Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - support-1

#1
หากเทรดเดอร์ลองไปถามกลุ่ม เทรดเดอร์ที่เทรดด้วยรูปแบบกราฟแท่งเทียน เกี่ยวกับเครื่องมือที่พวกเทรดเดอร์กลุ่มนี้ นิยมใช้ หนึ่งในคำตอบที่ดีที่สุดจะต้องเป็นเส้นแนวโน้ม หรือ เส้น TREND LINE นั่นเอง เส้นแนวโน้มและช่องกรอบราคาคู่ขนานของกราฟแท่งเทียน เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับการเข้าเทรดหรือ การออก ออร์เดอร์ ของการเทรดด้วยรูปแบบกราฟแท่งเทียน (PRICE ACTION)

ในบทความนี้ เทรดเดอร์จะได้เรียนรู้กลยุทธ์การซื้อขายแบบ กราฟย้อนกลับ หรือ กราฟย่อตัว (PULL BACK) ที่มีประสิทธิภาพ เป็นวิธีง่ายๆ โดยใช้ แต่เส้นแนวโน้มและช่องกรอบราคาคู่ขนาน

แนะนำวิธีใช้เครื่องมือ - INTRODUCING THE TRADING TOOLS

ส่วนสำคัญ - คำอธิบายด้านล่างนี้ มีไว้สำหรับ การเข้าเทรดในช่วงตลาดขาขึ้น ในทางกลับกันช่วงของตลาดขาลง ก็สามารถใช้กฎเทียบเท่าเดียวกันได้

เครื่องมือ 1 - เส้นแนวโน้ม (THE TREND LINE)

You cannot view this attachment.

วิธีลากเส้น แนวโน้ม - HOW TO DRAW A TREND LINE

1.   ให้มองหา จุดการกลับตัวด้านล่าง อย่างน้อยสองจุด (Pivot lows) โดยให้จุดที่กลับตัวที่สองจะต้องสูงกว่าจุดกลับตัว จุดแรก

2.   ให้ลากเส้นแนวโน้ม โดยเชื่อมสองจุดด้วยเส้นดังกล่าว

3.   ให้ลากเส้นแนวโน้มจากจุดแรกไปจุดที่สอง โดยให้ลากจากซ้ายไปทางขวา

You cannot view this attachment.
You cannot view this attachment.

วิธีใช้ เส้นแนวโน้ม - HOW TO USE A TREND LINE

1.   ถ้าราคากราฟแท่งเทียน เดินทางไปถึงเส้นแนวโน้ม (ด้านล่าง) แล้ว ไม่สามารถทะลุไปได้ เส้นแนวโน้มดังกล่าวจะ เปลี่ยนสถานะเป็นเส้นแนวรับ

2.   ถ้าราคากราฟแท่งเทียน เดินทางไปถึงเส้นแนวโน้ม (ด้านล่าง) แล้ว สามารถทะลุไปได้เส้นแนวโน้มดังกล่าวจะ เปลี่ยนสถานะเป็นเส้นแนวต้าน

เครื่องมือ 2 - ช่องคู่ขนานของราคากราฟแท่งเทียน

ช่องคู่ขนานของราคากราฟแท่งเทียน เป็นส่วนขยายตามธรรมชาติของเส้นแนวโน้มเลยทีเดียว เทรดเดอร์จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการลากเส้นแนวโน้มให้ดี ก่อนที่ตัวเทรดเดอร์เองจะสามารถใช้ช่องคู่ขนานนี้ให้ได้ดี

วิธีลากช่องคู่ขนานของราคากราฟแท่งเทียน - HOW TO DRAW A CHANNEL

1.   หลังจากเมื่อช่วงแรกของบทความ เทรดเดอร์ ได้เห็นถึงหัวข้อ วิธีลากเส้น แนวโน้มแล้ว ให้เทรดเดอร์ ลากเส้นแนวโน้ม เพิ่มอีกหนึ่งเส้น แล้วนำไปไว้ด้านบน (กรณีเป็น เทรนขึ้น - UP TREND) ของเส้นแรก ให้เป็นช่องคู่ขนานของราคากราฟแท่งเทียน โดยเส้นสองเส้นนี้จะขนานกันขึ้นไป  (กรณีที่เป็น เทรนลง - DOWN TREND) ก็ให้เทรดเดอร์ ลากเส้นแนวโน้มเพิ่มอีกเส้นเช่นเดียวกันกับ ตอนลากเส้น uP TREND แต่ให้เทรดเดอร์มาลากที่ด้านล่างแทน และทำให้เป็นช่องคู่ขนานของราคากราฟแท่งเทียน โดยเส้นสองเส้นนี้จะขนานกันลงมา

2.   อ้างถึงหัวข้อด้านบนอีกครั้ง ที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การลากเส้นแนวโน้ม จะต้องมาจากจุดกลับตัวที่ด้านล่างสองจุด (PIVOT LOWS)  ต่อมาให้เทรดเดอร์มองหา จุดสูงสุดของการแกว่งตัว ที่อยู่ระหว่างสองจุดกลับตัวของเส้นแนวโน้มเส้นแรก แล้วให้ยึดจุดแกว่งตัว ดังกล่าวเป็นจุดยึดไว้ก่อน

3.   ให้ลากเส้นแนวโน้มที่สอง ให้ใช้วิธีทำซ้ำเส้นแรก (COPY) (ทำได้โดยดับเบิ้ลคลิกที่เส้นแนวโน้มเส้นแรกจะเกิดปุ่มเล็กๆ ขึ้นมาสามปุ่ม แล้วกดปุ่ม CTR + C แล้วใช้เม้าท์ลากเส้นขึ้นไป) วางตรงจุดยึดของข้อสองที่เทรดเดอร์เล็งเห็นตั้งแต่แรกไว้  ในตอนนี้เราจะได้ ช่องคู่ขนานของราคากราฟแท่งเทียน ทำให้ เทรดเดอร์มีช่องราคาเป็นแนวทางแล้ว

 
วิธีใช้ ช่องคู่ขนานของราคากราฟแท่งเทียน  - HOW TO USE A CHANNEL

ในทางทฤษฎีแล้ว ช่องคู่ขนานของราคากราฟแท่งเทียน จะมีการรองรับในเรื่องของรูปแบบราคากราฟแท่งเทียน ในขณะที่ในตลาดการซื้อขายคู่เงิน มีการเคลื่อนไหวของราคากราฟแท่งเทียนเกินกว่า ช่องคู่ขนาน ก็มักจะถูกดึงกลับเข้าไปในช่องคู่ขนานของราคากราฟอีกครั้ง

ยุทธ์ศาสตร์การเทรดแบบย้อนกลับหรือย่อตัว - THE PULLBACK STRATEGY


ภาพตัวอย่างด้านล่าง จะนำเสนอให้เห็น ยุทธ์ศาสตร์การเทรดแบบย้อนกลับหรือย่อตัว

You cannot view this attachment.

1.   จากในภาพ  ที่เทรดเดอร์จะมองเห็น คือจุดต่ำสุดสองจุดที่ใช้ในการลากเส้นแนวโน้มแบบเทรนขาขึ้น (UP TREND) เส้นแนวโน้มนี้จะไต่ราคาขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามทิศทางของเทรนขาขึ้น

2.   มีจุดสูงสุดสองจุดใน เทรนขาขึ้นที่ มีแนวโน้มเป็นขาลงแทน ให้เทรดเดอร์สามารถลากเส้นช่องคู่ขนานของกราฟราคาแท่งเทียน เป็นตลาดขาลง (DOWN TREND) ได้ อาจใช้เส้นแนวโน้มเป็นอีกสี เพื่อให้แยกออกโดยง่าย

3.   เมื่อราคากราฟแท่งเทียนตกกระทบเส้นแนวโน้มของตลาดขาลง ที่เทรดเดอร์มองเห็นเป็นช่องคู่ขนาน  ก็เป็นสัญญาณว่า การย้อนกลับกำลังจะสิ้นสุดลง

4.   การสะท้อน หรือย้อนกลับ ของตลาดขาขึ้นตามเส้นแนวโน้มและช่องคู่ขนานของกราฟราคาขาลง เป็นผลลัพธ์ของการเข้ามาในตลาดของเทรดเดอร์รายอื่นๆ เป็นการสนับสนุนของตลาดโดยรวมที่แข็งแกร่ง

ข้อควรจำสำหรับการเทรดแบบย้อนกลับหรือย่อตัว

กลยุทธ์การเทรดแบบย้อนกลับหรือย่อตัว นี้เป็นวิธีการซื้อขายแบบ เรียบง่าย ที่มีศักยภาพมาก

ประการแรกเส้นแนวโน้มจะบังคับให้เทรดเดอร์ใส่ใจกับเส้นแนวโน้มและการกระทำของแท่งเทียนกราฟราคา จากนั้น ราคาในช่องคู่ขนานของกราฟราคาแท่งเทียน จะช่วยให้เทรดเดอร์ มองภาพรวมออกว่าราคาแท่งเทียนจะขึ้นหรือลงในกรอบ เพื่อนำให้เทรดเดอร์มุ่งไปสู่การเทรดที่ดีที่สุด

แต่มีปัญหาที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะสับสน เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะหาจุดกลับตัวหรือจุดแกว่งตัวเพื่อลากเส้นแนวโน้มให้ชัดเจนได้แน่หรือไม่

ดังนั้นเทรดเดอร์ทั้งหลายควรต้องคิดให้รอบครอบก่อน ควรเรียนรู้วิธีหาจุดกลับตัว และลากเส้นแนวโน้มและ ลากเส้นช่องคู่ขนาน โดยพยายามทำให้สม่ำเสมอ ฝึกฝนให้มาก แล้วตัวเทรดเดอร์เองจะได้รับประโยชน์สูงสุดกับการซื้อขายในกลยุทธ์นี้ อย่างปลอดภัย
#2
กราฟแท่งเทียน รูปแบบ INSIDE BAR เป็นสัญญาณการเคลื่อนไหวของราคา ที่มีประสิทธิภาพมาก หากคุณเข้าใจวิธีใช้มัน อย่างถูกต้อง น่าเสียดายที่เทรดเดอร์หลายคน ไม่รู้วิธีการใช้ จึงทำให้ต้องสูญเสียเงิน ซ้ำแล้วซ้ำอีก และอาจยังหงุดหงิดกับ INSIDE BAR อีกด้วย

เช่นเดียวกับ สัญญาณการเคลื่อนไหว รูปแบบอื่นๆ มันจะมีรายละเอียดปลีกย่อย ในการตั้งค่า และจะต้องเรียนรู้ ความแตกต่างเล็กน้อย ระหว่างสัญญาณที่ดีกับไม่ดี ที่ซึ่งจะส่งผลไปถึง การชนะหรือการแพ้ ในการเทรด จึงไม่ได้หมายความว่า ทุกๆ การเทรดด้วย INSIDE BAR จะต้องเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าคุณรู้วิธีการเทรดอย่างถูกต้อง อย่างน้อยคุณจะเริ่มแน่ใจว่า คุณเข้าทำการ เทรด forex ในตำแหน่งที่สามารถทำเงินได้

ต่อไปเป็นสามข้อผิดพลาด ที่ทำให้เทรดเดอร์ในตลาด สูญเสียมากที่สุด ให้คุณเรียนรู้ว่า INSIDE BAR คืออะไร และต้องทำการเทรด กับพวกเขาอย่างไร และอะไรที่คุณควรหลีกเลี่ยงเมื่อพบพวกเขา

ข้อผิดพลาดที่ 1 ไม่ทำการเทรด รูปแบบ INSIDE BAR ในกรอบเวลารายวัน

อันที่จริง การมองกราฟแท่งเทียน ในกรอบรายวัน ค่อนข้างชัดเจน เห็นผล ไม่มีอะไรมารบกวน หรือหลอกอะไรคุณได้ มันเป็นกรอบเวลา ที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ มันจะไม่ค่อยพลาด แต่นั่นหมายถึง คุณเองต้องมีความเชี่ยวชาญพอสมควร ทั้งนี้ คุณยังสามารถเทรด INSIDE BAR ในระหว่างวัน ได้เช่นกัน ทั้งในกรอบเวลา 4 และ 1 ชั่วโมง หากเกิดสัญญาณเทรดขึ้น  โดยเฉพาะถ้ามันสอดคล้อง กับเงื่อนไขต่างๆ

อย่างไรก็ตาม รูปแบบ INSIDE BAR ยังคงเป็นรูปแบบ ที่ฉันใช้กรอบรายวัน สำหรับการเทรดกับมันอยู่ และนี่คือเหตุผลหลัก ของสำหรับเรื่องนี้ :

1. INSIDE BAR ในกรอบเวลารายวัน คือ ช่วงเวลาของการรวมกัน ในกรอบเวลาที่ต่ำกว่า และมีแนวโน้มว่า จะมีการแยกตัว ออกจากการรวมกันนี้ เมื่อดูในกรอบรายวัน สิ่งนี้มีความสำคัญมากกว่า ดูในกรอบเวลาที่ต่ำกว่า เพราะมันช่วยลดความสับสน การวิเคราะห์ที่มีมากเกินไป รวมไปถึงการเดา ซึ่งโดยทั่วไป มักนำไปสู่การ OVER TRADE ในกรอบเวลาที่ต่ำกว่านั้นๆ
2. เทรดเดอร์โปรดจำไว้ว่า ตลาด SIDEWAY เป็นตลาดที่เทรดยากที่สุด ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเทรด ในตลาด SIDEWAY ในกรอบเวลา 4 หรือ 1 ชั่วโมง หรือกรอบเวลาที่ต่ำกว่านั้น เพียงแค่เห็น INSIDE BAR ในกรอบรายวัน มันจะช่วยให้คุณเข้าเทรดได้
3. ในกรอบเวลาที่ต่ำกว่ากรอบรายวัน จะมี INSIDE BAR จำนวนมาก และมี FALSE BREAK เกิดขึ้น อยู่เป็นประจำ กล่าวโดยรวมได้ว่า การเทรดกับพวกเขา ในกรอบเวลาที่ต่ำกว่ากรอบรายวัน เป็นเรื่องยาก เพราะมันมีจำนวนมาก แต่ขยับในกรอบเล็กๆ การเทรดกับพวกเขา จะไม่คุ้มค่ากับเวลา ที่ต้องเสียไป หรือไม่คุ้มค่ากับเงิน ที่ได้มาเพียงเล็กน้อย

หากคุณดูภาพสองภาพ ตัวอย่างที่ด้านล่าง คุณจะเห็นพลังของกราฟ ในกรอบเวลารายวัน และเห็นว่า ทำไมฉันจึงเทรด INSIDE BAR ในกรอบรายวัน และขอให้สังเกตว่า การเคลื่อนไหว แบบ SIDEWAY ของกรอบ 1 ชั่วโมง จะมีรูปแบบ INSIDE BAR จำนวนมากและแน่นอนว่า มันล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่ามันจะได้ผลบ้างก็ตาม

You cannot view this attachment.

You cannot view this attachment.

