพฤติกรรมราคาเป็นอย่างดีแล้วก็ตามแต่ มันก็ยังคงยากอยู่บ้างที่จะหาทางที่จะพัฒนาฝีมือในการเข้าซื้อขาย ทำกำไรกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของตัวเทรดเดอร์เอง

   ต่อไปนี้ – คือ 2 วิธีในการฝึกฝน และมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการเข้าซื้อขายเพื่อทำกำไรของเทรดเดอร์เอง

# 1 แรงกดดันในการเปลี่ยนแปลงในส่วนของราคา

   การเปลี่ยนแปลงในส่วนของราคา ชี้ให้เห็น แนวต้านเล็กน้อยในตลาด จะเป็นการไม่ฉลาดนัก ถ้าเทรดเดอร์คิดจะต่อต้านการแสดงพลังครั้งล่าสุดของตลาดขาขึ้นหรือตลาดขาลง

   ภาพตัวอย่างด้านล่างแสดงให้เห็นถึง คำแนะนำ (การกระทำ) ครั้งแรกของการเปลี่ยนแปลงในส่วนของราคา  การลดลงของกราฟราคาแท่งเทียน แสดงให้เห็นถึงว่าตลาดเริ่มมีการปรับตัว กลับด้านเล็กน้อยแล้ว

You cannot view this attachment.

ภาพตัวอย่างด้านล่างนี้ แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของกราฟราคาแท่งเทียน หลังจากมีแท่งเทียนขาลงส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของราคา

You cannot view this attachment.

แบบฝึกหัดในบทเรียนนี้ คือ ให้เทรดเดอร์ปฏิบัติหรือทำตามแนวโน้มตลาด แต่อย่าพลาดเรื่องการดูการเปลี่ยนแปลงในส่วนของราคาด้วย
   ในขณะที่รูปแบบของกราฟราคาแท่งเทียนถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงในส่วนของราคาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย

   แต่การใช้ความรู้สึกร่วมด้วย และการถามคำถามที่ถูกต้องจะช่วยให้ เทรดเดอร์สามารถถอดรหัสได้ ใช้คำถามเหล่านี้เพื่อให้จิตใจของเทรดเดอร์มีส่วนร่วมกับกระแสของการตลาด

•   มีแท่งกราฟราคาแท่งเทียนขาขึ้นอีกหรือไม่ ?
•   มีแท่งกราฟราคาแท่งเทียนขาขึ้นที่ยังวิ่งตามแนวโน้มอีกหรือไม่?
•   การแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียนสูงเกินกว่าระดับการแกว่งครั้งสุดท้าย ที่มีกำไรมามากหรือไม่?

      ยิ่งถ้าหากเทรดเดอร์ตอบว่า "ใช่" มากเท่าไหร่ ตัวเทรดเดอร์เองก็ยิ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านราคามากขึ้นเท่านั้น ในกรณีนี้ เทรดเดอร์อย่าเพิ่งตั้งค่าการเข้าซื้อขายใดๆ


# 2 หาจังหวะเข้าทำการซื้อขายให้ช้าลง

   เทรดเดอร์อย่ากังวลที่จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดมากเกินไป  เทรดเดอร์จะต้องทำการมองให้รอบครอบ หาจังหวะในการเข้าทำการซื้อขาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะมีความไม่มั่นใจและความจู้จี้ในใจของตัวเทรดเดอร์เอง จนทำให้เทรดเดอร์เองหมดความมั่นใจในการหาจุดเข้าในที่สุด

   ในกรณีอย่างนี้ ให้เทรดเดอร์เพียงแค่รอ รออย่างอดทนและรอรับผลกำไรตอบแทน รอกราฟราคาแท่งเทียนดำเนินไปก่อเกิดรูปแบบให้ชัดเจน ก่อนที่จะมองหาการตั้งค่าการเข้าซื้อขายอีกครั้ง  เมื่อเทรดเดอร์เลื่อนการเข้าทำการซื้อขายให้ช้าลง อาจมีผลที่เป็นไปได้สามประการ ดังนี้

•   กราฟราคาแท่งเทียนในตลาดเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วตามทิศทางที่คาดการณ์ไว้
•   เทรดเดอร์พลาดการเข้าซื้อขายที่ทำกำไรได้
•   กราฟราคาแท่งเทียนในตลาดมีการเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าให้เทรดเดอร์ สำหรับการเข้าทำการซื้อขายที่ช้าลง

   ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าเทรดเดอร์พลาดโอกาสในการเข้าซื้อขายที่ดี  แต่เทรดเดอร์จะได้รับการชดเชยโดยการตั้งค่าที่น่าเชื่อถือมากขึ้นและการสูญเสียน้อยลง   

   ภาพตัวอย่างด้านล่างนี้แสดงรายการ การเข้าซื้อขายที่ล่าช้า อย่างมีประสิทธิภาพ

You cannot view this attachment.

   กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบตะปู (PIN BAR) ปรากฏขึ้น ในบริเวณเส้นแนวโน้มของตลาดขาขึ้น ให้เทรดเดอร์เตรียมพร้อมในการจะเข้าทำการซื้อขายที่บริเวณดังกล่าว

•   อย่างไรก็ตามเนื่องจากแนวรับของเส้นแนวโน้ม ขาขึ้น ได้ปรากฏว่ามี กราฟแท่งเทียน ขาลงอยู่ถึง 3 แท่งเทียน แสดงให้เห็นถึงว่ายังมีแรงขายที่อยู่ด้านบนของแนวโน้มอยู่ ทำให้เทรดเดอร์ไม่แน่ใจว่าแนวโน้มของตลาดขาขึ้นจะดำเนินต่อไปได้ตามเส้นแนวโน้มเดิมหรือไม่  ดังนั้นจึงให้เทรดเดอร์รอรอย รายการที่สอง

•   การตั้งค่าการเข้าทำการซื้อขายที่ล่าช้านี้ มีการเคลื่อนไหวที่ยังคงสร้างความไม่มั่นใจให้เทรดเดอร์ได้อีก ที่กราฟราคาแท่งเทียนที่ยังคงมีแท่งกราฟขาลงอยู่ ก่อนจะมีการทำรูปแบบตะปู (PIN BAR) เป็นครั้งที่สอง และยังอยู่บนเส้นแนวโน้มขาขึ้นเดิมอีกด้วย

•   เป็นการยืนยันได้ว่า กราฟราคาแท่งเทียนในตลาดยังคงมีแรงขึ้นอยู่ เพราะแท่งเทียนที่สองยังคงเป็นขาที่สองอีกด้วย

   สรุป – การฝึกการซื้อขายในรูปแบบพฤติกรรมราคา

   การเข้าทำการซื้อขายในตลาดนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการชนะที่ยิ่งใหญ่ คือจากการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
   การปรับปรุงด้วยการปรับแต่งขนาดเล็กทำได้ดีกว่าเสมอ ให้เทรดเดอร์หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลรุนแรงกับแผนในการเข้าทำการซื้อขายของตัวเทรดเดอร์เอง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญบ่อยครั้งในวิธีการเข้าซื้อขายนั้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของตัวเทรดเดอร์เอง

   ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ เทรดเดอร์จะนำเคล็ดลับการปฏิบัติเหล่านี้มาใช้งาน

   เริ่มต้นด้วยการใส่ใจกับกราฟราคาแท่งเทียนให้มากขึ้น ลงมือจดสิ่งที่ตัวเทรดเดอร์สังเกตเห็นและคาดหวังไว้ หลังจากนั้นให้ประเมินผลลัพธ์ตามความคาดหวังของตัวเทรดเดอร์เอง ภายหลังการปรับแต่งวิธีการใดๆ
#15
การเทรดตลาดฟอเรก trading transactions จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตรงที่ท่านเปิดมีออเดอร์ตรงข้าม ออเดอร์ตรงข้ามนั้นมาจากใคร เมื่อท่านเปิดเทรด Buy ก็ต้องมีเทรดตรงข้ามที่มี Sell ณ ราคาเดียวกันกับที่ท่านเปิดเทรด การเทรดค่อยเกิดขึ้นได้ ถ้าออเดอร์ตรงข้ามที่ราคาเปิดเทรดไม่มี ราคาก็จะไปหาราคาต่อไปเลยทำให้ราคาขึ้นหรือลง ดังนั้นเมื่อเราเปิดเทรดทุกครั้งสิ่งที่สำคัญต้องมั่นใจว่าเราอยู่ข้างเดียวกับขาใหญ่หรือเปล่า เพราะขาใหญ่เทรดด้วยจำนวนมาก มากพอที่จะหยุดราคาวิ่งสวนพวกเขาได้ถ้าพวกเขาเปิดเทรด และถ้าพวกเขาจะทำกำไร พวกเขาจะพยายามทำให้ราคาไปทางที่พวกเขาเปิดเทรดให้เทรดตรงข้ามพวกเทรดเดอร์ที่อยู่ตรงข้ามพวกเขาที่ติดลบและออกจากการเทรด ก็จะเร่งราคาไปทางที่พวกเขาเปิดเทรด และก็จะดึงเทรดเดอร์ที่รอเข้าเทรดหันมาเปิดเทรดจุดที่พวกเขาเทรดด้วย

การเทรดเกี่ยวกับ orders และ positions

You cannot view this attachment.

