ข่าว:

Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - support-1

#1
การเข้าซื้อขาย ด้วยพฤติกรรมราคากราฟแท่งเทียน เป็นมากกว่าการเข้าซื้อขายที่ รูปแบบราคาเช่น ENGULFING CANDLESTICKS และ HEAD & SHOULDERS เทรดเดอร์ที่เทรดด้วย พฤติกรรมราคากราฟ มักมองข้ามประเด็นสำคัญไป คือ ความผันผวนของราคากราฟ ที่มีผลต่อการผันผวนของตลาดโดยรวม

   ในบทความนี้ เทรดเดอร์จะได้เรียนรู้วิธีรวมความผันผวนในการวิเคราะห์และ การกระทำของกราฟราคาแท่งเทียน โดยจะใช้เครื่องมือ BOLLINGER BANDS มาประกอบกาตัดสินใจ

เส้นค่าเฉลี่ยสำหรับเครื่องมือ BOLLINGER BAND มีสามเส้นดังต่อไปนี้

•   MIDDLE BAND LINE = N-PERIOD SIMPLE MOVING AVERAGE (SMA)

•   UPPER BAND LINE = N-PERIOD SMA + (N-PERIOD STANDARD DEVIATION OF PRICE X 2)

•   LOWER BAND LINE= N-PERIOD SMA – (N-PERIOD STANDARD DEVIATION OF PRICE X 2)

   เครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BANDS จะสร้างช่องทางระหว่างด้านบนกับด้านล่างของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของราคา และความกว้างของช่องจะขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคา กลุ่มเครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BANDS จะสามารถขยายกว้าง และหดตัวลง ตามค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของการเคลื่อนไหวของราคาในอดีตได้

   ดังนั้น BOLLINGER BANDS จึงช่วยให้เทรดเดอร์สามารถอ่านการเคลื่อนไหวของราคาได้ ในบริบทของความผันผวนล่าสุดได้ดี เพราะเป็นการสรุปการต่อสู้กันในเรื่องของราคา โดยจะแสดงข้อมูลการซื้อขายออกมาเป็นกรอบไว้

386.jpg
                                                                   วิธี นำเครื่องมือ BOLLINGER BAND ออกมาใช้ โดยให้ใช้ค่า DEFAULT

เทรดเดอร์เคยเฝ้าดูการดำเนินไปของกราฟราคาในตลาดกับเส้นกลุ่ม BOLLINGER BANDS บ้างหรือไม่ ? หากเคยเฝ้าดู เทรดเดอร์จะสังเกตเห็นสถานการณ์ต่อไปนี้

•   กราฟราคาแท่งเทียนในรูปแบบการกลับตัว และติดกับเส้น BOLLINGER BANDS

•   กราฟราคาแท่งเทียนเคลื่อนที่ต่อเนื่องกัน เป็นการทำให้มีแรงผลักเส้น BOLLINGER BANDS ออกไปได้

•   กราฟราคาแท่งเทียน เตรียมตัวที่จะเข้าสู่ตลาดก่อนการวิ่งเข้ากรอบของ BOLLINGER BANDS   

   ลองพิจารณาดูแต่ละสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด แล้วตัวเทรดเดอร์จะได้เรียนรู้ว่าแต่ละสถานการณ์เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การซื้อขายที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

   สถานการณ์ที่ 1 :  กราฟราคาแท่งเทียนในรูปแบบการกลับตัว และติดกับเส้น BOLLINGER BANDS

   ตลาดแกว่งตัวไปด้านข้าง เป็นตลาด SIDE WAY เท่ากับเป็นการยืนยันการขาดความผันผวน และตลาดวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ ในช่วงการซื้อขาย

387.jpg

 ในสถานการณ์แบบนี้ เหมาะสมกับเทรดเดอร์ที่นิยมการเข้าซื้อแบบ เข้าเร็ว ออกเร็ว เพื่อเก็บกำไรเพียงระยะเล็กๆ

   กลยุทธ์พื้นฐานคือ การออกคำสั่งซื้อล่วงหน้า เพราะกราฟราคาแท่งเทียนติดกับเส้นล่างของ BOLLINGER BAND (LOWER BAND LINE) แล้ว โดยมีเป้าหมายคือ เส้นด้านบนของ BOLLINGER BAND (UPPER BAND LINE)  นั่นเอง ในทางกลับกัน ถ้ากราฟราคาแท่งเทียนติดกับเส้นบน ของ BOLLINGER BAND ก็ให้เทรดเดอร์ออกคำสั่งขายล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายที่ เส้นด้านล่างของ BOLLINGER BAND เช่นกัน  เทรดเดอร์โปรดอย่าลืมว่า นี่คือกลยุทธ์การเก็บกำไรเพียงระยะเล็กๆ ดังนั้น เทรดเดอร์อาจจะต้องคอยเฝ้าดูหน้าจอกราฟด้วย หรืออย่างน้อยก็มองที่ พฤติกรรมราคากราฟแท่งเทียนว่าทำรูปแบบหรือไม่ ก่อนการตัดสินใจอีกครั้ง

   เทรดเดอร์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยการมองหาเหตุผลที่จะมาสนับสนุนตลาด SIDE WAY ได้ ตัวอย่างเช่น ก่อนที่ข้อมูลของฝ่ายเศรษฐกิจในแต่ละบริษัทจะมีการปล่อยข่าว หรือปล่อยข้อมูลที่สำคัญออกมา ตลาดกราฟราคามีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไปด้านข้าง (SIDE WAY)  และเทรดเดอร์อาจออกจาก คำสั่งซื้อหรือขายก่อนที่ ข้อมูลข่าวจะถูกปล่อยออกมาจริงเพื่อป้องการการวิ่งกลับทางของ กราฟราคาในตลาดได้

   สถานการณ์ที่ 2 : กราฟราคาแท่งเทียนเคลื่อนที่ต่อเนื่องกัน เป็นการทำให้มีแรงผลักเส้น BOLLINGER BANDS ออกไปได้

   กราฟราคาแท่งเทียนที่เคลื่อนที่ต่อเนื่องกัน มีการทำให้เกิดแรงผลักดัน ทำให้กลุ่มเส้น BOLLINGER BANDS แสดงพลังในการวิ่งทะลุออกไปได้อย่างมีประสิทธภาพ เป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของตลาด

   กราฟราคาแท่งเทียนในบริบทนี้ ได้บอกเล่าให้เทรดเดอร์รู้แล้วว่า  อย่าพยายามต่อสู้กับแนวโน้มที่ไม่ใช่แนวโน้มจริง หรือแนวโน้มที่ตัวเทรดเดอร์เองต้องการจะให้ไป

388.jpg

 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายวงออกไป ทั้งๆ ที่ กราฟราคาแท่งเทียนทำรูปแบบ ตลาดขาขึ้น และยังชนกับเส้น LOWER BAND ของ BOLLINGER BAND ด้วย แต่กราฟราคาแท่งเทียนที่เคลื่อนที่ต่อเนื่องลงมา ทำให้เกิดการระเบิดหรือการทะลุลงมาอีก

   สถานการณ์ที่ 3 : กราฟราคาแท่งเทียน เตรียมตัวที่จะเข้าสู่ตลาดก่อนการวิ่งเข้ากรอบของ BOLLINGER BANDS

   การก่อตัวทางด้านกราฟราคาแท่งเทียนนี้ ยังไม่แน่นอน กราฟราคาไม่สามารถอยู่ด้านบนของเส้น Bollinger Bands ได้นาน กราฟวิ่งย้อนกลับเข้ามาภายในเส้น Bollinger Bands ปฏิกิริยาแบบนี้ เรียกว่าการกลับตัวหรือการย้อนกลับของราคา   

   ดังนั้นหากเทรดเดอร์นิยมการเข้าซื้อขายแบบ กราฟย้อนกลับแล้วละก็   เทรดเดอร์ควรให้ความสำคัญกับสถานการณ์นี้  เมื่อเทรดเดอร์ มองเห็น กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบการกลับตัวแต่ยังอยู่นอกเส้น Bollinger Bands ให้เทรดเดอร์พิจารณาการกลับตัวของกราฟราคาแท่งเทียนไว้ได้เลย

389.jpg

 สรุป :  การอ่านค่า พฤติกรรมราคากราฟแท่งเทียน  ด้วย BOLLINGER BANDS

   กรอบการดำเนินการด้านราคาแบบดั้งเดิม คือเส้นแนวรับ แนวต้าน การแกว่งขึ้นจุดสูงสุดหรือ ต่ำสุด ของกราฟราคาแท่งเทียน เหล่านี้ มักถูกละเลย

   แต่การใช้เครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BANDS นี้ เทรดเดอร์สามารถวิเคราะห์ กราฟราคาแท่งเทียนได้ โดยสังเกตจากตำแหน่งที่อยู่ของกราฟกับเส้นทั้งสามของ Bollinger band และยังสามารถอ่านพฤติกรรมภายของกราฟแท่งเทียนได้การอยู่รวมกันเพื่อสร้างแนวโน้มเพื่อรอการทะลุในส่วนของราคา อีกทั้งเทรดเดอร์ยังสามารถมองเห็นความผันผวนของตลาด ในช่วงของการวิ่งในตลาด และการหยุดพัก ความผันผวนผสมกับรูปแบบพฤติกรรมราคา

   เทรดเดอร์โปรดจำไว้ว่า ไม่ว่าเครื่องมือใด ล้วนแล้วแต่มีความสามารถในตัวของมันฝึกใช้ให้ชำนาญ
#2
สำหรับกลยุทธ์นี้ค่อนข้างจะง่ายมาก เป็นกลยุทธ์ที่ไม่มีอะไรซับช้อน เทรดที่กราฟเปล่าได้เลย ไม่ต้องใช้อินดิเคเตอร์อะไรทั้งสิ้น คู่สกุลเงินที่เหมาะสม (น่าเล่น) คือ EURUSD, AUDUSD, GBPUSD  กรอบระยะเวลาที่แนะนำคือ 5 นาที (M5)

 

เงื่อนไขการนำมามีใช้ง่ายๆ ดังนี้ คือ

- ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ขาขึ้นหรือขาลง (ตลาดกระทิงหรือตลาดหมี) จะต้องมีแท่งเทียน 3 แท่ง (ขาขึ้น=เขียว 3, ขาลง=แดง 3)
- ไม่ว่าจะกรณี Buy หรือ Sell ให้กำหนด Stop Loss ที่ระดับสูงหรือต่ำของแท่งเทียนตัวที่ 2 ตามเห็นสมควร
- ไม่ว่าจะกรณี Buy หรือ Sell กำหนด Take Profit ดังนี้ EURUSD = 6 จุด,  AUDUSD = 8 จุด,  GBPUSD = 10 จุด

ตัวอย่าง การเก็บกำไร 6 จุด กรณี Buy จากเทรนด์ขาขึ้น (ฺBull Market)

688.png

ตัวอย่าง การเก็บกำไร 6 จุด กรณี Sell จากเทรนด์ขาลง (ฺBear Market)

689.png
#3
ในฐานะเทรดเดอร์ ถือเป็นกฎทั่วไปที่เราควรมองหาเพื่อเพิ่มผลตอบแทนที่เป็นไปได้สูงสุด (ต่อหน่วยความเสี่ยง) ในแต่ละธุรกรรม เราควรมองหาทางที่จะบีบออกจากตลาดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

มีหลายครั้งที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปล่อยให้การค้าดำเนินไป อย่างไรก็ตาม บางครั้งสภาวะตลาดก็สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อให้เทรดเดอร์ผู้รอบรู้สามารถ "กดดันการซื้อขาย" หรือ พีระมิด เข้าสู่การซื้อขายได้

อย่ากดดันโชคของคุณ กดการค้าแทน!
การพยายามเข้าหลายรายการในทิศทางของแนวโน้มเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่เทรดเดอร์ผู้รอบรู้ใช้ในการพยายามเพิ่มผลตอบแทนสูงสุด (หรือที่เรียกว่า Pyramiding) ปัญหาของกลยุทธ์นี้คือ แม้ว่ามันอาจจะเพิ่มผลตอบแทนที่เป็นไปได้ แต่การมีตำแหน่งที่ใหญ่กว่าในตลาดก็ทำให้คุณมีความเสี่ยงมากขึ้นเช่นกัน ในฐานะเทรดเดอร์ คุณต้องค้นหาจุดสมดุลที่สมบูรณ์แบบของการกดดันการซื้อขายโดยไม่กดดันโชคของคุณ

113.png

มีหลายวิธีในการบรรลุเป้าหมายนี้:

- If the market is moving at a snail's pace, and not much movement has been made from the initial entry, any additional entry should be minor. If, however, a decent distance has been travelled, a trailing stop will secure more profit, and any additional entry can be larger. In essence, any additional position sizes are partly dependent on the distance between the initial entry position to stop loss.

- Ensure you have a strong driver that pushes prices along. Simply pressing trades at random is not good risk management.

- Reduce risk on entry by only adding additional positions when the stop loss on the first position can be trailed.
 
เลือกการต่อสู้ของคุณอย่างระมัดระวังเมื่อพีระมิด

คุณอาจพบว่าเมื่อเวลาผ่านไป คุณจะเหลือส่วนแบ่งจำนวนมาก (> 2% ของทุนทั้งหมด) ในการซื้อขายครั้งเดียว กลยุทธ์ในการเพิ่มความเสี่ยงโดยทั่วไปจะทำให้เป็นปิรามิด "สั้น" ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่เติบโตเกิน 2.5% ของมูลค่าหุ้นโดยรวม กลยุทธ์แบบพีระมิดนี้ช่วยให้แน่ใจว่าคุณจะต้องเผชิญกับข้อดีเพิ่มเติมในขณะที่ลดข้อเสียให้เหลือน้อยที่สุดให้อยู่ในระดับที่คุณสบายใจ

ต่อไปนี้เป็นบางสิ่งที่ควรระวัง:

- Keep an eye out for drivers that influence market psychology: This is when momentum and volatility will be high, allowing you to pyramid into a move more easily. For the technical traders, you may prefer to avoid day-to-day shifts by taking in a broader market view.

- Diversify: as with any investment, don't place all your eggs in one basket. Diversification is key to keeping overall risk low.

