ข่าว:

Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - support-1

#1
การพิจารณาการเกิดคลื่นสัญญาณ Wolf Wave
การเกิดของสัญญาณนี้เท่าที่ผมได้ติดตามจะมีอยู่ 5 ขึ้นตอนหลัก ๆ

Wolf Wave down Trend

มาดูในส่วนของตัวแรกก่อน เมื่อราคามีการดิ่งลงหรือวิ่งในเทรนลงอย่างเห็นได้ชัด ให้เรารอให้ราคาเกิดการดีดขึ้นมาพักตัว ซึ่งขอออกตัวก่อนเลยน่ะครับ ในการวิ่งของกราฟในแต่ละครั้งก็จะเกิดรูปแบบกราฟอื่น ๆ หลากหลายตามทฤษฎีที่มีไว้ แต่ในเนื้อหานี้จะยกตัวอย่างการพิจารณา การเกิดคลื่นสัญญาณ Wolf Wave
อย่างเช่นรูปด้านล่าง
จะเห็นได้ว่าราคาวิ่งลงมาแล้วมีการพักตัวเกิดขึ้น  โดยเราก็ใช้ทฤษฎีขั้นพื้นฐานในการหาตำแหน่งพักตัวโดยการใช้ Fibonacci retracement มากางเพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการพิจารณาหาตำแหน่งนี้น่ะครับ แล้วหากใครจะเริ่มเซลจากตำแหน่ง(2)นี้ลงไปหาเป้าหมายต่อไป(3)ก็ได้เลยครับ  ตำแหน่งที่ 3 จะอยู่ประมา 50% ระหว่าง 100 – 161

917.png

หลังจากนั้นเราก็มาหาตำแหน่งว่า 3 จะอยู่ตรงไหนก็ต้องมาขึ้นอยู่กับการพิจารณาการดีดตัวของราคาอีกรอ เมื่อราคาวิ่งทะลุตำแหน่งที่ 1 ลงมา ก็จะเห็นได้ว่าราคาได้วิ่งมาถึงตำแหน่งนั้นแล้วดีด เราก็จะพิจารณาตำแหน่งนั้นให้เป็นตำแหน่งที่ 3 แล้วก็ทำการลากเทรนไลน์จาก 1 มาหา 3  จากจุดนี้เราสามารถทดสอบการบายขึ้นไปหาเป้าหมายที่ 4 ได้ SL ก็เลย Low ไป 10 – 20 pips แล้วแต่การพิจารณาของแต่ละคน
ทีนี้จะเป็นการพิจารณาหาตำแหน่งที่ 4  โดยการลากเทรนไลน์จากตำแหน่งที่ 1 ให้เฉียงขึ้นไปทางด้านขวามือดังรูปข้างล่าง จะเห็นได้ว่าลากเฉียงไปโดยใช้เส้น EMA 200 TF H4 เป็นตัวช่วยในการพิจารณาว่าราคาน่าจะไปหยุดแถว ๆนั้น ก็เลยลากเฉียงไปทางนั้น

918.png

ที่นี้เมื่อราคาไปถึงตำแหน่งที่ 4 แล้วราคาไม่ทำ Hi (4 < 2) เราจะทำการเซลจากตรงนั้นเพื่อไป TP ที่ตำแหน่งที่5 ได้เลย  แต่ถ้าทำไฮ ก็ต้องพิจารณากันอีกที ว่ายังคงอยู่ในรูปแบบ Wolf Wave อยู่หรือป่าว หรือว่าต้องเปลี่ยนไปพิจารณารูปแบบอื่น

919.png

  มาดูตำแหน่งที่ 5 กัน คิดว่าทุกคนน่าจะคิดออก ว่ามันจะอยู่ตรงไหน ก็ตรงเทรนไลน์ที่มันเริ่มมาจาก 1, 3, แล้วก็ต้องเป็น 5 ใช้ไหม สวยงามมาก ๆๆ ตามรูปด้านล่างเลย

920.png

ตัวอย่าง

Wolf Wave down Trend


921.png

922.png

Wolf Wave up Trend

ในส่วนของการเกิดสัญญาณในฝั่งขาขึ้นก็จะตรงกันข้ามกันกับฝั่งขาลง ลองมาดูการพิจารณาดังรูปด้านล่าง

จากรูปด้านล่างจะเห็นได้ว่าราคาได้วิ่งขึ้นไปอย่างแข็งแรงแล้วมีการย่อตัวเพื่อพักตัว ตำแหน่งที่ 2 โดยเราก็ใช้ทฤษฎีขั้นพื้นฐานในการหาตำแหน่งพักตัวโดยการใช้ Fibonacci retracement มากางเพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการพิจารณาหาตำแหน่งนี้ ดังนั้นเราก็สามารถเข้าบายจากตำแหน่งนี้แล้วไป TP ที่ตำแหน่งที่ 3 ได้ ตำแหน่งที่ 3 จะอยู่ประมา 50% ระหว่าง 100 – 161

923.png

เมื่อราคาไปถึงตำแหน่ง 3 เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถเซลลงมาหาตำแหน่งที่ 4 ได้

ตำแหน่งที่ 4 ก็จะไปประมาณตำแหน่งที่ 2 แต่ต้องไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่ 2  จากรูปด่านล่างจะเห็นได้ว่าก็ยังคงใช้ EMA 200 เป็นตัวช่วยในการพิจารณาหาตำแหน่งที่ 4 โดยลากเฉียงไปทางนั้น

924.png

หลังจากเรามันใจแล้วว่าราคาอยู่ในตำแหน่งที่ 4 แล้วก็ทำการบายขึ้นไปหาเป้าหมายในตำแหน่งที่ 5 ได้เลย ตำแหน่งนี้ก็จะอยู่ในแนวเทรนไลน์เดียวกันกับ 1, 3, ......5

925.png

ตัวอย่าง
Wolf Wave up Trend


927.png
#2
Volatility ในตลาดเป็นการบอกถึงว่ามีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างมากและรวดเร็ว หรือการขึ้นหรือลงของราคาในช่วงเวลานั้นๆ ก็จะทำให้เกิดการเสี่ยงสูงในเวลาอันสั้นถ้าเปิดเทรดแล้วราคาวิ่งสวน หรือก็จะกำไรในเวลาอันสั้นเพราะความเป็นไปได้สูงเกิดขึ้นเมื่อเทรดถูกทาง โดยเฉพาะช่วงตลาดที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ อย่างเช่น ข่าว Non-Farm เป็นต้น ดังนั้นเมื่อตลาดมี volatility มาก สิ่งที่จะเห็นการเคลื่อนไหวราคาอย่างรวดเร็วกว่าช่วงอื่นๆ เพราะสะท้อนความกลัว ความโลภจากเทรดเดอร์เพราะความไม่แน่นอน

ใช้ Bollinger Band บอก volaitlity

914.png

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Bollinger Band เป็นอินดิเคเตอร์ให้ข้อมูลอะไร อย่างแรกเลย เนื่องจากเป็นอินดิเคเตอร์ เป็นการอ่านข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วจากราคาที่ผ่านมา สิ่งแรกเลยเป็นการยืนยันหรือรายงานว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดเป็นอย่างไร หลักการใช้ทูลตัวนี้ก็ให้มองสามเส้น ที่ประกอบด้วย Upper Band, Middle band และ Lower band เพื่อดูเทรนหรือดูว่าตลาด sideway/consolidation ด้วยการดูการถ่างหรือระยะห่าง 3 เส้นประกอบกัน ถ้าเส้น upper band และ lower band ถ่างออกมา บอกถึงเทรนหรือ volatility ที่เกิดขึ้น ถ้าระยะห่าง upper band และ lower band ไม่ห่างจาก middle band เป็นช่วงตลาด consolidation หรือไม่ค่อยมี volatility ลองมองดูระยะห่าง upper band หรือ lower band แล้วดูแท่งเทียนที่เกิดขึ้น จะเห็นว่าแท่งเทียนยาวๆ ราคาก็จะวิ่งไปทางใดทางหนึ่ง เพราะการขึ้นหรือลงและการเปลี่ยนแปลงราคาเกิดขึ้นเร็วและมาก เลยทำให้เห็นแท่งเทียนยาวๆ เกิดขึ้น เทรดเดอร์ที่เทรดแบบ sideway ก็จะไม่ชอบเพราะราคาจะชน stop loss เร็ว แต่ถ้าเทรดเดอร์ที่เทรดตามขาใหญ่ ก็จะชอบเพราะออเดอร์ที่เกิดจากการเข้าเทรดและจัดการการเทรดของขาใหญ่ และกระตุ้นให้เกิดความกลัวและความโลภแก่รายย่อยเลยทำให้ราคาวิ่งเยอะ

ช่วงตลาดกับ Volatility

915.png

อีกวิธีการในการดู volatility ที่เกิดแต่ละวันคือเข้าใจช่วงตลาด แม้ว่าตลาดฟอเรกจะเปิดให้เทรด 24 ชั่วโมง 5 วันก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่า volatility ที่มากพอที่จะเทรดมีตลอด ด้วยการดูช่วงตลาดการเงินหลักๆ ของโลก ก็จะมีช่วง Sydney (เวลา 04.00-14.00) Tokey (เวลา 07.00-16.00) London (เวลา 15.00-24.00) และ New York (เวลา 20.00-04.00) เมื่อเทียบกับเวลาประเทศไทย ก็จะดูทำให้รู้ว่าช่วงตลาดการเงินหลักๆ ของโลกเปิดทำการแต่ละช่วงไหนบ้างของแต่ละวัน  แล้วมาดูที่ชาร์ตเปล่าหรือ price chart ก็จะเป็นช่วงที่เห็นแท่งเทียนยาวๆ เกิดขึ้น หลักๆ เห็นแท่งเทียนยาวๆ ก็จะเป็นช่วงตลาด London และ New York ก็เลยบอกได้ว่า volatility ว่าเกิดขึ้นแต่ละวันช่วงไหนบ้างเมื่อตลาดเปิดทำงานของแต่ละช่วง

อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อเรื่องของ volaitlity คือเรื่องข่าวที่มีเลขทางเศรษฐกิจแรงๆ ทำให้เกิด high volatility ขึ้นมากเป็นพิเศษ เช่นตัวเลขจากข่าว Non-Farm หรือ CPI เป็นต้น ข่าวพวกนี้สามารถดูได้จาก forexfactory หรือจากเว็บไชต์อื่นๆ แบบเดียวกัน  เพราะต้องไม่ลืมว่าแม้ market orders ที่เป็นตัวขับเคลื่อนราคาตลาดขึ้นหรือลงเพราะความไม่สมดุลย์ระหว่างออเดอร์ที่เกิดขึ้นแต่ละช่วง ต้องไม่ลืมว่า maket orders มาจากการออกจากการเทรดด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกจากการเทรดแบบ take profit หรือ stop loss หรือปิดเอง เท่ากับว่าท่านเปิดเทรดด้วย market order ทางตรงกันข้ามกับ position ที่ท่านถืออยู่ในตลาดเช่น ถ้าท่านเปิดเทรด sell ก็เป็น short position ในตลาด ถ้าท่านออกจากตลาด กำไรหรือสูญเสีย การทำงานของออเดอร์ไม่ต่างกัน เท่ากันกับท่านเปิด market order ฝั่งตรงข้ามคือเปิด buy market order ณ เวลาและราคาที่ท่านออก เพราะเมื่อมีข่าวแรงๆ เทรดเดอร์ที่เดือดร้อนมากกว่าเทรดเดอร์ที่รอหาจังหวะเข้าเทรดคือเทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ในตลาด จำนวนมากหรือน้อยดูพื้นที่การเปิดเทรดด้วยแท่งเทียนได้ เพราะแท่งเทียนบอกถึงการเปิดเทรดหรือ trading transactions ที่เกิดขึ้นว่าอยู่ตรงไหน  ถ้าเทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ในตลาดมากและถ้าราคาตลาดวิ่งสวนทางที่พวกเขาเปิดเทรดด้วย พวกเขาก็จะเดือดร้อน พอตอน volatility เกิดขึ้นมากตอนข่าวแรงๆ เทรดเดอร์พวกนี้เลยจะต้องออกด้วย

ทำไม Volatility สำคัญต่อการเทรด

916.png

เมื่อมองจากชาร์ตเปล่า สิ่งที่เห็นจากผลของ volatility คือ imbalance หรือความไม่สมดุลย์ระหว่างออเดอร์มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็ว เลยทำให้เกิดแท่งเทียนยาวๆ หรือราคาวิ่งไปทางใดทางหนึ่งบ่อยเป็นทาง ดูช่วงที่ตลาด London เปิดจะเห็นชัด เพราะยุโรปเป็นตลาดการเงินโลกที่ใหญ่กว่าช่วง Sydney และ Tokyo ที่ตรงกับช่วงเช้าของเวลาประเทศไทย  ถือว่าเป็นตลาดเล็กเมื่อเทียบกัน ยิ่งผ่านไปหลังจากช่วงตลาดยุโรปเปิดมา แล้วมาเปิดตลาดช่วง New York อีก ตลาดหลักและใหญ่ 2 แหล่งเปิดพร้อมๆ กันยิ่งทำให้มีขาใหญ่เข้ามาเทรดมากขึ้น ตัวอย่างการอ่านช่วง volatility ด้วย Bolllinger Band และช่วง Market sesssions พร้อมทั้งเข้าใจว่าขาใหญ่ก็จะเปิดเทรดช่วงไหนเป็นหลัก และขาใหญ่เทรดอย่างไร ดูที่เลข 1 ราคาเบรค supply ที่เกิดช่วง London ของวันก่อน ราคาเบรดช่วง London เป็นช่วงตลาดการเงินหลักของโลกเปิด เป็นตลาดที่มีขาใหญ่เป็นเทรดเดอร์ ขาใหญ่เทรดด้วยจำนวนเยอะและสามารถปั่นราคาได้ การเปิดเทรดเมื่อพวกเขาเข้าเทรดได้ตามที่ต้องการ  ก็จะทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ระหว่างชาร์ตให้เห็น พื้นที่พวกแนวรับ-แนวต้านหรือ demand/supply ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็จะมีความแข็งเยอะ เลยมักจะทำให้เกิดโอกาสการเทรดตลอด ดูตอนที่ราคากลับมาหา demand ที่เลข 1 และ supply ที่เลข 2 และ 3

อีกอย่างที่ต้องไม่ลืมแม้ว่าตลาดการเงินแต่ละช่วงเปิดขึ้นมา โดยเฉพาะทางยุโรปและอเมริกาเปิด ไม่ได้บอกว่า volatility จะมากเหมือนกันทุกวัน เพราะแต่ละวันก็จะต่างกันออกไป ให้ดู Bollinger Band หรือ price structure ที่เกิดขึ้นแต่ละช่วงตลาดประกอบ
#3
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / MFI Indicator
มิถุนายน 07, 2026, 11:52:30 หลังเที่ยง
Market Facilitation Index (MFI)

" MFI เป็นการวัดความปรารถนาที่จะเคลื่อนไหวของตลาด มันเป็นการวัดที่สะท้อนภาพของตลาดอย่างแท้จริงมากกว่า Stochastic, RSI (Relative Strength Index) หรือ momentum indicator อื่น ๆ "