ข้อแรกที่ต้องรู้คือ ก่อนที่จะคาดการณ์ว่าเทรดเดอร์ตรงข้ามที่เราเปิดเทรดคือเทรดเดอร์ประเภทไหน เพราะหลักๆ การเทรดทั่วๆไปก็จะพูดถึงแค่ 2 ประเภท คือเทรดเดอร์รายย่อยและขาใหญ่ ขาใหญ่มักจะกำไรเสมอเพราะเงื่อนไขทุนเพราะมีทุนมากพอที่จะดันราคาไปทางที่พวกขาเปิดเทรดได้ และรายย่อยก็มักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ เช่นการเปิดเทรดที่เกิดขึ้น เป็นอย่างไร เมื่อท่านเปิด sell ณ ราคาและเวลาที่เปิด ต้องมีออเดอร์ตรงข้าม ณ ราคาและเวลาที่เปิดเทรด ตลาดฟอเรกเป็นตลาดที่เรียกกว่า Over-the-counter คือไม่ว่าท่านจะเปิดเทรดทางไหน ต้องมีออเดอร์ตรงข้ามเสมอเพื่อจับคู่ เรียกว่า match-and-fill ในหลักการทำงานของออเดอร์ ดังนั้น การเทรดหรือการจัดการการเทรด เรียกรวมๆ ว่า trading transaction จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ match-and-fill ออเดอร์ทั้ง 2 ฝั่ง ณ ราคาและเวลาเดียวกัน

ข้อสอง ชาร์ตหรือสิ่งที่เราเห็น เช่นอย่างกรณีเราดูแท่งเทียนในการเทรด แท่งเทียนแต่ละเวลาที่กำหนด บอกถึง trading transactions ที่เกิดขึ้นช่วงราคาและจำนวนใช้ volume (แม้ว่าฟอเรก เรื่อง volume จะต่างกันออกไปตามโบรกเกอร์) ดังนั้นแท่งเทียนจึงบอกว่าได้มีการเทรดเกิดขึ้นตรงไหนบ้าง ถ้าเป็นการสะสม เพื่อเข้าตลาดก็จะเห็นในรูปของราคาวิ่งอยู่ในกรอบหรือ consolidation ถ้าตอนเปิดเทรด มีออเดอร์อีกฝั่งไม่พอ หรืออีกข้างมากกว่าด้วยจำนวนมากจนออเดอร์อีกข้างไม่พอที่จะ match-and-fill ก็จะทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ ก็จะเห็นเป็นรูปราคา breakout กรอบ consolidation แล้วก็จะตามด้วยแท่งเทียนยาวๆ และรวดเร็ว เพราะช่วงความไม่สมดุลย์ออเดอร์ที่เข้าตลาดเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นถ้าเป็นการเข้าเทรด trading transactions ที่เกิดขึ้นก็กลายมาเป็น positions ที่อยู่ในตลาดแล้วแต่ทางที่เปิดเทรด ถ้าเปิดเทรด Buy ก็เป็น Long ถ้าเปิดเทรด Sell ก็เป็น Short

ชาร์ตกับความการเทรดที่เกิดขึ้น บอกอะไรบางอย่าง

You cannot view this attachment.