ข้อผิดพลาดที่ 2 ไม่ทำการเทรด INSIDE BAR ตามแนวโน้มของกรอบรายวัน


ฉันชอบเทรดกับ INSIDE BAR ที่มีแนวโน้ม ตามกรอบเวลารายวัน อาจเป็นเรื่องยากสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ ที่จะทำการเทรดกับ INSIDE BAR ตามแนวโน้มนี้ แต่คุณจะทำได้ให้คุณฝึก และทดลอง จนกว่าคุณจะรู้สึกสบายใจ ในการเทรดในแต่ละครั้ง และคุณจะประสบความสำเร็จ ในการเทรด หลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ให้คุณมองหาระดับ KEY LEVEL ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น โซนแนวรับหรือแนวต้าน

การเทรด INSIDE BAR ที่ดีที่สุด คือ รูปแบบแนวโน้มต่อเนื่อง ในกรอบรายวัน บางครั้งพวกเขาจะ BREAKOUT แล้วย้อนกลับ แต่บ่อยครั้งที่พวกเขา BREAKOUT แล้ววิ่งตามแนวโน้มหลัก การวาง RISK&REWARD ที่ดี จะช่วยเพิ่มศักยภาพ ในการเทรดในตลาด ที่มีแนวโน้มได้มาก

You cannot view this attachment.

ข้อผิดพลาดที่ 3 วางตำแหน่ง STOP LOSS ใกล้เกินไป

การวาง STOP LOSS ที่ด้านบน หรือด้านล่าง เหนือหรือใต้แท่งเทียนแม่ ของ INSIDE BAR บางครั้งอาจเป็นข้อผิดพลาดได้ คุณไม่ควรวาง STOP LOSS ตามความโลภ หมายความว่า คุณไม่สามารถวางมัน ใกล้กับรายการเทรดของคุณ มากเกินไปนัก เพียงเพราะคุณต้องการ ให้การเทรดสามารถทำกำไรได้ ในอัตราส่วนที่มากขึ้น เมื่อเทียบกับการสูญเสีย

คุณต้องวางพวกเขา อย่างมีเหตุผลที่ดี ที่จะไม่ถูกกระทบจากความผันผวน โดยปรกติ คุณต้องตรวจสอบช่วงขยับที่แท้จริง โดยเฉลี่ยของคู่สกุลเงิน ที่คุณกำลังจะทำการเทรด และตรวจสอบให้แน่ใจว่า การวาง STOP LOSS นั้น อยู่นอกเหนือจากนั้น ระดับโซนแนวรับ แนวต้านที่ใกล้เคียง

คุณอาจต้องคำนวณ ไปถึงขนาด LOT ในการเข้าเทรด เพื่อให้ตรงกับระยะการวาง STOP LOSS  เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงที่ 1R ของคุณ เพราะนั่นคือ สิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้ได้ผลกำไร และทั้งหมดที่คุณควรใส่ใจ

You cannot view this attachment.

สรุป รูปแบบ INSIDE BAR

หากคุณมีพอร์ตการเทรดขนาดเล็ก คุณจะไม่สามารถ มุ่งเน้นไปที่การสร้างรายได้ มันจะทำให้คุณ ละทิ้งนิสัยการเทรด ที่เหมาะสม เช่น การวาง STOP LOSS ที่เหมาะสม นิสัยการเทรดที่เหมาะสม คือ สิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จ ในระยะยาวในตลาด ในขณะที่การมุ่งเน้นไปที่ ผลกำไรและผลตอบแทน จะทำให้คุณสูญเสีย การให้ความสำคัญ กับการเทรดที่เหมาะสม และในที่สุด มันจะส่งผลให้คุณสูญเสียเงิน

นอกเหนือจากการมองหา สัญญาณการเทรดอย่างมีเหตุผล การป้องกันความเสี่ยง และจัดการกับเงินทุน อย่างเหมาะสม การฝึกนิสัยการเทรด ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่คุณต้องทำให้ได้ การเทรดเป็นเรื่องง่าย แต่เทรดเดอร์หลายคน ทำให้มันเป็นเรื่องยาก (การเทรดอาจเป็นเรื่องยาก สำหรับคนที่เตรียมพร้อมไม่พอ) ดังนั้น สิ่งที่ยากที่สุด อาจเป็นเพียงแค่การฝึกนิสัยการเทรด ของคุณเท่านั้น!

#3
Scalping คือ อะไร เสี่ยงมากไหม มีเทคนิคอย่างไร ใช้ได้จริงไหม

Scalping คือ กลยุทธ์การเทรดทำกำไรจากส่วนต่างราคาเพียงเล็กน้อย ในแต่ละวันอาจเปิดออเดอร์หลายสิบครั้ง หวังผลกำไรเพียง 5-10 Pips จากความผันผวนของราคาในระยะสั้น ๆ เช่น ในช่วงข่าวสำคัญออก หรือ ช่วงใกล้เปลี่ยนตลาดหรือช่วงเปิดตลาด เช่น ก่อนตลาดยุโรปหรืออเมริกาเปิดราคาจะสวิงค่อนข้างมาก การทำกำไรเพียง 5-10 Pips สามารถทำได้

Day Trade แตกต่างจาก Scalping อย่างไร

- ปกติแล้ว Day Trade มักทำกำไรจากความความผันผวนของราคา ระหว่าง 30 – 100 Pips ในขณะที่การ Scalping อาจทำกำไรเพียง 5-10 Pips

- การเทรดแบบ Scalping จะปิดทำกำไรภายในระยะเวลาไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงในวันหนึ่ง ๆ อาจเปิดออเดอร์หลายสิบครั้ง ในขณะที่ Day Trade อาจจะเทรดเพียงวันละ 1-2 ครั้ง ดังนั้นสิงที่แตกต่างระหว่าง Day Trade กับ  Scalping  คือ Transaction ที่เกิดขึ้น

- การเทรดแบบ Scalping มักใช้ในช่วงข่าวสำคัญออก เช่น การประกาศข่าวหรือประกาศตัวเลขจากธนาคารกลางสหรัฐ ( Federal Reserve System)(Fed)

คำแนะนำในการเทรด Scalping

การเทรด Scalping เป็นสิ่งที่นักลงทุนทำกันอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติ แต่การเทรดที่ให้ผลสำเร็จ ควรใช้ร่วมกับ อินดิเคเตอร์ ต่าง ๆ เช่น การดูกราฟแท่งเทียน (Candlestick), MACD , RSI , Bollinger Bands หรือ แม้กระทั้งต้องฝึกสังเกตว่าตอนนี้กราฟราคากำลังทำ Price Action Pattern อะไรหรือไม่ ซึ่งหากใช้อินดิเคเตอร์ต่าง ๆ มาร่วมในการหาจุดซื้อหรือจุดขายจะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างการเทรด Scalping จาก อินดิเคเตอร์ RSI

การเทรด Scalping จาก อินดิเคเตอร์ RSI มักจะดูที่กราฟ 5 นาที หรือ 15 นาที หรือ อาจจะ 30 นาที  แล้วให้ดู ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือ ภาวะขายมากเกินไป (Oversold)
ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) ให้ Sell

You cannot view this attachment.
AUDUSD ตาวงกลมสีเหลืองคือภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หลังจาก Rsi ทะลุ 70 ราคามีสิทธิร่วงลง

คือภาวะที่ RSI > 70 คือ ราคาได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจน RSI ทะลุหรือมากกว่า 70 เราอาจจะมองได้ว่า ราคาอาจจะเริ่มเปลี่ยนเป็นทิศทางลงแล้วก็ได้ เราอาจจะเริ่มเปิดออเดอร์  Sell

ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ให้ Buy

คือภาวะที่ RSI < 30  คือ ราคาได้ร่วงลงอย่างอย่างต่อเนื่องจน RSI ทะลุหรือร่วงต่ำกว่า 30  เราอาจจะมองได้ว่า ราคาอาจจะเริ่มเปลี่ยนเป็นทิศทางขาขึ้นแล้วก็ได้ เราอาจจะเริ่มเปิดออเดอร์ Buy

You cannot view this attachment.
USDJPY ตามวงกลมสีเหลืองคือขายมากเกินไป (Oversold) หลังจาก Rsi ทะลุ 30 ราคามีสิทธิพุ่งขึ้น

สำหรับการเทรด Scalping และ ดูกราฟ 5 นาที หรือ 15 นาที แล้วหาสัญญาณ RSI Divergences อันนี้ไม่แนะนำให้ทำเพราะมีความไม่แน่นอนสูง ปกติสัญญาณ RSI Divergences ซึ่งเป็นสัญญาณกลับตัวของราคาทั้งฝั่งขาขึ้น และ ฝั่งขาลง ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบคือ Bullish Divergence และ Bearish Divergence มักดูที่ไทม์เฟรม 4 ชั่วโมงขึ้นไป


การเทรด Scalping โดยดูกราฟ 5 นาที หรือ 15 นาที หรือ อาจจะ 30 นาที การดู RSI ว่าเกิดภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือ ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) จากประสบการณ์ของผมค่อนข้างได้ผลดีกว่าการใช้ อินดิเคเตอร์ ตัวอื่น แต่ถ้าจะให้ดีมากขึ้นควรฝึกใช้ร่วมกับ รูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Patterns) ว่ามีสัญญาณสนับสนุน RSI หรือไม่
#4
พื้นฐาน / ทำไมต้องกำหนดโซนการเทรด Forex ?
กรกฎาคม 20, 2026, 11:15:50 หลังเที่ยง
โซนการเทรด (TRADING ACTION ZONE – TAZ) ของเทรดเดอร์ เป็นส่วนสำคัญ ของทุกเทคนิคการเทรด การมองหาโซนการเทรด สามารถทำได้หลายวิธี แต่มีอีกหนึ่งวิธี ที่ไม่ยากมากนัก คือ มุ่งเน้นให้ไปหาโซน ที่เทรดเดอร์แบบกราฟราคาสวิง ทำการเทรดในบางส่วน ของแผนภูมิกราฟราคาอยู่ เพื่อค้นหาการตั้งค่า ของพวกเขา

หากไม่มีโซน ที่กำหนดไว้ ในแผนภูมิกราฟราคา ที่คุณสามารถดำเนินการเทรดได้ คุณอาจตกหลุมพราง ของการซื้อขายทางอารมณ์ นั่น! เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง คุณอาจต้องการใช้ บันทึกการเทรดของคุณ ในแต่ละวัน เพื่อบันทึกความรู้สึกของคุณ สิ่งที่คุณคิด และเพื่อรับผิดชอบบางสิ่งบางอย่าง เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะสังเกตเห็นแนวโน้ม และรูปแบบเกี่ยวกับ ความรู้สึก และผลลัพธ์การเทรดของคุณ ไม่มีที่สิ้นสุด ว่า บันทึกการเทรด มีประโยชน์เพียงใด และฉันขอแนะนำอย่างยิ่ง ให้เทรดเดอร์ที่เริ่มต้น หรือเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว จดบันทึกการเทรด อย่างสม่ำเสมอ

ในการเทรด FOREX มันไม่มีเหตุผล ที่จะเทรด BUY หลังจากที่เห็นกระแส การลงมาของกราฟราคา เป็นจำนวนมาก และมันก็ไม่มีเหตุผล ที่จะเทรด SELL หลังจากเห็นคลื่นการหนุนตัวขึ้นไป ของกราฟราคาเช่นกัน คำตอบนั้น ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว และนั่นคือ สาเหตุที่ฉันขอแนะนำอีกข้อหนึ่ง ให้เทรดเดอร์ทุกราย กำหนดแผนการเทรดของตัวเอง ที่แน่นอน ที่จะสามารถเข้าสู่ตลาดได้

โซนการเทรด ACTION ของเทรดเดอร์ ต้องทำงานอย่างไร?

จริงๆ แล้ว มันค่อนข้างง่าย และสำหรับตัวอย่างนี้ ฉันใช้เส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ และคุณเอง สามารถใช้โครงสร้างกราฟราคา เช่น แนวรับ แนวต้าน สำหรับทำโซน ACTION ของคุณเองได้  แต่ตัวอย่างนี้ อาจทำให้แนวความคิดของคุณ ชัดเจนขึ้น

You cannot view this attachment.

คุณสามารถเห็น เส้นค่าเฉลี่ยทางฝั่งซ้าย ที่เพิ่งตัดลงมา เป็นขอบเขตที่ กราฟราคาเคลื่อนตัวลงมาแล้ว และหลังจากที่กราฟราคา รวมถึงเส้นค่าเฉลี่ยราคา เคลื่อนตัวลงแล้ว เราอยู่ในช่วงแนวโน้มขาลงแล้ว และสิ่งต่างๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป

1. ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ของเราไขว้ขึ้น ทำให้เราเริ่มมองเห็น การกำหนดแนวโน้ม ที่มีการเปลี่ยนแปลง

2. ลองจินตนาการว่า คุณเป็นนักลงทุนประเภท MOMENTUM และคุณเข้ามาหลังจาก ได้เห็นการเคลื่อนไหวของราคา ตามภาพนี้แล้ว คุณน่าจะคาดเดาว่ ามันเป็นตลาดที่สองอย่างรวดเร็ว

3.ถ้าเราเขียนแผนการเทรด และทำตามแผน เราควรต้องรอจนกว่า กราฟราคาจะเข้าสู่ โซนปฏิบัติการของเรา และจากนั้น เราจึงจะสามารถ มองหาการเข้าเทรดได้

คุณจะเห็นได้ว่า จะมีการรอให้กราฟราคา เข้ามาในโซน ACTION ก่อนที่จะเข้าเทรด ในขณะที่เทรดเดอร์แบบ MOMENTUM หรือเทรดเดอร์ที่เทรดแบบ BREAK OUT จะยังติดอยู่ในตลาด

แผนการเทรดของเรา คำนึงถึงการเทรด ในโซน ACTION ก่อน มันจะทำให้เรา มีระเบียบวินัย และนั่งอยู่ในที่ของเรา และจะรอจนกว่า เทคนิคการเทรดของเรา จะทำเปิดโอกาส ให้เราทำการเทรดได้

โปรดจำไว้เสมอว่า วินัยในการเทรด จะเป็นหมายเลข 1 เสมอในแง่ของความสำคัญ!

การเทรดในโซน ACTION ทำให้มั่นใจได้ว่า เรารอการย้อนกลับโดยเฉลี่ย ไม่ใช่ MOMENTUM เนื่องจาก เราทำการเทรดแบบ PULL BACK เราจึงต้องแน่ใจว่า กราฟราคาไม่ได้ขยายไปไกล จากค่าเฉลี่ยของเรา เมื่อเราทำเช่นนั้นบ่อยๆ เรามักจะได้รับผลตอบแทน ในช่วงที่มีการย้อนกลับมาซ้ำๆ

การรอให้กราฟราคา มาอยู่ในโซน ACTION ของเรา จะทำให้เราอยู่ในตำแหน่ง ที่จะดำเนินการ ในตำแหน่งที่เหมาะสม บนแผนภูมิ ถูกที่ ถูกเวลา ... ที่ตั้งมีความสำคัญ ในการเทรดมาก เพราะการเข้าสู่การเทรด ในประเภทนี้ ทำให้คุณมีความเสี่ยงต่ำ และจะง่ายต่อการจัดการมากขึ้น

- คู่สกุลเงิน ที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น จะชะลอตัวลง และย้อนกลับ (ร่วงลงอีกครั้งชั่วคราว) ให้โอกาสในการเทรด BUY ที่เพิ่มขึ้นดีกว่า

- คู่สกุลเงิน ที่อยู่ในแนวโน้มขาลง จะชะลอการเคลื่อนไหว ของพวกเขา และในบางช่วงการชุมนุม จะเพิ่มขึ้นชั่วคราว ให้โอกาสในการเทรด SELL ในตำแหน่งที่ดีขึ้นอีกครั้ง

ถึงตอนนี้ ถ้าคุณคือเทรดเดอร์ ที่เทรดแบบสวิง คุณจะรอการย้อนกลับมา ของกราฟราคาอีกครั้ง เพื่อให้คุณสามารถเข้าร่วมขบวนเทรดได้

ถ้าตลาดไม่ชัดเจนเพียงพอ เราจะทำเข้าเทรดสวิงที่ไหน? ตอบ: เทรดในโซน ACTION

จำสิ่งนี้ไว้:

- ถ้าคุณจะเทรด SELL ให้รอจนกว่ากราฟราคาเข้าสู่โซน ACTION แล้วจึงเทรด SELL
- ถ้าคุณจะเทรด BUY ให้รอจนกว่ากราฟราคาเข้าสู่โซน ACTION แล้วจึงเทรด BUY


You cannot view this attachment.