Bill Williams

ในหนังสือของเขา "Trading Chaos" Bill Williams ได้แนะนําเกี่ยวกับวิธีใหม่ในการรวมราคาปริมาณเพื่อที่จะดู การเคลื่อนไหวของตลาดที่แท้จริง หัวใจหลักนั้นขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่เรียกว่า Market Facilitation Index (MFI)

BW MFI (Bill Williams Market Facilitation Index) ใช้สูตรธรรมดา

910.png

และสามารถวัดประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวของตลาด

แล้วประสิทธิภาพหมายความว่าอะไร ? ตลาดที่มีประสิทธิภาพคือ สภาพคล่อง ปริมาณการเทรดในตลาดของ นักลงทุนทุกประเภท (long-term และ short-term traders) จะเกี่ยวข้องกับการซื้อและการขาย ผลประโยชน์ของ กลุ่มใหญ่หมดไป ทําให้ปริมาณการเทรดลดลงและจากจุดนี้ประสิทธิภาพของตลาดก็ลดลงด้วยเช่นกัน

จะตีความหมายของ BW MFI อย่างไร

MFI สามารถใช้ได้ทุก Time Frame จาก 5 นาทีไปยัง daily และ weekly
ค่า BW MFI ได้โค๊ดเครื่องมือใน MetaTrader 4 ส่วนโปแกรมอื่นก็อาจจะมีเครื่องมือนี้
การเรียกใช้ MT4 charts: Insert -> Indicators-> Bill Williams -> Market Facilitation Index

911.png

ด้วยค่า BW MFI เราจะมีค่าสัมบูรณ์ของเครื่องมือ (0.0030 หรือ 0.0055)แต่ต้องโฟกัสที่การเปลี่ยนแปลงของราคาทุกขณะ เพื่อที่จะวัดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ใน MT4 เรามี MFI bars อยู่ 4 สีดังนี้ :

912.png

ทีนี้ก็เหลือแค่ว่าจะอ่านค่าตีความสีต่าง ๆ ที่ได้ออกมาจากเครื่องมือได้อย่างไร

การอ่านค่าสี BW MFI

มีชุดการอ่านค่าอยู่ 4 แบบ ซึ่งสีของ 1 BW MFI indicator มีความหมายดังนี้ :

913.png

Green MFI bar บอกว่าตลาดพร้อมที่จะเคลื่อนไหว ดังนั้นเทรดเดอร์ต้องตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวพร้อม กับตลาด ไม่ว่ามันจะไปทิศทางไหนก็ตามในวันที่มันเป็นสีเขียว คุณต้องเปิดออเดอร์เทรดในทิศทางที่ตลาด เคลื่อนไหวแล้ว

ถ้ามีออเดอร์เปิดอยู่ ต้องแน่ใจว่ามันไม่สวนทางตลาด ไม่งั้นจะเสี่ยงขาดทุน สีเขียวจะบอกอยู่สามอย่าง :

• มีเทรดเดอร์เข้าเทรดในตลาดมากขึ้น ;
• เทรดเดอร์เหล่านั้นจะไอแอสในทิศทางที่ตลาดกําลังเคลื่อนไหว (ราคาสุดท้ายบนกราฟ) ;
• ตลาดกําลังจะเพิ่มความเร็ว

Brown MFI bar (เรียกว่า Fade) ปรากฏเมื่อตลาดเริ่มหมดแรง - หมดแรงจูงใจที่จะไปต่อ บ่อยครั้งที่สามารถดู ได้จากที่เทรนด์จบแล้ว เทรรดเดอร์ที่เข้าเทรดในตลาดจะไม่สนใจในออเดอร์ใหม่ที่ราคาปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้ ตลาดหมดแรง ทั้งปริมาณ และ MFI จะลดลง Bill Williams เป็นตัวอย่างของ Elliott Waves ซึ่ง Elliott Wave ก็ สอดคล้องกันกับการหมดแรงเมื่อจุดยอด - มีกิจกรรมเกิดขึ้นน้อย และความตื่นเต้นในตลาดเริ่มลดลง ซึ่งเกิด ความน่าเบื่อนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวที่รุนแรง " เมื่อตลาดเริ่มน่าเบื่อที่สุดเป็นเวลาที่เทรดเดอร์ที่ดี ต้องต้องระวังสัญญาณที่เกิดขึ้น " – Bill Williams กล่าว

แท่งสีน้ําตาลในแถวแสดงการเคลื่อนไหวของตลาดที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

Blue MFI bar (เรียกว่า Fake) การเรียกชื่อจึงมีเหตุผลอะไรสักอย่าง เมื่อตลาดเคลื่อนไหว แต่ว่าการเคลื่อนไหวนี้ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากปริมาณการเทรด ซึ่งมันให้ร่องรอยว่าไม่มีผลประโยชน์ในการเคลื่อนไหวของราคา ขณะที่กลุ่มของผู้ที่อยู่ในตลาดพยายามที่จะจัดการตลาดโดยใช้ความได้เปรียบของพวกเขาที่มีอยู่ นี่เป็นจุดที่ มือใหม่สามารถหวาดกลัวได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทําให้เทรนด์เกิดขึ้นซึ่งทําให้พวกเขาปิดออเดอร์ก่อนเวลา แล้วต้องเปิดใหม่เพื่อไล่ตามเทรนด์ ซึ่งต้องผิดหวังอย่างรุนแรงเพราะว่ามันไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่แท้จริง เพราะว่ามันไม่ได้สอดคล้องกับปริมาณการเทรด มันคือ การเคลื่อนไหวหลอก ควบคุมโดยคนไม่กี่คนแต่ว่ามีหุ้นส่วนในตลาดเยอะ

Pink MFI bar ( Squat) จะปรากฏเมื่อถึงจุดจบของแต่ละเทรนด์ Bill Williams เรียกมันว่า "the strongest potential money maker" กราฟที่เหมาะที่จะเทรดแล้วได้กําไรของรูปแบบทั้ง 4 รูปแบบ การเพิ่มขึ้นของปริมาณ ทําให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาชั่วคราว เกิดกราฟที่เรียกว่า squat bar ปัจจัยหลักคือ มีหลายปัจจัยที่เทรดเดอร์ เข้าสู่ตลาด ทําให้พวกเขาอยากที่จะซื้อขาย (ปริมาณเพิ่มขึ้น ), แต่ว่าก่อนที่จะเกิดการแก่งแย่งระหว่าง buyers และ sellers เพื่อหาผู้ชนะ ตลาดจะหยุดเพื่อที่จะไปต่อ การเกิดเบรคเอาท์จะเกิดขึ้นซึ่งอาจจจะมาจากจุดกลับตัว หรือการเคลื่อนไหวของเทรนด์ปัจจุบันทางใดทางหนึ่ง มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะเข้า ณ จุดเทรนด์เริ่มต้น
#4
สำหรับการฝึกเทรดใดๆ นอกเหนือจากการค้นหารูปแบบการเคลื่อนไหวของแท่งเทียนแล้วยังต้องมีเรื่องการมองหาการเทรดที่มีความน่าจะเป็นสูงซ้อนอยู่อีกด้วย หนึ่งในความน่าจะเป็นสูงคือเรื่องของการยืนยันด้วยการมองหาการไหลมารวมกันของสัญญาณแท่งเทียนกับ KEY LEVEL ที่ไหลมารวมกันและสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ให้ลองใช้อินดิเคเตอร์ไปก่อนจนกว่าจะคุ้นชินหรือจนกว่าจะสามารถมองเห็นพฤติกรรมของแท่งเทียนออก แล้วค่อยเอาอินดิเคเตอร์เหล่านี้ออก ในส่วนของเทรดเดอร์ที่มีความคุ้นเคยกับชาร์ตราคาเปล่าแล้วให้มองหาการบรรจบกันไปได้เลย ดังนั้นเราจะแบ่งงานออกเป็นสองส่วนดังนี้:

- การเคลื่อนไหวของกราฟแท่งเทียน: ถือเป็นการเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยการเรียนรู้ที่จะอ่านการเคลื่อนไหวของราคา สามารถกำหนดทิศทางของตลาดโดยรวมได้ ไปจนถึงความสามารถอ่านรูปแบบ PATTERN ของกราฟราคาจะยิ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงหรือความต่อเนื่องในความเชื่อมั่นของตลาดได้ด้วย

- การบรรจบกัน: ณ จุดหนึ่งในตลาดที่มีสองระดับหรือมากกว่านั้น การตัดกันหรือจุดไหลมารวมกันในตลาด ในพจนานุกรมการบรรจบกันหมายถึงการรวมกันของผู้คนหรือสิ่งของ ดังนั้นโดยทั่วไปเมื่อเรามองหาพื้นที่ที่ไหลมารวมกันในตลาดเรากำลังมองหาพื้นที่ที่มีสองระดับขึ้นไปหรือพื้นที่ที่มีอินดิเคเตอร์กำลังตัดกัน

ปัจจัยในการมองหาการบรรจบกันที่ชาร์ตราคา:

1. แนวโน้ม- มองหาแนวโน้มหลักก่อน ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลงเพราะมันเป็นหลักในการมองหาสิ่งต่อไปที่จะมาบรรจบกับตัวของแนวโน้มเอง
2. อินดิเคเตอร์เส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่- ในที่นี้ใช้ EXPONENTIAL MOVING AVERAGE (EMA 8 และ 21) เพื่อช่วยระบุแนวโน้มโดยมันจะมีช่วงช่องแนวรับ แนวต้านในตัวแบบไดนามิก เส้นทั้งสองนี้เป็นปัจจัยหรือระดับที่สามารถเพิ่มการบรรจบกันในการตั้งค่าการเทรดได้
3. แนวรับ แนวต้าน- เส้นแนวรับ แนวต้านจากกราฟแท่งเทียนในอดีตทางฝั่งซ้าย นี่เป็นแนวรับแนวต้านคลาสสิคที่ยังคงต้องใช้อยู่ โดยทั่วไปมันจะเชื่อมต่อสวิงของกราฟราคาให้
4.พื้นที่เกิดกิจกรรม- พื้นที่ดังกล่าวมักจะเกิดเหตุการณ์การเคลื่อนไหวของราคาอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นการเคลื่อนไหวตามทิศทางแนวโน้มที่แข็งแกร่งหลังจากเกิดสัญญาณการเคลื่อนไหวของแท่งเทียนแล้วหรืออาจเป็นการปฏิเสธ LEVEL ตามด้วยการย้อนกลับ มักจะเหตุการณ์ที่สำคัญบางอย่าง ณ จุดหนึ่งในตลาด ให้พิจารณาพื้นที่กิจกรรมเหล่านี้ให้ดี
5. การย้อนกลับที่ 50%- LEVEL การย้อนกลับหรือRETRACE 50% ถึง 61.8% ในส่วนของ FIBONACCI ปรกติแล้วฉันจะไม่ใช้ LEVEL ทั้งหมดของ FIBONACCI เพราะพวกเขามีความรอบคอบและจับจดเกินไปที่จะใช้งานได้ ความรู้ทั่วไปโดยปรกติแล้วส่วนใหญ่ในตลาดมีแนวโน้มที่จะย้อนกลับประมาณ 50% แต่ระดับต่างๆ ใน FIBONACCI จะใช้ได้ในบางกรณี ไม่ผิดถ้าคุณจะใช้ตัวเลขทั้งหมดแต่จะเป็นการดีถ้าคุณนำเอาแต่สิ่งที่คุณต้องการมาใช้ในส่วนที่ต้องการ นอกนั้นอาจทำให้คุณสับสนได้

5 หัวข้อข้างต้นที่กล่าวมาเป็นเพียงบาง LEVEL ที่สามารถตัดกันเพื่อมองหาพื้นที่ไหลมารวมกันในตลาดได้ นอกจากนี้อาจมี LEVEL ระหว่างวันและปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติมอีกได้เช่นกัน

การรวมกันของ LEVEL การบรรจบกับสัญญาณการเคลื่อนไหวของแท่งเทียน

เริ่มด้วยการมองหารูปแบบแท่งเทียนที่ชัดเจนที่ก่อตัวที่จุดบรรจบกันในตลาดเป็นหลัก ยิ่งชัดเจนยิ่งมีความน่าจะเป็นสูง จากนั้นให้วิเคราะห์โครงสร้างตลาดและบริบทที่สัญญาณเกิดขึ้น  ตรวจสอบปัจจัยการรวมตัวกันอีกครั้ง ให้มีอย่างน้อยสองรายการที่สอดคล้องกัน ก่อนตัดสินใจเพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นอาจไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงต่อเงินของคุณ

ตัวอย่างของการตั้งค่า PIN BAR ที่เห็นได้ชัดบนกรอบรายวันมีการไหลมารวมกัน 4 หัวข้อ:

- PIN BAR นี้มีการบรรจบกับแนวโน้มขาลงที่โดดเด่น เนื่องจากมีการทำสวิงที่ต่ำลงมาแล้วตามลำดับ
- มีการวิ่งสลับไปมาระหว่างเส้น EMA ก่อนที่เส้น EMA 8 จะวิ่งตัดเส้น EMA 21 ลงมา นำไปประกอบกับหัวข้อแรกคือมีการทำสวิงลงมา
- PIN BAR ปฏิเสธเส้นแนวต้านทางฝั่งซ้าย (เส้นแนวนอน)
- ในจังหวะที่มาการ BREAK แนวรับฝั่งซ้ายลงมาได้ เราอาจเข้าทำการเทรดหรือรอการยืนยันด้วยการลากเส้น FIBONACCI ก่อนที่จะรอให้แท่งเทียนย้อนกลับไปที่ 50% พร้อมกับสัญญาณ PIN BAR ที่เกิดขึ้นให้เราเข้า เทรด forex ได้

908.png

ลองมาดูอีกตัวอย่าง ที่มี 3 ข้อของการไหลหรือการบรรจบกันให้เห็น:

- กราฟแท่งเทียนจากแนวโน้มขาลงที่มีโมเมนตัมที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน มีการทำสวิงขึ้นไปทดสอบแนวต้านฝั่งซ้ายที่ไม่สามารถทะลุได้ ยิ่งยืนยันการลงมาของแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น มันเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ
- เราสามารถมองเห็นช่วงช่องของเส้น EMA 8 และ 21 ที่ขนานกันลงมา ก่อนจะมีการ BREAK แนวรับลงไปได้ แน่นอนว่ามักจะมีการย้อนกลับไปทดสอบแนวรับเดิม (ตอนนี้เป็นแนวต้านแล้ว) ที่ทะลุลงมาได้
- มีรูปแบบ INSIDE BAR เกิดขึ้น

909.png

จากภาพตัวอย่าง มีปัจจัยเรื่องแนวโน้ม โมเมนตัม ช่วงช่องเส้นค่าเฉลี่ยราคา การทะลุแนวรับ การทดสอบแนวต้าน รูปแบบแท่งเทียน ปัจจัยหลายอย่างมารวมกันเช่นนี้สำหรับการตั้งค่าการเทรดโดยเฉพาะมันเป็นสัญญาณที่ดีมากและเป็นการยืนยันในประเภทที่ทำให้เราเห็นว่าการเทรดนั้นคุ้มค่าที่จะเสี่ยง