- Have strict risk limits in place: With 2.5% in one pyramid, another 2.5% in another – next thing you know, your overall portfolio heat is close to 10%. That's a high amount of risk to carry around with you. Consider minimising position sizes of certain trades to reduce overall risk.

- Consistency is key with position sizes: If your initial entry is $100k and your second is $300k, you're off to a lousy start in building your pyramid.

ความคิดสุดท้ายเกี่ยวกับปิระมิด
อย่าลืมเริ่มต้นจากเล็กๆ น้อยๆ และช้าๆ เสมอ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเข้าไป ทดลองพีระมิดจนกว่าคุณจะพอใจกับแนวทางของตัวเอง โปรดจำไว้เสมอว่าองค์ประกอบสำคัญสองประการที่ต้องพิจารณา:

1.Resist the temptation to take profit early when the opportunity arises. Sometimes it's best to sit on an existing trade.

2.Be wary of adding to your trade at "worse" levels. Trends will always end at a certain point, so you don't want to be pyramiding into an extended, ongoing trend. Look for new trends to pyramid in, which will reduce your overall risk.
#4
 ถึงแม้ว่าอินดิเคเตอร์ดัชนีวัดความแข็งแกร่ง  RELATIVE VIGOR INDEX (RVI) จะเป็นที่รู้จักน้อยกว่า และเป็นที่นิยมน้อยกว่าอินดิเคเตอร์ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันคือ STOCHASTIC OSCILLATOR (STO) และ RELATIVE STRENGTH INDEX (RSI) ก็ตาม แต่จะมีเทรดเดอร์อยู่บางกลุ่มที่ใช้งานอินดิเคเตอร์ RVI  ตัวนี้ เทรดเดอร์มือใหม่ลองมาทำความรู้จักกับ RVI กัน

   โดยหลักของโครงสร้างอินดิเคเตอร์ RVI นี้ ถูกสร้างขึ้นมาจากพื้นฐานของ RSI  ก็จริงแต่ RVI สามารถบอกได้ว่าให้เข้าทำการซื้อขายได้หรือไม่ จากการคำนวณของเส้นค่าเฉลี่ยสองเส้น ซึ่งจะต่างกับ RSI  ตรงที่ RSI จะบอกแต่ปริมาณการซื้อหรือขายมากหรือน้อยเกินไป แต่เส้นค่าเฉลี่ยสองเส้นของ อินดิเคเตอร์ RVI  มีการตัดกันไว้ให้เทรดเดอร์สามารถมองเป็นจุดเข้าออกได้

   อินดิเคเตอร์ RELATIVE VIGOR INDEX (RVI) มีความง่ายในการแสดงให้เทรดเดอร์เห็นจุดที่จะเข้าทำการซื้อขายได้อย่างง่าย ๆ เทรดเดอร์มือใหม่จะสามารถใช้ RVI ได้อย่างแม่นยำจากการสังเกตเพียงแค่ อินดิเคเตอร์ตัวเดียว หรือถ้าเทรดเดอร์มีความถนัดในอินดิเคเตอร์อื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ก็สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้  ในบทความนี้ จะแนะนำให้เทรดเดอร์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ อินดิเคเตอร์ RVI


การตั้งค่า สำหรับกลยุทธ์การใช้ อินดิเคเตอร์ RELATIVE VIGOR INDEX (RVI) ตามนี้

•   คู่สกุลเงิน  : ทุกคู่สกุลเงิน

•   กรอบเวลา : กรอบเวลา 1 ชั่วโมงขึ้นไป

•   เครื่องบ่งชี้ :  RELATIVE VIGOR INDEX (RVI)

359.jpg

                                        HOW TO SETUP RELATIVE VIGOR INDEX INDICATOR

  กฎหลักของ - กลยุทธ์การใช้ อินดิเคเตอร์ RELATIVE VIGOR INDEX (RVI)

•   เส้นสัญญาณสีเขียวตัดเส้นสีแดงในทิศทางลงให้หาจังหวะ SELL

•   เส้นสัญญาณสีเขียวตัดเส้นสีแดงในทิศทางขึ้นให้หาจังหวะ BUY

                          BUYING RULE RVI FOREX TRADING

360.jpg

กฎ – การเข้าทำการเปิดคำสั่งซื้อ


•   สัญญาณการเปิดคำสั่งซื้อจะถูกสร้างขึ้นเมื่ออินดิเคเตอร์ RVI อยู่ในตำแหน่งต่ำกว่าเส้น LEVEL 0

•   เส้นค่าเฉลี่ยราคาสองเส้นทำมุมองศาเอียงขึ้นอาจจะมากหรือน้อย

•   ต่อมา เส้นค่าเฉลี่ยสีเขียว จะต้องตัด เส้นค่าเฉลี่ยสีแดง ขึ้นไปด้านบน

•   เพื่อเป็นการยืนยัน ซ้ำสองครั้งให้เทรดเดอร์สังเกตว่า เส้นค่าเฉลี่ย RVI ทั้งสองเส้นนี้ อยู่ต่ำกว่า LEVEL 0 เท่านั้น ถ้าอยู่สูงกว่า LEVEL 0 ให้เทรดเดอร์พึงระวัง อาจจะเป็นสัญญาณหลอกได้

•   หลังจากนั้น ให้เทรดเดอร์ รอสังเกตที่กราฟราคาแท่งเทียน ให้รอจังหวะเป็นแท่งเทียนขาขึ้น

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งซื้อล่วงหน้า ประมาณ 2 PIPS ที่ตำแหน่งเหนือสุดของกราฟราคาแท่งเทียน / แท่งที่ เส้นในอินดิเคเตอร์ RVI ตัดขึ้น / แท่งขาขึ้น

•   แล้วให้เทรดเดอร์วางคำสั่งหยุดการขาดทุน ใต้แท่นเทียนแท่งดังกล่าวประมาณ 2-5 PIPS หรือเทรดเดอร์อาจใช้ ระดับการแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียน ที่ต่ำสุด ล่าสุด ก่อนหน้าเป็น ตำแหน่งการหยุดการขาดทุนได้

•   ตั้งเป้าหมายทำกำไรที่มากกว่าความเสี่ยงเริ่มต้นของเทรดเดอร์ ประมาณ 2 หรือ 3 เท่า / RISK : REWARD   /  1 : 2-3

361.jpg

กฎ – การเข้าทำการเปิดคำสั่งขาย

•   สัญญาณการเปิดคำสั่งขายจะถูกสร้างขึ้น เมื่ออินดิเคเตอร์ RVI อยู่ในตำแหน่งสูงกว่า เส้น LEVEL 0

•   เส้นค่าเฉลี่ยราคาสองเส้น ทำมุมองศาเอียงลาดลงต่ำ

•   ต่อมา เส้นค่าเฉลี่ยสีเขียว จะต้องตัด เส้นค่าเฉลี่ยสีแดง ลงไปเท่านั้น

•   เทรดเดอร์อย่าลืมการยืนยัน ซ้ำสองครั้ง โดยการสังเกตว่า เส้นค่าเฉลี่ย RVI ทั้งสองเส้นนี้ จะต้องอยู่สูงกว่าเส้น LEVEL 0 เท่านั้น ถ้าอยู่ต่ำกว่าเส้น LEVEL 0 ให้เทรดเดอร์พึงระวัง อาจจะเป็นสัญญาณหลอกได้

•   หลังจากนั้น ให้เทรดเดอร์ รอสังเกตที่กราฟราคาแท่งเทียน ให้รอจังหวะเป็นแท่งเทียนขาลง

•   วางคำสั่งขายล่วงหน้า ประมาณ 2 PIPS ที่ตำแหน่ง ต่ำสุดของกราฟราคาแท่งเทียน / แท่งที่ เส้นในอินดิเคเตอร์ RVI ตัดลง

•   การวางคำสั่งหยุดการขาดทุน ให้วางไว้ที่ ด้านบนของกราฟแท่นเทียน แท่งดังกล่าวประมาณ 2-5 PIPS หรือเทรดเดอร์อาจใช้ ระดับการแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียน ที่สูงสุด ล่าสุด ก่อนหน้าเป็น ตำแหน่งการหยุดการขาดทุนได้

•   ตั้งเป้าหมายทำกำไรที่มากกว่าความเสี่ยงเริ่มต้นของเทรดเดอร์  RISK : REWARD   /  1 : 2-3


  กลยุทธ์เพิ่มเติ่ม - ในการใช้ อินดิเคเตอร์ RELATIVE VIGOR INDEX (RVI)

   นอกเหนือจากการใช้เส้นค่าเฉลี่ย สองเส้นตัดกันในอินดิเคเตอร์ RVI เพื่อส่งสัญญาณในการเข้าทำการเปิดคำสั่งซื้อหรือขายแล้ว (เทรดเดอร์อย่าลืมดูเงื่อนไขเพิ่มเติ่ม)
คราวนี้ ให้เทรดเดอร์ลองมองภาพให้กว้างขึ้น บ่อยครั้งที่ อินดิเคเตอร์ RVI ยังสามารถให้สัญญาณในการขัดแย้งทางด้าน กราฟราคาแท่งเทียนกับ อินดิเคเตอร์ได้  การมองหา DIVERGENCE ในอินดิเคเตอร์ RVI เพื่อเข้าทำการซื้อขาย ทำได้ง่ายกว่ามาก

362.jpg

   ภาพตัวอย่างด้านบน เทรดเดอร์เห็นกรณีของ DIVERGENCE ในรูปแบบนี้ เทรดเดอร์สามารถเฝ้ารอจังหวะของการเขาเปิดคำสั่งซื้อได้ กรณีของการเกิด DIVERGENCE จะมีความวิ่งย้อนกลับของกราฟแท่งเทียนที่ค่อนข้างสูงมาก

   หากเทรดเดอร์นำความได้เปรียบทางด้านการพบเห็น DIVERGENCE มารวมกับ เงื่อนไขในการเข้าทำการเปิดคำสั่งซื้อกับ อินดิเคเตอร์  RVI  การรอจังหวะการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยราคา  การรอแท่งเทียนขาขึ้น ล้วนแล้วแต่ ทำให้เทรดเดอร์ได้รับ ผลตอบแทนที่สวยงามเสมอ

   นี่เป็น อีกวิธีหนึ่งในการเข้าทำการซื้อขายด้วย อินดิเคเตอร์ RVI ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การให้รางวัลสูงที่มีความเสี่ยงต่ำ ให้เทรดเดอร์ฝึกฝนให้มาก
#5
Bollinger Bands (BB) คืออะไร

     Indicator ที่ประกอบไปด้วยเส้นค่าเฉลี่ย (Smooth Moving Average: SMA 20) เส้นกึ่งกลาง และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation, SD 2)

198.png

   –  โดย เส้น SMA20 เส้นกึ่งกลาง ถูกใช้เพื่อแสดงแนวโน้มของราคา ไม่ต่างจากการใช้เส้น Moving Average เลยโดยทั่วไปอยู่ที่ MA20 หรือระยะแท่งเทียน 20 แท่ง

   –  ส่วน SD2 จะแบ่งออกเป็นกรอบบน (Upper Band) และ กรอบล่าง (Lower Band) เพื่อวิเคราะห์ Momentum และถูกใช้เป็น แนวรับและแนวต้าน ในกรณีที่ตลาดเป็น  sideway

199.png

เทคนิคการเทรดด้วย (Bollinger Bands Squeeze)

กลยุทธ์การซื้อขายแบบ  Bollinger Band Squeeze  จัดได้ว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาเครื่องมือทั้งหลาย เพราะ BB  ตัวนี้ใช้สำหรับหาจุดเข้า ซื้อ – ขายได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสั้น Scalping  , Sniper  หรือถือยาวๆ แบบ following trend หรือแม้กระทั่งการเทรดสวน  หรือ  breakout  ก็ดีเช่นกัน แล้วแต่ว่าเราชอบแบบไหน   และสามารถเทรดได้ทุกทามเฟรมเลย*** แต่แนะนำว่า ถ้าอยากได้ pip เยอะๆก็ให้เข้าเทรดที่ TF H1 ขึ้นไป แต่หากชอบเทรดสั้นๆแนะนำว่า  TF M5- M15 กำลังดี ไม่เกิน 100 จุด อะไรแบบนี้

  เป็นกลยุทธ์การเทรด โดยการเข้าซื้อเมื่อกรอบบนและล่างหดตัว บีบตัวแคบ และวิ่งออกข้างเป็นเวลานาน แล้วราคาพุ่งทะลุปิดเหนือกรอบบนด้วย volume ที่สูง และส่วนใหญ่มักจะเกิดเป็นเทรน ทั้งในขาขึ้น และขาลง   เราอาจตั้งจุด Stop loss ไว้ใต้เส้นกึ่งกลาง หรือใต้แนวต้านเก่าที่เพิ่งทะลุขึ้นมาก็ได้เช่นกัน

200.png

วิธีการสังเกตุ จากรูป

    1.เส้นกรอบ BB  วิ่งในกรอบแคบๆ

    2.กรอบบนและล่างแคบ

    3.ราคาจะพุ่งทะลุกรอบบนขึ้นไปก่อน

    4.เส้นกรอบบนและกรอบล่างขยายตัวแยกออกจากกันเหมือนปากขวด
#6
Partial Close คืออะไร

ในการซื้อขายและการลงทุน "การปิดบางส่วน (Partial Close)" หมายถึงแนวทางปฏิบัติในการปิดสถานะที่เปิดอยู่เพียงบางส่วน แทนที่จะเป็นสถานะทั้งหมดในคราวเดียว เทคนิคนี้ช่วยให้คุณสามารถล็อกกำไรหรือจำกัดการขาดทุนในตำแหน่งของคุณ โดยปล่อยให้ส่วนที่เหลือเปิดอยู่ การปิดบางส่วนสามารถใช้ได้ในตลาดการเงินต่างๆ รวมถึงหุ้น ฟอเร็กซ์ สินค้าโภคภัณฑ์ และอื่นๆ

721.png

                                                                                   Partial Close คืออะไร

เหตุผลในการใช้ Partial Close

1.การจัดการความเสี่ยง: ด้วยการปิดสถานะบางส่วน คุณจะลดขนาดของความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงได้
2.การทำกำไร: การปิดสถานะบางส่วนช่วยให้คุณได้รับกำไรบางส่วน ในขณะที่ปล่อยให้สถานะที่เหลือดำเนินไปโดยหวังว่าจะได้กำไรเพิ่มเติม
3.ความยืดหยุ่น: ช่วยให้เทรดเดอร์มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
4.ประโยชน์ทางจิต: การทำกำไรบางส่วนสามารถลดความเครียดทางอารมณ์และเพิ่มความมั่นใจได้