การเทรด PULLBACK ในครั้งแรก มันสำคัญแค่ไหน?

ต่อไปนี้ เป็นจุดสำคัญ ที่คุณต้องจดจำ:

- การ PULLBACK ครั้งแรก หลังจากกราฟราคา ข้ามเส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ไปแล้ว  จะมีโอกาสประสบความสำเร็จ ในการเทรด มากกว่าการ PULLBACK หลังจากนั้น เหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้สิ่งนี้ มีโอกาสชนะมากกว่า เพราะมันคือ สิ่งที่ผู้เล่นรายใหญ่เข้าสู่ตลาด ดังนั้น ถ้าคุณเทรดในรูปแบบ PULLBACK นี่ควรเป็นโอกาสของคุณ

- คุณยังสามารถ ทำการเทรดได้อีก ในครั้งที่ 2 หรือ 3 ของการ PULLBACK หลังจากการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม (การย้ายข้ามเฉลี่ย โดยเฉลี่ย) แต่มีโอกาสน้อยกว่า ที่การซื้อขายเหล่านี้ จะทำกำไรได้

- นอกจากนี้ หากคุณทำการเทรดแบบ PULLBACK ครั้งแรก ในโซน ACTION คุณจะมีโอกาสมากขึ้น ในการทำกำไร ในขณะที่คุณอยู่ในจุดเริ่มต้น ของแนวโน้มอย่างเต็มรูปแบบ มากกว่าที่คุณจะทำการเทรด ในครั้งที่ 2 หรือ 3 ...

สรุป โซนการเทรด

คุณสามารถเป็น สร้างโซนการเทรดได้ โดยใช้เทคนิคการเทรดForex ในแบบต่างๆ ที่คุณถนัดอยู่แล้ว เพียงแค่จำเพาะเจาะจง ลงไปในรายละเอียด อีกครั้ง และอย่าลืมที่จะ......ทดสอบ.... ทดสอบ.... และทดสอบอีกครั้ง!
#5
พื้นฐาน / Dead Cat Bounce คืออะไร?
กรกฎาคม 19, 2026, 11:52:58 หลังเที่ยง
You cannot view this attachment.

"หากราคาตกจากจุดสูงเพียงพอ แม้แต่แมวที่ตายแล้วก็ฟื้นคืนชีพได้" – นั่นคือ เรื่องเล่าโบราณจาก Wall Street แนวคิดนี้คือว่าแม้หลังจากการถดถอยที่รุนแรง ตลาดจะฟื้นตัวกลับมาและราคาจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งชั่วคราวเป็นอย่างน้อย ประโยคนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1985 เมื่อตลาดหุ้นมาเลเซียและสิงคโปร์ฟื้นตัวหลังจากการถดถอยที่รุนแรงแต่ยังคงถดถอยต่อหลังจากนั้น มาดูกันว่ารูปแบบที่มีชื่อประหลาดนี้ทำงานอย่างไรและนักเทรดสามารถนำไปใช้ในกลยุทธ์ของพวกเขาได้อย่างไร

"Dead Cat Bounce" คือรูปแบบราคาสั้นๆ ที่ฟื้นตัวขึ้นมาหลังจากราคาที่ต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งบ่อยครั้งที่แนวโน้มขาลงจะถูกแทรกด้วยขาขึ้นเพียงเล็กๆ น้อยๆ นั่นเอง

รูปแบบ "dead cat bounce" มักถูกพบเห็นในกรอบเวลาระยะยาว ที่ตลาดกำลังถดถอย แต่ทั้งนักเทรดระยะสั้นและระยะยาวสามารถใช้ได้ เดิมนั้นเทคนิคนี้จะใช้ในการเทรดหุ้น แต่ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสินทรัพย์อะไรก็ได้ที่แสดงการถดถอยอย่างรุนแรงได้เช่นเดียวกัน

นักเทรดระยะสั้นอาจพยายามใช้ประโยชน์ของการฟื้นตัวระยะสั้นและ "ขี่" แนวโน้มไป แต่มันต้องใช้กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและการควบคุมตัวเองเพื่อที่จะออกดีลได้ทันเวลา ก่อนที่ราคาจะไปถึงจุดต่ำสุดใหม่ นักเทรดสามารถกำหนด stop-loss หรือ trailing stop loss เพื่อจัดการความเสี่ยงได้

นักเทรดระยะยาวอาจพบโอกาสฟื้นตัวเพื่อเข้า ตำแหน่งระยะสั้นที่ราคาที่สูงขึ้น แต่พวกเขาต้องระวังและแยกแยะ "dead cat bounce" จากจุดย้อนกลับของแนวโน้ม

ไม่ว่ากลยุทธ์ของคุณจะเป็นอะไรก็ตาม จำไว้ว่าไม่มีรูปแบบใดที่จะรับประกันผลลัพธ์ 100% "dead cat" อาจใช้งานยากเพราะเป็นเรื่องยากในการรู้ถึงพฤติกรรมของราคาล่วงหน้า อาจเป็นความคิดที่ดีที่จะใช้เครื่องมือเพิ่มเติม เช่น ตัวชี้วัด และหาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ข่าวเศรษฐกิจสำหรับความสอดคล้องเพิ่มเติม
#6
การเข้าใจออเดอร์ทำงานอย่างไรเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะช่วยให้ท่านหาแหล่งที่มาของ market orders ได้ง่ายพราะ เป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคา เพราะจำนวนออเดอร์ที่มาจาก sellers และ buyers ข้างไหนมากกว่ากัน ถ้าทางไหนมากกว่า ราคาก็จะวิ่งไปหาออเดอร์ตรงข้ามที่ราคาต่อไป เลยทำให้ราคาเกิดการเคลื่อนไหวขึ้น มากและเร็วขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับความไม่สมดุลย์ที่เกิดจากจำนวนออเดอร์ที่เกินกันอย่างต่อเนื่อง

การเทรด Forex เป็นการเทรดที่เรียกว่า Margin Trading  ที่หมายถึงการเปิด 2 เทรด เช่นถ้าตอนแรกท่านเปิด Buy เพื่อเข้าตลาด และจากนั้นท่านต้อง Sell เพื่อปิดการเทรดนั้น  หรือถ้าเปิด sell เพื่อเข้าตลาด ท่านต้องเปิด buy เพื่อออกจากตลาด การออกจากตลาดเป็นได้ทั้งการปิดเอง หรือด้วยการกำหนดราคาเข้าไปคือ stop loss และ take profit

You cannot view this attachment.

เช่นการเปิดเทรด ตรงที่จุดบอกว่า Buy ด้วย trade setup แล้วแต่ technical analysis อาจเป็น Demand หรือ Triple Bottoms หรือเรื่องการซึมชับออเดอร์ กับหลักการแนวรับ-แนวต้านก็ได้ แล้วแต่วิธีการที่เทรดเดอร์จะหาความเป็นไปได้เพื่อการเข้าเทรดเช่น การเปิด Buy เมื่อท่านเปิดเทรดเข้าตลาดได้ ก็แยกออเดอร์ที่ท่านเปิด Buy ไม่ว่าจะด้วยการเปิดเทรดเองที่ราคาปัจจุบันด้วย Buy market order หรือด้วยการกำหนดราคาด้วย Buy limit order ก็ตาม เมื่อการเทรดเกิดขึ้น กลายมาเป็น long position  การที่ท่านจะออกจากตลาดไม่ว่าจะปิดเสีย หรือปิดกำไร ด้วยการปิดเองหรือ manul close หรือด้วยการกำหนดราคาเข้าไป ถ้ากำไรเป็น take profit หรือสูญเสียเป็น stop loss เท่ากับท่านเปิด sell market order ณ ราคาและเวลานั้นๆ นี่คือหลักการทำงานของออเดอร์ในการเทรดแบบ Margin Trading ที่ใช้ในการเทรด Forex ดังนั้นการมองแหล่งที่มาของออเดอร์ market order ต้องมองทั้งจากการเข้าเทรดและการออกเทรด

ขาใหญ่ใช้ประโยชน์จาก margin trading อย่างไร

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจคือตลาดฟอเรก ยังมีเรื่องของ Leverage คือโบรกเกอร์ก็จะให้ท่านเทรดได้มากกว่าเงินจริงของท่าน หรือพูดแบบง่ายๆ คือเป็นการยืมหรือใช้เครดิตของโบรกเกอร์ในการเทรด ได้กี่เท่าก็แล้วแต่ Leverage ที่โบรกเกอร์ให้เปิดตามประเภทบัญชี เช่น 1:500, 1:888 หรือ 1:1000 เป็นต้น แต่ถ้าราคาวิ่งสวนทางที่ท่านเปิดเทรด ก็จะมีการตัดเท่าที่ทุนเรามีจริงๆ  หรือ stop-out นั่นเอง ทำไมโบรกเกอร์ถึงให้ Leverage มากได้ เพราะต้องเข้าใจว่ารายได้ของโบรกเกอร์มาจากค่าคอมมิชชั่นจากการเทรด ยิ่งลูกค้าเทรดมากโบรกเกอร์ยิ่งมีรายได้มาก  และที่สำคัญเทรดเดอร์รายย่อยเทรดด้วยทุนน้อยและใช้ Leverage ช่วยการเทรดเป็นหลัก พอราคาวิ่งสวนจะสามารถรับการวิ่งสวนได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าสัดส่วน Leverage กับทุนจริงและล็อตการเปิดเทรดด้วย ยิ่งถ้าเป็นการเปิดเทรดที่เรียกว่า Overtrading คือเปิดเทรดเกินทุนจริงเยอะ ถ้าราคาวิ่งสวน ก็จะต้านได้ไม่กี่ pips ก็จะโดน stop out ออกทันทีเท่าที่ทุนจริงมี

You cannot view this attachment.

ซึ่งการเทรดด้วย margin trading พร้อมด้วยการใช้ Levrage ที่มากเกิน รวมไปถึงความรู้ทั่วไปในการเทรด ทำให้ขาใหญ่ใช้ประโยชน์โดยการหาแหล่งที่มาของออเดอร์ได้ง่าย เช่นอย่างภาพด้านบน ต่อมาหลังจากเปิดเทรด ดูที่บอกว่า sellers และ buyers เทรดเดอร์ที่เป็นฝ่าย sellers ก็เปิด short positions แถวพื้นที่นั้นๆ ยิ่งนาน ดูจากหลายแท่งเทียน ราคาก็อยู่แถวเดิมเกิดการสะสม position ในพื้นที่ตรงนั้น ทำให้ positions ที่อยู่ตรงนั้นมากขึ้น ส่วนมากหลักการกำหนด stop loss ก็จะเหนือ high ที่ใกล้สุด หรือที่เป็น resistance เพื่อออกจากตลาด จำกัดความเสี่ยง หรือจำต้องออกเพราะ stop out ในกรณีที่ใช้ leverage ในการเทรดและเปิดเทรดแบบ Overtrading ดังนั้นการออกจากตลาดด้วยการปิดเสียหรือ stop loss หรือ stop out เพราะระบบล้วนเป็นการสั่งเปิด buy market orders พื้นที่ตรงนั้น และยังมีเทรดเดอร์ที่เข้าใจการทำงานออเดอร์แบบนี้ ก็จะหันมาเข้าตลาดด้วย การกำหนด buy stop orders เข้าไปพื้นที่พวกนี้ด้วย เทรดเดอร์พวกนี้คือ breakout traders  ดังนั้นทั้ง stop orders พวกนี้ (ทั้ง stop loss และ buy stop เรียกรวมกัน) จำเป็นตัวเร่งราคาให้ไปทางนั้นๆ ได้เร็ว กรณีนี้ขาใหญ่ใช้เพื่อเร่งราคาเพื่อทำกำไรมากขึ้นเมื่อเข้าเทรด

You cannot view this attachment.

อีกกรณีที่ขาใหญ่ใช้หลักการออเดอร์แบบเดียวกัน แต่เพื่อหาหรือล่า liquidity เพื่อเข้าตลาด และยังเป็นการเข้าเทรดที่ราคาดีกว่าด้วย รูปแบบนี้จะเห็นประจำที่เรียกว่า trap เช่น Bull Trap, Bear Trap หรือ Stop hunt/liquidity hunt เป็นหลักการเดียวกันทั้ง 3 จุด เพราะรูปแบบการเทรดฟอเรกเป็นการเทรดแบบ margin trading เลยทำให้เกิดออเดอร์ตรงข้ามเสมอเมื่อออก และเพราะ leverage ด้วยเลยทำให้ขาใหญ่ใช้ประโชน์ในการเข้าเทรดที่ราคาดีกว่าได้แบบง่ายเมื่อพวกเขาเห็นว่า เทรดเดอร์รายย่อยเมื่อกำหนดเทรดแล้ว ถ้าราคาดันไปถึงตรงไหน ระดับความเดือดร้อนถึงจะต้องเกิดขึ้น และหลักการกำหนด stop loss ทั่วไปกำหนดกันอย่างไร เลยทำให้ขาใหญ่หาพื้นที่ตรงนั้นได้ง่าย และด้วยทุนเทรดที่มากพอที่จะปั่นราคาได้ พวกเขาเลยดันราคาลงไปเพื่อเข้าเทรดที่ราคาดีกว่าได้ง่าย
#7
สวิง High และสวิง Low สารพัดเทคนิคการเทรด จำนวนมาก ล้วนเกี่ยวข้องกับการค้นหาราคา ที่ดีที่สุดในการเข้าเทรด รวมไปถึงการหาจังหวะ การสวิงของกราฟราคาด้วย เพราะกราฟราคา จะไม่วิ่งเป็นเส้นตรง พวกเขาจะมีจังหวะการวิ่ง และหากเราไม่สามารถระบุ พื้นที่การสวิงย้อนกลับได้ แล้วมักจะพบว่า เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลา แห่งการเทรดผิดที่ผิดทาง

เพื่อช่วยให้เรา ค้นหาพื้นที่ที่มีมูลค่า เพื่อค้นหาการเทรดที่มีศักยภาพ เราต้องมองหาการสวิงของกราฟราคา บทความนี้ เราจะแนะนำวิธีการหาสวิง High และสวิง Low ว่าเป็นอย่างไร หาได้อย่างไร เพราะถ้าคุณสามารถระบุได้ คุณก็สามารถใช้ เพื่อค้นหาจังหวะการเทรดได้ เช่นกัน

สวิง High คืออะไร?