สรุป

จากตัวอย่างข้างต้นเมื่อคุณได้รับความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของแท่งเทียนกับการไหลมารวมกันของ LEVEL สำคัญกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นปัจจัยในตลาดเพื่อการเข้าเทรดที่ชัดเจน คุ้มค่ากับความเสี่ยงแล้ว ให้คุณฝึกฝนและต่อยอดไปที่เรื่องของการหาเป้าหมายการทำกำไรและการจัดการด้านการเงินต่อไป เพื่อให้การเทรดของคุณยิ่งมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
#5
วิธีการกำหนด trade setup มีหลายรูปแบบแล้วแต่เทรดเดอร์ที่ใช้ต่างกันออกไปอาจเป็น support/resistance, support/demand, swings, Fibonacci Retracements, chart patterns หรือ price action หรือแม้แต่การเทรดด้วยอินดิเคเตอร์ เป็นต้น การเทรดแบบไหนก็ล้วนทำกำไรและทำให้เกิดการสูญเสียได้หมดขึ้นอยู่ที่เทรดเดอร์ วิธีการที่จะเสนอต่อไปนี้เป็นวิธีการที่ง่ายสุดและแค่เข้าใจว่าตลาดและออเดอร์ทำงานอย่างไรเป็นความรู้เบื้องต้นเท่านั้นเอง

ราคาขึ้นหรือลง เพราะความไม่สมดุลย์ระหว่างออเดอร์ที่มาจาก sellers และ buyers

904.png

วิธีการที่จะอธิบายเรื่องความไม่สมดุลย์ระหว่างออเดอร์ที่ง่ายที่สุดคือใช้ Depth of Market หรือ Order Book จาก Metatrader 5 มาประกอบ เพราะตรง Metatrader 4 เราจะไม่เห็นในส่วนนี้ เรื่องออเดอร์จะอธิบายในรูปของ volume เป็นหลัก ตรงส่วน Metatrader 5 จะละเอียดกว่าตรงที่ Sell Limit หรือ Buy limit จะเห็นว่ามี Volume คือจำนวนที่ต้องการจะเปิดเทรดแต่ละราคาที่ Volumne นั้นๆ อยู่ทั้ง sell/buy limit เป็นการกำหนด Pending orders รอถ้าได้เงื่อนไข คือราคาตลาดมาถึงออเดอร์พวกนี้ก็จะเปิดเทรดตามที่กำหนด คำว่ารอราคาให้ราคาตลาดมาก่อนค่อยเปิดเทรด เลยบอกว่าพวก limit orders หรือ pending orders เพิ่ม liquidity เข้าตลาดที่ราคานั้นๆ เพราะรอให้ market order มาถึงแล้วได้เงื่อนไขเข้าตลาด เมื่อ market order มาถึงทำให้ Limit orders พวกนี้ได้เปิดเทรด จำนวน volume ที่กำหนดไว้เลยลดลงไปตามที่ว่า market orders ที่เข้ามามากพอหรือเปล่า เลยทำให้บอกว่า market orders ลดหรือลบหรือใช้ไป จำนวนวอลลูมที่ limit order ที่ราคานั้นๆ ถ้าจำนวน market orders มาอย่างต่อเนื่องและเกิน Limit orders ที่ราคานั้นๆ ก็จะทำให้ราคาที่มาจาก market orders วิ่งไปหาออเดอร์ตรงข้ามที่ราคาต่อไป  นี่คือเหตุผลที่ว่าราคาขึ้นหรือลงเพราะความไม่สมดุลย์ระหว่างออเดอร์ ณ ราคานั้นๆ และตอนนั้นๆ

อะไรเกิดขึ้น เมื่อ market orders ไปจับคู่กับ Limit orders

905.png

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อราคาวิ่งไป ไม่ว่าขึ้นหรือลง อย่างใน Metatrader 4 เราก็จะมีส่วนที่เป็นสเปรดประกอบ คือระยะห่างระหว่างราคา Ask กับ Bid การกำหนด sell limit เท่ากับการกำหนด Ask ราคาที่ต้องการเปิดเทรด และการกำหนด Buy Limit เท่ากับการกำหนด Bid ราคาที่ต้องการการเปิดเทรด เมื่อบอกว่าราคาตลาดปัจจุบันหมายถึงราคา Bid/Ask เช่นเมื่อเปิดเทรดด้วย Market order ที่ราคาปัจจุบัน หมายความว่า เช่นถ้าเปิด Buy เท่ากับว่าออเดอร์ตรงข้ามที่รอคือ Best Ask ตรงส่วนบนของสเปรด และเมื่อเปิด Sell ออเดอร์ตรงข้ามคือ Best Bid ที่ส่วนล่างของสเปรด ถ้า market orders ที่เปิดเทรดราคานั้น เกินจำนวน Best Bid/Ask ราคาก็จะวิ่งไปหาตัวต่อไป เลยทำให้เกิด Best Bid/Ask ใหม่ตลอด ก็วิ่งไปแบบนี้เป็นอัตโนมัติ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการได้เข้าเทรด หรือจากออเดอร์กลายเป็น position ที่ต้องการอยู่ในตลาดแล้วแต่ข้าง ราคาวิ่งไปทางไหนทางนั้นก็กำไรอีกทางก็ติดลบ พอเรามองที่ชาร์ตเราจะเห็นว่าเป็นแท่งเทียน คือที่บอกว่า trading transaction ที่เกิดขึ้น หรือที่ได้มีการเข้าตลาด สิ่งที่เห็นบนชาร์ตมีดังนี้

•   เห็นว่ามีการเข้าเทรดตรงไหน หรือถ้าเป็นพื้นที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบ (consolidation) ก็บอกว่ามีการเข้าเทรดเยอะ

•   เห็นว่าราคาเด้งตรงไหน บอกว่าราคาวิ่งไปด้วย market orders ต่อเนื่องทางใดทางหนึ่ง แต่พอราคาหยุดแล้วเด้งทำให้รู้ว่ามี limit orders มากพอที่จะหยุดราคา และเริ่มมี market orders เปลี่ยนข้างเลยทำให้เป็นแนวรรับ-แนวต้านหรือ key levels ในการกำหนดตัวช่วยทาง technical analysis เพื่อหาโอกาสเทรด เพราะเป็นต้นตอของความไม่สมดุลย์

•   เห็นว่าราคามีการเบรคตรงไหน ทำให้รู้ว่ามีความพยายามจะเอาชนะหรือเปล่า ตามด้วยเห็นว่าเทรดเดอร์ที่ติดลบอยู่ตรงไหน ที่ขาใหญ่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้


เข้าใจราคา rejection และ break มองอย่างไรที่ชาร์ตเปล่าก็หาที่เทรดเป็น

906.png

การหาโอกาสการเทรดเนื่องจากคาดหวังความไม่สมดุลย์ของออเดอร์ อย่างแรกที่ต้องการเห็นคือว่าราคาหยุดที่ไหน และคาดหวังว่าราคาจะเด้งกลับหรือไปต่อหลังจากเบรค วิธีการคือมองที่ราคาปัจจุบันแล้วมองย้อนมาทางช้ายมือ ดูร่องรอยเก่าว่าเคยเป็นเช่นไร เพราะถ้าราคาเด้ง แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้นเคยมีเทรดกำหนดออเดอร์ไว้เพื่อหยุดราคา และก็คาดหวังว่าจะทำแบบเดิมๆ อีก เลยกลายเป็นพื้นฐานการเทรดแนวรับ-แนวต้าน ถ้าราคาจะไปต่อด้วยการเบรค ต้องเปิดเผยให้เห็นบางอย่างเช่น ตอนที่ราคาเด้งก็เด้งกลับได้นิดหน่อย และราคาต้องเบรคให้เห็นและต้องปิดทางที่ราคาเบรคด้วย เช่นตามภาพประกอบ พื้นที่เลข 1 ที่เห็นราคาเด้ง กลายเป็นแนวต้านหรือ resistance แต่ราคาดันลงมาไม่สามารถเบรคที่ทำให้ราคาขึ้นไปได้ ส่วนล่างก็กลายเป็นแนวรับหรือ support จุดเปลี่ยนแปลงคือที่เลข 3 เมื่อเกิดขึ้น ราคาเบรคขึ้นบนและปิดทางที่เบรคได้ เทรดเดอร์ที่เทรดด้วยการอิงแนวต้านก็กลายติดลบหมดทันที

พอราคาเบรคก็เปิดเผยโอกาส trade setup เกิดขึ้นเปิดโอกาสเปิด Buy ด้วยความเป็นไปได้สูงขึ้นมาทันที สรุปได้ดังนี้

907.png

•   ราคา rejection ทำให้รู้ว่า แนวต้านเกิดขึ้น และมีการเข้าเทรดด้วย

•   ราคาไม่สามารถดันลงมาได้ กลายเป็นกรอบราคาหรือ consolidation กลายเป็นสะสมออเดอร์ในกรอบแนวรับ-แนวต้าน

•   ราคาเบรค ทำให้รู้ว่าเทรดที่เปิด short ในกรอบกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ติดลบทันที ถ้าราคาลงมาแต่ไม่ลงไปต่อ เทรดเดอร์พวกนี้ก็จะหันมาออกเป็นหลัก

•   ราคาเบรค ทำให้เทรดเดอร์ที่รอเข้าหาโอกาสเทรดได้ อย่างที่ทำให้ trade setup เกิดขึ้น

•   เทรดเดอร์ที่เปิดเทรด long ตอนอยู่ในกรอบ ก็อยากจะดันราคาขึ้นไปอีก ก็จะเพิ่มการเข้าเทรดอีก ณ จุดที่ราคาเบรค

•   ทั้งหมดคือที่มาของ Buy market order ที่จะทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ได้


นี่คือหลักการเทรดที่รอให้ราคาบอกว่าควรจะเทรดตรงไหนดี ด้วยการเข้าใจว่าออเดอร์ทำงานอย่างไร ราคาขึ้นหรือลงเพราะอะไร และเทรดเดอร์ทั้งที่รอเข้าตลาดและเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาดมีผลอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของตลาด
#6
เทรดเดอร์ที่เข้าตลาดด้วยกราฟราคาแกว่งตัวจะชื่นชอบกลยุทธ์การปรับฐานหรือการพักตัวมาก   เมื่อแนวโน้มตลาดมีทีท่าจะการย้อนกลับ กราฟราคามีรูปแบบที่อาจจะมีความเสี่ยงต่ำ แต่มีผลตอบแทนสูงในการเข้าตลาดซื้อขาย  เทรดเดอร์มักจะมองหาการปรับฐานหรือการย้อนกลับของกราฟราคา

900.png

แนวโน้มของตลาด ต้องการการย้อนกลับเท่าไหร่ ?

นี่เป็นคำถามที่ยาก การย้อนกลับอาจมีความผิดพลาด ยกเว้นแนวโน้มที่แข็งแกร่งจริงๆ  การกลับตัวลึกอาจเป็นสัญญาณการกลับตัวที่ อาจกลับตัวแค่สั้นๆ  สถานการณ์ทั้งสองมีความยุ่งยาก และมักทำให้เทรดเดอร์สับสน

มีวิธีการปฏิบัติต่างๆ เพื่อจัดการกับคำถามข้างต้น  เทรดเดอร์บางรายมองหาการย้อนกลับโดยอาศัยกลยุทธ์เรื่อง FIBONACCI RETRACEMENTS
ท่ามกลางกลยุทธ์การซื้อขายแบบกราฟราคาแกว่งตัว การย้อนกลับ หรือการปรับฐาน RETRACEMENTS 50%  เป็นวิธีที่น่าเชื่อถือโดยเฉพาะตัวเลข 50% ไม่ใช่อัตราส่วนของFIBONACCI  ที่มีผลมากนัก แต่กลับมีผลเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำหรับการปรับฐานของราคากราฟ

กฎการซื้อขาย แบบกราฟราคาแกว่งตัวไปปรับฐาน พักตัวที่แนว 50%

901.jfif

   การซื้อขายแบบกราฟราคาแกว่งตัวในตลาดขาขึ้น

1.   ให้เทรดเดอร์ มองหากราฟราคาแท่งเทียนแบบตลาดขาขึ้น แท่งที่มีความสามารถที่จะดันราคาให้สูงกว่าระดับการแกว่งตัวก่อนหน้า นี้
2.   ทำเครื่องหมาย  "โซนการย้อนกลับของราคา" ระหว่าง 50% ถึง 61.8% ของราคา
3.   หลังจากที่กราฟราคาแท่งเทียน ลดลง และย้อนมาที่บริเวณ โซนการย้อนกลับของราคา ให้เปิดคำสั่งซื้อด้านบนของแท่งกราฟขาขึ้น

   การซื้อขายแบบกราฟราคาแกว่งตัวในตลาดขาลง
1.   ให้เทรดเดอร์ มองหากราฟราคาแท่งเทียนแบบตลาดขาลง แท่งที่มีความสามารถที่จะกดราคาให้ต่ำกว่าระดับการแกว่งตัวก่อนหน้า นี้
2.   ทำเครื่องหมาย  "โซนการย้อนกลับของราคา" ระหว่าง 50% ถึง 61.8% ของราคา
3.   หลังจากที่กราฟราคาแท่งเทียน สูงขึ้นและย้อนมาที่บริเวณ โซนการย้อนกลับของราคา ให้เปิดคำสั่งขายด้านล่างของแท่งกราฟขาลง

    การเข้าซื้อขายในขณะที่กราฟราคาแท่งเทียนแกว่งตัว ไปในตลาดขาขึ้น ปรับฐาน พักตัวที่แนว 50%

902.jfif

903.jfif

                                                                                50% RETRACEMENT SWING TRADING STRATEGY

  กราฟราคาแท่งเทียนปรับขึ้นครั้งแรกหลังจากกราฟราคาแท่งเทียนอยู่ในช่วงไม่มีเทรน (SIDE WAY) มาสักระยะหนึ่ง แท่งกราฟแสดงรูปแบบการกลับตัว พุ่งขึ้นเหนือระดับสูงสุด ที่ไม่มีแนวต้านใดๆ  หลังจากนั้น กราฟราคาแท่งเทียนเริ่มมีการย้อนกลับ เป็นการแกว่งของราคาที่บริเวณแนว 50% ของ FIBONACCI RETRACEMENTS

   ให้เทรดเดอร์วางโซนการย้อนกลับของราคา โดยอยู่ที่แนว 50% และ 61.8% ของ FIBONACCI RETRACEMENTS
   แท่งกราฟราคาแท่งเทียน ทำรูปแบบขาขึ้น บริเวณโซนการย้อนกลับของราคาที่บริเวณ 50% ถือเป็นจุดที่เหมาะสม

   ทบทวน - กลยุทธ์การซื้อขาย แบบกราฟราคาปรับฐาน พักตัวที่แนว 50%

   สำหรับกลยุทธ์นี้จะทำงานได้ดี ให้เทรดเดอร์มองการเลือกใช้การผลักดันราคา (การหาจังหวะการแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียน) เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าจังหวะการแกว่งตัวไม่มากพอหรือไม่อยู่ในจุดที่เหมาะสม หรือไม่มีรูปแบบแท่งเทียน อาจจะทำให้ไม่เกิดโซนที่น่าเชื่อถือได้