ดูที่วงกลมว่าก่อนจะมาถึงตรงนี้ว่าเป็นอย่างไร เมื่อมองดูจากชาร์ตจะเห็นว่าราคาทำเทรนลงมาหาพื้นที่ Demand มีความพยายามดันขึ้นไป 2 ครั้ง แต่ราคาก็ยังเบรคลงมาทำเป็น lower lows ตามด้วย lower highs สิ่งที่เห็นคือราคาลงมามากแล้ว และมีการพัฒนาการเทรน ทำให้เทรดเดอร์อยากเทรดต่อ เพราะ trading transactions ที่เกิดขึ้นบอกเรา และโดยเฉพาะที่เบรคจุดสุดท้ายลงมาเป็น sell market orders มากพอที่จะดันราคามาหา demand ข้างล่าง เราพอบอกสิ่งที่เกิดนี้ได้ 2 อย่างคือ การเปิดเทรดหลังจากที่ราคาได้วิ่งไปแล้ว และการเปิดเทรดเข้าหาจุดที่มีร่องรอยการเข้าเทรด หรือแนวรับ-แนวต้าน หรือ supply/demand การเปิดเทรดแบบนี้คงไม่ใช่ขาใหญ่ทำ แต่เป็นรายย่อยแน่นอน ดังนั้นเมื่อเราเปิด Buy ตรงที่ Demand ด้านล่างเราก็พอจะคาดการณ์ออกว่า เทรดเดอร์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคือใคร หรือถ้าเป็นเทรดที่ใช้ข้อมูลจากอินดิเคเตอร์ประกอบจะเห็นว่า การเปิด sell พื้นที่ Oversold หรือถ้าในทางตรงกันข้ามการเปิด buy พื้นที่อินดิเคเตอร์บอก Overbought

การเปิดเทรดท่านอยู่ข้างเดียวกับขาใหญ่หรือเปล่า

You cannot view this attachment.

แม้ว่าการเปิดเทรดเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ เมื่อเปิดเทรดอะไรก็เกิดขึ้นได้ ราคาขึ้นหรือลงเพราะจำนวนออเดอร์ที่เกินกันหรือความไม่สมดุลย์ระหว่าง sell และ buy ออเดอร์ แท่งเทียนที่เกิดขึ้นบอกถึง trading transactions ที่เกิดขึ้นจึงพอจะทำให้เรารู้ว่าขาใหญ่เทรดอย่างไร และรายย่อยเทรดอย่างไร เมื่อมองความสัมพันธ์กับเงื่อนไขการทำงานของออเดอร์    สิ่งแรกคือขาใหญ่เทรดด้วยจำนวนเยอะ สิ่งที่สองคือการเปิดเทรดหรือการปิดเทรดทำให้ transactions ที่เกิดขึ้น ต้องการออเดอร์ตรงข้ามเสมอ แล้วสิ่งที่ตามมาคือเมื่อพวกขาใหญ่เปิดเทรดด้วยจำนวนที่เปิดเทรดเยอะ ก็เลยมากพอที่จะดันราคาไปทางไหนก็ได้ หลังจากที่พวกเขาได้เข้าตลาด เพราะการทำกำไรเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ราคาวิ่งไปทางที่ท่านเปิดเทรด และราคาไปต่อทางที่ท่านเปิดเทรด พร้อมกันนั้นเทรดเดอร์ที่อยู่ตรงข้ามท่านเมื่อท่านกำไรก็จะติดลบ – เมื่อท่านกำไรอีกฝั่งติดลบ เมื่อท่านติดลบอีกฝั่งกำไร
ดังนั้นเมื่อเข้าใจการเทรดเกิดขึ้นได้อย่างไร เงื่อนไขที่ขาใหญ่จะเปิดเทรด ข้อมูลที่แท่งเทียนบอกถึงอะไร ก็จะบอกได้ว่าเมื่อท่านเปิดเทรดแล้วเทรดเดอร์ที่อยู่ข้างท่านเป็นฝ่ายไหน เทรดเดอร์ที่อยู่ตรงข้ามเป็นฝ่ายไหน การเปิดเทรดที่เลข 1 ราคาอาจลงไปต่อหรือมีการล่า stop แล้วตามด้วย consolidation นานก็ได้ แต่สิ่งที่เห็นก่อนการเปิดเทรดคือสิ่งที่บอกว่าเป็นความผิดพลาดที่เทรดเดอร์รายย่อยมักจะทำกัน แต่การเปิดเทรดที่เลข 2 และ 3 เป็นจุดที่ง่ายขึ้น เพราะมีข้อมูลจากเลข 1 ที่ขึ้นมาเปิดเผยว่าขาใหญ่เข้าเทรด ถ้าท่านเข้าใจหลักการ การเปิดเทรดที่เลข 1 ไม่ใช่เรื่องยาก และการเปิดที่เลข 2 และ 3 ก็จะกลายเป็นจุดที่ท่านเปิดเทรดแบบขาใหญ่ได้