สวิง High คือ กราฟราคาที่เคลื่อนที่สูงสุด ภายหลังจากการเคลื่อนไหว ที่สูงแล้วก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะตกลงไป ต่ำกว่าเดิ ม การย้ายที่สูงขึ้นไปสู่ การสวิงสูงนั้น มักจะเป็นระดับที่สำคัญ และเทรดเดอร์ ที่เทรดด้วยการสวิง มักใช้ในการตามล่า หาการกลับตัวของกราฟราคา

ด้านล่างเป็นตัวอย่างของ สวิง High

You cannot view this attachment.

ในภาพตัวอย่าง ให้สังเกตจะเห็นว่า กราฟราคาได้ทำการสวิงสูงขึ้นไป ภายหลังการตกลงมา เหมือนขั้นบันได จุดสวิงสามารถเกิดขึ้นได้ บนชาร์ตราคาทุกกรอบเวลา ทั้งหมดจากช่วงเวลาที่เล็กที่สุด ไปจนถึงช่วงเวลาสูงสุด สิ่งนี้ทำให้ พวกเขามีประโยชน์อย่างเหลือเชื่อ เมื่อมองหาการเทรดตามแนวโน้ม

สวิง Low คืออะไร?

สวิง Low มีแง่มุมเดียวกันกับการสวิง High แต่สลับด้านกัน ด้วยความที่กราฟราคาที่สวิง Low จะมีตำแหน่งการสวิงที่ต่ำกว่า สวิง Low ก่อนหน้า โดยจะการมีสวิงที่สูงขึ้น (ไม่สูงกว่าสวิงต่ำแรก) มาขั้นช่วงกลาง ก่อนสวิงต่ำกว่าอีกครั้ง เรียกว่า สวิง Low

ด้านล่างเป็นตัวอย่างของ สวิง Low ในแนวโน้มขาขึ้น

You cannot view this attachment.

หมายเหตุ: ไม่มีจำนวนขั้นต่ำ ของแท่งเทียน ในการสร้างสวิงในแต่ละรอบ อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงว่า หากจะทำการเทรด ที่จุดสวิงนั้นจริงๆ นั้น บริเวณนั้น มีพื้นที่เท่าไหร่ และพอที่จะให้รางวัล ต่อความเสี่ยง เหมาะสมจากการเทรดหรือไม่

สวิง High และ สวิง Low ทำไมจุดในการสวิงจึงสำคัญ?

หากคุณเป็นเทรดเดอร์ ที่เน้นเรื่องการเคลื่อนไหว ของกราฟแท่งเทียน ด้วยการเทรดตามแนวโน้ม หรือกรอบช่วงเทรดนั้น การเข้าใจจุดสวิง เป็นสิ่งสำคัญ

ตัวอย่างเช่น หากคุณมองหาการเทรด Buy คุณจะมองหาพื้นที่ ของการสวิง Low เพื่อให้คุณสามารถ กระโดดขึ้นขบวนรถได้ หรือทำการเริ่มเทรดจาก Level ต่ำ เพื่อให้การเทรด Buy ของคุณ มีกำไรเพิ่มมากขึ้น

การเทรดกับสวิง Low ทำอย่างไร?

เมื่อคุณต้องการเทรด กับสวิง Low เหมือนคุณต้องการซื้อ ในราคาต่ำ ไปขายในราคาสูง   ด้านล่างเป็นตัวอย่าง ของการเคลื่อนไหวของราคา ที่ลดลงภายใต้แนวโน้มขาขึ้น สู่การสวิง Low  มาที่แนวรับ และเป็นจุดที่มีการก่อตัวขึ้น มาก่อนที่จะมีแนวโน้มสูงขึ้น

You cannot view this attachment.

การเทรดกับสวิง High ทำอย่างไร?

เมื่อเทรดจากการสวิง High คือ คุณต้องเทรด Sell และสร้างรายได้ เมื่อราคากลับต่ำลง โดยเมื่อราคา มีการเคลื่อนไหว ในแนวโน้มขาลง ให้มองหาการย้อนกลับ ที่สูงขึ้น ไปสู่การสวิง High แล้วไปกับแนวโน้ม หรือตามในภาพตัวอย่างด้านล่าง คือ เมื่อราคาเคลื่อนไหวสูงขึ้น ในตลาดที่มีขอบเขต ไปสู่แนวต้าน ก่อนจะมีการเทรด Sell กลับต่ำลงมา

You cannot view this attachment.

การรวมจุด สวิง High และสวิง Low กับ Level แนวรับ แนวต้านหลัก

ในขณะที่การสวิง High และสวิง Low มีประโยชน์อย่างเหลือเชื่อ ในการค้นหาจังหวะ การเข้าเทรด หากต้องการเพิ่มโอกาส ในการหาจังหวะเพิ่มขึ้น ให้หา Level แนวรับ แนวต้านมาร่วมด้วย ภาพตัวอย่างด้านล่าง ตรงข้ามกับภาพด้านบน (หลักการเหมือนกัน ต่างกันที่ ฝั่งการทำงาน) ด้วยการเคลื่อนไหว ของราคาที่ต่ำลง และเข้าสู่แนวรับที่ต่ำ ก่อนที่จะปฏิเสธ และย้อนกลับสูงขึ้น

You cannot view this attachment.

การเทรดไปกับแนวโน้ม

การใช้จุดสวิง กับแนวโน้ม สำหรับการเทรดนั้น มีประสิทธิภาพอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อทำอย่างถูกต้อง เราจำเป็นต้องระลึกไว้ เสมอว่า การเทรดจะไม่ใช่ที่โซนแนวรับ แนวต้านที่มีอยู่ทั้งหมด  เช่นเดียวกับแนวโน้ม ที่อาจจะไม่ดำเนินตลอดไป

การทำสวิง Lower Highs และ Lower Lows กับการทำสวิง Higher Highs และ Higher Lows

การเทรดด้วยสวิง ในตลาดที่มีแนวโน้ม คือ เมื่อตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หรือลดลง และเราสามารถระบุแนวโน้มได้ จะหมายถึง เราสามารถเห็นความน่าจะเป็นสูง ที่เราคิดว่า ราคาอาจสวิงสูงขึ้น หรือต่ำลง โดยจะยิ่งดี ถ้าสามารถมองเห็นแนวรับ แนวต้านเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างด้านล่าง จะสังเกตเห็นว่า ราคากราฟรายวัน ทำแนวโน้มที่ลดลง แต่นี่คือ กราฟรายวัน ให้เราไปมองหาจังหวะการสวิง ในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง เราจะมองเห็นทั้งการสวิง ที่โซนแนวต้าน และยังสามามรถมองเห็น การย้อนกลับของ Pin Bar อีกด้วย

You cannot view this attachment.

You cannot view this attachment.

การเทรดด้วย สวิง High และสวิง Low ที่ชัดเจน

ในขณะที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ ใช้จุดสวิงตามแนวโน้ม แต่จุดสวิงเหล่านี้ ยังมีประสิทธิภาพอย่างไม่น่าเชื่อ ในตลาดที่หลากหลายอีกด้วย เช่น ตลาดที่มีช่วงขอบเขต อาจจะสามารถเปลี่ยนแปลง ได้เร็วมากขึ้น การใช้สวิง High หรือสวิง Low ที่ชัดเจน สามารถช่วยคุณค้นหาการค้า ที่มีศักยภาพได้มากขึ้น

ด้านล่างเป็นตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่า คุณสามารถค้นหาการเข้าเทรดใน Level ของแนวรับ แนวต้าน ที่มีช่วงช่องสำหรับเทรด (ตลาด Sideway ได้)

You cannot view this attachment.

สรุป สวิง High และสวิง Low

ความสามารถ ในการระบุสวิง High และสวิง Low ได้อย่างถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญในการตั้งค่าเทรด Forex ที่มีความน่าจะเป็นสูง เพราะหากคุณ กำลังเข้าสู่การตั้งค่าเทรด ในพื้นที่ ที่ไม่ถูกต้อง จะเป็นการเสี่ยง ต่อการเข้าเทรด เมื่อมีเงินจำนวนมากขึ้น

ลองใช้จุดสวิง กับเบาะแสราคา (หรือสิ่งใดๆ ที่ช่วยให้คุณมองหา จุดเข้าเทรดได้) ด้านอื่นๆ เช่น แนวรับ แนวต้าน สำคัญของคุณ
#8
พื้นฐาน / Diffent Trades
กรกฎาคม 15, 2026, 02:23:33 ก่อนเที่ยง
คุณเคยมั่นใจหรือไม่ว่า ตลาดกำลังจะทะลุผ่านจุดสูงสุด ทำสวิงสูงสุดใหม่ หรือทะลุผ่านจุดต่ำสุด ทำสวิงต่ำสุดใหม่ บางทีคุณอาจจะรู้สึกเหมือนกับ กำลังเดิมพันอยู่ เพราะบางครั้งกราฟราคา ทะลุผ่านจุดดังกล่าวแล้ว ก็ย้อนกลับไปทิศทางเดิมอีกครั้ง ในขณะที่คุณ ไม่สามารถคาดการณ์พฤติกรรมของตลาด ด้วยความแม่นยำ 100% คุณสามารถเปลี่ยนวิธีที่คุณคิด และเรียนรู้ที่จะตีความมัน ให้ดีขึ้นได้ ด้วย การเทรดที่แตกต่าง กับเทรดเดอร์ในตลาด

แนวความคิดที่ว่า ให้คุณเทรดให้แตกต่างกับฝูงชน เป็นการสร้างความแตกต่างในตัวคุณ กับเทรดเดอร์ในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการ BREAKOUT ที่สามารถจับ หรือทำให้เทรดเดอร์จำนวนมาก เข้าสู่กับดักในการเทรดผิดด้าน บางครั้ง คุณอาจเทรด BUY ในจังหวะการ BREAKOUT ที่ดูเหมือนว่า จะเป็นการเดิมพัน แต่ถ้าคุณเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่ติดกับดักการ BREAKOUT หลอก คุณต้องปิดตำแหน่งการเทรดของคุณ และมองหาวิธีการแก้ไขต่อไป แต่จะเป็นการดีกว่าไหม ถ้าคุณจะไม่ติดกับดักตั้งแต่แรก

ได้เวลาแยกตัวคุณออกจากฝูงชน

หากคุณรู้สึกเบื่อหน่าย ราวกับว่าคุณ เป็นเพียงแค่เทรดเดอร์อีกคน ที่ติดอยู่ในฝูงชน ของเทรดเดอร์ที่สูญเสียเงิน และถูกจับอย่างต่อเนื่อง ในด้านที่ผิดของตลาด มันถึงเวลาที่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว


นี่คือสิ่งที่คุณต้องจำไว้ : ตลาดได้รับการออกแบบมา เพื่อหลอกคุณ และทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม กับที่บางครั้งดูเหมือนว่าควรทำ สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่หรือสำหรับเทรดเดอร์ที่ยังไม่ได้เรียนรู้วิธีการอ่านชาร์ตราคาอย่างถูกต้อง ในตลาดกราฟราคาจะมีกลุ่มหรือผู้จัดการรายใหญ่พยายามที่จะสร้างความสับสนรวมถึงพวกเขายังมีอิทธิพลต่อประชาชนให้การคิดว่ากราฟราคาหรือหุ้นกำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่แน่นอน

อย่างไรก็ตามหากคุณเข้าใจความคิดของพวกเขาเหล่านี้ นั่นหมายความว่าคุณจะเริ่มเห็นตลาดในแง่ที่แตกต่างไป เทรดเดอร์เหล่านี้ไม่เพียงแต่มองหาโอกาสในการเทรดที่ตรงตามแผนของเขาแต่พวกเขายังคิดถึงสิ่งที่ฝูงชนกำลังคิดและมีแนวโน้มที่จะทำอีกด้วย

น่าเสียดายสำหรับเทรดเดอร์ที่ไม่ได้รับการศึกษาเรื่องนี้ การ BREAKOUT เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ซึ่งพวกเขาจะรู้ว่าควรจะทำอะไรในช่วงเวลานั้นและยังรู้อีกด้วยว่าคนที่ไม่มีการศึกษาเรื่องนี้กำลังคิดอย่างไรอยู่ เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ก็เหมือนคนซุ่มยิง เทรดเดอร์ที่ไม่มีประสบการณ์ก็เหมือนเป้าให้ยิง

เทรดเดอร์มืออาชีพมองหาการใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้โดยมองหาจุดแข็งในตลาดที่มีแนวโน้ม ส่วนเทรดเดอร์ที่สูญเสียเพียงให้ความสนใจกับสิ่งที่กราฟราคากำลังทำอยู่ในขณะนี้ โดยไม่คำนึงถึงบริบทตลาดโดยรวม

ภาพตัวอย่างด้านล่าง กราฟราคากำลังทำสวิง HH HL HH HL และเมื่อกราฟราคาทำการ BREAKOUT โซนแนวต้านขึ้นไปได้จึงมีเทรดเดอร์จำนวนมากที่เข้าทำการเทรด BUY ในตำแหน่งนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือกราฟราคาทำการย้อนกลับลงมาปิดที่ต่ำกว่ากราฟแท่งเทียนที่ BREAKOUT ขึ้นไป การปิดของกราฟแท่งเทียนนี้เป็นการบังคับให้เทรดเดอร์ที่ติดกับดับ ปิดคำสั่งเทรดของพวกเขา

You cannot view this attachment.

ถึงตอนนี้สิ่งที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เห็น ที่หน้างานจริง คือ กราฟราคาทำการ BREAKOUT ขึ้นไปได้ โดยที่ยังไม่รู้ว่า กราฟราคาจะไปทำตำแหน่ง HH ที่ราคาเท่าไหร่ เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ จึงเข้าเทรด BUY และกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ติดกับดัก มีพียงเทรดเดอร์ที่ได้รับการศึกษา เรื่องโครงสร้างกราฟราคาแล้วเท่านั้น ที่จะรู้ว่า ชาร์ตราคาบอกอะไรพวกเขาบ้าง

ในบทความนี้ เราพูดกันถึงเรื่องการไม่ทำตามฝูงชน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ เราจะทำตามเทรดเดอร์รายใหญ่ ที่ซึ่งพวกเขาจะรู้ว่า เทรดเดอร์ฝูงชนคิดอะไรอยู่ การเทรด BUY ที่ BREAKOUT ไปจนถึงการติดกับดับของคุณ ไม่ได้หมายความว่า คุณเป็นเทรดเดอร์ที่ไม่ดี แต่สิ่งที่จะทำให้คุณ เป็นเทรดเดอร์ที่ไม่ดี คือการไม่มีแผนจะจัดการ กับการสูญเสียของคุณ

การเทรดเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การอ่านชาร์ตและการเคลื่อนไหว ของกราฟราคา ไม่จำเป็นต้องทำการเทรดทันที ที่เกิดขึ้น คุณต้องรับมือ กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บางทีอาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ เช่นการตั้ง STOP LOSS

ตัวอย่างของ การเทรดที่แตกต่าง

การ BREAKOUT หลอกเกิดขึ้นได้ ในทุกตลาด ในฐานะเทรดเดอร์ เราต้องเรียนรู้ที่จะอ่านรอยเท้า บนชาร์ตราคา ซึ่งหมายถึง การ BREAKOUT หลอก ไม่ว่าจะเป็นกับดักของตลาดกระทิง หรือตลาดหมี ทั้งหมดคือ รอยเท้าของผู้เล่นที่ใหญ่กว่า ที่พยายามบอกอะไรบางอย่าง

ในภาพตัวอย่างด้านล่าง คุณจะเห็นว่า กราฟราคา BREAKOUT โซนแนวรับลงไปลงได้แล้ว ด้วยโมเมนตัมที่มีมากในกราฟแท่งเทียน ตำแหน่งนี้เอง ที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า จะต้องมีการ PULLBACK รวมไปถึงการเกิดรูปแบบ PIN BAR ที่บริเวณแนวต้าน ที่เคยเป็นแนวรับมาก่อน มันเป็นกับดักที่มีแรงกระทำ จากเทรดเดอร์รายใหญ่ ถ้ามีการสังเกตจะเห็นว่า กราฟราคามีการทำ DOUBLE BOTTOM มาก่อนแล้ว เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ ที่อยู่ในมวลหมู่ชนคิดอย่างไร และเทรดเดอร์รายใหญ่คิดอย่างไร นั่นคือ สิ่งที่คุณต้องคิด

You cannot view this attachment.