   ในการมองหาจุดหรือตำแหน่งในการเข้าซื้อในแนวโน้มตลาดขาขึ้น ให้เทรดเดอร์เลือกกราฟราคาแท่งเทียน แท่งที่มีแรงผลักดันด้านราคา ที่สามารถทะลุจุดสูงสุดกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้านี้ได้  ส่วนการมองหาจุดหรือตำแหน่งในการเข้าขายในแนวโน้มตลาดขาลง  ให้เทรดเดอร์เลือกกราฟราคาแท่งเทียน แท่งที่มีแรงกดราคาลงมาได้ แท่งที่สามารถทำจุดต่ำสุดกว่าจุดต่ำก่อนหน้าได้

   หลังจากระบุตำแหน่งราคาหรือจุดดังกล่าวได้แล้วก็จะทำให้เทรดเดอร์ ลากเส้นแบ่งโซนได้ง่ายดายขึ้น   

   การหาจังหวะเข้าเทรด เทรดเดอร์อาจใช้วิธี ตั้งการซื้อขายล่วงหน้า ในช่วงที่มีการทดสอบ "โซนการย้อนกลับของราคา"   ตัวอย่างเช่นวางคำสั่งซื้อที่ต่ำกว่าระดับ FIBONACCI RETRACEMENTS 50% การใช้วิธีนี้ เทรดเดอร์อาจป้องกันการสูญเสียของพอร์ต ด้วยการตั้งจุดตัดขาดทุน (STOP LOSS) ที่เหมาะสม

   กลยุทธ์การซื้อขาย แบบกราฟราคาปรับฐาน พักตัวที่แนว RETRACEMENTS 50%  นี้เป็นสิ่งที่ดี สำหรับเทรดเดอร์ที่เข้าซื้อขายด้วยกราฟราคาแกว่งตัว  ให้เทรดเดอร์รอกำลังการผลักดันราคาที่มีประสิทธิภาพ  จากนั้นรอการกลับตัวที่บริเวณ RETRACEMENT 50%  หากเทรดเดอร์กลัวการผิดพลาดหรือกลัวการมองไม่เห็นแนวโน้ม  และหรือเทรดเดอร์ใจร้อน เข้าเปิดออเดอร์ไป ก่อนที่กราฟราคาแท่งเทียนจะย้อนกลับไปถึงระดับ RETRACEMENT 50%  เทรเดอร์จะไม่สามารถใช้กลยุทธ์นี้ได้ ให้เทรดเดอร์อดทน ฝึกฝน และเก็บเกี่ยวผลตอบแทน อีกที
#7
หลักการเทรดที่มีความเป็นไปได้สูงคือการเทรดตามขาใหญ่ ดังนั้นวิธีการเทรดต่างๆ ไม่ว่าแบบไหนก็พยายามที่จะหาร่องรอยว่าขาใหญ่เทรดตรงไหนแล้วเทรดตาม รูปแบบการเทรดแบบ Double Top/Double Bottom เป็นรูปแบบอย่างหนึ่งที่บอกว่าขาใหญ่เข้าเทรด ทำไมพวกเขาทำให้เกิดขึ้น เพราะอะไร การเข้าใจตรรกะที่อยู่เบื้องหลังก่อนเทรดเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อเห็น price structure ที่กำลังเกิดขึ้นท่านก็จะเทรดแบบขาใหญ่เป็น หรือเห็นพื้นที่ที่จะเทรดตามพวกเขาว่าอยู่ตรงไหน

Double Top/Double Bottom รูปแบบกลับตัวของราคา

897.png

หลักกการทั่วๆ ไปในการกำหนด Double Top หรือ Double Bottom เมื่อดูจากภาพท่านจะเห็นว่าไม่ยาก เห็นราคาวิ่งทางใดทางหนึ่ง แล้วราคามีการเด้งกลับที่จุดเดิม 2 ครั้งก็เป็นการกำหนดได้เลย Double Top กำหนดด้วยราคาทำเทรนขึ้น แล้วราคาเบรค High ขึ้นไปทำ Higher High หรือ New High ใหม่ได้ ราคาย่อตัวมาตรงจุดที่ราคาเบรคขึ้นไป ราคาไม่สามารถลงไปต่อได้ ตรงนั้นยืนยันว่าเป็น Support ที่เกิดขึ้นใหม่ หรือเป็นส่วนที่กำหนดว่าเป็น Neckline ในส่วนประกอบของ Double Top แล้วราคาเด้งขึ้นไปไม่สามารถเกิน New High ที่สร้างใหม่ได้ ตรงพื้นที่ New High ก็เรียกว่าเป็น Top 1 ตอนที่ราคาขึ้นมาอีกรอบไม่สามารถเกิดได้ ได้ทำให้เกิด High บริเวณพื้นที่เดียวกันหรือเรีกว่า Top พื้นที่เดียวกัน 2 ครั้ง และหลักการเปิดเทรดที่นิยมกันคือ เมื่อราคาเบรค Neckline หรือหลังจากราคาเบรคแล้วราคาย่อตัวกลับมาเทส

หรือในทางกลับกันสำหรับ Doulbe Bottom ราคาทำเทรนลงมา แล้วสามารถทำ New Low ได้ ตามหลักการพัฒนาเทรน แล้วราคาย่อตัวกลับขึ้นไปทดสอบแล้วราคาลงมาอีกรอบ แต่ราคาไม่สามารถเบรค Low ได้ กลับตรงกันข้ามราคาเด้งกลับขึ้นไป Low เลยเกิดพื้นที่เดียวกัน 2 ครั้งกลายเป็น Double Bottom สำหรับ trade setup ที่จะเกิดขึ้นเมื่อราคาเบรคตรง Neckline การเข้าเทรดอาจเป็นตอนที่ราคาเบรค หรือหลังจากราคาเบรคแล้วย่อตัวกลับมาเทสก็ได้

สำหรับการเข้าเทรดบางเทรดเดอร์อาจเข้าเทรดตอนที่ราคาไม่สามารถทำ new high หรือ new low ได้ มีการเด้ง ก่อนที่ราคาจะมาถึงส่วนที่เป็นแนวรับหรือแนวต้าน หรือส่วนประกอบ Neckline ของ Double Top หรือ Double Bottom ส่วนการกำหนด Stop loss จะเหนือ High สำหรับ Double Top และ Low สำหรับ Double Bottom และการกำหนด Take profit เบื้องต้นดูจากระยะห่างระหว่าง High/Low และ Neckline

ขาใหญ่มอง Double Top/Double Bottom อย่างไร

898.png

เนื่องจากขาใหญ่เมื่อต้องการเทรด สิ่งแรกที่พวกเขาต้องการคือออเดอร์ฝั่งตรงข้ามมากพอตรงจุดที่พวกเขาต้องการเทรด เทรนที่ทำมาก่อน Double Top และ Double Bottom คือสิ่งที่ทำให้เทรดเดอร์อยากเทรดทางนั้นๆ ยิ่งมีการเบรค high/low ประกอบเป็นการพัฒนาของเทรนด้วย ยิ่งทำให้เทรดเดอร์อยากเข้าเทรดมากขึ้น ยกตัวอย่างกรณีของ Double Top สิ่งแรกที่ต้องดูที่เทรนนำหน้า เมื่อราคาเบรค High อีกทีทำให้เทรดเดอร์ก็อยากเทรดทางนั้นเป็นหลักและ stop loss และ buy stop ตรงที่ราคาเบรคด้วย ก็จะทำให้ขาใหญ่ได้เงื่อนไขออเดอร์ตรงข้ามที่พวกเขาจะเปิดเทรดได้ที่ไหน ราคาขึ้นไปทำ Top 1 พวกเขาก็ได้เข้าเทรดราคาที่ดีกว่าและมั่นใจว่ามีออเดอร์ตรงข้ามจะไปหา sell limit ที่พวกเขาต้องการด้วย แต่ราคาอาจไปต่อก็ได้ เพราะถ้าเราเรียกว่าเป็น Double Top ได้ก็ต่อเมื่อ Top 2 เกิดขึ้นแล้วราคาไม่ไปต่อ  เนื่องจาก Top 1 กลายเป็น Resistance หรือ suply ใหม่ เทรดเดอร์ที่เปิด short ตรงนั้นก็จะกำหนด stop loss ด้านบน และยังมี breakout traders ก็จะกำหนด buy stop ออเดอร์เข้าไปที่เดียวกันด้วย นั่นเป็นพื้นที่ที่ขาใหญ่เห็นว่ามี liquidity เกิดขึ้นชั่วคราวได้ และยังให้พวกเขาเข้าเทรดที่ราคาที่ดีอีกได้ด้วย ก่อนที่จะดันราคาสวนหรือไปตาม Double Top สิ่งที่พวกเขาจะทำประจำคือการล่า stop หรือเรียกว่า False Breakout มักจะเห็นเป็นประจำกับโครงสร้าง Double Top หรือ Double Bottom พอเข้าได้พวกเขาก็เริ่มดันราคาสวน เริ่มดันให้ราคาลงมา และเริ่มเด้งจาก Top 2 เพราะพวกเขาต้องการทำให้ราคาวิ่งสวนเทรน เพื่อทำกำไรหลังจากที่พวกเขาได้เข้า

899.png

ยิ่งเมื่อราคาผ่านจุดที่เป็นแนวรับด้านล่างตรงที่จุดที่ราคาเด้งขึ้นไป เทรดเดอร์ที่รอเทรดก็จะมีเข้าเปิด Buy อีกรอบ เพราะราคาไม่เคยเบรค ทั้งเทรดเดอร์ที่เปิดตอนราคากลับมารอบแรกและรอบสองก็จะกำหนด Stop loss ไว้ด้านล่างหมด ตรงนี้ก็สร้าง liquidity ได้อีก ที่ขาใหญ่สามารถใช้ในการเร่งราคาให้วิ่งเร็วขึ้น สามารถทำกำไรได้เร็ว ก็จะเปิดโอกาสให้พวกเขาปิดกำไรสะสมบางส่วนจาก Short positions ที่เปิดด้านบนตรงที่ Double Top และ False Breakout ได้ ตรงที่กรอบบอก TP ก็เลยจะดันราคาขึ้นไป แล้วยังเป็นการเปิดโอกาสให้เพราะได้เข้าเทรดอีกรอบด้วย

กลับมาดูที่ Double Top จะเห็นว่าเราสามารถบอกได้ว่าเป็น Double Top ก็ต่อเมื่อราคาเบรคตรงที่แนวรับหรือลูกศรชี้ได้เท่านั้น แต่ตรงนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ขาใหญ่ได้เข้าเทรดตรงพื้นที่พวกเขาต้องการหมดแล้ว ตรงพื้นที่ยืนยันเป็นพื้นที่แรกที่พวกเขาจะใช้ทำกำไร และยังเปิดเผยข้อมูลใหม่ออกไป เทรดเดอร์ที่รอเข้าก็จะได้มีที่เข้าเทรด ตรงที่พวกเขาเข้าเทรดอีกรอบตอนที่ราคากลับมาเทส

นี่คือหลักการว่าอะไรอยู่เบื้องหลัง Double Top ถ้าท่านต้องการจะเปิดเทรดต้องเข้าใจทั้งหมดก่อน ส่วนหลักการของ Double Bottom ก็ประยุกต์หลักการและตรรกะเดียวกันแต่คนละทางเท่านั้นเอง
#8
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / Williams %R
มิถุนายน 03, 2026, 01:13:32 ก่อนเที่ยง
พัฒนาขึ้นโดย Larry Williams เครื่องมือ Williams %R เป็นเครื่องมือประเภทบอกโมเมนตั้มที่ เป็นเครื่องมือตรงข้ามกับ Fast Stochastic Oscillator หรือเรียกอีกชื่อว่า %R เครื่องมือ Williams %R สะท้อนระดับของราคาปิดที่สัมพันธ์กับราคาสูงสุดของช่วงเวลาที่ในคํานวณ ในทาง กลับกัน เครื่องมือ Stochastic Oscillator สะท้อนถึงระดับของราคาปิดที่สัมพันธ์กับราคาต่ําสุด ฉะนั้นเครื่อง %R จึงเป็นส่วนกลับโดยการคูณค่าที่ได้ด้วย -100 ผลทดังกล่าวทําให้เครื่องมือ Fast Stochastic Oscillator และ Williams %R สร้างเส้นที่ไม่แตกต่างกันเลย มีแค่สเกลเท่านั้นที่ แตกต่าง Williams %R จะแกว่งตัวตั้งแต่ 0 ถึง -100 การอ่านค่าจาก 0 ถึง -20 ถือได้ว่าเป็น สัญญาณ overbought การอ่านค่าจาก -80 to -100 ถือว่าเป็นสัญญาณ oversold ไม่แปลกใจเลย สัญญาณที่ได้จาก Stochastic Oscillator จะสามารถปรับใช้ได้กับ Williams %R

การคํานวณ

890.png

ค่ามาตรฐานสําหรับ Williams %R คือ 14 periods ซึ่งอาจจะใช้ค่า Day, Week หรือ Month หรือค่าระหว่างวันได้ ค่า 14-period %R จะใช้ราคาปิดปัจจุบันที่สุด ราคาสูงสุดของช่วง 14 วัน และค่าต่ําสุดของช่วง 14 วัน

891.png

892.png

การตีความ

เช่นเดียวกับ Stochastic Oscillator เครื่องมือWilliams %R สะท้อนระดับของราคาปิดที่สัมพันธ์ กับกรอบราคาสูงสุดในช่วงเวลาที่กําหนด สมมุติว่า ราคาสูงสุดเท่ากับ 110 ราคาต่ําสุดเท่ากับ 100 และราคาปิดเท่ากับ 108 กรอบราคาสูงสุดคือ 10 (110 - 100), ซึ่งก็คือ ตัวหารของ สูตรใน %R ราคาสูงสุดน้อยกว่าราคาปิด เท่ากับ 2 (110 - 108) ซึ่งคูณด้วย 0.2 และหารด้วย 10 เท่ากับ 0.20 ผลที่ได้นําไปคูณกับ -100 เพื่อให้ได้ -20 สําหรับ %R ถ้าราคาปิดเท่ากับ 103 Williams %R จะเท่ากับ -70 (((110-103)/10) x -100)

เส้นกลางคือ -50 เป็นเส้นที่มีความสําคัญในการเฝ้าระวัง Williams %R เคลื่อนไหวระหว่าง 0 และ -100 ซึ่งทําให้ค่า -50 เป็นค่ากลาง ลองคิดถึง 50 หลาในฟุตบอล แนวรุกมีโอกาสสูงใน การทําคะแนนเมื่อตัดข้ามเส้น 50 หลา แนวรับจะมีความได้เปรียบในการป้องกันแนวรุกจาก การข้ามเส้น 50 หลา Williams %R ที่สูงกว่า 50 บอกว่าราคาเทรดในกรอบบนขาขึ้นใน ช่วงเวลาที่กําหนดซึ่งเรียกได้ว่า Half full ในทางกลับกัน ถ้าต่ํากว่า 50 หมายความว่าราคากําลังเทรดในครึ่งล่างของกรอบเวลาที่กําหนดเรียกว่า Half empty