วิธีดำเนินการ Partial Close

1. การดำเนินการด้วยตนเอง

ขั้นตอนสำหรับสถานะยาว(Long Position)

1.ตรวจสอบตำแหน่ง: ติดตามตำแหน่งของคุณอย่างต่อเนื่องและประเมินสภาวะตลาดที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ของคุณ
2.ตัดสินใจปิด: หากราคาหุ้นสูงขึ้นถึง 15 ดอลลาร์ ให้ตัดสินใจขายบางส่วน เช่น 50 หุ้น เพื่อล็อคผลกำไร
3ดำเนินการตามคำสั่ง: ไปที่แพลตฟอร์มการซื้อขายของคุณ ค้นหาสถานะที่เปิดอยู่ และเลือกตัวเลือกเพื่อแก้ไขหรือแก้ไขการซื้อขาย คุณจะ
ต้องระบุว่าคุณต้องการขายเพียง 50 จาก 100 หุ้นของคุณ
4.ยืนยันธุรกรรม: ก่อนที่จะสรุปการซื้อขาย ให้ตรวจสอบรายละเอียดธุรกรรมเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างถูกต้อง
5.ทำการขายให้เสร็จสิ้น: ยืนยันคำสั่งขายเพื่อดำเนินการปิดบางส่วน ตอนนี้ตำแหน่งของคุณจะลดลงเหลือ 50 หุ้น และคุณได้ล็อคกำไรไว้ใน 50 คนแรก

ขั้นตอนสำหรับสถานะสั้น(Short Position)

1.ตำแหน่งการตรวจสอบ: จับตาดูราคาของสินทรัพย์และตำแหน่งที่เปิดของคุณ
2.ตัดสินใจปิด: หากราคาของสินทรัพย์ลดลงเพียงพอที่จะให้ผลกำไรที่น่าพอใจแก่คุณ หรือหากคุณต้องการลดความเสี่ยง ให้ตัดสินใจซื้อคืนส่วนหนึ่งของสถานะขายของคุณ
3.ดำเนินการตามคำสั่ง: ไปที่แพลตฟอร์มการซื้อขายของคุณ ค้นหาตำแหน่ง Short ที่เปิดอยู่ และเลือกตัวเลือกเพื่อแก้ไขการซื้อขาย ระบุจำนวนตำแหน่งที่คุณต้องการซื้อคืน
4.ยืนยันและดำเนินการให้เสร็จสิ้น: เช่นเดียวกับสถานะซื้อ ให้ตรวจสอบและยืนยันรายละเอียดธุรกรรมเพื่อดำเนินการปิดบางส่วน

ข้อดีและข้อเสียการดำเนินการด้วยตัวเอง

ข้อดี

- ควบคุมระยะเวลาและขอบเขตของการปิดบางส่วนได้อย่างสมบูรณ์
- ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดแบบเรียลไทม์

ข้อเสีย

- ต้องมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
- ความเป็นไปได้ของการตัดสินใจทางอารมณ์หรือหุนหันพลันแล่น

2. การดำเนินการอัตโนมัติ

1.การตั้งค่าเริ่มต้น: เมื่อคุณตั้งค่าการซื้อขายครั้งแรก คุณยังสามารถกำหนดคำสั่งแบบมีเงื่อนไขสำหรับการปิดบางส่วนได้
2.ระบุเงื่อนไข: ใช้คุณสมบัติของซอฟต์แวร์การซื้อขายของคุณเพื่อระบุเงื่อนไขที่ควรทำให้เกิดการปิดบางส่วน ตัวอย่างเช่น คุณอาจตั้งค่าคำสั่ง Take Profit เพื่อขาย 50 หุ้นจาก 100 หุ้นของคุณเมื่อราคาถึง 15 ดอลลาร์
3.การทำกำไรหลายรายการ: คุณยังสามารถตั้งค่าระดับการทำกำไรได้หลายระดับสำหรับส่วนต่างๆ ของตำแหน่งของคุณ ซึ่งจะทำให้กลยุทธ์การทำกำไรหลายรายการเป็นแบบอัตโนมัติ
4.การตรวจสอบอัตโนมัติ: ซอฟต์แวร์การซื้อขายจะจับตาดูตำแหน่งและดำเนินการปิดบางส่วนโดยอัตโนมัติเมื่อตรงตามเงื่อนไข
5.การตรวจสอบ: หลังจากดำเนินการปิดบางส่วนแล้ว คุณยังควรตรวจสอบตำแหน่งและปรับกลยุทธ์การซื้อขายของคุณสำหรับส่วนที่เหลือ หากจำเป็น

ข้อดีและเสียข้อเสียการดำเนินการอัตโนมัติ

ข้อดี

- ลดความจำเป็นในการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
- ลบแง่มุมทางอารมณ์ออกจากการตัดสินใจปิดบางส่วน

ข้อเสียอัตโนมัติ

- ขึ้นอยู่กับความสามารถของแพลตฟอร์ม อาจมีความยืดหยุ่นจำกัดในการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแบบเรียลไทม์
- มีโอกาสเกิด Slippage หรือการดำเนินการในราคาที่ต่ำกว่าปกติ

ประเภทของกลยุทธ์ Partial Close

722.png

                                                           กลยุทธ์ partial close

1. การทำกำไรหลายรายการ

กลยุทธ์นี้เกี่ยวข้องกับการแบ่งตำแหน่งของคุณออกเป็นส่วนเล็กๆ โดยแต่ละส่วนมีระดับการทำกำไรที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยการทำเช่นนี้ คุณตั้งเป้าที่จะรับผลกำไรในระดับราคาที่แตกต่างกัน

การใช้งาน

- สมมติว่าคุณมีหุ้นจำนวน 100 หุ้นที่ซื้อในราคาหุ้นละ 10 ดอลลาร์
- คุณกำหนดระดับการทำกำไรไว้สามระดับ: ระดับหนึ่งที่ $12, อีกระดับที่ $14 และสุดท้ายที่ $16
- คุณตัดสินใจขายหุ้น 33 หุ้นในแต่ละระดับเหล่านี้

การดำเนินการ

- เมื่อหุ้นถึง $12 คุณจะขายหุ้นได้ 33 หุ้นโดยอัตโนมัติ
- เมื่อแตะระดับ 14 ดอลลาร์ จะมีการขายหุ้นอีก 33 หุ้น
- ในที่สุด เมื่อถึง $16 คุณจะขายหุ้นที่เหลือ 34 หุ้น

ข้อดี

- คุณสามารถทำกำไรได้หลายระดับ
- ให้ความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาด

ข้อเสีย

- อาจเพิ่มต้นทุนการทำธุรกรรม
- หากราคาหุ้นกระโดดผ่านระดับ Take-Profit หลายระดับอย่างรวดเร็ว คุณอาจพลาดผลกำไรที่สูงขึ้น

2. Trailing Stops

723.png

                                               Trailing Stop

แนวคิด

ด้วยกลยุทธ์นี้ คุณจะตั้งค่า Trailing Stop ที่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับตลาดแต่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการซื้อขายของคุณ เมื่อ Trailing Stop ทำงาน จะมีการปิดตำแหน่งเพียงบางส่วนเท่านั้น

การใช้งาน

- สมมติว่าคุณซื้อหุ้นที่ราคา 100 ดอลลาร์
- คุณตั้งค่า Trailing Stop ที่ขยับขึ้น 1 ดอลลาร์สำหรับทุก ๆ 2 ดอลลาร์ที่หุ้นขยับขึ้น แต่ตัดสินใจว่าทุกครั้งที่มันถูกกระตุ้น จะมีเพียง 20% ของตำแหน่งของคุณที่ปิด

การดำเนินการ

- หากหุ้นขึ้นถึง $102 Trailing Stop ของคุณจะขยับขึ้นไปที่ $101
-หากราคาหุ้นตกลงไปที่ $101 Trailing Stop จะทำให้มีการขาย 20% ของสถานะของคุณ

ข้อดี

- ปกป้องผลกำไรในขณะที่ช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนไหวที่ดีอย่างต่อเนื่อง
- ทำให้กระบวนการปิดบางส่วนเป็นไปโดยอัตโนมัติ

ข้อเสีย

- การกลับตัวอย่างรวดเร็วยังสามารถกระตุ้นให้เกิด Trailing Stop ซึ่งอาจพลาดโอกาสกำไรในอนาคต
- จำเป็นต้องเลือกการเพิ่มการปิดการขายบางส่วนอย่างชาญฉลาดเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรและการเปิดรับตลาด

3. ตามเวลา

แนวคิด

ในกลยุทธ์นี้ คุณจะปิดตำแหน่งบางส่วนตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แทนที่จะเป็นระดับราคา

การใช้งาน

- คุณซื้อหุ้น 100 หุ้นที่ราคา 20 ดอลลาร์
- คุณตัดสินใจปิดตำแหน่ง 25% ทุกสัปดาห์ โดยไม่คำนึงถึงราคา

การดำเนินการ

- หลังจากหนึ่งสัปดาห์ คุณจะขายหุ้นได้ 25 หุ้น
- หลังจากสองสัปดาห์ ขายไปได้อีก 25 หุ้น และอื่นๆ

ข้อดี

- วิธีนี้ช่วยลดการตัดสินใจทางอารมณ์หรือหุนหันพลันแล่น
- เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มุ่งหวังผลกำไรระยะยาวแต่ต้องการได้รับผลกำไรระยะสั้น

ข้อเสีย

- อาจส่งผลให้มีการปิดตำแหน่งบางส่วนของคุณที่ระดับราคาต่ำกว่าปกติ
- ไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ทางการตลาดหรือการเปลี่ยนแปลงของราคา

4. ตัวอย่าง

1.ตำแหน่งเริ่มต้น: คุณซื้อหุ้นของบริษัท XYZ จำนวน 100 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 ดอลลาร์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,000 ดอลลาร์
2.ปิดบางส่วนครั้งแรก: ราคาหุ้นขึ้นไปถึง $15 คุณขาย 50 หุ้นและล็อกกำไร 250 ดอลลาร์
3.การปิดบางส่วนครั้งที่สอง: ราคาหุ้นขึ้นไปถึง $20 คุณขายหุ้น 25 หุ้นและล็อคกำไรเพิ่มขึ้น 250 ดอลลาร์
4.การปิดครั้งสุดท้าย: ราคาหุ้นกลับลงไปที่ $16 คุณขายหุ้นที่เหลืออีก 25 หุ้นในราคา 400 ดอลลาร์

ความเสี่ยงของ Partial Close

1.ต้นทุนการทำธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น: การซื้อขายที่มากขึ้นหมายถึงค่าคอมมิชชั่นและค่าธรรมเนียมที่มากขึ้น ซึ่งสามารถกินผลกำไรได้
2.โอกาสได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า: หากสถานะยังคงเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คุณต้องการหลังจากที่คุณปิดบางส่วน คุณจะทำกำไรได้น้อยกว่าการที่คุณเปิดสถานะทั้งหมดไว้

Partial Close สามารถทำได้หรือไม่

แน่นอนว่าการปิดการซื้อขายบางส่วนสามารถทำได้ด้วยตนเองหรือโดยอัตโนมัติผ่านซอฟต์แวร์การซื้อขาย ซึ่งมีขั้นตอนสำหรับทั้งสองวิธี ดังต่อไปนี้

1. การดำเนินการปิดบางส่วนด้วยตนเอง

1. ตำแหน่งการตรวจสอบ
- จับตาดูตำแหน่งที่เปิดของคุณและสภาวะตลาดที่อาจมีอิทธิพลต่อตำแหน่งนั้น

2. การตัดสินใจ
- ตัดสินใจปิดตำแหน่งบางส่วนโดยพิจารณาจากการไปถึงระดับกำไรที่กำหนด การถึงระยะเวลาที่กำหนด หรือเกณฑ์อื่นใดที่คุณอาจมี

3. การดำเนินการตามคำสั่งซื้อ
- ไปที่แพลตฟอร์มการซื้อขายของคุณและค้นหาตำแหน่งที่เปิดอยู่
- เลือก 'แก้ไข' หรือ 'แก้ไข' การซื้อขาย คุณจะมีตัวเลือกในการขาย (หรือซื้อ หากคุณอยู่ในสถานะขาย) เพียงส่วนหนึ่งของการถือครองทั้งหมดของคุณ
- ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นเจ้าของหุ้น 100 หุ้น คุณสามารถตัดสินใจขายหุ้นเหล่านั้นได้ 50 หุ้น

4. ยืนยัน

- ตรวจสอบและยืนยันรายละเอียดการทำธุรกรรม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ระบุจำนวนหน่วยและราคาที่คุณต้องการปิดตำแหน่งของคุณบางส่วน

5. การดำเนินการ

- เมื่อคุณยืนยันแล้ว การซื้อขายจะดำเนินการ และขนาดตำแหน่งของคุณจะลดลงตามนั้น

2. ดำเนินการปิดบางส่วนโดยอัตโนมัติ

1. การตั้งค่าเริ่มต้น

- เมื่อคุณตั้งค่าการซื้อขายของคุณในตอนแรก คุณสามารถตั้งค่าคำสั่งซื้อแบบมีเงื่อนไขเพื่อดำเนินการปิดบางส่วนเมื่อเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

2. Take-Profit และ Stop-Loss

- ตั้งค่าระดับ Take-Profit หรือ Stop-Loss หลายระดับสำหรับส่วนต่างๆ ของตำแหน่งของคุณ
- ตัวอย่างเช่น คุณสามารถกำหนด Take-Profit ที่ $20 สำหรับ 50% ของตำแหน่งของคุณ และ Take-Profit อีกอันที่ $25 สำหรับอีก 25% ของตำแหน่งของคุณ

3. หยุดต่อท้าย

- ใช้ Trailing Stop ที่เคลื่อนที่ทีละขั้น เมื่อมีการย้ายตามจำนวนที่ระบุ จำนวนบางส่วนของสถานะทั้งหมดของคุณจะถูกปิด