ข้อสรุป การเทรดที่แตกต่าง

ให้เทรดเดอร์เทรดหรือมอง ในรูปแบบที่แตกต่าง กับเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ในตลาด การมองให้กว้าง มองสองสิ่งมาบรรจบกัน มองรูปแบบแท่งเทียน ฯลฯ สำคัญที่สุด คือ การมองให้เหมือนเทรดเดอร์รายใหญ่ ฝึกฝนให้มากและต่อยอด ไปถึงการมองและคิดว่า สิ่งใดที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ หรือเทรดเดอร์ในฝูงชนจะทำ แล้วหาประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น
#9
พื้นฐาน / ระบบเทรดPrice Action รูปแบบสามเหลี่ยม
กรกฎาคม 13, 2026, 09:12:37 ก่อนเที่ยง
การเทรดรูปสามเหลี่ยมในตลาด Forex และตลาดอื่น ๆ
รูปแบบกราฟ 3 เหลี่ยมเป็นรูปแบบที่น่าพิจารณาที่เกิดขึ้นในรูป 3 เหลี่ยม

กราฟแบบนี้มันหมายความว่ามันเกิดขึ้นได้ทั้งตลาดหมีหรือตลาดกระทิงหลังจากนั้น แม้ว่ารูปแบบสามเหลี่ยมจะเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวต่อเนื่องของราคาในระยะยาว ซึ่งทำให้เกิดจุดสิ้นสุดของเทรนด์และเกิดจุดกลับตัว

You cannot view this attachment.

Symmetrical Triangle Chart Pattern

มีกราฟ 3 เหลี่ยมไม่กี่ประเภท ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค และวิธีหลีกเลี่ยงความสับสนคือ การดูกรอบการบีบราคา

การกำหนดลักษณะของกราฟ 3 เหลี่ยม :

- มี 2 จุดที่จุดสูงสุดของราคาในการสร้างแนวต้านโดยใช้เทรนด์ไลน์ 2 จุดด้านล่างจะเกิดที่ระดับแนวรับของราคา

- เส้นจะต้องบีบแคบเข้าหากัน ราคาจะเกิด ราคาต่ำสุดใหม่ และ สูงสุดใหม่ จากกรอบทั้งสองด้าน

- ถ้าคุณเทรดตลาดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ตลาด Forex ที่คุณสามารถวัดปริมาณการซื้อขายได้ ต้องรู้ว่า
ปริมาณการเทรดลดลง

- กฏคือ ในเทรนด์ขาขึ้นให้หาจุดเบรคแนวต้าน

- ในเทรนด์ขาลงให้หาจุดเบรคแนวรับ

- เราไม่รู้ว่าอันไหนจะทะลุด้านไหนก่อนเราจะต้องรอการยืนยันสัญญาณก่อนเทรด

สิ่งสำคัญคือ เบรคที่บทแรงแล้วปิดในกรอบ เป็นการเทรดที่ทำให้ขาดทุน ซึ่งให้สัญญาณหลอก
สิ่งที่เราต้องใช้คือการยืนยันโมเมนตั้มของตลาดแล้ว

รูปแบบสามเหลี่ยนสำหรับการเทรด Forex เป็นกลยุทธ์แบบ Price Action ซึ่งหายความว่าคุณไม่
จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใด ๆ เพิ่มแค่ความสามารถในการรับรู้รูปแบบกราฟเมื่อมันเกิดขึ้นและเทรด
เท่านั้น

กุญแจในการเทรดรูปแบบสามเหลี่ยม

สิ่งต่อไปนี้เป็นสิ่งสำคัญที่คุณสามารถใช้ในการเทรดแบบสามเหลี่ยมให้ประสบความสำเร็จได้:

1. การเกิดรูปแบบสามเหลี่ยมสามารถเกิดที่ไหนก็ได้บนกราฟ แต่ว่าต้องดูโมเมนตั้มของราคาเพื่อ
ดูทิศทางและใช้ยืนยันสัญญาณ

2. ถ้าคุณเห็นเทรนดขาขึ้น มีราคาสูงสุดที่ต่ำกว่าเดิม และ ราคาต่ำสุดที่สูงขึ้น คุณต้องเริ่มมองดูจุด
เพื่อพล็อตราคา และเส้น

3. จุดทำกำไรสามารถวัดได้จากกรอบการเคลื่อนไหว และทำนายมันจากพื้นที่ที่เกิดเบรคเอาท์

You cannot view this attachment.

Keys To Trading The Symmetrical Triangle Pattern

ตัวอย่างกลยุทธ์สำหรับ Symmetrical Triangles

เช่นเดียวกับกลยุทธ์ Price Action อื่น ๆ มีวิธีที่จะบอกความแตกต่างได้ในกราฟ แต่ว่านั่นไม่ใช่
ทั้งหมด

สิ่งที่คุณต้องมีคือ แผนการเทรด ไม่ใช่วิธีแยกรูปแบบกราฟ ซึ่งตัวอย่างแผนที่ว่านี้ คุณจะได้เห็นในนี้

- รอและเฝ้าดูแท่งเทียนที่จะเกิดรูปแบบ เบรคเอาท์รูปสามเหลี่ยมใน Time Frame ใดก็ตาม
รูปแบบแท่งเทียนต้องปิดข้างนอกรอบ 3 เหลี่ยมที่เราลาก

- เมื่อแท่งเทียนปิดแท่ง ขึ้นอยู่กับว่าทะลุข้างไหน ให้คุณส่ง buy stop/sell stop order 2-5 pips จาก
ราคาปิดของแท่งเทียน

- ตั้ง TP เท่ากับ ระยะสูงสุดของกรอบสามเหลี่ยม

การตั้ง Stoploss order เป็นสิ่งสำคัญและคุณมีไม่กี่ตัวเลือกในสถานการณ์แบบนี้:

- ถ้าคุณส่ง buy stop order, ตั้ง stop loss 10 – 30 จุด ขึ้นอยู่กับ Time Frame ที่ใช้ด้วย จากแท่ง
เทียนต่ำสุด หรือสามารถตั้งห่างจากจุดเข้าก็ได้ ซึ่งเมื่อคุณส่ง Sell Stop สามารถส่ง Stop loss
พร้อมกันได้เลยและการตั้งจุด Stop loss นี้จะชนยาก

- คุณสามารถตั้ง Stop loss ครึ่งหนึ่งของจุดต่ำสุด หรือสูงสุดของกรอบเทรนไลน์หรือต่ำสุดของ
กรอบสามเหลี่ยมด้านกว้างที่สุด ซึ่งก็คือจุดที่มันเกิดเบรคเอาท์นั่นเอง

- ถ้าคุณส่ง Sell Stop order ตั้ง Stop loss 10 – 30 pip สูงกว่าราคาสูงสุดของแท่งเทียนที่ทะลุ
กรอบสามเหลี่ยม

You cannot view this attachment.

Triangle entry. Stop loss. Profit Targets


การจัดการการเทรด

- เมื่อคุณเทรดและได้กำไร และกำลังอยู่ครึ่งทางจะชน TP คุณสามารถย้าย Stop loss ให้มาชนจุด
เข้าเทรดก็ได้เพื่อลดความเสี่ยง

- หรือคุณสามารถทำกำไรครึ่งหนึ่งและปล่อยให้อีกครึ่งหนึ่งวิ่งโดยตั้ง Trailing Stop

- และคุณสามารถเลื่อน Stop loss เมื่อราคามันแกว่งขึ้น ซึ่งถ้าราคาชนกำไรก็จะได้กำไรด้วย
ข้อได้เปรียบของระบบนี้เมื่อใช้กับตลาด Forex

- ระบบนี้เป็นระบบที่กราฟพุ่งมาก ซึ่งคุณสามารถเข้าเทรดได้ถูกเวลาและทำกำไรได้เร็ว

- มันไม่ได้ใช้เครื่องมือใด ๆ ทำให้คุณเข้าใจง่ายและไม่ต้องมีอะไรซับซ้อนมาก

- ระบบนี้ใช้ได้ ทุก ๆ Time Frame ไม่ว่าคุณจะเทรดยังไง มันเกิดได้หมดแม้แต่กราฟ 1 นาที
หรือ 30 นาที
#10
เทรดเดอร์ที่ เทรดแบบ BREAKOUT ถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญ ของตลาดแลกเปลี่ยนต่างๆ โดยรวมแล้ว การเทรดแบบ BREAKOUT เป็นที่นิยมมาก ในหมู่เทรดเดอร์ในตลาดการเงิน ไม่ใช่แค่เพียง FOREX และยังเป็นหนึ่งในวิธีการเทรดที่เก่าแก่ที่สุด ที่สอนกันทั้งทางออนไลน์ และสอนในหนังสือ น่าเสียดายที่การสอนเหล่านั้น มีเรื่องราวมากมาย เกี่ยวกับการเทรดแบบ BREAKOUT ที่ไม่เป็นความจริงอยู่

การเทรดแบบ BREAKOUT สามารถทำกำไรได้ ในสภาวะตลาดที่แน่นอน และต้องบอกก่อนที่เราจะเข้าสู่บทความนี้ว่า เทรดเดอร์ที่เทรดแบบ BREAKOUT ไม่ได้เสียเงินทั้งหมดทุกคน ก็คงเป็นเช่นเดียวกับเทคนิคการเทรดใดๆ ถ้าคุณทำการเทรดด้วยวิธีการ BREAKOUTS และประสบความสำเร็จในการทำ เช่นนั้นก็เป็นเรื่องดี ไม่มีเหตุผลที่คุณจะต้องอ่านบทความนี้ แต่ถ้าคุณยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการเทรดแบบ BREAKOUTS บทความนี้ อาจทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไมผลลัพธ์ที่คุณมี ไม่ใช่สิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับคุณ

เทรดแบบ BREAKOUT เกิดขึ้นที่ไหน?

เทรดเดอร์แบบ BREAKOUT กำลังมองหาการเทรดในทิศทางของการเคลื่อนไหวหลังจากที่มันเริ่มขึ้นแล้ว หลักฐานทั้งหมดของการเทรดแบบ BREAKOUT มันหมุนรอบๆ  ความคิดที่ว่าถ้าตลาด BREAK OUT ไปได้ถือว่ามีนัยสำคัญโดยมันจะมีโอกาสสูงที่จะดำเนินการต่อไปในทิศทางเดียวกับที่หยุดพัก

เทรดเดอร์แบบ BREAKOUT จะตรวจสอบ LEVEL ต่างๆ มากมายในตลาดสำหรับสถานที่ๆ พวกเขาสงสัยว่าจะเกิดการ BREAKOUT วิธีที่พวกเขาจะเข้าสู่การเทรดได้นั้นมักจะเป็นคำสั่ง PENDING ORDER ในระดับเหล่านี้ การเข้าสู่การเทรดโดยรวมมักจะใช้คำสั่ง PENDING และจะวางไว้ก่อนการ BREAKOUT

You cannot view this attachment.

หนึ่งในสถานที่หลักที่พวกเขามักจะมองหาจุดพักคือระดับแนวรับ แนวต้านและสถานที่สำคัญ

อีกแห่งที่พวกเขามักจะเฝ้าสังเกตคือการสวิงสูงสุดและต่ำสุดก่อนหน้าล่าสุด

You cannot view this attachment.

ทำไมเทรดเดอร์ที่ เทรดแบบ BREAKOUT ถึงเสียเงิน?

จากภาพตัวอย่างที่แสดงให้คุณเห็นในตอนนี้คือวิธีที่เทรดเดอร์ BREAKOUT เสียเงินในตลาด

You cannot view this attachment.

มันมีเหตุผลที่ว่ากราฟราคามีแนวโน้มที่จะทดสอบระดับแนวรับ แนวต้านในตลาดซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเหตุผลที่ตลาดกลับมาที่ระดับเหล่านี้คือการให้เทรดเดอร์ที่พลาดการ BREAKOUT ในครั้งแรกมีโอกาสที่จะเข้าสู่ตลาดได้แต่เหตุผลหลักที่ตลาดกลับมาที่ระดับเหล่านี้คือการทำให้เทรดเดอร์แบบ BREAKOUT ในรอบแรกเสียเงินและปิดคำสั่งเทรด

เทรดเดอร์รายใหญ่หรือธนาคารต้องการให้เทรดเดอร์แบบ BREAKOUT ปิดคำสั่งเทรดเพราะต้องการถือคำสั่งเหล่านั้นเอง

ในภาพตัวอย่าง เทรดเดอร์รายใหญ่ต้องการคำสั่งเทรด BUY และเพื่อที่จะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ พวกเขาจึงส่งคำสั่งเทรด SELL เข้าสู่ตลาดโดยจะไปกดคำสั่งของเทรดเดอร์แบบ BREAKOUT ให้ปิดการเทรด (เพราะจะเริ่มขาดทุน) ส่งผลให้พวกเขาสามารถวางคำสั่งเทรดของตัวเองได้ ตรงจุดนี้เองที่ตลาดจะหยุดเคลื่อนไหวไม่ให้เกิดตำแหน่งสูงขึ้นอีกหลังจากเกิดการ BREAKOUT เนื่องจากเทรดเดอร์รายใหญ่ทำกำไรไปแล้ว

เมื่อคำสั่ง PENDING BUY ถูกดำเนินการเป็นจำนวนมากนี่เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์รายใหญ่ต้องการและเมื่อถึงเวลาที่ตลาดได้ BREAKOUT สวิงสูงสุดอีกครั้งเป็นช่วงเวลาที่เทรดเดอร์รายใหญ่ที่มีกำไรอยู่แล้วในการเทรดและจะมองหาวิธีที่จะทำกำไรจากตลาดเพิ่มอีก วิธีเดียวที่พวกเขาทำได้คือพวกเขาจะเพิ่มคำสั่งเทรด BUY ชุดใหม่เข้าสู่ตลาดอีก

BREAKOUTS หลอก

อีกวิธีหนึ่งที่เทรดเดอร์แบบ BREAKOUT มักจะเสียเงินคือเมื่อมีการ BREAKOUT หลอก เกิดขึ้นในตลาด   สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดามากในตลาด FOREX และเป็นหนึ่งในเทคนิคหลักที่เทรดเดอร์รายใหญ่ใช้เพื่อดูดเงินของเทรดเดอร์แบบ BREAKOUT

การ BREAKOUT หลอกนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์รายใหญ่ไม่สามารถทำการเทรดทั้งหมดในตลาดได้และพวกเขาต้องการคำสั่ง BUY หรือ SELL เพิ่มและเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่สมบูรณ์โดยใช้เงินของพวกเขาเอง พวกเขาจะทำให้ตลาดมีการ BREAKOUT ไม่ว่าจะเป็นด้านบนหรือด้านล่างที่ซึ่งพวกเขารู้ว่ามีเทรดเดอร์แบบ BREAKOUT รอจังหวะอยู่ ด้วยความคิดที่ว่าเทรดเดอร์แบบ BREAKOUT มีคำสั่ง PENDING รออยู่จึงไม่ใช่เรื่องยากที่พวกเขาจะทำให้คำสั่งที่รอการดำเนินการพวกนี้เป็นคำสั่งเทรดได้

และหลังจากนั้นก็จะใช้วิธีการเดิมกดคำสั่งลงมาทำให้เทรดเดอร์แบบ BREAKOUT ขาดทุนจนต้องปิดคำสั่งเทรดไป แน่นอนว่าพวกเขาจะสามารถทำกำไรได้ในเบื้องต้นและยังสามารถกำหนดแนวโน้มได้อีกเมื่อพวกเขาสามารถได้คำสั่งเทรดในมือมากพอ

You cannot view this attachment.