การอ่านค่าต่ํากว่า -80 บอกว่าราคาอยู่ใกล้ราคา Low ของช่วงเวลาดังกล่าว การอ่านค่า High หมายความว่า -20 ราคาอยู่ใกล้ราคาของกรอบราคาดังกล่าว ในตัวอย่าง หุ้น IBM แสดงกรอบ 14 วัน (สีเหลือง ) พร้อมกับราคาปิด ณ จุดท้ายของช่วงราคา (เส้นประสีแดง) Williams %R เท่ากับ -9 เมื่อราคาปิดอยู่จุดบนสุดของกรอบ Williams %R เท่ากับ -87 เมื่อราคาปิดอยู่ใกล้ กรอบล่าง ราคาปิดเท่ากับ -43 เมื่อมันปิดในกรอบตรงกลาง

Overbought/Oversold

เนื่องจากเป็นเครื่องมือบอกการแกว่งตัว bound oscillator, Williams %R ทําให้มันสามารถ วิเคราะห์ Overbought และ Oversold ได้ง่าย การแกว่งในกรอบ 0-100 ไม่สําคัญว่าหลักทรัพย์ จะเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงรวดเร็วขนาดไหน Williams %R จะแกว่งตัวภายในกรอบ การตั้งค่า ใช้กรอบ -20 สําหรับ overbought และ -80 เป็นสัญญาณ oversold ระดับราคานี้สามารถปรับ ให้เหมาะกับการวิเคราะห์ หรือตามลักษณะองหลักทรัพย์ การอ่านค่าสูงกว่า 20 สําหรับกรอบ 14-day Williams %R จะบ่งบอกว่าสินทรัพย์อ้างอิงเทรดใกล้ราคาสูงสุดของ 14 วัน การอ่านค่า ต่ํากว่า -80 เกิดเมื่อหลักทรัพย์กําลังเทรดที่ราคาต่ําสุดของกรอบราคา

ก่อนที่จะมาดูตัวอย่าง สิ่งสําคัญคือ การอ่านสัญญาณ Overbought ไม่ใช่สัญญาณตลาดหมี หลักทรัพย์สามารถเคลื่อนไหวอยู่อย่างนั้นในช่วงเทรนด์ขาขึ้นได้ ระดับราคาปิด เคลื่อนไหว ใกล้กรอบบนซึ่งบอกสัญญาณซื้อ เช่นเดียวกัน สัญญาณ oversold ไม่จําเป็นต้องเป็นสัญญาณ ตลาดกระทิง หลักทรัพย์สามารอยู่รักษาระดับ Oversold และอยู่อย่างนั้นเป็นเทรนด์ขาลงได้ ระดับการปิดจะใกล้กับราคากรอบล่างซึ่งทําให้เกิดแรงขายต่อเนื่อง

กราฟที่ 3 แสดง Arch Coal (ACI) พร้อมกับค่า 14-day Williams %R ชน overbought และ oversold อยู่บ่อย ๆ เส้นประสีแดงทําเครื่องหมายการเคลื่อนไหวต่ํากว่า -50 ที่เกิดขึ้นหลังจาก การเกิดสัญญาณ overbought เส้นประสีเดียวแสดงการเคลื่อนไหวสูงกว่า -50 ที่เกิดขึ้น หลังจากสัญญาณ oversold อย่างที่ได้กล่าวไว้ overbought ไม่จําเป็นต้องเป็นสัญญาณตลาดหมี และ Oversold ไม่จําเป็นต้องเป็นสัญญาณตลาดกระทิง คนที่อยากเทรดสัญญาณสูงสุดต่ําสุด สามารถเลือกเทรดสัญญาณนี้ แต่ว่าดีกว่าถ้าจะรอสัญญาณยืนยัน การเคลื่อนไหวต่ํากว่า -50 สามารถยืนยันเทรนด์ขาลัง หลังจากเกิดสัญญาณ Overbought และการเคลื่อนไหวสูงกว่า -50
สามารถยืนยันเทรนด์ขาขึ้นหลังจากการอ่านสัญญาณ

893.png

โมเมนตั้มล้มเหลว
ความล้มเหลวในการที่จะเคลื่อนไหวกลับไปยัง overbought หรือ Oversold แสดงการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตั้มซึ่งสามารถบอกการเปลี่ยนแปลงราคาที่สําคัญได้ ถ้าสามารถ เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องสูงกว่า -20 คือแสดงความแข็งแกร่ง หลังจากนั้นมันจะมีแรงซื้อมา ผลักให้ %R เข้าสู่ overbought เมื่อหลักทรัพย์แสดงความแข็งแกร่งโดยการผลักเข้าสู่ overbought มากกว่า 1 ครั้ง ความล้มเหลวของระดับราคานี้จะทําให้โมเมนตั้งอ่อนและสามารถ ทํานายการลดลงของราคาได้

894.png

กราฟข้างบนแสดงหุ้น Cisco พร้อมกับ 14-day %R หุ้นแข็งแกร่งพร้อมกับมีสัญญาณ Overbought จากเดือน February ถึงเดือน April แม้ว่าหลังจากการลดลงเหลือต่ํากว่า -80 ใน ต้นเดือน April %R ก็ยังคงย้อนกลับไปสูงกว่า 20 เพื่อแสดงความแข็งแกร่งของราคาต่อเนื่อง หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ %R เพิ่มเข้าสู่ระดับ oversold ในเดือน May ซึ่งการลดลงนี้แสดง สัญญาณ Sell ที่รุนแรง ตามมาด้วยการกลับตัวที่ไม่ถึง -20 แดน overbought ซึ่งแสดง สัญญาณอ่อนแรงครั้งที่ 2 หลังจากที่ลดต่ํากว่า -20 การลดต่ํากว่า 50 สัญญาณขาลงหุ้นราคา ลดลง อีกความล้มเหลวเกิดั้นต่ํากว่า -20 ในกลางเดือน June ก็ส่งผลต่อการลดลงของราคาอย่าง รวดเร็ว

895.png

กราฟข้างบนแสดงหุ่น TJX Companies (TJX) พร้อมกับ 28-day Williams %R นักเทรด สามารถปรับค่าให้เหมาะกับการวิเคราะห์ ยิ่งเวลายาวทําให้เครื่องมือมันอ่อนไหวน้อยลง หลังจากเริ่มเป็นสัญญาณ Overbought ในเดือน October เครื่องมือเคลื่นอไหวต่ํากว่าเดิมและ เป็นสัญญาณ oversold ครั้งที่ 2 ในเดือน December เดือน January ทําให้ %R เข้าสู่แดน overbought และราคาหุ้นทะลุแนวต้าน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี สัญญาณตีกลับทําให้ %R อยู่สูง กว่า -80 และไม่เข้าเขต Oversold ซึ่งแสดงความแข็งแกร่ง การเคลื่อนไหวสูงกว่า -50 ทํานาย การเคลื่อนไหวขึ้นสําหรับอีกหลายเดือน

สรุป

Williams %R เป็นเครื่องมือบอกโมเมนต้าที่บอกการแกว่งตัวของราคาปิดที่สัมพันธ์กับกรอบราคาสูงสุดต่ําสุดของช่วงเวลาที่ใช้ในการคํานวณ นอกจากสัญญาณที่กล่าวข้างบนแล้ว นักเท รดสามารถใช้ %R ในการบอกสัญญาณเทรดสําหรับ 6 เดือนของหลักทรัพย์ 125-day %R c ครอบคลุมระยะเวลา 6 เดือน ราคาที่เคลื่อนไหวสูงกว่า ในกรอบ 6-month average เมื่อ %R มี ค่าสูงกว่า -50 ซึ่งเป็นเทรนด์ขาขึ้น การอ่านค่าต่ํากว่า -50 จะเป็นเทรนด์ขาลง ในแง่นี้ %R สามารถใช้ในการระบุเทรนด์ที่ใหญ่กว่า แต่เช่นเดียวกับเครื่องมือทางเทคนิคทั่วไป มันสําคัญที่ จะใช้ Williams %R ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น Volume, chart patterns สัญญาณ Break Out สามารถยืนยันหรือปฏิเสธสัญญาณของ Williams %R ได้

896.png
#9
มบูรณ์แบบ ซึ่งในบางครั้งก็มีขัดข้องหรือความเลื่อมล้ำทางด้านราคาบ้าง  เทรดเดอร์รายใหญ่ จะไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการมองหรือการวาดช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม (Trend line channel) เลย

อะไรบ้าง? ที่เทรดเดอร์จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมราคา (Price Action) :

-   การเกิดพฤติกรรมราคา สอดคล้องกับกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

-   พฤติกรรมราคาเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สมบูรณ์แบบ

-   ให้ต้องลากเส้นแนวโน้ม ในเวลาจริง

-   มีหลายวิธีในการลากเส้นแนวโน้ม ในช่วงเวลาการแกว่งตัวของราคา, ของเส้นแนวโน้มและของ ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม แต่ที่สำคัญคือ ต้องให้สอดคล้องกัน

การเปิดออเดอร์ซื้อ ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม ช่วงกราฟย้อนกลับ (Pull back)

-   ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม จะต้องลาดชันขึ้น

-   ราคาย้อนกลับลงมาเพื่อทดสอบเส้นแนวโน้มของ ตลาดขาขึ้น

-   ปล่อยให้ การขึ้นของราคากราฟเป็นไปในระยะยาวกับ ตลาดขาขึ้น (ในเชิงรุก: เปิดคำสั่งซื้อด้วย คำสั่งซื้อล่วงหน้าในลักษณะจำกัด โดยวางคำสั่งซื้อไว้เหนือเส้นแนวโน้ม)

-   วางคำสั่งซื้อ ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม  (ปรับตามความจำเป็น)

885.jfif

การเปิดออเดอร์ขาย ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม ช่วงกราฟย้อนกลับ (Pull back)

-   ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม จะต้องลาดชันลง

-   ราคาย้อนกลับขึ้นมาเพื่อทดสอบเส้นแนวโน้มของ ตลาดขาลง

-   ปล่อยให้ การลงของราคากราฟเป็นไปในระยะยาวกับ ตลาดขาลง (ในเชิงรุก: เปิดคำสั่งขายด้วย คำสั่งขายล่วงหน้าในลักษณะจำกัด โดยวางคำสั่งขายไว้ใต้เส้นแนวโน้ม)

-   วางคำสั่งขายในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม  (ปรับตามความจำเป็น)

886.jfif
#10
 กลยุทธ์การซื้อขาย FOREX แบบหลายกรอบเวลา ด้วยเส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ EXPONENTIAL MOVING AVERAGE 200 (EMA 200) นั้นง่ายมากและมีศักยภาพสูงมาก ที่จะให้เทรดเดอร์ทำกำไรได้หลายร้อย PIPS ในแต่ละเดือน

   ให้เทรดเดอร์นำเครื่องบ่งชี้ เส้นค่าเฉลี่ยราคา EMA 200 ใส่ในกราฟ MT4 แล้วสังเกตดูก็จะมองเห็นว่า เทรดเดอร์กำลังเข้าซื้อขายกับแนวโน้มหลัก ของตลาดกราฟราคา  เทรดเดอร์กำลังซื้อในจุดที่ราคาต่ำ และ ขายในจุดที่ราคาสูง

   เทรดเดอร์มือใหม่ หลายรายอาจบอกว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าแนวโน้มหลักคืออะไร ? ถ้าหากว่าตลาดกราฟราคา เป็นไปในช่วงขาขึ้นหรือขาลงแล้ว ด้วยกลยุทธ์การซื้อขายในบทความนี้ ตัวบ่งชี้ เส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ EXPONENTIAL MOVING AVERAGE 200 จะเป็นตัวช่วยให้เทรดเดอร์รู้ว่าแนวโน้มคืออะไร ? ก่อนที่เทรดเดอร์จะเข้าสู่ตลาดกราฟราคา



   การตั้งค่าเริ่มต้น :

•   คู่สกุลเงิน : ทุกคู่สกุลเงิน

•   กรอบระยะเวลา : 1 ชั่วโมง, 4 ชั่วโมง, 1 วันขึ้นไป

•   เครื่องบ่งชี้ :  เส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ ( EXPONENTIAL MOVING AVERAGE 200 )

335.jpg

ทำไมต้องใช้ เครื่องบ่งชี้เส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ EMA 200?

   ทำไม เส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ EXPONENTIAL MOVING AVERAGE 200 ถึงมีความพิเศษ สำหรับการเข้าซื้อขายตลาดแลกเปลี่ยนค่าเงิน?  ทั้งนี้ ทั้งนั้นยังไม่มีการอ้างสิทธิ์หรือการพิสูจน์ที่แน่ชัดมากนัก แต่มีเทรดเดอร์ จำนวนหนึ่งกล่าวว่า เส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่

EMA 200 เป็นตัวบ่งชี้ในตลาดกราฟราคาแท่งเทียน ที่ได้รับความนิยมมาก มีผู้ค้าจำนวนมากใช้ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายนี้ จึงถูกสร้างขึ้น


ขั้นตอน - การใช้งานพื้นฐานคร่าว ๆ ของเส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่  EMA 200

•   หากเทรดเดอร์เห็นแท่งเทียนในกราฟราคาต่ำกว่าเส้น EMA 200 ให้เทรดเดอร์มองเป็น ตลาดขาลงไว้ก่อน

•   หากเทรดเดอร์เห็นแท่งเทียนในกราฟราคาสูงกว่าเส้น EMA 200 ให้เทรดเดอร์มองเป็น ตลาดขาขึ้นไว้ก่อน


เงื่อนไข - การใช้งานเส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่  EMA 200   

336.jpg

   ขั้นตอนที่ 1 : หลังจากใส่ เครื่องบ่งชี้ เส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ EMA 200 เข้าไปกราฟราคา MT4 แล้ว ให้ เทรดเดอร์ไปที่กรอบเวลา รายวัน แล้วให้เทรดเดอร์มองดูว่า กราฟราคาแท่งเทียนอยู่ ด้านบนหรือ ด้านล่างของเส้นเฉลี่ยราคา EMA 200  ถ้าอยู่ด้านบนหมายถึง ตลาดกำลังอยู่ใน แนวโน้มขาขึ้น แต่ถ้าอยู่ด้านล่าง หมายถึงตลาดกำลังอยู่แนวโน้มขาลง

337.jpg

   ขั้นตอนที่ 2 : ให้เทรดเดอร์ เปลี่ยนกรอบเวลาลงมาที่ ช่วงเวลา 4 ชั่วโมง แล้วสังเกตที่กราฟราคาแท่งเทียนว่า มีความสัมพันธ์กับกรอบเวลารายวันหรือไม่ เช่นกรอบเวลารายวัน กราฟราคาแท่งเทียนอยู่ใต้เส้น EMA 200  และใน กราฟราคาแท่งเทียนที่ กรอบเวลา 4 ชั่วโมงก็อยู่ใต้เส้น EMA 200 เช่นกัน นี่คือมีความสัมพันธ์กัน เป็นต้น

338.jpg

 ขั้นตอนที่ 3 : ถัดไปให้เทรดเดอร์เปลี่ยนกรอบเวลาลงมาเป็น 1 ชั่วโมงและตรวจสอบดูว่ากราฟกรอบเวลา 1 ชั่วโมงยังอยู่ในแนวโน้มเดียวกับกราฟกรอบเวลา 4 ชั่วโมงหรือไม่ ?