4. เกณฑ์ตามเวลา

- แพลตฟอร์มการซื้อขายขั้นสูงบางแพลตฟอร์มอนุญาตให้ปิดได้บางส่วนตามเวลา
- ตัวอย่างเช่น คุณสามารถตั้งค่าระบบให้ปิดตำแหน่งของคุณ 25% ทุกๆ 24 ชั่วโมง

5. การดำเนินการตามเงื่อนไข

- ซอฟต์แวร์การซื้อขายจะดำเนินการปิดบางส่วนเหล่านี้โดยอัตโนมัติเมื่อตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ

ข้อควรจำ

1.ต้นทุนการทำธุรกรรม: การปิดบางส่วนบ่อยครั้งอาจทำให้ต้นทุนธุรกรรมเพิ่มขึ้น รวมถึงสเปรดและค่าคอมมิชชัน ซึ่งอาจลดความสามารถในการทำกำไร
2.Slippage: ในตลาดที่ผันผวน ราคาที่ดำเนินการอาจไม่ใช่ราคาที่แน่นอนที่คุณตั้งไว้สำหรับการปิดบางส่วนเสมอไป ซึ่งนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น
3.ข้อจำกัดของแพลตฟอร์ม: แพลตฟอร์มการซื้อขายบางแพลตฟอร์มไม่รองรับการปิดบางส่วนอัตโนมัติ ดังนั้นโปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มของคุณสามารถรองรับกลยุทธ์ของคุณได้

Partial Close ทำอย่างไรใน MT4

724.png
                                                                   
                                                            partial close mt4

ขั้นตอนที่ 1: เปิด MT4 และค้นหาการค้าของคุณ

- เริ่มแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 บนคอมพิวเตอร์ของคุณ
- ไปที่หน้าต่าง "Terminal" ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ด้านล่างของอินเทอร์เฟซ MT4 หากไม่ปรากฏ คุณสามารถเปิดใช้งานได้โดยกด 'Ctrl+T'

ขั้นตอนที่ 2: ค้นหาแท็บ "การค้า"

- ภายในหน้าต่าง "Terminal" ให้ค้นหาแท็บ "Trade" นี่คือที่ที่แสดงตำแหน่งที่เปิดอยู่ทั้งหมดของคุณ

ขั้นตอนที่ 3: เลือกตำแหน่งที่จะปิดบางส่วน

- ค้นหาการซื้อขายที่คุณต้องการปิดบางส่วน
- คลิกเพียงครั้งเดียวเพื่อเน้นการซื้อขายที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 4: เปิดหน้าต่าง "คำสั่งซื้อ"

- คลิกขวาที่การซื้อขายที่ไฮไลต์เพื่อเปิดเมนูบริบท
- เลือกตัวเลือกที่ระบุว่า "แก้ไขหรือลบคำสั่งซื้อ" เพื่อเปิดหน้าต่าง "คำสั่งซื้อ"
- หรือคุณสามารถดับเบิลคลิกที่ตำแหน่งที่เปิดอยู่เพื่อเปิดหน้าต่าง "คำสั่งซื้อ" เดียวกันขึ้นมา

ขั้นตอนที่ 5: เปลี่ยนระดับเสียง

- ในหน้าต่าง "คำสั่งซื้อ" คุณจะเห็นช่อง "ปริมาณ" นี่คือที่ที่คุณระบุขนาดของตำแหน่งที่คุณต้องการปิด
- ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อ 1 ล็อตในตอนแรกและต้องการปิดตำแหน่งครึ่งหนึ่ง คุณจะต้องเปลี่ยนปริมาณเป็น 0.5 ล็อต

ขั้นตอนที่ 6: เลือก "การดำเนินการตามราคาตลาด"

- ตรวจสอบให้แน่ใจว่า 'ประเภท' ถูกตั้งค่าเป็น "Market Execution" เพื่อปิดทันทีที่ราคาตลาดปัจจุบัน

ขั้นตอนที่ 7: คลิกปุ่ม "ปิด"

- หลังจากตั้งค่าระดับเสียงที่ต้องการและตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามลำดับ ให้คลิกปุ่ม "ปิด" เพื่อดำเนินการปิดบางส่วน

ขั้นตอนที่ 8: ยืนยันการปิดบางส่วน

- หน้าต่าง "เทอร์มินัล" จะอัปเดตเพื่อแสดงตำแหน่งที่เหลืออยู่
- โดยทั่วไป คุณจะได้รับข้อความยืนยันในแท็บ 'บันทึกประจำวัน' ที่ด้านล่าง เพื่อยืนยันว่าได้ดำเนินการปิดบางส่วนแล้ว

ขั้นตอนที่ 9: ทบทวน

- คุณควรตรวจสอบตำแหน่งที่เหลืออยู่และกลยุทธ์การซื้อขายของคุณเพื่อตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับส่วนที่เหลือ

หมายเหตุเพิ่มเติม

1.ต้นทุนการทำธุรกรรม: โปรดทราบว่าแต่ละครั้งที่คุณดำเนินการซื้อขาย รวมถึงการปิดบางส่วน คุณอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม ขึ้นอยู่กับโครงสร้างค่าธรรมเนียมของนายหน้าของคุณ
2.ข้อจำกัดของแพลตฟอร์ม: โบรกเกอร์บางรายอาจมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขพิเศษสำหรับการปิดบางส่วน ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ศึกษาข้อกำหนดของโบรกเกอร์หรือฝ่ายบริการลูกค้าของคุณเพื่อดูแนวทางเฉพาะ
3.ด้วยตนเองเทียบกับอัตโนมัติ: แม้ว่านี่จะเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการด้วยตนเอง แต่ MT4 ยังรองรับการใช้ Expert Advisors (EA) สำหรับกลยุทธ์การซื้อขายอัตโนมัติ รวมถึงกลยุทธ์ที่รวมการปิดบางส่วนด้วย
#7
ราคาเปลี่ยนแปลงตลอด ตลาดเปลี่ยนข้างไปมาเพราะการเทรดและการปิดทำกำไรของขาใหญ่ผ่านการทำงานออเดอร์ ราคาขึ้นหรือลงเพราะจำนวนออเดอร์ที่เกินกัน market orders ไม่ได้มาจากการเข้าเทรด แต่ยังมาจากการออกจากตลาดด้วย พวกที่ติดลบที่ต้องรีบออกจากตลาดเพื่อจำกัดการสูญเสีย – หลักการอย่างหนึ่งของการทำงานออเดอร์ที่ต้องเข้าใจคือคำว่า absorption – การซึมซับออเดอร์ฝั่งตรงข้ามเพราะเป็นการลด market orders ที่กำลังเข้ามา

บทความนี้จะเป็นการลงรายละเอียดการทำงานและที่มาของออเดอร์ว่าทำไมราคาถึงเด้งหรือเบรกที่พื้นที่นั้นๆ ได้

Selling Absorption เกิดขึ้นเมื่อ sell market orders ที่มาจาก aggressive sellers ที่ต้องการจะเปิด sell โดยสนใจแค่ที่ราคาปัจจุบัน ถ้าไม่เปิดเทรดก็จะไม่ทันหรือพลาดโอกาส ราคาที่ fill orders ต่างไปบ้างไม่เป็นไรขอให้ได้ตอนนี้ เจอกับ buy limit orders ของ passive buyers กำหนดเอาไว้รอ ณ ราคาที่พวกเขาต้องการไม่ให้ราคาผ่านเพื่อว่าพวกเขาจะได้เปิดเทรด buy ณ ตรงนั้น โดยออเดอร์พวก buy limit orders พวกนี้ก็จะซึมซับ sell market orders หรือที่เป็น supply ของฝ่ายที่เป็น sellers

Buying Absorption เกิดขึ้นเมื่อ buy market orders ที่มาจาก aggressive buyers ที่ต้องการจะเปิด buy โดยสนใจแค่ที่ราคาปัจจุบัน ถ้าไม่เปิดเทรดก็จะไม่ทันหรือพลาดโอกาส ราคาที่ fill orders ต่างไปบ้างไม่เป็นไร ขอให้ได้ตอนนี้ เจอกับ sell limit orders ของ passive sellers กำหนดเอาใว้ ณ ราคาที่พวกเขาต้องการไม่ให้ราคาผ่านเพื่อว่าพวกเขาจะได้เปิดเทรด sell ณ ตรงนั้น โดยออเดอรพวก sell limit orders พวกนี้ก็จะซึมซับ buy market orders หรือที่เป็น demand ของฝ่ายที่เป็น buyers

โดยพวก passive sellers หรือ buyers ที่กำหนด sell limit orders หรือ buy limit orders รอ ณ ราคาที่พวกเขาต้องการ พวกนี้ก็จะเป็นขาใหญ่หรือพวกสถาบันการเงินเป็นหลัก เพราะเทรดเดอร์พวกนี้เทรดด้วยวอลลูมที่เยอะเลยจำเป็นต้องมั่นใจว่าออเดอร์ฝั่งตรงข้ามมากพอ ออเดอร์ของขาใหญ่พวกนี้ก็จะอยู่ที่ราคาที่พวกเขากำหนดไว้และจะซึมซับ supply หรือ demand ที่มาจากพวก aggressive traders.  ผลของการซึมซับคือทำให้ราคาหยุดไม่ไปต่อ ถ้าออเดอร์ทาง aggressive traders ไม่ต่อเนื่องจนเกินหรือเอาชนะ  limit orders ของพวกขาใหญ่ไปได้ ราคามักจะเด้งจากพื้นที่ๆ เกิดการซึมซับเพราะ พวก aggressive traders ต้องจำกัดความเสี่ยงตัวเอง เมื่อราคาลงมาและเริ่มวิ่งสวนพวกเขา

ข้อแรกของหลักการ absorption คือทำให้เรารู้ว่า demand/supply เปลี่ยนแปลงตลอด ตลาดเป็นไดนามิคทำให้เราหาจุดเข้าและจุดออกเป็นช่วงๆ ไป ตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด

71.png

เลข 1 ดู 2 บาร์ลงแรงๆ ต่อกันแสดงว่า sell orders จากพวก aggressive sellers มาเจอ buy limit ตรงพื้นที่ๆ เป็น swap demand ขาใหญ่ต้องการไม่ให้ราคาลงไปต่ำกว่านี้ด้วยการกำหนด buy  limit orders พอราคามาถึง limit orders ของขาใหญ่พวกนี้ก็จะซึมซับหรือลดจำนวน market sell orders ที่อาจจะมาจากการปิดกำไร หรือการเข้าเทรดแบบสวนเทรดการที่มีแต่ market orders หลักการของ limit orders ถ้ามากพอหยุดราคาที่มาจาก market orders พอหยุดถ้ามีการเข้าเทรดเพิ่มหรือออกจากตลาดของพวกที่เปิด sell ลงมา เพราะราคาไม่สามารถเบรคจุดนี้ได้ก็ต้องออกเพื่อจำกัดความเสี่ยง การออกจากตลาดของพวกนี้เลยเร่งราคาขึ้นง่าย ในที่นี้คือ buy market orders ก็จะเกิดตรงพื้นที่ buy limit orders หลังจากที่ limit orders พวกนี้ได้ซึมซับไป ก็เลยทำให้ราคาขึ้นง่ายเพราะไม่มี sell limit orders แถวที่เปิด aggressive sell orders และการออกจากตลาดของเทรดเดอร์พวกนี้เลยทำให้ราคาขึ้นง่าย

พอมาถึงเลข 2 และ 3 ก็หลักการเดียวกัน แต่ตอนนี้เป็น aggressive buy market orders ไปเจอ sell limit ของขาใหญ่ที่พื้นที่ตรงนั้น หลักการซึมซับทำงานคือ เมื่อเทรดเดอร์พวกนี้ไม่สามารถเอาชนะพื้นที่นั้นๆ ได้ ราคามักจะเด้งจากพื้นที่ตรงนั้นเพราะเทรดเดอร์พวกนี้ต้องออกจากตลาดเพื่อจำกัดความเสี่ยงตัวเอง ยิ่งราคาวิ่งสวนพวกเขาก็ยิ่งต้องรีบออก การรีบออกจากตลาดเลยเร่งราคาหรือทำให้ราคาไปง่าย  นี่คือการอธิบายที่บอกว่า market orders ไม่ได้มาจากการเข้าเทรดแต่มาจากการต้องออกจากตลาด

เลข 4 ก็เป็นอีกตัวอย่างที่อธิบายเรื่อง absorption เมื่อราคาวิ่งไปอย่างแรงเพราะ buyers ไม่ต้องการพลาดการเข้า ต้องเข้าให้ได้  อาจจะด้วยเหตุผลที่เห็นราคามาเบรคลงพื้นที่ด้านล่างได้หลังจากวิ่งอยู่ในกรอบสักระยะ และเพราะการล่า stop เพื่อหา liquidity ไปหา sell limit orders ด้านบนของขาใหญ่เองก็ได้ พอราคาไปถึงพื้นที่ เลข 4 limit orders ที่ขาใหญ่วางไว้ ซึมซับ buy market orders จนหมด ราคาไม่ไปต่อ เริ่มเด้งเพราะพวก trapped traders ที่เปิด buy market oders ขึ้นไปนี้ต้องรีบจัดการออเดอร์ตัวเองเพื่อจำกัดความเสี่ยงด้วยการ liquidate orders ที่กำลังเกิดการสูญเสีย ยิ่งถ้าราคาเริ่มลง การสูญเสียก็จะสูงขึ้น ยิ่งต้องรีบออกเลยทำให้เกิดแต่ sell market orders