การเพิ่มเติมคำสั่งเทรด

ในภาพตัวอย่าง ตรงตำแหน่งหมายเลข 2 คุณจะเห็นว่า กราฟราคามีการทำไส้เทียนขึ้นมา และมันหยุดอยู่ที่การ BREAKOUT แนวรับที่ผ่านมา เป็นตำแหน่งที่เทรดเดอร์รายใหญ่ต้องการวางคำสั่งเทรด SELL เพิ่มมากขึ้น

ตามลำดับขั้นตอนการวิ่งของกราฟแท่งเทียน เมื่อตลาดมีการ BREAKOUT โซนแนวรับนี้ลงไปได้ เทรดเดอร์แบบ BREAKOUT ก็จะมีคำสั่งเทรด SELL อยู่ในมือด้วยความคาดหวังของตลาดที่จะมีแนวโน้มลดลง ในขั้นต้นนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกราฟแท่งเทียนขยับขึ้นไปแตะเส้นแนวรับที่เมื่อสักครู่ BREAKOUT ลงมาได้ ตรงจุดนี้เองที่สร้างความกังวลใจให้กับเทรดเดอร์แบบ BREAKOUT และพวกเขาจะเริ่มทำสิ่งต่างๆ เช่นปิดคำสั่งเทรดหรืออาจจะมีบางส่วนที่รอดูท่าที

หลังจากที่กราฟแท่งเทียนถัดไปจบลงด้วยไส้เทียน ก็จะคงมีเทรดเดอร์หลายๆ รายในตลาดที่ปิดคำสั่งเทรดนั้นเพื่อทำกำไร อันที่จริงอาจจะยังไม่เห็นกำไรเท่าไหร่นักแต่ทางจิตใจส่วนใหญ่ได้กำไรไปแล้ว อีกส่วนคือการกลัวว่าจะไม่ทำเงินจากการเทรดในรอบนี้ (กลัวตลาดวิ่งกลับอีกครั้ง) อย่างที่รู้กันในตอนแรกว่า การปิดคำสั่ง SELL จะทำให้กราฟราคาวิ่งขึ้นไปและก็เป็นไปตามที่เทรดเดอร์รายใหญ่คาดการณ์ไว้ พวกเขาจะเปิดคำสั่ง SELL ให้มากขึ้นกว่าเดิมเพราะพวกเขาได้ตำแหน่งที่ดีกว่าในตอนแรก การเทรดจึงเริ่มต้นที่ไส้เทียนด้านบนของกราฟแท่งเทียนนั่นเอง

การเทรดแบบ BREAKOUT เป็นวิธีการที่ดูดีบนพื้นผิว แต่โดยทั่วไปจะไม่ดีในการดำเนินการมันเป็นเรื่องง่ายที่จะนำคุณไปสู่การหลงทางเมื่อเจอเทคนิคการล่อลวง อย่างรวดเร็วที่ดึงดูดให้เทรดเดอร์ทั่วไปเชื่อว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดี

คุณจำเป็นต้องเข้าใจวิธีการทำงานของตลาดจริงๆ แล้วมันค่อนข้างยากที่จะทราบความแตกต่างระหว่างวิธีการเทรดที่ดีและไม่ดี ถ้าให้ฉันแนะนำคุณควรมีการรองรับที่ดีเช่นการควบคุมความเสี่ยงในการเทรดหรือการมองหาสิ่งที่สองเพื่อมายืนยัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบแท่งเทียนหรืออินดิเคเตอร์ที่คุณถนัด
#11
พื้นฐาน / การเตรียมตัวสำหรับตลาดหมี
กรกฎาคม 08, 2026, 11:22:58 หลังเที่ยง
นี่เป็นสถานการณ์ : คุณเชื่อว่าตอนนี้กำลังจะอยู่จุดสูงสุดในตลาด เราจะไม่พูดละเอียดว่าอะไรทำให้คุณคิดอย่างนั้น แต่ว่าถ้าคุณได้คิดอย่างงั้น นี่เป็นตัวอย่างที่ต้องพิจารณา ผมจะทำรายการขึ้นมาและตัดสินใจว่าอะไรจะดีกว่ากัน

รู้ว่าคุณมี Stop Loss ทุก position ที่คุณถือ ผมจะไม่ใช้เวลาตรงนี้มาก อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคุณไม่มี ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว โดยปกติ ผมจะเคลื่อน Stop ไว้ต่ำกว่า จุดสูงสุดก่อนหน้า ตัวอย่างเช่น ถ้าแบบจำลองของฉันบอกว่า Stoploss คือ 5 % ต่ำกว่า ราคาสูงสุดในรอบ 21 วันที่ผ่านมา ผมจะตั้ง Stoploss นี้ขึ้นอยู่ภับสภาพตลาดไม่ได้ตั้งตาม % ที่ระบุไว้ทุกออเดอร์ ในกราฟ A แสดงได้เห็นถึงเปอเซนต์การลดลงของราคาจาก ราคาสูงสุด 21 วันก่อนหน้า เส้นสีดำแสดงเปอร์เซ็นต์ของการลดลง ตัวอย่าง ในเหตุการณ์บางเหตุการณ์ผมจะใช้ระดับ -5% ซึ่งแสดงเป็นเส้นสีเขียวในกราฟ -5% ถ้ามันลดต่ำกว่านั้นผมจะ Sell ออกไป

Bottom Line: ถ้าคุณต้องใช้เวลาในการตัดสินใจว่าจะต้องออกที่ไหนเมื่อไหร่ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ดี

You cannot view this attachment.

สิ่งที่ต้องระลึกเสมอในการใช้ MA เป็นจุด Stop คือ มันอาจจะเป็นจุดที่ถึงง่ายไปหน่อย เพราะว่า ราคา high ของ 21 วันที่ผ่านมา ซึ่งไม่ห่างจากจุดเข้าเท่าไหร่นัก ฉะนั้นมันจะชนจุดที่ทำ ให้ขาดทุน ได้ สิ่งที่เราต้องทำ คือ เราต้องคอยเลื่อน Stop loss ของเรา


อะไรที่จะบอกเราได้ว่าตอนนี้ตลาดมันถึงจุดสูงสุดแล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่เทรดตามเทรนด์ คุณต้อง พิจารณาเนื้อหาในบทความต่อไปนี้ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนที่เทรดตามเทรนด์ คุณต้องมีเครื่องมีที่จะ ช่วยเตือนจุดที่บอกสัญญาณขายที่เหมาะสม มันฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายเลย StockCharts.com มีระบบเทรดตามเทรนด์และเครื่องมือที่เรียกว่า Chandelier Exits ซึ่งมันจะค่อนข้างดีกว่า MA ในฐานะเป็นจุด ตั้ง Stop loss  กราฟ B เป็นตัวอย่างของการใช้ Chandelier Stop

You cannot view this attachment.

เทรดเดอร์หลายคนมักจะเชื่อว่าตลาดนั้นฟื้นตัวและกำลังจะเป็นตลาดกระทิง พวกเขาพร้อมที่จะขี่มัน ซึ่งมันฟังดูแล้วไร้สาระเพราะว่า ส่วนมากหุ้นจะเคลื่อนไหวดีกว่าตลาดอยู่แล้ว แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นและกำลังลดลง จงรับรู้ไว้ว่ามันกำลังเป็นขาลง

คุณจะทำอย่างไรกับเงินของคุณ ถ้าคุณไม่มีเงินเหลือแล้วในตลาด? มันไม่เคยเป็นคำถามที่ง่ายเลย ส่วนตัวแล้วผมไม่นิยมการใส่เงินเล็ก ๆ น้อยในตลาดแล้วได้ผลตอบแทนขี้ปะติ๋ว

ถ้าคุณเอาเงินไปลงให้คนอื่นบริหาร คุณต้องรู้ว่าพวกเขาจะทำอย่างไร เมื่อตลาดหรือว่า พอร์ทลงทุนของคุณลดต่ำกว่า 10 % -15 % ถ้าได้ยินว่ามันจะเกิดขึ้นแป๊บเดียว คุณต้องถามให้พวกเขาย้อนไปดูเหตุการณ์ในช่วงปี 2000-2002 และปี 2007-2009 ซึ่งมันจะบอกว่ามันเป็นอย่างไร ถ้าพวกเขาไม่ได้อยู่ในการลงทุนช่วงนั้น คุณก็บอกลาเขาไปเลย

การตอบคำถามว่าตอนนี้ตลาดใกล้จุดสูงสุดหรือยัง ผมจะตอบในแบบที่ผมเคยตอบคือ ในฐานะของคนที่เทรดตามเทรนด์ ผมไม่กังวลเกี่ยวกับมัน และการวิเคราะห์มันพร้อมกับตั้ง Stop loss จะทำให้ผมปลอดภัยในเวลาที่เหมาะสม ผมบอกได้ว่าแบบจำลองของผมใช้ได้ไม่ค่อยดีนักช่วงนี้ แต่ว่ามันไม่ได้หมายความว่าในตลาดหมีกำลังเกิดขึ้น มันหมายความว่าเทรนด์ขาขึ้นมันถูกแทรกแซง
เต้นรำไปกับเทรนด์
#12
บทความนี้เราจะมาพูดถึง เทคนิค การเทรดแบบ PYRAMID เปลี่ยนการเทรดขนาดเล็กให้เป็นขนาดใหญ่ มีคำกล่าวที่ว่า LET YOUR WINNERS RUN ให้การเทรดที่ชนะของคุณทำงานต่อไป เป็นคำพูด ที่ดี! แต่ฉันจะทำอย่างไร ฉันจะเปลี่ยนการเทรดขนาดเล็ก ให้เป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร คุณอาจถามตัวเองมาหลายครั้งแล้ว คำพูดนี้ดูเหมือนจะคลุมเครือ และไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ แก่เราอย่างชัดเจนว่า พวกเขาทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงได้อย่างไร

เราจะพูดถึงวิธีที่คุณสามารถเปลี่ยนการเทรดขนาดเล็กให้กลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ได้ซึ่งเรียกว่า PYRAMID คุณอาจเคยได้ยินเรื่อง PYRAMID มาก่อนโดยทั่วไปมักจะมีความหมายเชิงลบเป็นเพราะเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจวิธีการของ PYRAMID อย่างถูกต้อง

ไม่ใช่ว่าทุกการเทรดจะสามารถเป็นการเทรดแบบ PYRAMID ได้ แต่จริงๆ แล้วการเทรดแบบ PYRAMID หนึ่งครั้งจะสามารถทำให้คุณได้เงินจำนวนมากอย่างรวดเร็ว มีเพียงการเทรดแบบ PYRAMID อย่างเดียวที่ช่วยให้คุณเป็นผู้ชนะ 10 ต่อ 1 ได้ อาจเป็นการเทรดที่ชนะเพียงอย่างเดียวที่คุณต้องการเป็นเวลาสามหรือสี่เดือน นั่นเป็นเหตุผลที่คุณต้องเข้าใจวิธีการเทรดแบบ PYRAMID อย่างถูกต้อง ...

PYRAMIDING : เล่นโดยใช้เงินของตลาด

แนวคิดหลักในการทำความเข้าใจเบื้องหลังการ PYRAMID คือมันช่วยให้คุณสามารถเล่นกับเงินของตลาดได้เพราะการเทรดเป็นไปตามที่คุณต้องการ คุณอาจใช้ TRAILING STOP เพื่อล็อคกำไรเมื่อคุณเพิ่มตำแหน่งการเทรดอื่นๆ ได้นี่หมายถึงความเสี่ยงโดยรวมของคุณในการเทรดยังคงเหมือนเดิมหรืออาจลดลงเมื่อคุณล็อคกำไรไว้แล้วแต่โอกาสในการทำกำไรของคุณจะเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามคุณต้องระวังเพราะในขณะที่ข้อดีในการทำกำไรของการเทรดแบบ PYRAMID มีขนาดใหญ่ความเสี่ยงอาจมีขนาดใหญ่ได้หากคุณใช้ PYRAMID ไม่ถูกต้อง หากคุณใช้ TRAILING STOP ไม่ถูกต้องเพื่อรักษาความเสี่ยงโดยรวมให้เท่าเดิมหรือน้อยกว่าในแต่ละครั้งที่คุณเพิ่มคำสั่งเทรด คุณจะเสี่ยงอันตรายถึงระดับที่อาจทำให้พอร์ตการเทรดของคุณระเบิดได้

คุณเพียงแต่พยายามเทรดแบบ PYRAMID หากคุณมั่นใจว่าตลาดอยู่ในทิศทางเดียวที่แข็งแกร่งด้วยโมเมนตัม มันไม่จำเป็นต้องเป็นการ BREAKOUT มันเพียงแค่ต้องมีการเคลื่อนไหวที่สำคัญที่คุณคาดหวังว่าจะมีโมเมนตัมที่แข็งแกร่งอยู่เบื้องหลัง ตอนนี้เราได้พูดถึงความหมายของการเล่นกับตลาดการเงินและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นใน PYRAMID แล้ว เราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับวิธีการเทรดแบบ PYRAMID อย่างถูกต้องเพื่อให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่สำคัญของการเทรดนี้ได้ ...

วิธี การเทรดแบบ PYRAMID ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

แนวคิดพื้นฐานของการเทรดแบบ PYRAMID คือการที่คุณเพิ่มคำสั่งเทรดเข้าไปในตลาดที่ขยับตามความทิศทางที่คุณมองไว้แต่แรก STOP LOSS ของคุณจะเลื่อนขึ้นหรือลง (ขึ้นอยู่กับทิศทางของแนวโน้ม) เพื่อล็อคกำไรเมื่อคุณเพิ่มคำสั่งเทรด ทั้งหมดนี่คือวิธีที่คุณรักษาความเสี่ยงโดยรวมที่ 1R ในขณะที่เพิ่มขนาดตำแหน่งของคุณในการเทรด

You cannot view this attachment.