จากนั้นให้เทรดเดอร์รอ กราฟราคาวิ่งมาแตะที่เส้นค่าเฉลี่ยราคา EMA 200 และเมื่อกราฟราคาแตะเส้น EMA 200 จะมีการสะท้อนกลับ ของกราฟแท่งเทียน



กลยุทธ์ – การเข้าทำการซื้อขายด้วยเส้นค่าเฉลี่ยราคา EMA 200

•   วิธีที่ดีที่สุด ในการเปิดคำสั่งซื้อขายคือ การใช้การเคลื่อนไหวของกราฟราคาแท่งเทียน โดยใช้รูปแบบการกลับตัวของแท่งเทียน

•   เมื่อเทรดเดอร์ได้รับการยืนยันด้วยรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียนกลับตัว ให้วางคำสั่งขายล่วงหน้า โดยให้อยู่ที่ด้านล่างของกราฟแท่งเทียน แท่งที่มีการกลับตัวเป็น แท่งขาลง ประมาณ 3-5 PIPS  (ในกรณีที่กราฟราคาเป็น แนวโน้มขาลง และเทรดเดอร์กำลังจะทำการเปิดคำสั่งขาย )

•   เมื่อเทรดเดอร์ได้รับการยืนยันของกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบการกลับตัวขาขึ้น (ในกรณีที่เป็นการซื้อขาย ช่วงแนวโน้มขาขึ้น) ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งซื้อล่วงหน้า ประมาณ 3-5 PIPS ที่ระดับสูงสุดของกราฟราคาแท่งเทียน แท่งที่กลับตัวขึ้น

•   เทรดเดอร์ ควรวางตำแหน่งการหยุดการสูญเสีย อย่างน้อย 10-15 PIPS

•   ให้เทรดเดอร์ ใช้การแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียน แท่งที่สูงสุด หรือแท่งที่ต่ำสุด ก่อนหน้า ในกรอบระยะเวลา 1 ชั่วโมงมาเป็นระดับเป้าหมายในการทำกำไร


ข้อเสีย – การเข้าทำการซื้อขายด้วยเส้นค่าเฉลี่ยราคา EMA 200

   อย่างที่เทรดเดอร์หลายรายทราบกัน ทุกกลยุทธ์การซื้อขาย ตลาดค่าเงินมักมีข้อด้อยอยู่ เช่นเดียวกับ กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วยเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 นี้ ก็เช่นกัน กลยุทธ์นี้จะไม่สามารถทำกำไรได้ในช่วงของตลาดไม่มีแนวโน้ม ( SIDEWAY TREND) และยังอาจมีสัญญาณเท็จจำนวนมากได้อีกด้วย ดังนั้นหากเป็นไปได้ ให้เทรดเดอร์หลีกเลี่ยงการซื้อขายในช่วงเวลาดังกล่าว

ข้อดี – การเข้าทำการซื้อขายด้วยเส้นค่าเฉลี่ยราคา EMA 200

   เทรดเดอร์ สามารถทำการตรวจสอบกราฟราคาแท่งเทียน ทั้ง 3 กรอบเวลาที่แตกต่างกัน (รายวัน, ราย 4 ชั่วโมง และ ราย 1 ชั่วโมง) ได้ เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า แนวโน้มชี้ไปในทิศทางเดียวกันในกรอบเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อให้ตัวเทรดเดอร์แน่ใจก่อนเข้าทำการซื้อขาย

   เมื่อเทรดเดอร์เข้าทำการซื้อขาย ในทิศทางของแนวโน้มหลักแล้ว นั่นหมายความว่าโอกาสในการประสบความสำเร็จ หรือทำกำไรได้มากของเทรดเดอร์ก็จะดีขึ้นเช่นกัน
#11
การเทรดชาร์ตเปล่า สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งเป็นเรื่องของการอ่าน price reaction ว่าเป็นอย่างไร ณ จุดที่ท่านต้องการจะเทรดเช่น แนวรับ-แนวต้าน  ไม่ใช่แค่มองรูปแบบ price actions ต่างๆ หรือรูปแบบ chart patterns หรือถ้ามองขึ้นไปถึงภาพรวมที่ใหญ่ขึ้นเป็น market structure ที่เกิดขึ้นแต่ละช่วง การอ่าน price reaction ออกจะทำให้ตีความตลาดเพื่อช่วยหา trade setup ที่มีความเป็นไปได้สูงได้ง่ายขึ้น

Price Reaction คืออะไร

882.png

ราคาเปิดเผยตลาดสถานะตลาดแต่ละช่วงว่าเป็นอย่างไร ถ้าเราศึกษาการอ่าน Price Reaction เป็นการโต้ตอบของราคา ส่วนมากการมองการโต้ตอบก็จะมองจากพื้นที่ที่คาดหวังการโต้ตอบจะเกิดขึ้น คือแนวรับ-แนวต้านหรือ key levels เป็นต้น เพราะเทรดเดอร์สนใจพื้นที่ตรงนั้นเลยคาดหวังการโต้ตอบเขากับ trade seutp  ในที่นี้จะกล่าวถึง price reaction จากมุมมองเรื่องของออเดอร์เป็นหลัก สิ่งที่มองหลักๆ คือเรื่องของ rejection และ break เพราะเน้นอธิบายพื้นที่คาดหวังการเทรด การเกิด rejection บอกถึงว่าราคาไปเจอ พื้นที่ๆ มีความต้านทาน (resistance) จาก limit orders ที่เพิ่มเข้าไปพื้นที่ตรงนั้นอาจมาจากการเพิ่มเข้าไปเพื่อเข้าตลาด และการปิดทำกำไรของฝ่ายตรงข้ามก็ได้  นอกจากเรื่องของลักษณะอาการ rejection ให้ดูเรื่องแท่งเทียนประกอบด้วย แท่งเทียนไม่ควรเกินขึ้นไปมาก และไม่ควรปิดบนพื้นที่ได้ และแท่งเทียนอยู่พื้นที่ตรงนั้นนานหรือเปล่า อย่างกรณีในตัวอย่างที่ยกประกอบ และสิ่งต่อมาที่ต้องดูคือผลของ rejection เป็นอย่างไร เพราะเมื่อเข้าใจออเดอร์แล้วจะเข้าใจว่าทำไม อย่างแรก เมื่อราคาวิ่งขึ้นหรือลงเพราะ market orders เกิน limit orders ฝั่งตรงข้ามที่ราคานั้นๆ แต่ถ้า Limit orders มากพอและเกิน ราคาก็จะไปต่อไม่ได้ แต่นั่นยังไม่พอ เราต้องการเห็น market orders เกิดทางที่ทำให้ราคาหยุดด้วย เพราะแสดงว่าการที่ราคาหยุดนั่นเป็นผลจากการมีส่วนรวมของขาใหญ่ เพราะ market orders ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าราคาเด้งออกมาหรือ rejection จากพื้นที่

ดูที่เลข 1 การที่เกิด rejection ก่อน และผลของการเด้งลงไปทำให้เทรดเดอร์คาดว่าจะเกิด resisance ตรงนี้ เทรดเดอร์ต่างๆ เห็น ขาใหญ่เห็น และเทรดเดอร์ที่ถือ positions ก็เห็น ดูก่อนราคาจะขึ้นมาถึงที่เลข 1 ราคาพัฒนาขึ้นมาอย่างไร เกิดการ rejection ด้านล่างด้วย หลักการเดียวกัน ก็คาดหวังว่าจะเป็น support หรือเทรดเดอร์ที่เทรดแนว demand/supply ก็มองว่าเป็นพื้นที่ demand ที่เพิ่งเกิดขึ้น ดูที่เลข 1 ที่ราคากลับมา การเกิด rejection เพราะเทรดเดอร์หวังว่าราคาจะทำแบบก่อน เลยมองว่าเป็นพื้นที่ resistance เทรดเดอร์ที่รอเข้าก็จะได้พื้นที่เปิดเทรดเข้าตลาด และเทรดเดอร์ที่เปิดเทรด ด้านล่างด้วยการ buy ขึ้นมา ก็จะปิดเทรดตรงพื้นที่นั้นด้วย ออเดอร์ทำงานแบบนี้ ต้องการเข้าตลาดที่ resistance เป็น sell limit orders เข้าไปหรืออาจเป็นการเปิด sell market orders เองก็ได้ และเทรดเดอร์ที่เปิด long ด้านล่างปิดกำไรตรงนั้นเป็นการเปิด sell market orders ด้วย แล้วต้องมาดูว่า rejection สะท้อนว่าออเดอร์ sell market orders มากพอที่จะดันราคาลงมาได้ขนาดไหน และดูตัวต้านทานตรงข้ามด้วย ราคาเด้งลงมาได้นิดหน่อย ไม่สามารถเบรคพื้นที่ ราคาเบรคขึ้นไปได้ แล้วเด้งกลับไปครั้งที่ 2 ราคาเด้งลงมา ถึงต้นตอที่ support ที่ราคาดันกลับไปต้นตอ resistance ได้  และราคามา 2 ครั้ง เช่นกัน ก็ไม่สามารถเบรคลงไปได้ สิ่งที่เห็นทั้ง 2 ข้าง คือราคาเด้งน้อยๆ เลยทำให้ราคาวิ่งอยู่ในกรอบ กลายเป็นช่วง consolidation

883.png

ดูหลังจากที่เลข 3 เด้งราคา 2 ครั้งที่ตามมา ถ้ามองจากการเด้งราคา เราอาจมองเรื่องผลจากการทำงานของออเดอร์ได้ บอกได้ถึง trading pressure ที่เกิดขึ้นจากฝ่าย sellers และ buyers เป็นอย่างไร เพราะราคาบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาด ราคาสามารถทำ Higher low ได้เรื่อยๆ บอกว่า buyers เริ่มเข้ามาเยอะ มากขึ้นและ sellers น้อยลง ส่วนเรื่องของออเดอร์ก็บอกว่า sell market orders เริ่มน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

สุดท้ายราคาเบรคขึ้น สิ่งที่เรียนรู้จากตรงนี้คือ เมื่อเห็น key levels แล้วดูว่าราคากลับมาอย่างไร  และโต้ตอบอย่างไรและผลการโต้ตอบเป็นอย่างไร พอราคาเบรค ให้ดูลักษณะการเบรคและราคาปิดประกอบ พร้อมทั้งการเทสหรือการทดสอบ อย่างในตัวอย่างประกอบจะเห็นชัดเจนว่าราคาเปลี่ยนข้าง rejection จากที่เคยเห็นแท่งเทียน rejection จากด้านบนเพราะก่อนเป็น Resistance มาเป็น rejection จากด้านล่างเพราะกลายมาเป็น Support พอเบรคแล้วก็นำหลักการ rejection มาประยุกต์เปลี่ยนข้างไป ดูผลว่าเป็นอย่างไร เพราะบอกถึงความไม่สมดุลย์ บอกถึงคุณภาพของเทรนที่เกิดขึ้น

Price reaction กับการส่งต่อ momentum

884.png

ราคาไม่ได้เปลี่ยนเทรนง่าย ถ้าจะเปลี่ยนก็จะเปิดเผยให้เห็นผ่าน market structure การเทรดการส่งต่อเทรน แล้วใช้เรื่องของ price reactin ช่วยได้มาก เพราะขาใหญ่เมื่อเข้าเทรดทางใดทางหนึ่ง จะไม่เปลี่ยนข้างทันทีจนกว่าพวกเขาได้กำไรตามที่ต้องการ แต่การส่งต่อเป็นเรื่องจำเป็นเพราะเปิดโอกาสให้พวกเขาสะสมออเดอร์เพิ่มได้ กรอบสีแดงคือตัวอย่าง การใช้ price reaction ช่วยการเทรดการส่งต่อ momentum แบบง่ายๆ ดูสิ่งที่ราคาบอก ด้วยหลักการ rejection และ break ที่อธิบายมา ราคา rejection จากด้านบนลงมาแทบไม่มีผล และยังเห็นราคาได้สร้าง support ใหม่ขึ้นมาด้วย และที่สำคัญในกรอบ ราคายังได้ทำ Higher Highs ขึ้นไปได้เรื่อยๆ ด้วย แต่ไม่สามารถ เบรค Low ลงมาได้ ลักษณะแบบนี้ ก็จะเกิดขึ้นประจำต่อเนื่องจาก กรอบด้านล่างเพราะขาใหญ่ต้องการดันราคาไปต่อและเข้าเทรดเพิ่มด้วย ตรงที่ราคา rejection จาก support ที่ 2 และ 3 ก็จะเปิดโอกาสการเทรดตามขาใหญ่แบบง่ายๆ ขึ้นมาทันที
#12
หลายๆ เทรดเดอร์เมื่อเปิดเทรดแล้วมีการกำหนด Take Profit น่าจะเจอเมื่อราคาไปทางที่ท่านเปิดเทรดแล้ว Position ที่ถืออยู่กำไร แต่ราคากลับไปไม่ถึงจุดที่กำหนดไว้และลงมาก่อน นานกว่าจะกลับไปชนทีพีที่กำหนด หรือกลับวิ่งสวนเลยก็มีบ่อย การกำหนดจุด TP แม้ว่าจะเป็นเรื่องแล้วแต่ความพอใจกำไรที่เกิดขึ้น แต่ราคาเมื่อวิ่งไปทางที่ท่านเปิดเทรดไม่ได้รู้ว่าท่านได้กำไรที่พอใจหรือเปล่า เพราะราคาหยุดเนื่องจากมีออเดอร์ตรงข้ามมาก ณ ราคานั้นๆ การที่เราเข้าใจตลาดและรู้ว่าทางที่ราคาจะวิ่งไปสามารถทำกำไรได้มากกว่า หรือหยุดตรงไหน ก็จะเปิดโอกาสให้เราทำกำไรได้มากกว่า และยังเป็นการเทรดด้วยการจัดการอารมณ์ได้ด้วย