จากตัวอย่างที่ยกมา absorption ทำให้ demand/supply เปลี่ยนข้างเองโดยอัตโนมัติ ตัวผู้เข้าเทรด market orders ไม่ว่าจะทาง buy หรือ sell เมื่อราคาไม่สามารถเบรคจุดๆ หนึ่ง ได้ เพราะราคาไปเจอ limit orders ที่มากพอจากขาใหญ่ที่ต้องการออเดอร์พวกนี้เพื่อจะได้เข้าตลาดที่จุดต้องการและได้เปรียบทั้งราคาและง่ายต่อการปั่นราคาด้วย เพราะถ้าพวกที่เข้าเปิดเทรดไม่สามารถเบรคพื้นที่นั้นๆ ได้ พวกนี้จะออกเอง – การออกเองทำให้เกิดออเดอร์อีกฝั่งที่เป็นด้านขาใหญ่เข้าเทรด และเกิดตรงที่ขาใหญ่วาง limit orders ไว้ เลยทำให้ราคาไปทางที่ขาใหญ่เทรดเองยิ่งราคาวิ่งไปทางที่ขาใหญ่เทรด การสูญเสียของพวกเยอะ พวกเขายิ่งต้องรีบออก ยิ่งทำให้ market orders เกิดขึ้นเยอะ ยิ่งทำให้ราคาไปเร็ว
#8
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / แนวคิด Forex Pullback Strategy
เมษายน 10, 2026, 12:44:34 ก่อนเที่ยง
แม้ตลาดการเงินจะมีการเคลื่อนไหวเป็นทิศทางต่อเนื่อง หรือที่เราเรียกว่า "แนวโน้ม" แต่แน่นอนว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เฉกเช่นสัจธรรมแห่งชีวิต "มีขึ้น ก็ต้องมีลง" โดยกระแสคลื่นของราคาที่สวนกลับทิศทางนั้น โดยทั่วไปเรียกว่า Pullback และ Throwback

Pullback คืออะไร?
Pullback คือ ชุดคลื่นของราคาที่วิ่งสวนแนวโน้มหลักกลับมา สะท้อนถึงสถานการณ์ที่นักลงทุนถอนสถานะตัวเองออกบางส่วนเพื่อทำกำไร โดยทั่วไป เทรดเดอร์จะเรียกทุก ๆ การกลับตัวที่สร้างแนวโน้มรองว่า "Pullback" แต่ในทางตำราจริง ๆ การ Pullback เกิดขึ้นในตลาดขาลง หรือเป็นแนวโน้มรองที่ "ดีด" กลับขึ้นมาในตลาดขาลง

ในเชิงกลยุทธ์ เราจะรู้ว่ามันเป็น Pullback ก็ต่อเมื่อ มันไม่สามารถทะลุแนวต้านเดิมขึ้นไปได้ และในจังหวะนี้เอง จะเปิดโอกาสให้ Seller กลับเข้ามาทำเกมในแนวโน้มหลักอีกครั้ง ลองดูภาพตัวอย่างด้านล่างจะเข้าใจมากขึ้น

135.png

เทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์การซื้อขายแบบสวิง หรือ Swing Trading จะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับพฤติกรรมของราคาที่เกิด Pullback เพราะเป็นสัญญาณเตือนว่า โอกาสในการเทรด

ซึ่งในกรณีของ Forex Pullback Strategy จะเป็นโอกาสในการเข้า Sell อีกครั้ง กำลังมาถึง สามารถศึกษาเรื่องสวิงเทรดเพิ่มเติมได้ที่บทความ - "Swing Trade คืออะไร : รวมแนวคิดและตัวอย่างระบบสวิงเทรดที่ใช้จริง" อย่างไรก็ตาม เราแนะนำว่า หากคุณยังไม่มีประสบการณ์การเทรดที่มากพอ ควรฝึกฝนในบัญชีทดลองให้คล่องก่อน

ความแตกต่างระหว่าง Pullback และ Throwback
Throwback ความจริงแล้ว ก็เหมือนกับ Pullback ทุกประการ เพียงแต่เป็นคนละทิศทาง และความจริง มันก็เป็นเพียงชื่อเรียกตามตำราเพื่อแยกระหว่างแนวโน้มย่อย ๆ ของตลาดขาขึ้นและขาลง ที่เคลื่อนไหวสวนทิศทางหลักขึ้นมา โดยกรณีของ Throwback เป็นการตีกลับลงมาในตลาดขึ้น

ความเข้าใจเรื่อง Pullback และ Throwback จะทำให้เราสามารถหาจังหวะการเข้าเทรดในจังหวะที่ 2 เมื่อพลาดโอกาสในการเข้า ณ จุดต่ำสุดหรือสูงสุดของราคา ซึ่งจะต้องใช้ความรู้เรื่อง แนวรับ-แนวต้าน เข้ามาช่วย

ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง เราสามารถดูปริมาณการซื้อขายหรือ Volume เข้ามาประกอบได้ด้วย โดยในช่วงที่เกิด Pullback หรือ Throwback ตัวของ Volume ควรจะลดลง จนกว่าจะเจอแนวรับ-แนวต้านอีกครั้ง ตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าในตลาดหุ้น แต่ในกรณีของตลาดค่าเงิน Forex ต้องพิจารณาว่า ความผันผวนน้อยลงหรือไม่

พื้นฐานเกี่ยวกับ Forex Pullback Strategy
ต่อให้เราจะพยายามแยกองค์ประกอบของการพักตัวและเคลื่อนสวนทิศทางของราคากลับมา

ตัวอย่าง Pullback

ให้สังเกตก่อนว่า จากจุดเริ่มต้นของขาลงหรือฝั่ง Bearish เราควรพิจารณาจุดที่เคยเป็น "แนวรับ" มาก่อน ซึ่งก็คือเส้นสีเขียวด้านบน ที่เคย 'รับอยู่' ได้ถึง 3 ครั้ง ก่อนที่ครั้งที่ 4 จะ Breakout ลงมา หลังจากนั้น ราคาเกิด Pullback กลับขึ้นมาบริเวณจุดที่เคยเป็นรับเก่า ซึ่งปัจจุบัน มันได้เปลี่ยนตัวเองจาก "แนวรับ กลายเป็นแนวต้าน"

137.png


ตัวอย่าง Throwback

แน่นอนว่า คงไม่ต้องอธิบายกันมากแล้ว กรณีของ Throwback จะตรงกันข้าม แต่หลักการยังเหมือนเดิมทุกอย่าง โดย Throwback เกิดขึ้นในตลาดขาขึ้น

แต่หลักการเดิม คือเราควรพิจารณาจุดที่เคยเป็น "แนวต้านเก่าๆ" ซึ่งในภาพมีแนวต้าน (สีแดง) ที่เคยต้านอยู่ไว้ 1 ครั้ง ก่อนจะโดน Breakout ขึ้นไป และสุดท้าย และราคาก็วงกลับมา หรือเป็นสิ่งที่เรียกว่า Throwback นั่นเอง และมันก็ได้ Throwback กลับมาที่แนวรับ ซึ่งเคยเป็นแนวต้านเก่า

138.png

แนวคิดหลัก ๆ คือ การรอให้ราคากลับตัวในช่วงแนวโน้ม ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง และเราสามารถยืนยันความถูกต้องของการกลับตัวดังกล่าวด้วย Volume การซื้อขายและความผันผวนที่ลดลงในขณะที่ราคาเคลื่อนสวนแนวโน้มกลับมา

- โดยสรุปแล้ว Pullback ในการซื้อขายคือการย้อนกลับไปยังแนวต้านหน้านี้ (จากเคยเป็นแนวรับ เปลี่ยนเป็นแนวต้าน) = เกิดในขาลง
- Throwback คือการย้อนกลับมาที่แนวรับ = เกิดในขาขึ้น
- แนวรับ-แนวต้านที่ใช้ประกอบ อาจใช้เทคนิคอื่น ๆ แทนการดูแนวราคาได้ เช่น Fibonacci, Moving Average หรือ Pivot Point เป็นต้น
- ซึ่งทำลายแนวโน้มขาลงชั่วคราว และเราสามารถตรวจจับได้อย่างชัดเจนด้วยเส้นแนวรับและแนวต้านที่เราวาดบนแผนภูมิ และสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เส้นแนวนอนหรือเส้นแนวโน้ม หรือผ่านตัวเลข (สามเหลี่ยม ธง ช่อง ฯลฯ)
#9
รูปแบบสามเหลี่ยมเป็นรูปแบบเทรนด์ต่อเนื่องที่เกิดขึ้นและมีรูปร่างเป็น 3 เหลี่ยม

หมายความว่านี่เป็นรูปแบบกราฟที่เกิดขึ้นในตลาดขาขึ้นหรือตลาดขาลงก็ได้ แม้ว่ารูปแบบสามเหลี่ยมจะเกิดเป็นเทรนด์ต่อเนื่องในทิศทางใดทิศทางหนึ่งในเทรนด์ระยะยาว มันสามารถใช้ระบุจุดการจบของเทรนด์แบบจุดกลับตัวเมื่อมันมีรูปแบบที่ถูกต้องได้

613.png

กราฟรูปแบบสามเหลี่ยม

มีรูปแบบกราฟหลายประเภทในการวิเคราะห์ทางเทคนิคและอย่างหนึ่งที่ต้องคิดเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในการวิเคราะห์คือว่ามันเป็นกราฟที่ทำให้ราคากระจุกตัวหรือว่า ราคากระจายตัวออก

นิยามลักษณะของของรูปสามเหลี่ยม :

- จะต้องมี 2 จุด ณ จุดยอดที่จะทำให้เกิดแนวต้านโดยการใช้เทรนด์ไลน์ 2 จุดที่จุดก้นจากระดับแนวรับ

- เส้นจะบรรจบเรียกว่า Apex ราคาจะเกิด Higher Low และ Lower high ในกรณีของเทรนด์ขา ขึ้นเมื่อราคาเริ่มแคบในกรอบ

- ถ้าคุณเทรดตลาดอื่น ๆ นอกเหนือจากตลาด Forex ที่ซึ่งคุณสามารถวัดปริมาณการเทรด และจะ ได้เห็นปริมาณการเทรดที่ลดลงภายในกราฟ

- กฏที่สำคัญคือ เทรนด์ขาขึ้น จะต้องมีการเกิดเบรคเอาท์เกิดขึ้น

- ในเทรนด์ขาลง ราคาอาจจะทะลุแนวรับ

- เราไม่เคยรู้ว่ามันจะทะลุทางไหน ดังนั้นคุณต้องใช้การยืนยันสัญญาณก่อนว่ามันเบรคแล้วค่อย เทรด

- สิ่งสำคัญ : เบรคเอาท์หลอกบ่อยครั้งที่เราต้องเจอกับภาวะขาดทุน และบ่อยครั้งเช่นกันที่มันจะ ไปต่อในทิศทางที่เกิดเบรคเอาท์หลอกนี้

รูปสามเหลี่ยมเป็นรูปแบบหนึ่งของการเทรด Forex ซึ่งเป็น Price Action ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ต้องใช้ indicator ใด ๆ แต่ว่าต้องมีความสามารถในการรับรู้รูปแบบกราฟเมื่อมันเกิดรูปแบบสำหรับ เทรดขึ้นมา

หัวใจหลักในการเทรดรูปแบบสามเหลี่ยม

นี่คือ 2 สิ่งที่สำคัญที่คุณต้องใช้ในการเทรดรูปแบบสามเหลี่ยมเพื่อให้ประสบความสำเร็จ :

1. รูปแบบสามเหลี่ยมสามารถเกิดที่ไหนก็ได้บนกราฟแต่ว่ามองหาโมเมนตั้มในทิศทางของเทรนด์ที่คุณคิดและมันส่งสัญญาณ

2. ถ้าคุณเห็นเทรนด์ขาขึ้น ตัวอย่างเล่น มี ราคา Lower High และ Higher High เกิดขึ้น ให้มองหาจุดที่จะลากเส้นเทรนด์ไลน์จุดที่ 2

3. เป้าหมายทำกำไรสามารถใช้วัด ใช้กรอบที่กว้างของโซน 3 เหลี่ยมแล้วทำนายมันจากพื้นที่ของเบรคเอาท์ใกล้ ๆ วัดไปจากระยะที่กว้างที่สุดของสามเหลี่ยม

614.png

กุญแจสำคัญในการเทรดรูปแบบสามเหลี่ยม

กลยุทธ์การเทรดสำหรับรูปแบบสามเหลี่ยม

เช่นเดียวกับกลยุทธ์ Price Action และกลยุทธ์การเทรดแบบใช้โครงสร้างราคา มีสิ่งที่จับต้องไม่ได้เนื่องจากเทรดเดอร์ 2 คนอาจจะเห็นกราฟ ๆ เดียวแตกต่างกัน

สิ่งที่คุณต้องคิดคือ แผนการเทรดที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่จับต้องไม่ได้ และคุณสามารถใช้แผนการเทรดตัวอย่างที่ให้ข้างล่างนี้ เพื่อดูว่าเหมาะกับคุณหรือเปล่า

- รอและเฝ้าดูว่าแท่งเทียนเบรคเอาของกรอบ 3 เหลี่ยมจะเกิดเมื่อไหร่ ยิ่ง TF ใหญ่ยิ่งดี แท่งเทียนนี้ต้องปิดนอกกรอบสามเหลี่ยมด้วย

- เมื่อแท่งเทียนแท่งนี้ปิด ขึ้นอยู่กับว่ามันปิดด้านไหน คุณสามารถส่ง buy stop/sell stop order 2-5 pips จากราคาปิดของแท่งเทียน

- ตั้งเป้า TP เท่ากับ จุดกว้างสุดของรูปแบบตามที่ได้กำหนดไว้ก่อนหน้า

การตั้งค่า Stop loss เป็นสิ่งสำคัญและคุณต้องมีออพชั่นให้ด้วย:

- ถ้าคุณส่งออเดอร์ buy stop order ตั้งค่า stop loss ของคุณในช่วง 10-30 pips ( ซึ่งขึ้นอยู่กับ TF อะไร) อยู่ใต้ราคา Low ของแท่งเทียนที่ทะลุเบรคเอาท์ของรูปแบบสามเหลี่ยม หรือ คุณสามารถตั้ง Stop loss บนอีกข้างหนึ่งของสามเหลี่ยม นั่นคือ ถ้าคุณส่งออเดอร์ Sell จุดที่คุณต้องส่ง Sell stop ออเดอร์ คือจุดที่คุณส่ง Stop loss ซึ่งค่อนข้างมีประสิทธิภาพมีโอกาสน้อยที่จะชน

- คุณสามารถส่งออเดอร์ ณ ครึ่งหนึ่งของจุดระหว่างกรอบ 3 เหลี่ยม ณ จุดที่เกิดเบรคเอาท์

- ถ้าคุณส่งออเดอร์ sell stop order ตั้ง stop loss 10-30 pips เหนือกว่าจุดสูงของแท่งเทียนที่ทะลุรูปแบบสามเหลี่ยม

615.png

Triangle entry. Stop loss. Profit Targets

การจัดการการเทรด

- เมื่อคุณเทรดและกำไร และมันอยู่ครึ่งทางของจุดที่จะชนจุดทำกำไร คุณสามารถย้าย Stop loss ไปจุดเท่าทุนเพื่อควบคุมความเสี่ยงได้

- หรือคุณสามารถทำกำไรครึ่งหนึ่งของ Lot ที่ส่งไปแล้วเก็บอีกครึ่งซึ่งปล่อยให้อีกครึ่งที่เหลือทำกำไรต่อไป

- และต้องล็อคกำไรของคุณโดยการย้าย Stop loss ตามไปเรื่อย ๆ ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ทำฝั่งตรงข้ามเป็นฝั่ง Sell เช่นเดียวกัน จนกว่ามันจะชนออเดอร์ Stop เอง.