ดังนั้นเมื่อคุณเพิ่มคำสั่งเทรดที่อาจเกิดขึ้นจากการเทรดจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในขณะที่ความเสี่ยงเริ่มต้นที่ 1R ยังคงที่ ความหวังของเราในฐานะการเทรดแบบ PYRAMID คือตลาดจะไม่ถอยกลับและหยุดคำสั่งเทรดของเราออกไปก่อนที่มันจะวิ่งไปในทิศทางที่เราคาดไว้แต่แรก

ให้คุณลองคิดแบบนี้: ตลาดวิ่งไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้คุณอาจมีกำไรในระดับ 1R หรือ 2R จากนั้นคุณจึงเพิ่มคำสั่งเทรดเข้าไปอีกพร้อมกับการใส่ TRAILING STOP ไว้เพื่อล็อคกำไร ถึงตอนนี้คุณยังคงมีความเสี่ยงที่ 1R ในตำแหน่งที่สองของการเทรดแต่ตอนนี้คุณมีขนาดของตำแหน่งเป็นสองเท่าเพราะคำสั่งเทรดแรกของคุณยังคงอยู่ดี

มาดูตัวอย่างวิธีคิดในการเทรดแบบ PYRAMID ที่ถูกต้องซึ่งอาจมีลักษณะเช่นนี้

สมมติว่าคู่สกุลเงิน EUR/USD มีแนวโน้มลดลงและคุณเห็นสัญญาณ BEARISH PIN BAR เกิดขึ้นซึ่งมันปฏิเสธระดับแนวต้านที่ราคา 1.3670 คุณตัดสินใจว่าคุณจะเคารพระดับราคานี้และเห็นได้ชัดว่าเป็นตำแหน่งที่ดีในการตั้งค่า STOP LOSS ของคุณที่ด้านบน ดังนั้นคุณตัดสินใจที่จะวาง STOP LOSS ที่ราคา 1.3700 ตำแหน่ง STOP LOSS นั้นสำคัญมากและเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรละเลย

You cannot view this attachment.

ต่อมาในชาร์ตราคาไม่มีแนวรับที่ชัดเจน หมายถึงการมีนัยสำคัญที่คุณสามารถดูได้จนถึงประมาณ 1.3200 ดังนั้นคุณจึงตัดสินใจที่จะทำกำไรให้มากขึ้นจากการเทรดนี้ คุณตั้งความเสี่ยงที่กำหนดไว้ล่วงหน้าประมาณ $200 เพื่อให้การคำนวณง่ายขึ้น

ให้สมมติว่าคุณทำการเทรดที่ MINI LOT 2 ที่ราคา 1.3600 วาง STOP LOSS ที่ 100 PIP X 2 MINI-LOT (1 MINI-LOT = $1 ต่อ PIP) = ความเสี่ยง $200 ตั้งเป้าหมาย TAKE PROFIT ที่อัตราส่วน 1:3 ดังนั้นคุณจึงกำหนดเป้าหมายเริ่มต้นที่ 1.3300 และคุณวางแผนที่จะเพิ่มคำสั่งเทรดที่สองเมื่อคุณมีกำไรเพิ่มขึ้น 100 PIPS และอีกคำสั่งเมื่อคุณเพิ่มขึ้น 200 PIPS

คุณวางแผนที่จะทำเช่นนี้เพราะตลาดมีแนวโน้มที่แข็งแกร่งและคุณมีความรู้สึกที่แข็งแกร่งว่ามีโอกาสที่ดีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปโดยไม่มีการPULLBACK ที่ใหญ่จนเกินไป

You cannot view this attachment.

เพื่อให้คุณดำเนินการตามแผนโดยการเพิ่ม MINI LOT ที่ 2 ที่ราคา 1.3500 ดังนั้นในขณะนี้คำสั่งเทรดในมือคุณคือ 4 MINI LOT ซึ่งหมายความว่ารางวัลที่เป็นไปได้ของคุณในการเทรดครั้งนี้คือ $1,000 ถ้าราคาไปถึงเป้าหมายที่ 1.3300

ข้อสำคัญ: ก่อนที่คุณจะเข้าสู่ตำแหน่งที่สองคุณจะต้องมี TRAILING STOP ในช่วงแรกที่ราคา 1.3600 และตำแหน่งนั้นจะกลายเป็นที่จุดคุ้มทุน STOP LOSS ที่สองของคุณอยู่ที่ 1.3600 ดังนั้นคุณจึงมีความเสี่ยงโดยรวมของทั้งสองตำแหน่งที่ยังคงอยู่เพียงแค่ $200

เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับ การเทรดแบบ PYRAMID ที่คุณควรรู้ ...

ในตัวอย่างข้างต้นเราใช้ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำที่ $200 ต่อการเทรดเพื่อให้ง่ายต่อการมองตัวอย่าง แต่คุณจะสามารถเห็นได้ว่าการสร้าง PYRAMID อย่างรวดเร็วสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างไร คุณมีโอกาสที่จะเพิ่มความเสี่ยงเป็น $1,000 เพื่อทำกำไรจากการเทรดเป็น $10,000 ในช่วงเวลาสั้นๆ ในอัตราส่วนผู้ชนะ10 ต่อ 1

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือต้องใช้ประสบการณ์บางอย่างในการที่จะรู้ว่าเมื่อใดที่จะสามารถทำการเทรดแบบ PYRAMID ได้ คุณต้องเตรียมพร้อมที่จะหยุดพัก ถ้า TRAILING STOP ของคุณทำงานแต่ถ้าคุณทำการเทรดแบบ PYRAMID ที่ประสบความสำเร็จได้เพียงครั้งเดียวในทุก 3 หรือ 4 เดือน พอร์ตของคุณจะโตเร็วมาก

อีกจุดสำคัญคือการไม่ปล่อยให้ความโลภครอบงำ คุณต้องวางแผนว่าคุณจะเพิ่มคำสั่งเทรดเท่าใด ที่ใด ให้ชัดเจนเพราะถ้าไม่ชัดเจนคุณจะจบลงด้วยการ OVERTRADE และอาจสูญเสียเงินหรือพอร์ตของคุณได้
#13
กลยุทธ์การเทรดด้วย Price Action เป็นการเทรดตามสิ่งที่ราคาบอกเราว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ประเมินการณ์ตามแค่หลักการเทรดต่างๆ เท่านั้น Price Action ช่วยให้เราเทรดสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่กำลังเกิด สิ่งที่ตลาดกำลังบอกว่าอะไรเกิดขึ้น แต่การเทรดแนวนี้ไม่ใช้แค่มองแท่งเทียนเท่านั้น ต้องอ่านปริบท ตีความ ความพยายามและผลที่ตามมาแต่ละช่วงตลาดเป็น สิ่งสำคัญที่สุดที่ Price Action บอกคือว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายชนะ รูปแบบที่บอกถึงตรงนี้คือ Engulfing Bar และ Pin Bar

รูปแบบ Price Action จากแท่งเทียนเดียวหรือหลายแท่งเทียน และต่าง timeframe

You cannot view this attachment.

รูปแบบแรกที่ง่ายสุดคือการอ่าน Price Action จากแท่งเทียนเดียวเช่น Pin Bar, Doj เพราะดูง่ายชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมเรื่องของมุมมมองต่าง timeframe ว่าเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น Pin Bar ด้านบน ถ้าท่านมองในกรอบสีขาวเลข 1 ที่เป็นแท่งเทียนจาก M30 ท่านจะพบว่า 2 แท่งเทียนติดกันทำให้เกิด Pin Bar ได้อย่างไร และแสดงว่า Engulfing Bar เกิดขึ้นอย่างไรด้วย มามองละเอียดที่กรอบเลข 2 ที่ดึงเฉพาะส่วนของแท่งเทียน M30 ที่ติดกันออกมา 2 แท่งว่าทำให้เกิด Pin Bar ในชาร์ต H1 อย่างไรในเรื่องของตรรกะที่อยู่เบื้องหลัง

อีกตัวอย่างรูปแบบของ Price Action เมื่อเห็นเกิดขึ้นทำงานดีคือ  Engulfing Bar

You cannot view this attachment.

Engulfing Bar ถือว่าเป็นรูปแบบ Price Action ที่ทำงานดีมาก ถ้าอ่านความหมายสิ่งที่ราคาบอก อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเพิ่มเข้าไปในการอ่านรูปแบบแท่งเทียนสำหรับ price action คือขนาดของบาร์ เพราะมองว่ามีการเทรดเกิดขึ้นช่วงไหนบ้าง และถ้าเกิดขึ้นช่วงของแทงเทียน และสามารถเอาชนะช่วงของแท่งเทียนก่อนๆ ได้ ก็บอกถึงว่าสภาวะหรือ sentiment ตอนนั้นๆ เป็นอย่างไร เลยทำให้ Engulfing Bar ทำงานดีมาก รูปแบบ Engulfing Bar คือ  High/low ของแท่งเทียนนั้นครอบคลุมพื้นที่ High/Low ของแท่งเทียนก่อนนี้ ตั้งแต่ 1 แท่งขึ้นไป ข้อแตกต่างระหว่าง Engulfing Bar กับ Pin Bar คือการอ่าน Engulfing Bar ต้องอ่านตั้งแต่ 2 แท่งเทียนขึ้นไป ขณะที่ Pin Bar เป็นรูปแบบ Pin Bar จากแท่งเทียนเดียวเช่นอย่างในภาพประกอบที่แยกส่วนออกมา จะเห็นว่าส่วนของ Engulfing Bar ต้องมี High/Low คลุมพื้นที่แท่งเทียนก่อนนี้ ตั้งแต่ 1 แท่งขึ้นไป ดังนั้นถ้าคลุมหลายแท่งเทียน และมีขนาด Body ของตัว Engulfing ยาวด้วย และราคาปิดทางที่เอาชนะหรือมีหางแท่งเทียนน้อยด้วย ยิ่งบอกถึงการที่เอาชนะพื้นที่นั้นๆ บอกถึงความไม่สมดุลย์ที่เกิดขึ้นตอนจบแท่งเทียน อีกอย่างการมองรูปแบบของ Price Action ถ้าต่าง Timeframe ก็จะต่างรูปกันออกไป จะเห็นตามภาพด้านบน ถ้า Period 1 หรือแท่งเทียน 1 และ Period 2 หรือแท่งเทียน 2 รวมกัน ก็กลายเป็นอีกรูปแบบในต่าง timeframe คือกลายมาเป็น Pin Bar

จะพบว่า ทั้ง 2 รูปแบบของ price action ที่เกิดขึ้น ตรรกะที่อยู่เบื้องหลังไม่ต่างกัน แต่การมองหรือตีความหมายจาก Price Action จากแท่งเทียนเดียวจะดูง่ายและเร็วกว่า นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมการวิเคราะห์ชาร์ตเปล่าด้วยการมองหลาย timeframe ประกอบกันจึงเป็นที่นิยมกัน การวิเคราะห์หรือเรียกกันว่า Multi-timeframe analysis นี่คือเรื่องของรูปแบบแท่งเทียนจากแท่งเดียวหรือหลายแท่งต่อเนื่องกัน ทำให้เกิดอีกรูปแบบ price action อย่างไรในอีก timeframe หนึ่งและตรรกะที่อยู่เบื้องหลัง

ใช้รูปแบบ Price Action เทรดทองที่ไหนดี

You cannot view this attachment.

จากที่ได้ยกตัวอย่างรูปแบบ Price Action เพื่อเทรดชาร์ตทองมา 2 ตัวอย่างคือ Pin Bar และ Engulfing เพราะ 2 รูปแบบนี้ทำงานดี ถ้าเกิดถูกที่และได้เงื่อนไข มักจะทำให้ Trade Setup มีความเป็นไปได้สูงขึ้นมา มีการเทรดตามเทรนและสวนเทรนหรือที่จุด key levels  ส่วนมากที่เทรดเดอร์นิยมกันก็จะเป็นที่จุด key levels เช่นแนวรับ-แนวต้าน pivots หรือพื้นที่ supply/dmeand หรือ chart patterns เป็นต้น  เพราะทั้ง Engulfing Bar และ Pin Bar ถ้าเกิดขึ้นบอกถึง trading pressure ที่เกิดขึ้น เลยเป็นการยืนยัน trade setup พวกนี้ด้วยเมื่อจะกำหนดว่าจะเปิดเทรดตอนไหน ถ้าเป็นการตีความตาม price structure ที่เกิดขึ้นก็จะให้หาจุดเข้าเทรดได้ง่าย
จากตัวอย่างชาร์ตทองที่ผ่านมา ดูที่เลข 1 Pin Bar ที่เกิดหลังจากที่ราคาเบรค Resistance บอกถึง trading pressure เกิดขึ้น การเปิดเทรดก็จะเปิดหลังจากแท่งเทียน Pin bar จบเพราะต้องการยืนยันจาก price actin และ stop loss ก็ต่ำกว่ารูปแบบ Pin bar เล็กน้อยก็กลายเป็นต่ำกว่าพื้นที่ Support พอดี ดูที่เลข 2 แม้ Engulfing Bar เกิดขึ้น แต่สังเกตดูรายละเอียด ทางที่ราคาปิดตาม Impulsive move มีหางแท่งเทียนมากพอๆ กับ trading pressure จบแท่งเทียนนี้ไม่แรงพอ ก็ไม่เข้าเทรด แต่พอมาแท่งเทียนที่เลข 3 ดูลักษณะการ Engulfing พื้นที่แท่งเทียนคลุม และการปิดทางที่เกิดแทบไม่มีหางบาร์เลย บอกถึงมีแต่ออเดอร์ทางนั้นเป็นหลัก แถมในโครงสร้างตรงนี้มี trapped traders จากส่วนพื้นที่ เลข 2 และ 3 ประกอบกันด้วย ถ้าราคาเปิดบนได้ตามที่เกิดขึ้น เลยทำให้ราคาวิ่งไปง่ายและเร็ว

ที่เลข 4 เป็นการเทรดตรงแนวรับ-แนวต้าน ราคาบนได้ แต่สังเกตดูว่าไม่สามารถปิดเหนือ High ก่อนได้ แต่เพราะ trading pressure และเทรนที่นำหน้ามา ก็พอที่จะดันราคาขึ้นไปทำ New High ตรงที่เป็น Pin Bar เลข 5 ได้

มาที่เลข 6 และ 7 ถือว่าเป็นการเทรดที่ชัดเจนอีกเช่นกัน เพราะ Engulfing Bar และ Pin Bar เกิดขึ้นพื้นที่ที่เป็นResistance ที่ต้องการการยืนยัน หลักการเปิดเทรดให้ price action เกิดขึ้นก่อนและหาโอกาสเข้าเทรด ส่วน stop loss จะเห็นเหนือกว่ารูปแบบกับพื้นที่ key level เล็กน้อย ส่วน take profit ให้ดู price structure ที่ timeframe ใหญ่ขึ้นประกอบ
#14
สิ่งสำคัญของการเทรดและเป็นตัวกำหนดความเป็นไปได้สูงคือ แต่ละการเปิดเทรดที่ trade setup ตามที่ท่านกำหนดเพื่อเข้าเทรด ต้องมั่นใจว่าเป็นการเทรดที่สัมพันธ์กับขาใหญ่ แม้ว่าเราไม่อาจรู้ว่าขาใหญ่จะเทรดตรงบริเวณพื้นที่ที่เรากำหนด trade setup หรือเปล่า เพราะการเทรดเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ เมื่อเปิดเทรดอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่แต่ละแนวทาง technical analysis คือหาวิธีการกำหนดว่าบริเวณที่ต้องจะเปิดเทรดมีความเป็นไปได้สูงว่าราคาจะวิ่งไปทางที่เราเปิดเทรดมากพอหรือคุ้มค่าพอที่จะเปิดเทรดหรือเปล่า

ทำไม Momentum จึงสำคัญต่อการเทรด

You cannot view this attachment.