ราคาวิ่งไปทางที่ง่าย หรือมีตัวต้านทานน้อยเสมอ

879.png

เมื่อท่านกำหนด trade setup เป็น 2 สิ่งที่ท่านต้องเห็นชัดเจนก่อนที่จะเปิดเทรดแต่ละออเดอร์ คือว่าจะกำหนด Stop loss และจะกำหนด Take profit ตรงไหน ถ้าเราเปิดเทรดทางไหนก็ต้องการให้ราคาวิ่งสวนได้ยากวิ่งไปทางที่เปิดเทรดได้ง่าย สิ่งที่ทำให้ราคาวิ่งไปทางไหนได้ยากหรือง่าย ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือออเดอร์ทางที่ราคาปัจจุบันวิ่งไป และออเดอร์ตรงข้ามที่อยู่แต่ละราคา ถ้าราคาตลาดที่มี market orders มากกว่า ออเดอร์ตรงข้าม (limit orders) ราคาก็จะวิ่งต่อไป การที่จะกำหนด Take profit ได้อย่างถูกต้อง ต้องคาดการณ์หรือเห็นความเป็นไปได้ว่าออเดอร์ตรงข้ามเมื่อ position ที่เราเปิดกำไร ทางที่ราคาตลาดวิ่งไปจะมีออเดอร์อื่นเข้ามาต่อเนื่อง และมากพอที่จะเกิดออเดอร์ตรงข้ามที่แต่ละราคาไปได้ง่าย นั่นหมายความว่า ถ้าออเดอร์ทางที่ตลาดวิ่งไปเยอะมากกว่า ออเดอร์ตรงข้ามมากก็จะทำให้ราคาวิ่งไปได้ง่ายและเร็ว หรือถ้าออเดอร์ทางที่ราคาวิ่งไปมากพอที่จะเกิดออเดอร์ตรงข้ามแต่ละจุด หรือเพราะมีออเดอร์ตรงข้ามแต่ละจุดน้อยลงหรือไม่มี ก็จะทำให้ราคาวิ่งผ่านไปง่ายเช่นกัน ทางที่ราคาวิ่งไปถ้ามีออเดอร์ตรงข้ามมากพอหรือเกินออเดอร์ทางที่ตลาดวิ่งไป ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีตัวต้านทาน (resistance) มากพอหรือเปล่า ถ้าราคาเทรดทางไหนคาดหวัง TP ให้ชนเราก็ต้องมั่นใจว่าทางที่ราคาวิ่งไปจนถึง จุดกำหนด TP มีตัวต้านทานน้อยกว่าออเดอร์ที่จะเขามาทางที่เราเปิดเทรด

อะไรทำให้ทางที่ราคาจะวิ่งไปง่าย หรือเรียกว่า path of least resistance

880.png

ดูสิ่งที่ชาร์ตเปล่าบอกเราอย่างไรกับเรื่องของทางไปที่ง่ายหรือ path of resistance หลังจากที่ราคาขึ้นมาก็ได้ทำ Higher High ใหม่ และราคามีการย่อตัวลงมาทำให้เรารู้ว่า Supply เกิดที่นี่เมื่อราคากลับมา เพราะราคาดันลงไปได้ เพราะว่ามี Sell orders มากกว่า หลักการทำงานของออเดอร์บอกราคาลงมาหยุดที่ Higher Low มองมาทางช้ายจะเห็นว่าเป็นพื้นที่ราคาเบรคขึ้นไปพอดี ราคาดันกลับขึ้นไปได้อีก บอกว่ามี Buy orders กลับมาเกิน Sell orders อีกรอบ เกิดมี demand ขึ้น เทรดเดอร์ที่รออยู่ด้านบนคิดว่าราคาจะลงอีก ก็มีการเพิ่ม sell limit orders พื้นที่ Higher High เลยทำให้คาดว่าน่าจะกลายมาเป็น Resistance การเพิ่ม sell limit orders เป็นการเพิ่มตัวต้านทานที่พื้นที่ตรงนั้น พอราคาตลาดขึ้นไปถึงออเดอร์ไม่มากพอ จำนวน sell limit orders ที่อยู่ตรงนั้น เลยยืนยันว่าเป็น resistance แต่สิ่งสำคัญไม่ได้แค่ยืนยัน resistance เท่านั้น แต่ sell limit orders ที่เป็นตัวต้านทานใช้ไปด้วย เลยทำให้จำนวนลดลงไป ราคาดันลงมาด้านล่างมาเจอ Demand เทรดเดอร์ที่รอเทรดตามเทรนก็จะหาโอกาสเทรดอีกรอบ ก็จะกำหนด buy limit orders ไว้พื้นที่ตรงนั้นเลยทำให้พื้นที่ตรงนั้นมีตัวต้านทาน ออเดอร์ที่มาจากฝั่งราคาตลาดที่ลงมาไม่มากพอ ก็จะทำให้ราคาตลาดหยุดตรงนั้น ก็จะยืนยันว่าเป็น support ไปในตัวด้วย ขณะเดียวกันราคาเด้งกลับขึ้นไปหาที่เลข 2 สังเกตดูก่อนที่ราคาจะไปถึงเลข 2 ราคาได้ทำ Higher Low ขึ้นไปอีกด้วย หรือแม้กระทั่งไปถึงครั้งที่ 3 ราคาเด้งลงมาก็ทำ Higher Low ขึ้นมาให้อีก ยิ่งถึงรอบที่ 4 จะเห็นว่า Higher Low ขึ้นมาเรื่อยๆ มองกลับไปที่เรื่องออเดอร์ สิ่งที่เป็นตัวต้านทานคือ sell limit orders ยังพอที่จะเป็น resistance ได้ แต่พอมองที่ราคาเด้งออกไม่มี sell market orders มากพอที่จะดันราคาลงไปต่อ (sell limit orders เป็นการเปิดเทรด sell ณ ราคาที่กำหนด ส่วน sell market orders เป็นการเปิดเทรดที่ราคาตลาด ตัวที่ทำให้ราคาหยุดคือ limit order ตัวที่ทำให้ราคาวิ่งคือ market orders) เพราะราคาสามารถทำ Higher Low ขึ้นมาได้เรื่อยๆ ดังนั้น ส่วนแรกที่ทำให้ตัวต้านทานลดลงไปคือ การที่ราคากลับมาพื้นที่นั้นๆ หรือ retracement ก่อนที่ราคาจะไปทางนั้นจริงๆ พอเมื่อราคาวิ่งผ่าน ถ้าตอนที่ออเดอร์ตรงข้ามไม่พอก็จะวิ่งผ่านได้ง่าย เลยเกิด path of least resistance เพราะจำนวน limit orders มีการใช้ไป

มาดูส่วนที่ 2 พอราคาเบรคอะไรเกิดขึ้น มองช่วงที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบ ถือว่าเป็นช่วงสะสมออเดอร์หรือ consolidation ต่างฝ่ายทั้ง sellers และ buyers ก็ได้เข้าตลาด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ positions ที่อยู่ในตลาดทั้ง Long และ Short เทรดเดอร์ที่เปิดเทรด positions พวกนี้ก็จะกำหนด stop loss เข้าประกอบ เช่นถ้าเป็นเทรด Resistance ก็จะกำหนดไว้ด้านบน Resistance หรือถ้าเป็นเทรด Support ก็จะกำหนดไว้ด้านล่าง Support ไม่ห่างมาก หลักการออเดอร์บอกว่า การออกจากตลาดก็เป็น market order ประเภทหนึ่ง และตรงข้ามกับ position ที่ถืออยู่ในตลาด เมื่อราคาเบรคเลข 4 ขึ้นไป ราคาจึงไม่ลงมาอีกเลย ดันขึ้นเป็นหลัก เพราะออเดอร์ที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ มาจากการออกที่ออกจากตลาดด้วย และยังมี breakout traders ที่เปิดเทรดตามทางนี้ด้วย

การกำหนด TP ด้วย path of least resistance

881.png

จากที่อธิบายมา ราคาก็จะวิ่งไปทางที่ไปง่ายเสมอ หรือมีตัวต้านทานน้อย (least resistance) เลยทำให้ออเดอร์ทาง market price วิ่งไปทางนั้นๆ ด้วยง่ายเพราะโอกาสที่จะเกิดความไม่สมดุลย์ก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าราคาไปถึงพื้นที่ที่มีตัวต้านทานมาก เราก็จะกำหนด TP ด้วยการเข้าใจหลักการทำงานออเดอร์แบบนี้ ก็จะกำหนดไว้ก่อนที่พื้นที่มีตัวต้านทานมาก  ข้อดีคือ ความเป็นไปได้สูงที่จะชนทีพี ราคาวิ่งไปทางที่มีตัวต้านทานน้อยเสมอได้ง่าย
#13
การลากกรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) – เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่อิงตามการกระทำของราคา โดยทั่วไปจะเป็นเส้นแนวโน้มสองเส้นที่ลากคู่ขนานกันให้เป็นช่อง หรือที่เรียกว่า Channel โดยดูตามแนวโน้มของตลาด, สามารถเป็นจุดเข้าเปิดออร์เดอร์ และ จุดปิดออร์เดอร์ ในการเข้าเทรดได้

ก่อนที่เทรดเดอร์จะสามารถ ใช้งานหรือเข้าเปิดออร์เดอร์กับ ช่องเส้นแนวโน้ม (Trend line channel) ได้ ตัวเทรดเดอร์เอง จำเป็นต้องทราบว่ามีอะไรบ้างและทำอย่างไรจึงจะลากเส้นแนวโน้ม ออกมาตั้งแต่ต้นได้

กรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) คืออะไร?
สำหรับเทรดเดอร์ที่จะดูพฤติกรรมของราคาแท่งเทียน (Price action trader) ในขั้นตอนแรก เทรดเดอร์ต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในช่วงการแกว่งตัวของราคาของตลาดก่อน  การแกว่งตัวของราคาของตลาด จะช่วยให้เทรดเดอร์ สามารถมองเห็นหรือเข้ากระทำการใด ๆ ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดได้ในขณะนั้นได้

874.jfif

เทรดเดอร์มือใหม่ อาจใช้เครื่องมือใน MT4 ที่มีชื่อว่า ZigZag ได้ เพราะเครื่องมือดังกล่าว จะทำให้เทรดเดอร์รู้ในเบื้องต้นว่า ตอนนี้ เทรนของกราฟราคากำลังขึ้น หรือ ลง

875.jfif

หลังจาก เทรดเดอร์มองรอบจังหวะการแกว่งตัวของราคาแท่งเทียนได้แล้ว ก็ให้ เทรดเดอร์ลากเส้นแนวโน้ม (Trend line) โดยให้เส้นเชื่อมต่อกัน อย่างน้อย สองตำแหน่ง เส้นแนวโน้มเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจถึงแนวโน้มในอดีตที่ผ่านมาได้

876.jfif

และหลังจากลากเส้นแนวโน้ม เส้นแรกได้แล้ว ให้เทรดเดอร์ทำการคัดลอก (Copy) เส้นแนวโน้มเส้นแรกและนำไปไว้ในตำแหน่งที่ด้านบนหรือด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน เพื่อสร้างกรอบช่องทางของราคา (Trend line channel) เพื่อคาดการณ์ขอบเขตของการดำเนินการด้านราคาในอนาคตต่อไป

876.jfif

สรุปได้ว่า กรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) มักมีมุมมองของพฤติกรรมราคา (Price action) ในตลาดเสมอ

มีเทรดเดอร์หลายรายไม่ไว้วางใจเส้นแนวโน้มและกรอบช่องเส้นแนวโน้ม  เนื่องจากเห็นเทรดเดอร์รายอื่น ๆ โพสต์กรอบช่องเส้นแนวโน้มที่สำเร็จแล้วไว้ แทนที่จะโพสต์กรอบช่องเส้นแนวโน้มแบบที่รอ การดำเนินไปของพฤติกรรมราคาก่อน ปัญหาคือการมองย้อนกลับไปในอดีต ทำให้เทรดเดอร์ทุกคนสามารถวาดหรือลาก ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้มที่ทำงานเสร็จแล้ว ได้เสมอในรูปแบบที่สมบูรณ์แบบแทบจะทุกครั้ง

876.jfif

แต่ในการเข้าเปิดออเดอร์ซื้อหรือขายจริง เทรดเดอร์มักจะพยายามที่จะทำการเทรดให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งในบางครั้งก็มีขัดข้องหรือความเลื่อมล้ำทางด้านราคาบ้าง  เทรดเดอร์รายใหญ่ จะไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการมองหรือการวาดช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม (Trend line channel) เลย

อะไรบ้าง? ที่เทรดเดอร์จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมราคา (Price Action) :

-   การเกิดพฤติกรรมราคา สอดคล้องกับกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

-   พฤติกรรมราคาเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สมบูรณ์แบบ

-   ให้ต้องลากเส้นแนวโน้ม ในเวลาจริง

-   มีหลายวิธีในการลากเส้นแนวโน้ม ในช่วงเวลาการแกว่งตัวของราคา, ของเส้นแนวโน้มและของ ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม แต่ที่สำคัญคือ ต้องให้สอดคล้องกัน

การเปิดออเดอร์ซื้อ ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม ช่วงกราฟย้อนกลับ (Pull back)

-   ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม จะต้องลาดชันขึ้น

-   ราคาย้อนกลับลงมาเพื่อทดสอบเส้นแนวโน้มของ ตลาดขาขึ้น

-   ปล่อยให้ การขึ้นของราคากราฟเป็นไปในระยะยาวกับ ตลาดขาขึ้น (ในเชิงรุก: เปิดคำสั่งซื้อด้วย คำสั่งซื้อล่วงหน้าในลักษณะจำกัด โดยวางคำสั่งซื้อไว้เหนือเส้นแนวโน้ม)

-   วางคำสั่งซื้อ ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม  (ปรับตามความจำเป็น)

877.jfif

การเปิดออเดอร์ขาย ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม ช่วงกราฟย้อนกลับ (Pull back)

-   ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม จะต้องลาดชันลง

-   ราคาย้อนกลับขึ้นมาเพื่อทดสอบเส้นแนวโน้มของ ตลาดขาลง

-   ปล่อยให้ การลงของราคากราฟเป็นไปในระยะยาวกับ ตลาดขาลง (ในเชิงรุก: เปิดคำสั่งขายด้วย คำสั่งขายล่วงหน้าในลักษณะจำกัด โดยวางคำสั่งขายไว้ใต้เส้นแนวโน้ม)

-   วางคำสั่งขายในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม  (ปรับตามความจำเป็น)

878.jfif
#14
อะไร คือวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงกลยุทธ์การซื้อขายของตัวเทรดเดอร์เอง?  อาจมีหลายคำตอบ แต่ในที่นี้ ขอให้เทรดเดอร์ลองใช้แนวคิดในการมองหาเส้นแนวรับแนวต้าน เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การซื้อขาย

เทรดเดอร์เอง ต้องเรียนรู้วิธีใช้เส้นแนวรับแนวต้าน อย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนากลยุทธ์ในการเข้าซื้อขาย และเพื่อให้ได้ผลลัทธ์ที่ดีขึ้น
เส้นแนวรับ แนวต้านเป็นอย่างไร?