กลยุทธ์การเทรดรูปแบบสามเหลี่ยมแบบรุดหน้า

- รูปแบบสามเหลี่ยมเป็นรูปแบบที่พุ่งแรง ถ้าคุณสามารถจับเบรคเอาท์ได้ทันเวลา กำไรจะมาอย่างรวดเร็ว

- มันขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมราคา และไม่จำเป็นต้องเพิ่ม Indicator อื่น ๆ เข้าไปอีกคุณควรเรียนรู้ที่จะทำให้มันง่ายเข้าไว้ โดยไม่ต้องทำอะไรให้มันซับซ้อน

- กราฟรูปแบบสามเหลี่ยมเกิดขึ้นได้ทุก TF แล้ว TF อะไรที่คุณเทรด มันเกิดขึ้นบ่อยน้อยกว่าหรือมากกว่า Time Frame 1 นาที หรือ 30 นาทีอย่างไร
#10
Moving Average เป็นอินดิเคเตอร์พื้นฐานที่เป็นที่นิยมอย่างมากในวงการการเทรด ทั้งหุ้น Crypto หรือแม้แต่ Forex ก็ล้วนใช้ Moving Average ในการวิเคราะห์แนวโน้ม ดูแนวรับ-แนวต้าน รวมไปถึงการหาจุดเข้า เนื่องจากว่า MA เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้ง่าย และสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายมาก ๆ อีกทั้ง ยังมีประสิทธิภาพสูง โดยในบทความนี้ เราจะพามารู้จักกับ Moving Average ว่าคืออะไร มีลักษณะการใช้งาน และข้อดีข้อเสียอย่างไร

 

Moving Average คืออะไร?
Moving Average (MA) คือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่ใช้ข้อมูลราคาย้อนหลังมาคำนวณ เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้ในการบ่งบอกแนวโน้มของตลาดว่า จะเป็นแนวโน้มขาขึ้น หรือขาลง ซึ่ง MA สามารถใช้เป็นแนวรับ-แนวต้านได้เช่นกัน และ MA จะใช้ไม่ได้ในช่วงที่ตลาดเป็น Sideway เนื่องจากว่าเส้น MA ที่ใช้บ่งบอกแนวโน้มจะพันกันไปมา จนไม่สามารถบอกแนวโน้มได้ โดยในปัจจุบัน Moving Average ได้ถูกพัฒนา และแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ เช่น Simple Moving Average (SMA), Exponential Moving Average (EMA) และ Weighted Moving Average (WMA) เป็นต้น

 

รูปแบบที่สำคัญของ Moving Average
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า Moving Average ได้มีการพัฒนาต่อยอดมาจนมีหลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่เทรดเดอร์นิยมใช้ และเห็นกันได้ทั่วไปจะมีอยู่ 3 รูปแบบหลัก ได้แก่

 

1. Simple Moving Average (SMA)

123.jpg

คือ เส้นค่าเฉลี่ยที่มีการคำนวณในลักษณะที่ให้ความสำคัญกับตัวแปรเท่ากันทั้งหมด ส่งผลให้ความไวต่อการตอบสนองการเคลื่อนไหวของราคาค่อนข้างที่จะช้า และห่างจากราคา

 

2. Weighted Moving Average (WMA)

124.jpg

คือ เส้นค่าเฉลี่ยที่ต่อยอดมาจาก SMA จากการนำวิธีการทางสถิติมาปรับใช้ เพื่อให้ WMA มีการตอบสนองต่อราคาที่ไวมากขึ้น โดยจะให้เน้นน้ำหนักไปที่ข้อมูลล่าสุด ทำให้เส้นมีการขยับเข้าใกล้ราคามากกว่า SMA

 

3. Exponential Moving Average (EMA)

125.jpg

คือ เส้นค่าเฉลี่ยที่มีการคำนวณในลักษณะที่ให้ความสำคัญกับตัวแปรตัวสุดท้าย ส่งผลให้เส้นค่าเฉลี่ย EMA นี้ มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ค่อนมาก โดย EMA เป็นฉบับปรับปรุงต่อจาก SMA อีกอัน ที่พยายามแก้ไขจุดบกพร่องที่ให้ความสำคัญของข้อมูลที่เท่ากัน

 

หากสงสัยว่า MA ประเภทไหนดีที่สุด คำตอบคือ ไม่มีตัวไหนดีที่สุด แต่หากจะให้จัดลำดับความนิยมก็คงให้ EMA เป็นที่หนึ่ง เนื่องจากว่าเป็นเส้นที่มีความไวต่อการเคลื่อนของราคามากที่สุด และยังเป็นที่นิยมมากที่สุดใน 3 ประเภทอีกด้วย ส่วน SMA จะรองลงมา และ MA ที่คนใช้น้อยที่สุด คือ WMA แต่อย่างไรก็ดี บางประเภทก็อาจจะดีกว่ากันในบางสถานการณ์ ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบ

 

วิธีการอ่านแนวโน้มของ Moving Average
สัญญาณฝั่งขาขึ้น (Buy Signal)

126.jpg

หากเส้น Moving Average อยู่ใต้ราคาตามรูปข้างต้น แสดงว่า ราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Up Trend) และเส้น Moving Average มีสถานะเป็นแนวรับ ซึ่งหากราคามีการเบรกทะลุเส้นแนวรับลงมาได้ แสดงว่า มีการเปลี่ยนแนวโน้มเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ๆ

 

สัญญาณฝั่งขาลง (Sell Signal)

127.jpg

หากเส้น Moving Average อยู่เหนือราคาตามรูปข้างต้น แสดงว่า ราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง (Down Trend) และเส้น Moving Average มีสถานะเป็นแนวต้าน ซึ่งหากราคามีการเบรกทะลุเส้นแนวต้านขึ้นไปได้ แสดงว่า มีการเปลี่ยนแนวโน้มเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ๆ

 

กลยุทธ์การเทรด Moving Average
การใช้งาน Moving Average มีอยู่หลายวิธีการ ซึ่งการเทรดด้วย MA นั้น สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลายอินดิเคเตอร์ แต่วิธีที่จะนำมาบอกนั้น ถือเป็นวิธีที่ใช้ง่าย และมีประสิทธิภาพสูง โดยจะมี 2 วิธี ดังนี้

 

1. MA Crossover

128.jpg

เป็นการนำเส้น MA 2 เส้นมาใช้ในการวิเคราะห์รวมกัน ระหว่างเส้น MA ที่มี Length ขนาด 9 กับ 21 มารวมกัน โดยกลยุทธ์นี้มีธีการใช้ คือ หากเส้น MA มีการตัดกันจะเป็นการบ่งบอกถึงสัญญาณการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของราคา ซึ่งหากเส้น MA 9 (เส้นสีเหลือง) ตัดกันกับเส้น MA 21 (เส้นสีฟ้า) โดยทั้ง 2 เส้นอยู่ใต้กราฟ แสดงว่า ราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แต่ถ้าหากทั้ง 2 เส้น ตัดกันแล้วไปอยู่เหนือกราฟ แสดงว่า ราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง และถ้าหากทั้ง 2 เส้นตัดกันไปมาอยู่ตรงกลางของราคา แสดงว่า ราคาอยู่ในช่วงที่ไม่มีแนวโน้ม หรือ Sideway นั่นเอง โดยทั้ง 2 เส้น สามารถที่จะเป็นแนวรับ-แนวต้านได้ สังเกตจากการที่ราคาวิ่งไปแตะที่เส้นใดเส้นหนึ่งแล้วมีการดีดตัวกลับ

 

2. EMA 20/50/100

129.jpg

กลยุทธ์นี้จะคล้ายกับ MA Crossover เนื่องจากว่ามีพื้นฐานเดียวกัน แต่เป็นนำเส้น EMA มาใช้ทั้งหมด 3 เส้น เพื่อวิเคราะห์แนวรับ แนวต้าน และจุดกลับตัว โดยจะประกอบไปด้วย EMA 20 / 50 / 100 โดยเส้น 20 กับ 50 จะใช้ในการดูการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของราคา และแนวรับ-แนวต้านย่อย ส่วนเส้น EMA 100 ใช้ยืนยันการกลับตัวของแนวโน้ม และเป็นแนวรับ-แนวต้านหลัก โดยจะมีวิธีการสังเกต ดังนี้

 

การสังเกตการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของ EMA 20/50/100

130.jpg

ที่ผ่านมาราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง สังเกตได้จากที่เส้น EMA ทั้ง 3 เส้น เรียงกันอยู่ข้างบนราคา แต่เมื่อถึงช่วงราคาปัจจุบัน เส้น EMA 20 และ 50 ได้มีการตัดกัน ถือเป็นสัญญาณแรกของการเปลี่ยนแนวโน้ม แต่ยังไม่สามารถที่จะยืนยันได้ 100% ว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้ม เนื่องจากสัญญาณยังไม่เพียงพอ อาจจะมีการคลาดเคลื่อนได้

131.jpg

ในภาพนี้ คือ สัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้มที่สมบูรณ์ สังเกตจากการที่เส้น EMA ทั้ง 3 ได้เรียงตัวกันอยู่ใต้ราคา ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่า เป็นแนวโน้มขาขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยเทรดเดอร์จะสามารถหาจุดเข้าได้จากการย่อตัวของราคาลงมาบริเวณเส้น EMA 20 หรือ 50 แต่หากว่าราคาสามารถที่จะทะลุเส้น EMA 50 ไปได้ แนะนำให้รอการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของราคาที่แน่นอนก่อน

 
ข้อดี-ข้อเสียของ Moving Average
ข้อดีของ Moving Average
- เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
- บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม และเป็นแนวรับ-แนวต้านได้ดี
- สามารถประยุกต์ใช้ได้หลายแบบ และสามารถใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อเสียของ Moving Average
- ไม่สามารถใช้งานได้ในภาวะตลาดที่เป็น Sideway
 
สรุป
Moving Average เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้ดูแนวโน้ม และแนวรับ-แนวต้านที่ง่ายที่สุด ซึ่งเหมาะสำหรับมือใหม่หัดเทรดเป็นอย่างมาก สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย และมีประสิทธิภาพ แต่จะมีจุดอ่อนที่สำคัญ คือ มันไม่สามารถใช้งานได้ในภาวะตลาด Sideway หรือช่วงที่ไม่มีแนวโน้ม โดย Moving Average มีอยู่ 3 ประเภท คือ EMA SMA และ WMA ซึ่ง EMA จะเป็นประเภทที่นิยมที่สุด เนื่องจากว่ามีความไวต่อการเคลื่อนที่ของราคามากที่สุด อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์สามารถเลือกใช้ได้ตามที่ชอบ เนื่องจากว่าไม่มีอินดิเคเตอร์ไหนดีที่สุดหรือแม่นยำที่สุด แต่อยู่ที่เทคนิคของแต่ละบุคคล
#11
คู่ระยะเวลาที่แนะนำ M15

ตราสาร: กลยุทธ์เหมาะสมกับตราสารทั้งหมด

กรอบเวลา: M15 และเหนือกว่า

ตัวชี้วัดหรืออินดิเคเตอร์ที่ต้องใช้

- RSI (11) ระดับ (35, 65)
- 20 SMA High
- 20 SMA Low
- 5 SMA High
- 5 SMA Low
 

จังหวะเปิดตำแหน่ง Long (ฺซื้อ)

- เมื่อเส้น 5 SMA High อยู่เหนือเส้น 20 SMA High และ RSI (11) อยู่เหนือ 65 เราก็สามารถลงไม้ซื้อได้

จังหวะเปิดตำแหน่ง Short (ขาย)

- เมื่อเส้น 5 SMA High อยู่ต่ำกว่าเส้น 20 SMA Low และ RSI (11) อยู่ต่ำกว่า 35 เราก็สามารถลงไม้ขายได้

หมายเหตุ: ถ้าหากความยาวของแท่งที่เปิดเป็นสองเท่าของความยาวของแท่งก่อนหน้านี้ แนะนำไม่ควรเปิด

Stop Loss

- เมื่อเปิดตำแหน่ง Long (ซื้อ)  Stop Loss จะวางไว้ที่ระดับ 5 SMA Low
- เมื่อเปิดตำแหน่ง Short (ขาย) Stop Loss จะวางไว้ที่ระดับ 5 SMA High

Take Profit

- สำหรับออเดอร์ Long (ซื้อ) Take Profit เมื่อ RSI (11) อยู่ต่ำกว่า 65
- สำหรับออเดอร์ Short (ขาย) Take Profit เมื่อ RSI (11) ขึ้นไปเหนือ 35

781.png
#12
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / การซื้อขายแบบ Range
เมษายน 06, 2026, 01:10:55 หลังเที่ยง
กลยุทธ์การซื้อขาย Range ด้วย rsi (แนวหรือขอบเขต)

กลยุทธ์นี้จะขึ้นอยู่กับการอ่านค่า RSI  รวมกับ 4 ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่งจะช่วยให้เรามีสัญญาณเกี่ยวกับการเริ่มต้นของแนวโน้มที่มีประสิทธิภาพและปฏิบัติตามนั้น

823.jpg

กรอบเวลาที่แนะนำ  М15, М30, Н1

กลยุทธ์การซื้อขายนี้เป็นเรื่องง่ายที่จะใช้และอยู่บนพื้นฐานของตัวชี้วัดคลาสสิกที่เรียกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตามระยะเวลาต่างๆที่กำหนด และนำตัวชี้วัดของ RSI เข้ามาเสริม