แม้ว่าการเทรดจะมีหลายๆ กลยุทธ์ เช่นเลือกเทรดตอนที่ราคาอยู่ในกรอบแนวรับ-แนวต้านเพราะทำให้เห็น support/resistance ชัดเจน ง่ายต่อการจัดการความเสี่ยงและ take profit /stop loss แต่ข้อเสียการเปิดเทรดแบบนี้คือท่านต้องรอนาน ปล่อยให้ออเดอร์ที่เปิดอยู่ในตลาดนานไป เพราะการเทรดช่วงนี้เป็นช่วงที่ขาใหญ่สะสม positions ก่อนที่จะเปิดเผยออกมาว่าพวกเขาเทรดทางไหน อีกกลยุทธ์เป็นการเทรดเมื่อเห็นราคาวิ่งแรงๆ หรือเห็นแท่งเทียนยาวๆ และราคาปิดทางที่วิ่งไป วิ่งไปทางใดทางไหนทำให้เกิด breakout เกิดขึ้น ลักษณะของ breakout จะให้ความสำคัญที่ Momentum เพราะบอกว่ามีการเข้าเทรดจากขาใหญ่ เพราะเมื่อมองไปที่มุมมองการทำงานของตลาดและออเดอร์ ราคาวิ่งขึ้นหรือลงเพราะความไม่สมดุลย์ ถ้าความไม่สมดุลย์มาก เช่นบาร์ยาวๆ และเคลื่อนไหวเร็วๆ หรืออาจใช้ volume ประกอบ จะเห็นจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เป็นตัวข้อมูลสำคัญว่ามีการเข้าเทรดจากขาใหญ่ตรงนั้นๆ เพราะขาใหญ่เทรดด้วยจำนวนมาก และมากพอที่จะดันราคาไปทางใดทางหนึ่งได้ เมื่อพวกเขาเปิดเทรดเลยไม่สามารถปกปิดร่องรอยได้ ต่างจากตอนที่พวกเขาสะสม positions ตอนที่ราคายังวิ่งอยู่ในกรอบหรือ consolidation/sideway

ดูชาร์ตเปล่าอย่างไรว่าการเทรดนั้นๆ มี Momentum

You cannot view this attachment.

เมื่อทำความเข้าใจหลักการทำงานออเดอร์และการเทรดจากเทรดเดอร์ โดยเฉพาะจากขาใหญ่ที่เทรดด้วยจำนวนออเดอร์ที่มาก และในการเทรดหรือการจัดการการเทรด ต้องการเงื่อนไขเดียวกันคือต้องการออเดอร์ฝั่งตรงข้ามเสมอ ถ้าการเทรดตรงนั้นเป็นการเทรดด้วย Momentum นั่นหมายความว่าเป็นต้นตอ ก็จะมีกลุ่มออเดอร์ตรงข้ามที่ขาใหญ่เทรดด้วย ขาใหญ่ต้องการเอาชนะและต้องการให้ฝั่งตรงข้ามติดลบถึงจะสร้างกำไรให้กับพวกเขา การดู momentum ก็คือการหาพื้นที่ที่เกิด impulsive move นั่นเอง หลักการกำหนด impulsive move หรือ momentum มี 1. ขนาดแท่งเทียนต้องยาว โดยเฉพาะส่วนของ Body เพราะบอกว่ามีแต่ความไม่สมดุลย์เกิดขึ้นมากและเกิดทางใดทางหนึ่งด้วย 2. แท่งเทียนต้องเป็นแบบเดียวกัน จะเป็น Bearish หรือ Bullish แล้วแต่ทิศทาง และ 3. สุดท้ายราคาปิดของแต่ละแท่งเทียนควรปิดทางที่เกิดการเคลื่อนไหวแรงๆ หรือทาง momentum นั้นๆ นอกจากนี้ยังมีอีก 2 สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเมื่อ momentum เกิดขึ้นคือ momenum นั้นๆ มีการเบรค high หรือ low หรือเปล่า และถ้าเห็นว่ามี trapped traders ที่ขาใหญ่ต้องการเอาชนะ เทรดเดอร์พวกนี้จะเป็นกลุ่มเทรดเดอร์ที่ขาใหญ่ใช้ประโยชน์เพื่อบังคับให้ออกจากตลาด และออเดอร์ที่มาจากการออกจากตลาดก็จะเห็นตัวเร่งราคาทางที่ขาใหญ่เปิดเทรดไปในตัวด้วย

ปริบทที่ช่วยหนุน Momentum

การจะกำหนด trade setup หรือแม้กระทั่งการอ่าน price action แต่ละแท่งเทียนหรือบาร์ต่อบาร์ สิ่งจำเป็นของการอ่านข้อมูลที่ price chart กำลังบอกคือ ปริบท หรือข้อมูลต่อเนื่อง หรือเกี่ยวเนื่องกับปัจจุบัน และจุดที่เราสนใจในการกำหนด trade setup ต่างกันออกไปตามแต่ละวิธี technical analysis เช่นการเทรดแบบ supply/demand, support/resistance, pivots, trendline, Fibonacci Retracements หรือ key levels แล้วแต่ การเห็นว่ามี momenum เกิดขึ้นจะช่วยให้ท่านเทรดกลยุทธ์พวกนี้ได้ดี เพราะขาใหญ่มีส่วนร่วมในพื้นที่นั้นๆ ดังนั้น ถ้าท่านอ่านเป็นและเข้าใจว่าเป็น momentum จริงหรือเปล่า ก็จะทำให้ท่านรู้ว่าท่านจะเข้าเทรดตรงไหน ปริบทบอกภาพรวมและต่อเนื่อง ส่วน momentum เป็นตัวชี้เป้าให้ท่านว่าท่านควรตีกรอบลงไปเทรดตรงแถวนั้น

You cannot view this attachment.

ดูปริบทที่นำไปสู่การเกิด Momenum และมี volume เป็นตัวยืนยันด้วย เริ่มอ่านปริบทเพื่อดูว่า Momenum ทำไมเกิดขึ้น และเป็นการเข้าเทรดของขาใหญ่หรือเปล่า เริ่มที่เลข 1 ท่านจะเห็นว่าราคาได้เบรคลงมาเพื่อหา liquidity ที่เกิดจาก stop loss จากเทรดเดอร์ที่เปิดเทรดอยู่ในกรอบด้านบน ขาใหญ่ใช้เพื่อทำกำไรและเพื่อเข้าเทรด พอต่อมาจะเห็นว่ามีการ buy กลับไป และราคาลงมาอีก และกลับขึ้นไปกลายเป็น Head and Shoulders พอดีที่ทำให้ momentum เกิดตรงที่เราโฟกัส ยิ่ง Momentum เกิดพร้อมมี volumne ยืนยันอีก ผลที่ตามมาคือได้เอาชนะ high และทำให้เทรดเดอร์ที่เปิด short positions ตรงพื้นที่นั้นกลายเป็นติดลบทันทีอีก พอราคาย่อตัวกลับมาที่ต้นตอตรงที่วงกลม เลยทำให้เกิด trade setp ที่มีความเป็นไปได้สูงขึ้นมาทันที เพราะ

1. ขาใหญ่เข้าเทรดจริง พวกเขาย่อมไม่ยอมให้ราคาลงไปต่ำกว่าที่พวกเขาเข้าเทรด รู้เพราะ momentum และปริบทประกอบที่อธิบายมา และพวกเขาก็จะเปิดเทรดเพิ่มอีก

2. เทรดเดอร์ที่รอเข้าเห็นข้อมูลใหม่ก็จะหาโอกาสเทรดตามข้อมูลนี้

3. เทรดเดอร์ที่ติดลบตอน momentum เกิดถ้าราคากลับมา และพวกเขาเห็นว่าราคาไม่ลงไปต่อเช่นเห็น price action ที่เด้งชัดเจนที่จุดเปลี่ยนตอนเกิด momentum ก็จะหันมาออกจากตลาด

ดังนั้น การกำหนด trade setup ที่มี momentum ประกอบเป็นส่วนสำคัญในการให้ข้อมูล และถ้าท่านเปิดเทรดตรงวงกลมตอนที่ราคาย่อตัวลงมา ก็จะมีความเป็นไปได้ในการเทรดสูงขึ้นมาทันที เพราะเงื่อนไขต่างๆ ตามที่อธิบายมา อีกทั้งเทรดเดอร์ที่รอเข้าตลาดก็จะหันมาเปิดเทรดทางเดียวกับ Momentum และเทรดเดอร์ที่เปิดเทรดทิศทางตรงกันข้ามก่อนเกิด Momentum เมื่อราคากลับมาจุดที่กลายเป็นความไม่สมดุลย์ ถ้าพวกเขาเห็นอะไรหรือมั่นใจว่าราคาไม่ลงมาทางพวกเขาต่อไปอีก พวกเขาก็จะออกจากตลาดเป็นหลัก เงื่อนไขพวกนี้ล้วนทำให้เกิด market orders ในทางที่เกิด momentum เลยทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดความไม่สมดุลย์ระหว่างออเดอร์ที่มาจาก sellers และ buyers ได้ง่าย เลยทำให้การเทรดเมื่อเห็น Momentum มีความเป็นไปได้สูง
#15
พื้นฐาน / แนะนำรูปแบบการเทรด
กรกฎาคม 03, 2026, 02:46:48 ก่อนเที่ยง
การวิเคราะห์รูปแบบกราฟเป็นส่วนหนึ่งของ การวิเคราะห์ทางเทคนิค ที่นักเทรดส่วนใหญ่ไม่สามารถเก่งได้ในพริบตา จะต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์ในการดูและการเทรดในตลาดเพื่อทำความเข้าใจ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถใช้โปรแกรมแยกแยะรูปแบบกราฟเพื่อแสดงให้คุณเห็น รูปแบบกราฟจะเกิดขึ้นซึ่งจะช่วยให้คุณเรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อคุณมีประสบการณ์แล้ว คุณจะสามารถแยกแยะรูปแบบกราฟต่างๆ แบบเรียลไทม์ได้ด้วยตนเองและให้คุณสามารถเข้าถึงโอกาสการเทรดที่ดีได้อย่างรวดเร็ว

รูปแบบกราฟคือลักษณะกราฟการเคลื่อนไหวของราคาที่มักจะเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นช่วงๆ พูดอีกอย่างคือรูปแบบกราฟหรือรูปแบบราคาคือภาพแสดงของแรงซื้อและแรงขายที่เกิดขึ้นในตลาด รูปร่างของแท่งเทียนคือสิ่งที่รูปแบบกราฟหนึ่งแตกต่างจากอีกรูปแบบกราฟหนึ่ง

รูปแบบการเทรดที่อ้างอิงจากรูปแบบราคาคือสิ่งที่เราเรียกว่า รูปแบบการเทรด

รูปแบบกราฟช่วยให้กราฟสามารถส่งเสียงและเบื้องหลังของทุกรูปแบบกราฟมีเรื่องราวของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ตัวอย่างเช่น หากเราเห็นแท่งเทียนไส้บนที่ยาวตรงบนสุดของแนวโน้มขาขึ้นที่มีปริมาณซื้อขายเป็นจำนวนมาก เราทราบได้ทันทีว่ามีการทำกำไรกันเป็นจำนวนมาก และเราสามารถคาดการณ์ได้ว่าแนวโน้มขาลงจะเริ่มมาเยือนแล้ว

คุณไม่ควรทำการเทรดโดยอ้างอิงแต่รูปแบบกราฟโดยไม่พิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ของตลาด คุณจำเป็นต้องมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ที่ช่วยยืนยันสัญญาณเทรด มิฉะนั้นคุณอาจจะไม่ได้เทรดในระยะยาว

ประเภทรูปแบบกราฟ

เราสามารถแบ่งรูปแบบกราฟออกเป็นสองประเภท

1. รูปแบบกลับทิศทางซึ่งชื่อก็บอกว่า แนวโน้มหลักมีการเปลี่ยนทิศทาง
2. รูปแบบต่อเนื่องซึ่งชื่อก็บอกว่า แนวโน้มจะเดินหน้าต่อไป

You cannot view this attachment.

เนื่องด้วยธรรมชาติของตลาด รูปแบบกราฟเดียวกันสามารถเกิดขึ้นในกรอบเวลาที่แตกต่างกันและสามารถเป็นได้ทั้งรูปแบบกลับทิศทางและรูปแบบต่อเนื่อง ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรูปแบบซึ่งสัมพันธ์กับทิศทางของแนวโน้ม

รูปแบบกราฟแบบต่อเนื่องยอดนิยม ประกอบด้วย

- Inside bars
- Flags
- Wedges
- Pennants
- Triangles


รูปแบบกราฟแบบกลับทิศทางยอดนิยม ประกอบด้วย

- Head and shoulders
- Double tops และ Double bottoms
- Bearish และBullish outside bars


หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีการสังเกตรูปแบบกราฟ กลยุทธ์วิธีการเทรดและตัวอย่างการเทรดจริง กรุณาคลิกที่ลิงก์ด้านล่างแล้วอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในแต่ละเรื่อง

การเทรดรูปแบบกราฟ

ตามทฤษฏีกราฟแล้ว เราสามารถไปอีกหนึ่งขั้นและทำการแยกแยะระหว่างรูปแบบตามแนวโน้มเช่น Channel และรูปแบบที่อาจจะเป็นแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลงเช่น Triangle แนวรับและแนวต้าน ที่ก่อให้เกิด Channel จะเป็นคู่ขนาน ทำให้เกิดแนวโน้มสั้นๆ ในขณะที่ Triangle ราคาจะถูกบีบให้แคบขึ้นเรื่อยๆ

You cannot view this attachment.

การเทรดโดยอาศัยรูปแบบกราฟนั้นมีข้อจำกัดเพราะคุณจะไม่ทราบถึงแนวโน้มและตลาดขยับในทิศทางใดในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ตัวอย่างเช่น Pin bar ที่เป็นรูปแบบกลับทิศทางพื้นฐานที่สุดนั้นเป็นผลของแท่งเทียนเดียว

ในการจะเทรดให้ประสบความสำเร็จบนตลาด Forex คุณจำเป็นดูรูปแบบกราฟในบริบทที่กว้างขึ้น คุณจะต้องอ่านเรื่องราวเบื้องหลังรูปแบบกราฟและถามตัวเองว่า รูปแบบนี้อยู่ตรงไหนของแนวโน้ม แนวรับและแนวต้าน จุดของราคาต่ำสุด (Swing low)/จุดของราคาสูงสุด (Swing high) ก่อนหน้านี้ การอ่านโมเมนตัม เงื่อนไขการซื้อมากเกินไปและขายมากเกินไปและอื่นๆ

สรุป

การเทรดโดยอาศัยรูปแบบกราฟเป็นเพียงแค่เทคนิคหรือเครื่องมือที่คุณสามารถใช้ในการเทรดเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจใจการเทรดได้ดียิ่งขึ้นและในตอนที่เหมาะสมมากขึ้น

รูปแบบกราฟให้คุณสามารถอ่านกราฟและช่วยให้คุณค้นหาโอกาสทำกำไรจากการเทรด เป็นเรื่องสำคัญที่ให้ความสนใจและฝักจนเชี่ยวชาญทีละรูปแบบกราฟ ค่อยๆ ศึกษาและอย่าลืมซึมซับข้อมูลทั้งหมดที่รูปแบบกราฟพยายามจะบอกคุณก่อนที่จะทำการเทรด