ก่อนที่เทรดเดอร์จะเรียนรู้เกี่ยวกับ เส้นแนวรับ แนวต้านนี้  เทรดเดอร์ต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานของการอุปสงค์ อุปทาน (ความต้องการซื้อ ความต้องการขาย) ให้ดีเสียก่อน
ความต้องการซื้อและความต้องการขายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของการเคลื่อนไหวของราคา ตลาดจะเปลี่ยนเป็นตลาดขาขึ้นเมื่อความต้องการความต้องการซื้อเพิ่มมากขึ้น และจะเปลี่ยนเป็นตลาดขาลงเมื่อความต้องการขายเพิ่มขึ้น

การศึกษารูปแบบราคากราฟแท่งเทียน เป็นการการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งส่งผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ อุปทาน (ความต้องการซื้อและความต้องการขาย) นั่นเอง ส่วนการวิเคราะห์ทางพื้นฐานเป็นปัจจัย กำหนดอุปสงค์ อุปทาน (ความต้องการซื้อและความต้องการขาย) อีกทีหนึ่ง

ราคาขยับขึ้นเมื่อความต้องการซื้อสูงกว่าความต้องการขาย  ผู้ซื้อมีความกระตือรือร้นต้องการที่จะซื้อมากกว่าผู้ขาย ที่ยินดีขาย ดังนั้นผู้ซื้อจะเสนอราคาที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ขาย
ราคาขยับลดลงเมื่อความต้องการขายสูงกว่าความต้องการซื้อ  ผู้ขายมีความกระตือรือร้นต้องการที่จะขายมากกว่าผู้ซื้อ ที่ยินดีซื้อ ในกรณีนี้ผู้ขายจะลดราคาเสนอของพวกเขาจนกว่าผู้ซื้อจะเต็มใจที่จะซื้อ

ในขณะที่กราฟราคาแท่งเทียนอยู่ที่เส้นแนวรับ เทรดเดอร์ทั่วไปมักคาดหวังว่าความต้องการซื้อจะมากกว่า ความต้องการขาย  เมื่อความต้องการซื้อสูงมากกว่าความต้องการขาย ราคาจะเพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยราคาจะหยุดที่เส้นแนวรับนั่นเอง

ในขณะที่กราฟราคาแท่งเทียนอยู่ที่เส้นแนวต้าน ซึ่งแปลว่ามีความต้องการซื้อ  เทรดเดอร์ทั่วก็ไปมักคาดหวังว่า ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอีก

ให้เทรดเดอร์จำไว้ว่า เส้นแนวรับ แนวต้าน ไม่ได้เป็นระดับราคาที่ชัดเจนมากนัก  ทั้งแนวรับและแนวต้านเหล่านี้เป็นการเกิดขึ้นในช่วงช่องของราคา อย่างไรก็ตามเพื่อความสะดวกและความชัดเจนนักวิเคราะห์ด้านเทคนิคหลาย ๆ คนได้วาดเส้นแนวรับ แนวต้านไว้

การลากเส้นแนวรับแนวต้านนี้ เพื่อเป็นแสดงให้เห็นเท่านั้น มันจะใช้งานได้ดี ตราบเท่าที่เทรดเดอร์เข้าใจว่าเส้นแนวรับ แนวต้านนี้ แท้ที่จริงแล้ว คือเส้นที่เป็นตัวแทนของช่วงหรือโซนที่ต้องการ ของอุปสงค์ อุปทาน (ความต้องการซื้อและความต้องการขาย)

จะหาเส้นแนวรับ แนวต้านได้อย่างไรบ้าง?

1. หาการแกว่งตัวสูงสุด และการแกว่งตัวต่ำสุด / SWING HIGH SWING LOW

871.jfif

การแกว่งตัวสูงสุด และต่ำสุด ที่ใกล้ที่สุดเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ  ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการคาดการณ์ของเส้นแนวรับ และแนวต้าน
ทุกๆ จุดแกว่งตัว ไม่ว่าจะแกว่งตัวสูงสุดหรือต่ำสุด อาจเกิดขึ้นได้ที่เส้นแนวรับ แนวต้าน อย่างไรก็ตามเพื่อให้การเข้าซื้อขายมีประสิทธิภาพที่สุด ให้เทรดเดอร์มุ่งเน้นความสนใจไปที่การแกว่งตัวสูงสุด และการแกว่งตัวต่ำสุด ในแต่ละรอบหรือกรอบช่วงเวลา

2. หาการกลับตัวบนเส้นแนวรับ แนวต้าน / FLIPPING OF SUPPORT, RESISTANCE

872.jfif

การย้อนกลับของกราฟราคาแท่งเทียน หรือการพลิกกลับ (FLIPPING) เป็นแนวคิดที่สำคัญ สำหรับเส้นแนวรับและเส้นแนวต้าน  แปลความหมายได้ว่า เส้นแนวรับอาจจะเปลี่ยนเป็นเส้นแนวต้าน หรือเส้นแนวต้าน อาจจะเปลี่ยนเป็นเส้นแนวรับ

เมื่อกราฟราคาแท่งเทียน สามารถทะลุผ่านเส้นแนวรับไปได้ มันคือการแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุม จากผู้ซื้อไปยังผู้ขาย เส้นแนวรับจะกลายเป็นเส้นแนวต้าน ที่ผู้ขายมั่นใจว่าจะไม่สามารถทะลุขึ้นมาได้ เพราะเปลี่ยนจากเส้นแนวรับเป็นเส้นแนวต้านแล้ว

3. เส้นแนวรับ และเส้นแนวต้าน จากช่วงเวลาที่สูงขึ้น

873.jfif

สำหรับการจะพุ่งเป้าไปที่เส้นแนวรับ แนวต้านแล้วนั้น เทรดเดอร์สามารถหาเส้นแนวรับ แนวต้านนี้ได้ในช่วงเวลาที่สูงขึ้นได้ ก่อนที่เทรดเดอร์จะนำเอาไปใช้ในกรอบเวลาที่ตัวเทรดเดอร์ใช้งาน

ยกตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์สามารถทำบันทึกไว้ก่อนได้ถึงเส้นแนวรับ แนวต้านในกรอบเวลารายสัปดาห์ เมื่อได้กรอบเส้นแนวรับ แนวต้านรายสัปดาห์แล้ว (ลากเส้นเอาไว้ก่อน) หลังจากนั้น ให้เทรดเดอร์ย่อช่วงเวลาเป็นกรอบรายวัน เพื่อหาจังหวะในการเข้าซื้อขาย

วิธีนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์พุ่งเป้าให้ความสำคัญกับ เส้นแนวรับ แนวต้านพร้อมกับกราฟราคาแท่งเทียนว่า ทำปฎิกริยาอะไรบ้างเวลาที่กราฟราคาชนกับ เส้นแนวรับ หรือ เส้นแนวต้าน ให้เทรดเดอร์ฝึกฝนหมั่นสังเกตให้บ่อย วิธีนี้จะกลายเป็นวิธีที่เหมาะสมในช่วงเวลาไม่นาน
#15
กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายที่กราฟรูปแบบ ดาวตก / SHOOTING STAR เป็นรูปแบบแท่งเทียนกลับตัว มีลักษณะคล้ายกับค้อนคว่ำ ในบรรดาเทรดเดอร์ที่ใช้ เข้าทำการซื้อขายด้วย พฤติกรรมกราฟแท่งเทียนมักจะรู้จัก กราฟรูปแบบ SHOOTING STAR กันในอีกชื่อว่า ตะปู / PIN BAR

   แท่งเทียนรูปแบบ SHOOTING STAR จะมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงมาก ถ้าถูกวางในตำแหน่งที่ถูกที่ ถูกทาง

   เมื่อใดที่เทรดเดอร์เข้าใจแล้วว่า การเข้าทำการซื้อขายด้วยรูปแบบดาวตกเป็นอย่างไรแล้ว?  เทรดเดอร์ก็จะเข้าใจว่า ทำไมรูปแบบแท่งเทียน กลับตัวที่จะก้าวไปสู่ตลาดหมี เพียงรูปแบบเดียวนี้ จึงมีพลังมากนัก

นิยามของกราฟแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR

   กราฟแท่งเทียนรูปแบบ SHOOTING STAR เป็นรูปแบบของกราฟแท่งเทียนกลับตัว โดยจะมีลักษณะมีหางยาวที่ด้านบนของแท่งเทียน และมีเนื้อเทียนเพียงเล็กน้อย  ถ้าในแง่การวิเคราะห์ทางเทคนิค กราฟแท่งเทียนดาวตก เป็นกราฟแท่งเทียนเดี่ยวไม่ต้องพึ่งพาแท่งเทียนอื่นๆ ประกอบ

รูปด้านล่างเป็นรูปแบบเชิงเทียนที่ดีของ SHOOTING STAR :

868.png

   กราฟรูปแบบ SHOOTING STAR นี้ ขึ้นอยู่กับการตั้งค่ากราฟราคาแท่งเทียนของเทรดเดอร์ เนื้อเทียนจริงๆ จะคล้ายกับรูปแบบ ค้อนกลับตัว และรูปแบบ SHOOTING STAR นี้ สามารถเป็นแท่งเทียนได้ทั้งสองตลาด ไม่ว่าจะเป็น แท่งเทียนแบบตลาดขาขึ้น / ตลาดกระทิง หรือ แท่งเทียนแบบตลาดขาลง / ตลาดหมี  แต่อย่างไรก็ตาม กราฟรูปแบบ SHOOTING STAR ที่มี ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด จะมีกำลังมากกว่า

คุณสมบัติเด่นชัด อีกประการหนึ่งของ กราฟแท่งเทียนรูป SHOOTING STAR คือต้องมีขนาดหางที่ยาว อย่างน้อย 2-3 เท่าของเนื้อเทียน

นี่คือลักษณะของรูปแบบ SHOOTING STAR  ที่เกิดขึ้นจริงในแผนภูมิแท่งเทียน :

867.jfif

 กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วยกราฟราคาแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR

   กลยุทธ์นี้ เป็นวิธีการซื้อขายที่ง่าย แต่มีประสิทธิภาพมาก เทรดเดอร์สามารถเข้าซื้อขายได้ ทั้ง หุ้น สกุลเงินฟอเร็กซ์ หรือสินค้าฟิวเจอร์ส และแม้แต่สกุลเงินดิจิตอลผ่านกรอบเวลาต่าง ๆ ชนิดและประเภทของการตั้งค่าต่าง ๆ ก่อนการเข้าทำการซื้อขาย จะเสนอผ่านกลยุทธ์การเข้าซื้อขายแบบกราฟราคากลับตัวนี้ มีอัตราความสำเร็จสูงอย่างน่าอัศจรรย์

   อย่างไรก็ตามข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ กราฟแท่งเทียน รูปแบบนี้ จะปรากฏในกราฟราคาแท่งเทียนของเทรดเดอร์เป็นระยะ ๆ ให้เทรดเดอร์มาเริ่มกันที่ ขั้นตอนต่อไปนี้


การตั้งค่า สำหรับกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขาย ในรูปแบบ SHOOTING STAR

•   กรอบระยะเวลา : กรอบระยะเวลา ทุกกรอบระยะเวลา แนะนำที่ 1 ชั่วโมงขึ้นไป

•   คู่สกุลเงิน : ทุกคู่สกุลเงิน

•   เครื่องบ่งชี้ : CHAIKIN MONEY FLOW (CMF)

•   ความรู้เรื่อง : รูปแบบแท่งเทียน SHOOTING STAR, การมองแนวโน้ม



869.jfif

   ขั้นตอนที่ หนึ่ง : ให้เทรดเดอร์ใส่ เครื่องบ่งชี้ CHAIKIN MONEY FLOW (CMF)  ในกรอบเวลาที่ต้องการ นี่เป็นเครื่องมือทางเทคนิคเพิ่มเติมเพียงอย่างเดียวที่จะให้เทรดเดอร์ใช้เพื่อยืนยันความถูกต้องของกราฟแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR

   การใช้อินดิเคเตอร์ CMF ทำให้เทรดเดอร์สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่ง ความถูกต้องของกราฟราคา SHOOTING STAR จะได้รับการยืนยันหรือทำให้ใช้งานได้ทันที


   ขั้นตอนที่ สอง : ให้เทรดเดอร์มองหากราฟแท่งเทียนรูปแบบ SHOOTING STAR หลังจากที่กราฟราคา วิ่งขึ้นมาด้วยแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง หรือโดยพื้นฐานแล้ว ให้เทรดเดอร์มองหาตลาดกระทิงที่กำลังอ่อนกำลังลง

   หลังจากที่เทรดเดอร์พบเห็นกราฟแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR ในช่วงตลาดขาขึ้นแล้ว ก็ให้เทรดเดอร์มากันที่ ขั้นตอนที่ สามกันต่อได้เลย

   ขั้นตอนที่ สาม : ให้เทรดเดอร์มองไปที่ อินดิเคเตอร์ CHAIKIN MONEY FLOW (CMF) โดยเส้นราคาค่าเฉลี่ยในอินดิเคเตอร์  CMF นี้ จะต้องต่ำกว่า LEVEL 0


   ขั้นตอนที่ สี่ : ต่อมา เมื่อเทรดเดอร์พบกราฟแท่งเทียนรูปแบบในขั้นตอนที่ 2 แล้ว พบเครื่องบ่งชี้ CMF มีเส้นค่าเฉลี่ย ต่ำกว่า LEVEL 0 แล้ว ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งขายล่วงหน้าที่ใต้แท่งเทียนรูปแบบ SHOOTING STAR ประมาณ 2-3 PIPS หรือ เทรดเดอร์สามารถเปิดคำสั่งขายได้ทันที ที่กราฟราคาแท่งเทียนดังกล่างปิดตัวลง ไม่มีอะไรซับซ้อนเกี่ยวกับกลยุทธ์การเข้าทำการขายนี้

870.jfif

  ขั้นตอนที่  ห้า : ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งป้องกันการขาดทุนที่ตำแหน่งเหนือระดับสูงสุดของ SHOOTING STAR CANDLE ประมาณ 5-10 PIPS เป็นการป้องกันสำหรับการ  BREAKOUTS ที่เป็นเท็จ ที่อาจเป็นไปได้


   บทสรุป – กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายในกราฟแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR ที่ดีที่สุด

   กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วยกราฟแท่งเทียนรูปแบบ SHOOTING STAR นี้ เป็นหนึ่งในวิธีการเข้าทำการซื้อขาย ที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการพลิกผันแนวโน้มการค้า ด้วย รูปแบบกราฟแท่งเทียนเพียงแท่งเดียวนี้

   ในความเป็นจริงให้เทรดเดอร์มองดู องค์ประกอบเรื่องแนวโน้มมาเป็นหลักแรก (ขั้นตอนที่ หนึ่ง) หลังจากนั้นก็เทรดเดอร์ก็สามารถกระทำการโดยใช้ขั้นตอนที่ สอง สาม สี่ และห้าต่อไปได้

   กลยุทธ์นี้ สามารถเสนอหนึ่งในความเสี่ยงที่น่าสนใจที่สุดในการให้คะแนนอัตราส่วน เทรดเดอร์สามารถเสี่ยงระหว่าง 10 และ 30 PIPS และมองหากำไรระหว่าง 200 และ 300 PIPS ซึ่งให้กำไร 20 เท่าหรือ 30 เท่าของความเสี่ยงได้เลย

   เทรดเดอร์อย่าลืม พิจารณาสิ่งต่อไปนี้ ในข้างต้น สำหรับในครั้งต่อ ๆ ไป เมื่อเทรดเดอร์สามารถหากราฟแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR ที่สอดคล้องกับกฎทั้งหมดที่ระบุไว้ในคู่มือกลยุทธ์การซื้อขายนี้