กรณีใช้ไทม์เฟรม M15 หรือเล่นในระยะสั้นๆ หากเข้าผิดทาง ควรตัดขาดทุนหรือไม่เก็บออเดอร์ที่ผิดทางนั้นไว้นาน

การกำหนดค่าระบบการเทรด

1. 16- and 30-period red EMAs

2. 12-period green WMA

3. 5-period black WMA

4. 19-period RSI กับเส้นที่ 50

2 ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่เป็นสีแดง บ่งบอกเกี่ยวกับแนวโน้ม บอกถึงช่วงที่เกิดสัญญาณเริ่มต้นไปจนถึงช่วงที่สัญญาณสิ้นสุด ส่วน 2 เส้นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WMA= Linear Weighted) บ่งบอกถึงจังหวะเข้าหรือออกจากตลาด โดยดูจากช่วงตำแหน่งของเส้น มีตำแหน่งแคบลง,ติดกันหรือเป็นเส้นตัดกัน  โดยสามารถใช้เป็นทั้งจังหวะเข้าหรือออกจากออเดอร์ได้

กรณีจังหวะเข้าออเดอร์ Buy

เปิดการเทรดเมื่อเส้น WMAs ระยะเวลา 5 และ 12 (เส้นสีดำและเส้นสีเขียว) เกิดการวิ่งตัดผ่านเส้น EMAs (เส้นสีแดงทั้งสอง) จากด้านล่างขึ้นบน และหากเส้น WMA 5 (เส้นสีดำ) วิ่งข้ามเส้นสีแดงก่อน นั่นคือช่วงเวลาของสัญญาณซื้อที่มีประสิทธิภาพ

กรณีจังหวะออกหรือปิดออเดอร์ Buy

การเทรดควรจะปิดเมื่อ WMA  5 (เส้นสีดำ) ลดลงมาข้ามเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สีแดง(EMAs) ตามตัวอย่าง

824.png

กรณีจังหวะเข้าออเดอร์ Sell

เปิดการเทรดเมื่อเส้น WMAs ทั้งสอง (เส้นสีดำและเส้นสีเขียว) วิ่งข้ามเส้น EMAs (สีแดง) จากบนลงมาล่าง  และถ้าหากเส้น WMA 5 (เส้นสีดำ) วิ่งข้ามเส้นสีแดงลงมาก่อน นั่นหมายถึงเป็นช่วงสัญญาณขายที่มีประสิทธิภาพ  ขณะเดียวกัน, RSI จะต้องอยู่ต่ำกว่าระดับ 50

กรณีจังหวะออกหรือปิดออเดอร์ Sell

การเทรดควรจะปิดเมื่อ WMA  5 (เส้นสีดำ) ได้ข้ามค่าเส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่สีแดง (EMAs) ขึ้นข้างบนตามตัวอย่าง

825.png

อีกทั้งจังหวะที่ควรปิดออเดอร์คือ ถ้าเส้นขอบของ WMAs ทั้งสอง(เส้นสีเขียวกับสีดำ) และ เส้น EMAs (เส้นสีแดงทั้งสอง)ได้ตัดผ่านหรือแคบเกินไป มันเป็นสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มที่จะมีการการกลับตัว
#13
สำหรับเทรดเดอร์ทุกคน แนวโน้มเป็นภาพรวมของตลาดขณะที่ต้องการจะกระทำการเทรด มันเป็นเสมือนสายน้ำที่เอาขึ้นทั้งสิ้นได้แล้วก็สามารถต่ำลงทั้งสิ้นได้เหมือนกัน สำหรับเทรดเดอร์รายวัน แนวโน้มของตลาดระหว่างวันนั้นสามารถสร้างไม่เหมือนกันระหว่าง SESSION ของกำไรกับการขาดทุนได้ โดยการเทรดไปกับแนวโน้มระหว่างวัน

เนื่องมาจากแนวโน้มเป็นภาพรวมที่ดูเหมือนกับว่าจะถูกลบออกจากการเคลื่อนไหวของแผนภูมิราคาในขณะนี้ โดยเหตุนี้เทรดเดอร์เป็นจำนวนมากจะถูกลวงล่อให้ออกจากการเคลื่อนไหวของแผนภูมิราคาหรือออกมาจากสมการแนวโน้ม พวกเขาใช้เส้นค่าถัวเฉลี่ยราคาเคลื่อน ที่อยู่ไกลเพื่อระบุแนวโน้มของตลาดและไม่คิดถึงต้นสายปลายเหตุสำหรับเพื่อการเคลื่อนของแผนภูมิราคา เทรดเดอร์กลุ่มนี้ไม่มีวัสดุรับรองที่สำคัญ

การใช้อินดิเคเตอร์เพื่อเจาะจงแนวโน้มระหว่างวันนั้นมีเหตุผล แต่ถ้าเกิดพวกเราเชื่อมโยงพวกเขากับการเคลื่อนไหวของแผนภูมิราคาได้ พวกเราจะสามารถเพิ่มความรู้ความเข้าใจของพวกเขาได้

1. อินดิเคเตอร์เส้นค่าถัวเฉลี่ยราคาเคลื่อนกับ PRICE ACTION

แนวทางแบบนี้จะใช้อินดิเคเตอร์เส้นค่าถัวเฉลี่ยราคาเขยื้อน SMA20 คู่กับการเคลื่อนไหวของแผนภูมิราคา เพื่อแจกแจงแนวโน้มระหว่างวัน โดยเบื้องต้นแล้วพวกเรากำลังมองหาการถอยกลับของกระบวนการทำ HH ในตอนแนวโน้มขาขึ้นเพื่อรับรองตลาดวัวกระทิง เวลาที่มองหาการถอยกลับของแผนภูมิราคา LL เพื่อรับรองตลาดหมีด้วยเหมือนกัน


729.png

ทดลองมองหาสิ่งพวกนี้ เพื่อการันตีแนวโน้มขาขึ้น :

1. แผนภูมิราคาพากเพียรจะไปสัมผัสเส้นค่าถัวเฉลี่ยเขยื้อน
2. แผนภูมิราคายังคงต่ำลงยิ่งกว่าเส้นค่าถัวเฉลี่ยราคาเคลื่อนอย่างต่ำหนึ่งแท่ง
3. เมื่อแผนภูมิราคาปรับพฤติกรรมขึ้นไปสูงขึ้นยิ่งกว่าเส้นค่าถัวเฉลี่ยราคาแล้ว แผนภูมิราคาจำเป็นจะต้องทำระดับย้อนกลับมาสู่เส้นค่าถัวเฉลี่ยราคาอีกที
4. ต่อไปแผนภูมิราคาจะทำตำแหน่งสูงมากขึ้น เพื่อเป็นการรับรองตลาดวัวกระทิงแผนภูมิราคาจึงควรทำระดับที่ค่อนข้างสูงกว่าแผนภูมิแท่งที่อยู่เหนือเส้นค่าถัวเฉลี่ย

ถ้าอยากการันตีแนวโน้มตลาดขาลง ระหว่างวันให้มองหาสิ่งต่อแต่นี้ไป :

1. แผนภูมิราคาจะมานะแตะต้องค่าถัวเฉลี่ยเคลื่อน
2. แผนภูมิราคายังคงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าเส้นค่าถัวเฉลี่ยราคาอย่างต่ำหนึ่งแท่ง
3. ภายหลังที่แผนภูมิราคาปรับนิสัยลงไปแตะต้องเส้นค่าถัวเฉลี่ยแล้ว แผนภูมิราคาจะทำขั้นสูงขึ้นมาเพื่อแตะต้องเส้นค่าถัวเฉลี่ยอีกรอบ ก่อนที่จะแผนภูมิราคาจะลงไปสู่ตลาดขาลงอีกครั้ง
4. แนวโน้มตลาดหมีจะรับรองได้ ต่อเมื่อแผนภูมิราคาทำระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่า แผนภูมิแท่งเทียนแท่งที่ต่ำสุด

2. ช่อง CHANNEL ของแผนภูมิราคากับ PRICE ACTION

ในแนวทางลำดับที่สองนี้แทนที่จะใช้ค่าถัวเฉลี่ยเขยื้อนแบบง่ายเพียงแต่เส้นเดียว พวกเราจะใช้สองเส้นโดยพวกเราจะยังคงใช้เส้นค่าถัวเฉลี่ยราคา SMA20 โดยการผลิตให้เป็นช่อง CHANNEL ด้วยเส้นแรก APPLY HIGHT และก็อีกเส้น APPLY LOW พวกเราจะได้เส้นผลสร้างวิถีทางราคาเพื่อช่วยพวกเราสำหรับเพื่อการมองหาแนวโน้มระหว่างวัน

ด้วยเหตุว่าอินดิเคเตอร์ตัวนี้ การทำงานสลับซับซ้อนกว่าแบบแรกฉะนั้นการแปลความหมายก็เลยง่ายดายยิ่งกว่า เมื่อแผนภูมิแท่งเทียนราคาสองแท่งอยู่เหนือช่อง CHANNEL อย่างสมบูรณ์พวกเราจะกำหนดว่าเป็นแถวโน้มขาขึ้น และก็เมื่อแผนภูมิราคาสองแท่งอยู่ข้างล่างของช่อง CHANNEL พวกเราจะกำหนดให้เป็นแถวโน้มขาลง

แบบอย่างข้างล่างชี้ให้เห็นว่าช่อง CHANNEL ช่วยระบุแนวโน้มความเคลื่อนไหวระหว่างวันได้ยังไง

• ถึงแม้ว่าตลาดจะมากขึ้นอย่างเร็วตั้งแต่ระยะนี้เปิดขึ้นตามแนวทางนี้พวกเราสามารถระบุแนวโน้มโค ณ จุดนี้เพียงแค่นั้น

• แท่งทั้งคู่นี้แปลงแนวโน้มระหว่างวันเป็นขาขึ้น

730.png

มีหลายแนวทางสำหรับเพื่อการสร้างช่อง CHANNEL นี้ นอกเหนือจากการใช้เส้นค่าถัวเฉลี่ยราคาเขยื้อน APPLY HIGH แล้วก็ APPLY LOW คุณยังสามารถใช้ KELTNER BANDS รวมทั้ง BOLLINGER BANDS ได้ด้วย รวมทั้งเพราะช่อง CHANNEL กลุ่มนี้ผลิตขึ้นแตกต่างคุณต้องปรับกฎในการระบุแนวโน้มระหว่างวันของคุณด้วย

3. การใช้กรอบขณะที่สูงมากขึ้น

จากที่กล่าวเอาไว้ภายในส่วนแรกเนื้อหานี้ว่า แนวโน้มเป็นภาพใหญ่ มันเป็นมุมมองในระดับที่สูงขึ้นของตลาด เพราะฉะนั้นแนวทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมสำหรับการระบุแนวโน้มระหว่างวันเป็นมองการเคลื่อนไหวของแผนภูมิราคาในกรอบในขณะที่สูงมากขึ้น

กระบวนการนี้ พวกเราบางทีอาจมองแนวทางแนวโน้มกรอบเวลาราย 4 ชั่วโมงแม้กระนั้นมากระทำเทรดในกรอบเวลา 5 นาทีได้ ด้วยการพยายามอิงตามแนวโน้มของกรอบเวลาใหญ่ไว้ อาทิเช่นกรอบเวลาใหญ่มีลัษณะทิศทางเป็นตลาดวัวกระทิง เมื่อพวกเราจะกระทำการเทรดในกรอบเวลา 5 นาทีพวกเราจะย้ำการเทรด BUY มากยิ่งกว่าการเทรด SELL หรือถ้าเกิดพวกเราเทรดทั้งยัง BUY แล้วก็ SELL พวกเราบางทีอาจจะปิดคำบัญชา SELL แล้วถือคำบัญชา BUY ไว้มากยิ่งกว่า

4.การฉุด เส้น TREND LINE

731.png

เทรดเดอร์สาย PRICE ACTION จะถูกใจเส้น TREND LINE มากมาย เนื่องจากมันมีสาระสำหรับอีกทั้งการวิเคราะห์ทั้งยังกรอบระหว่างวันรวมทั้งกรอบระยะยาว

ด้วยการเชื่อมต่อจุด PIVOT ทำให้พวกเราจะได้มองเห็นเส้น TREND LINE ของความเอียงชันรวมทั้งจุดสำคัญที่ไม่เหมือนกัน การตีความหมายรากฐานของเส้น TREND LINE เป็นแนวโน้มการกลับตัวคราวหลังเส้น TREND LINE หลักถูก BREAK ไปได้แล้ว

วิธีการแบบนี้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าเนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้อินดิเคเตอร์ใดๆก็ตามแน่ๆว่าการดูด้วยแผนภูมิไม่จะดำเนินงานได้เร็วกว่าการรอคอยอินดิเคเตอร์ ประเมินผลก่อนแสดงผล อย่างไรก็แล้วแต่เพื่อมันดำเนินงานได้คุณต้องมีความถนัดการลากเส้น TREND LINE

แนวทางที่เยี่ยมที่สุดสำหรับในการค้นหาแนวโน้มระหว่างวัน

ไม่มีกระบวนการระบุแนวโน้มระหว่างวันที่เพอร์เฟ็ค พวกเราชอบมองเห็นแบบอย่างอยู่ตลอดว่าตลาดบางครั้งอาจจะกลับมา มีทิศทางเสมือนแนวโน้มก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาได้หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีหลายสาเหตุที่พวกเราจะการันตีแนวโน้มเฉพาะเมื่อแผนภูมิราคาเริ่มมีการถอยกลับอย่างเต็มกำลังแล้ว

กรณีดังกล่าวมาแล้วข้างต้นไม่สามารถที่จะหลบหลีกได้ นี่เป็นเหตุผลที่พวกเราจะต้องมีการตั้ง STOP LOSS เพื่อให้ความหมายเสี่ยงของพวกเรา

ในแต่ละแนวทางข้างต้นอีกทั้ง 4 ล้วนมีจุดอ่อนเฉพาะของมันเอง

สำหรับทั้งคู่แนวทางแรก พวกเราจำต้องพึ่งพิงอินดิเคเตอร์ พวกเราจำต้องตกลงใจในขณะการหวนกลับของอินดิเคเตอร์พวกนี้ ถ้าหากว่าไม่มีช่วงการหวนกลับที่สมควรพวกเราบางทีอาจจะพลาดการเทรดไปได้

สำหรับวิธีการใช้กรอบขณะที่สูงมากขึ้นนั้น ขึ้นกับการเลือกกรอบในขณะที่สูงมากขึ้นของพวกเรา กรอบในเวลาที่สูงมากขึ้นสะท้อนถึงแนวโน้มระหว่างวัน กรอบเวลา 30 นาทีรวมทั้งกรอบเวลารายชั่วโมงจะได้รับความนิยมในกลุ่มเทรดเดอร์รายวัน

สำหรับวิธีการใช้เส้น TREND LINE มีความท้าที่แจ้งชัดเป็นการลากเส้นที่จะควรจะมีความหมาย หัวข้อสำคัญเป็นการลากเส้น TREND LINE ที่ใกล้เคียงแล้วก็เกี่ยวข้องกัน
#14
คู่ระยะเวลาที่แนะนำ M15

ตราสาร: กลยุทธ์เหมาะสมกับตราสารทั้งหมด

กรอบเวลา: M15 และเหนือกว่า

ตัวชี้วัดหรืออินดิเคเตอร์ที่ต้องใช้

- RSI (11) ระดับ (35, 65)
- 20 SMA High
- 20 SMA Low
- 5 SMA High
- 5 SMA Low
 

จังหวะเปิดตำแหน่ง Long (ฺซื้อ)

เมื่อเส้น 5 SMA High อยู่เหนือเส้น 20 SMA High และ RSI (11) อยู่เหนือ 65 เราก็สามารถลงไม้ซื้อได้จ้า

จังหวะเปิดตำแหน่ง Short (ขาย)

เมื่อเส้น 5 SMA High อยู่ต่ำกว่าเส้น 20 SMA Low และ RSI (11) อยู่ต่ำกว่า 35 เราก็สามารถลงไม้ขายได้จ้า

หมายเหตุ: ถ้าหากความยาวของแท่งที่เปิดเป็นสองเท่าของความยาวของแท่งก่อนหน้านี้ แนะนำไม่ควรเปิด

Stop Loss

- เมื่อเปิดตำแหน่ง Long (ซื้อ)  Stop Loss จะวางไว้ที่ระดับ 5 SMA Low
- เมื่อเปิดตำแหน่ง Short (ขาย) Stop Loss จะวางไว้ที่ระดับ 5 SMA High

Take Profit

- สำหรับออเดอร์ Long (ซื้อ) Take Profit เมื่อ RSI (11) อยู่ต่ำกว่า 65
- สำหรับออเดอร์ Short (ขาย) Take Profit เมื่อ RSI (11) ขึ้นไปเหนือ 35

765.png
#15
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / วิธีใช้ Moving Average
มีนาคม 31, 2026, 07:22:39 ก่อนเที่ยง
Moving Average คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เป็นเครื่องมือเทคนิคที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้ม หรือทิศทางของตลาดโดยส่วนมากที่เป็นที่นิยมของนักลงทุนมีอยู่ 2 แบบคือ Simple Moving Average (SMA) กับ Exponential Moving Average (EMA)

753.jpg

ประโยชน์และการนำไปใช้งาน 

หลักการทำงานของ Moving Average  คือการนำราคาที่มีความผันผวนของแต่ล่ะวัน มาหาค่าเฉลี่ยให้มันสมูธมากขึ้น โดยจะแสดงเป็นเส้นเรียบ (Smooth) ในกราฟ เพื่อให้ดูง่ายและสะดวกต่อการใช้บอกแนวโน้ม (Trend) ของตลาดที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร เพื่อใช้เป็นแนวทาง(คาดการณ์) แนวโน้มในอนาคตว่าควรจะไปทางไหน

อีกทั้งยังสามารถใช้บอกแนวรับ-แนวต้านของตลาดหุ้นหรือค่าเงิน รวมทั้งจุดซื้อ-ขายเบื้องต้นได้ด้วย ซึ่งในบทความนี้จะขอกล่าวเน้นเฉพาะ Moving Average หลักที่นิยมใช้กันเป็นส่วนมากคือ Simple Moving Average (SMA) กับ Exponential Moving Average (EMA) โดยมีหลักการทำงานและข้อแตกต่างกันคือ

SME = ใช้ราคาจากอดีตมาหาค่าเฉลี่ยแบบง่าย (เส้นค่าเฉลี่ยวิ่งตามราคาช้ากว่า EMA )

EMA = ใช้ราคาจากอดีตมาหาค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักมาที่ราคาล่าสุด (เส้นค่าเฉลี่ยวิ่งตามราคาเร็วกว่า SME )

ตัวอย่าง

754.jpg

ตามตัวอย่างจะเห็นได้ว่าถึงแม้เวลาจะ 10 วันเท่ากัน แต่ EMA  (เส้นสีเหลือง) มีความไวในการตอบสนองต่อราคาเร็วกว่า SMA  (เส้นสีน้ำเงิน)

โดยดูได้จากความชันของ EMA ที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วกว่า SMA นั่นเอง ฉะนั้นการเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับนักวิเคราะห์เองว่าชอบแบบไหน

ถ้าชอบตัวที่ให้สัญญาณซื้อหรือขายที่เร็วกว่าก็ใช้ EMA แต่ก็มีข้อเสียด้วยเหมือนกันคือ ยิ่งเส้นค่าเฉลี่ยมีความเร็วเท่าไหร่โอกาสผิดพลาดย่อมมีสูงตามไปด้วย (เกิดสัญญาณหลอกบ่อย) และในทางกลับกัน SMA ถึงแม้จะมีความไวในการตอบสนองต่อราคาที่ค่อนข้างช้า แต่โอกาสที่จะผิดพลาดจึงย่อมน้อยกว่า (เกิดสัญญาณหลอกน้อยกว่า)นั้นเอง

ความว่องไวของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จากการตั้งค่า Priod (จำนวนวัน)

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ปากฎบนกราฟจะต่างแตกต่างกันไปตาม Priod หรือจำนวนวันที่กำหนด หากเลือกกำหนดจำนวนวันที่มากๆ ความว่องไวของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มก็ช้าลงตามไปด้วย

พูดสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ ยิ่งวันเยอะยิ่งช้า ยิ่งวันน้อยยิ่งเร็ว นั่นเอง ขอให้สังเกตความว่องไวของเส้นค่าเฉลี่ยที่ต่างกันจากการกำหนดจำนวนวันที่ต่างกันทั้ง 3 เส้น ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

ตัวอย่าง ความว่องไวของเส้นค่าเฉลี่ยจาก  EMA 7 วัน , EMA 42 วัน , EMA 147 วัน

755.jpg

ข้อดีของเส้น SMA หรือ EMA ที่ใช้จำนวนวันน้อย

เห็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มได้รวดเร็ว

ข้อเสียของเส้น SMA หรือ EMA ที่ใช้จำนวนวันน้อย

ถ้าช่วงเวลานั้นตลาดมีความผันผวนมากๆ คือขึ้นๆ ลงๆ ความเร็วของค่าเฉลี่ยที่ได้อาจเป็นข้อเสียทำให้หาจังหวะที่จะเข้าตลาดผิดพลาดได้ (เนื่องจากมันเปลี่ยนเร็วเกินไป จากการขึ้นๆ ลงๆ ของตลาด บางทีจะเรียกว่า ตัวรบกวน หรือ Noise )

ข้อดีของเส้น SMA หรือ EMA ที่ใช้จำนวนวันมาก

SMA หรือ EMA เมื่อกำหนดใช้จำนวนวันที่มากๆ ผลที่ได้ทำให้เกิดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่มีความว่องไวช้า แต่ก็เป็นผลดี ช่วยลด Noise ที่เกิดขึ้นทำให้ความผิดพลาดลดน้อยลง เนื่องจากเป็นเส้นที่ได้มาจากการคำนวณในข้อมูลที่มากกว่า จึงช่วยกำจัดความผันผวนให้น้อยลง

ข้อเสียของเส้น SMA หรือ EMA ที่ใช้จำนวนวันมาก

จากค่าเฉลี่ยที่มีความล่าช้า เพราะต้องใช้ข้อมูลจากอดีตมาคำนวณ การนำ SMA หรือ EMA มาใช้ในการหาจุดซื้อ-ขาย อาจทำให้เสียโอกาสในการทำกำไรบางช่วงจังหวะได้

แล้วเราควรจะเลือกใช้(ตั้ง) ช่วงเวลาเท่าไหร่ดี ?

ปกติก็ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวว่าจะต้องตั้งเท่านั้นเท่านี้ถึงจะดีที่สุด เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวบุคคล แต่ก็สรุปเป็น 2 แนวคิดหลักๆในการเลือกได้ดังนี้

- เลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ใช้กันมากที่สุด(ตามต้นฉบับ) เพราะ เมื่อใช้เป็นสัญญาณซื้อ/ขาย เป็นส่วนมากแล้วจะทำให้เส้นค่าเฉลี่ยนั้นมีนัยสำคัญ มีประสิทธิ เนื่องจากคนส่วนมากเลือกใช้เส้นดังกล่าวเป็นตัวตัดสินใจ ย่อมส่งผลให้ผลักดันราคาไปในทิศทางเดียวกัน
- เลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ยตามสไตล์หรือความถนัดของตัวเอง(สั้น-กลาง-ยาว) แล้วเลือกเช็ทตามปฏิทิน เช่น 5 วัน แทน 1 สัปดาห์ , 20 วัน แทน 1 เดือน , 75 วัน แทน 1 ไตรมาส และ 200 วัน แทน 1 ปี
การตั้งค่า Moving Average (SMA ,EMA) ให้เหมาะสมกับรูปแบบการลงทุน

ในส่วนของการใช้งานเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ทั้ง SMA หรือ EMA  ซึ่งมีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกันเกือบทุกอย่าง จุดที่แตกต่างกันก็มีเพียงความเร็วของการให้สัญญาณซื่อ-ขายที่ช้าหรือเร็วกว่ากันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การนำมาใช้เพื่อการวิเคราะห์ ทางเทคนิคให้ได้ผล จำเป็นต้องมีการตั้งค่าที่เหมาะสมกับรูปแบบที่เรากำลังลงทุนคือ

หากเลือกรูปแบบการลงทุนในระยะสั้น = ตั้งค่า Priod ของ SMA ควรจะอยู่ที่ 5-20 วัน
รูปแบบการลงทุนในระยะกลาง = ตั้งค่า Priod ของ SMA ควรจะอยู่ที่ 50-70 วัน
รูปแบบการลงทุนในระยะยาว = ตั้งค่า Priod ของ SMA ควรจะอยู่ที่ 100-200 วัน

การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (SMA ,EMA) บอกแนวโน้ม ทำได้ 2 วิธี คือ

1. ดูที่ความชัน (Slope) ของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ คือถ้าความชันของเส้นชี้ขึ้นเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง แล้วมีราคาวิ่งอยู่ด้านบนเส้นค่าเฉลี่ย แสดงว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าความชันของเส้นชี้ลงเป็นลบอย่างต่อเนื่อง แล้วมีราคาวิ่งอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยแสดงว่าเป็นแนวโน้มขาลง

ตัวอย่างการหาแนวโน้มที่ดูจากความชันของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (SMA หรือ EMA)

757.jpg

หมายเหตุ: กรณีการใช้เส้น MA (เส้นเดียว) มาประยุกต์ใช้ในการซื้อขายนั้น มีหลักการจำง่ายๆคือ ซื้อ เมื่อแท่งเทียนทะลุเส้น MA ขึ้นไป และ ขาย เมื่อแท่งเทียนหลุดเส้น MA ลงมา

2. ดูที่การตัดกัน (Crossover) ของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้น  โดยเส้นหนึ่งใช้จำนวนวันน้อย แล้วอีกเส้นใช้จำนวนวันมาก เช่นใช้เส้น EMA 5 วัน กับ EMA 50 วัน (ระยะสั้น กับระยะกลาง) ถ้าเส้นระยะสั้นตัดเส้นระยะยาวขึ้น แปลว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าเส้นระยะสั้นตัดเส้นระยะยาวลงมา แปลว่าเป็นขาลง

ตัวอย่าง การหาแนวโน้มที่ดูจากการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้น

758.jpg

หมายเหตุ: กรณีการใช้เส้น MA สำหรับมาประยุกต์ใช้ในการซื้อขายนั้น มีหลักการจำง่ายๆคือ ซื้อ เมื่อเส้นระยะสั้น ตัดเส้นระยะยาวในทิศขึ้น และ ขาย เมื่อเส้นระยะสั้น ตัดเส้นระยะยาวในทิศลง

การนำ MA มาใช้เป็นแนวรับและแนวต้าน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในหน้าที่ 2 ช่วง คือขาขึ้นและขาลง

1. ในขณะที่หุ้นหรือค่าเงินอยู่ในช่วงแนวโน้มขาขึ้น MA จะทำหน้าที่เป็นแนวรับ

759.jpg

2.   ในขณะที่หุ้นหรือค่าเงินอยู่ในช่วงแนวโน้มขาลง MA จะทำหน้าที่เป็นแนวต้าน

760.jpg

ความหมายของแนวรับและแนวต้าน

แนวรับ คือ เมื่อราคาหุ้นหรือค่าเงินปรับตัวลดลงในระดับหนึ่งจนเกิดแรงจูงใจให้นักลงทุนหลายท่านเข้าซื้อ ซึ่ง ณ เวลาตรงจุดนี้เองทำให้อุปสงค์มากกว่าอุปทาน ส่งผลให้ราคาหุ้นหรือค่าเงินนั้นปรับตัวสูงขึ้น ส่วนราคาของหุ้นหรือค่าเงินที่อยู่ในระดับต่ำสุดนั้น เราจะเรียกว่าแนวรับ หริอ Support นั่นเอง

แนวต้าน คือ เมื่อราคาหุ้นหรือค่าเงินปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่งจนเกิดแรงจูงใจให้นักลงทุนขาย ซึ่ง ณ เวลาตรงจุดนี้เองทำให้มี อุปสงค์น้อยกว่าอุปทาน ส่งผลให้ราคาหุ้นหรือค่าเงินนั้นปรับตัวลดลง ส่วนราคาของหุ้นหรือค่าเงินที่อยู่ในระดับเพิ่มขึ้นสูงสุดนั้นเราจะเรียกแนวต้าน หรือ Resistance นั่นเอง