• Welcome to ThailandTraderClub.com.
 

ข่าว:

Main Menu
Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - support-1

#1
79.png

เทรดเดอร์ที่เข้ามมาเทรดในตลาด Forex นั้น ต่างก็มีเทคนิคการเทรดที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์สายเทคนิค ที่ใช้อินดิเคเตอร์หลายอันเพื่อช่วยในการหาจุดเข้าออเดอร์ หรือสายข่าวที่จะพึ่งการดูข่าวและตัวเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาในแต่ละวัน แล้วทำการวิเคราะห์เพื่อหาจุดเข้าซื้อ แต่ในวันนี้ ทีมงาน Forexlearning จะพาทุกคนมารูัจักกับหนึ่งในกราฟแท่งเทียนที่จะเป็นตัวช่วยในการทำกำไรจากตลาด Forex ที่นักเทรดสายเทคนิคหลาย ๆ คนนิยมใช้กัน หรือก็คือ  "Pin Bar"

Pin Bar คืออะไร ?
Pin Bar คือ แท่งเทียนรูปแบบหนึ่งที่แสดงถึงการปฏิเสธ (Rejection) หรือการกลับตัวของราคา ทำให้เทรดเดอร์สามารถนำไปใช้เพื่อหาจุดเข้าซื้อ-ขายได้ โดยจุดเด่นของ Pin Bar คือ ดูง่าย และมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปสร้างกลยุทธ์ในการเทรดได้อย่างหลากหลาย

โดยสัดส่วนของไส้เทียนกับเนื้อเทียน ตามลักษณะของ Pin Bar คือ แท่งเทียนจะต้องมีไส้เทียนที่ยาว, เนื้อเทียนสั้น และอยู่ช่วงปลายไส้ จึงจะสามารถเรียกว่า "Pin Bar" ได้

80.jpg

                                         รูปภาพตัวอย่างของ Pin Bar

รูปแบบของ Pin Bar
1. Bullish Pin Bar (Hammer)
แท่งที่มีไส้เทียนยาวลงมาด้านล่าง แสดงถึงแรงขายที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่เกิดแรงซื้อกลับที่รุนแรงกว่า ทำให้ราคากลับมาฟื้นตัว ก่อนที่จะปิดตัวด้วยราคาสูง (High) อีกครั้ง

แท่งเทียนที่เป็น Bullish Pin Bar แบบสมบูรณ์ เนื้อเทียนควรจะเป็นสีเขียว (ราคาปิด > ราคาเปิด)

2. Bearish Pin Bar (Shooting Star)
แท่งที่มีไส้เทียนยาวขึ้นมาด้านบน แสดงถึงแรงซื้อที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายเกิดแรงขายกลับที่รุนแรงกว่า ทำให้ราคาพลิกกลับตัว ก่อนที่จะปิดตัวด้วยราคาต่ำ (Low) อีกครั้ง

แท่งเทียนที่เป็น Bearish Pin Bar แบบสมบูรณ์ เนื้อเทียนควรจะเป็นสีแดง (ราคาปิด < ราคาเปิด)

การประยุกต์ใช้ Pin Bar ในการเทรด
การเทรดด้วย Pin Bar นั้น เทรดเดอร์สามารถนำ Pin Bar ข้างต้นมาใช้ดูประกอบกับการใช้เครื่องมืออื่น ๆ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการหาจุดเข้าซื้อขายสินทรัพย์ โดยเครื่องมือที่นิยมใช้ควบคู่กับ Pin Bar คือ "แนวรับ – แนวต้าน"

81.png

1. กลยุทธ์ฝั่งซื้อ (Buy Setup) – ใช้ Pin Bar คู่กับแนวรับ
- "ราคาเปิด" ของแท่งเทียนที่เป็น Pin Bar "อยู่เหนือระดับแนวรับ"

- ไส้เทียนลงมาต่ำกว่าระดับแนวรับ

- ราคาปิดของแท่งเทียนนั้นไม่สามารถที่จะ Break แนวรับออกไปได้ ทำให้แท่งเทียนกลับขึ้นมาปิดเหนือกว่าระดับแนวรับ

82.png

2. กลยุทธ์ฝั่งขาย (Sell Setup) – ใช้ Pin Bar คู่กับแนวต้าน
- "ราคาเปิด" ของแท่งเทียนที่เป็น Pin Bar "อยู่ต่ำกว่าระดับแนวต้าน"

- ไส้เทียนขึ้นไปสูงกว่าระดับแนวต้าน

- ราคาปิดของแท่งเทียนนั้นไม่สามารถที่จะ Break แนวต้านออกไปได้ ทำให้แท่งเทียนกลับลงมาปิดต่ำกว่าระดับแนวต้าน

กลยุทธ์ทั้ง 2 นี้ เทรดเดอร์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแท่งเทียนที่เป็น Pin Bar ในการขึ้นหรือลงไปแตะระดับแนวรับ-แนวต้าน เพื่อให้การคำนวณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เทรดเดอร์อาจจะลองศึกษาการเคลื่อนที่ของราคาในอดีตเพื่อหาสัญญาณดังกล่าวก่อนเทรดจริง

 
ตัวอย่างพฤติกรรมของ Pin Bar
ตัวอย่างที่ 1


83.jpg

- ตัวอย่างในช่วงซ้ายของกราฟ เป็นการเกิด Pin Bar ในจังหวะที่ไม่ได้เจอแนวต้าน ทำให้ไม่มีนัยสำคัญพอที่จะส่งผลให้ราคาปรับตัวลงทันที
- ในช่วงทางขวามือ เป็นการเกิด Pin Bar ในช่วงที่เจอแนวรับพอดี จากนั้นราคาก็เด้งกลับขึ้น

ตัวอย่างที่ 2

84.jpg

- ราคาเกิด Bearish Pin Bar ที่บริเวณแนวต้าน ซึ่งอยู่ในกรอบของรูปแบบ Triple Tops
- ประกอบกับ RSI ชี้ให้เห็นถึงโมเมนตัมการขึ้นที่อ่อนแอลง
- 3 สิ่งนี้ กดดันให้ราคาอ่อนตัวลงในที่สุด

ทั้งหมดนี้ คือ Pin Bar หนึ่งในกลยุทธ์ Price Action ที่เน้นการดูพฤติกรรมจากราคาเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปเทรดเดอร์มักใช้คู่กับแนวรับ-แนวต้าน แต่ก็สามารถนำไปต่อยอดใช้กับเครื่องมืออื่นต่าง ๆ ได้ ทั้ง RSI, Moving Average, Bollinger Bands และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อนำไปสร้าง Trade Set Up หรือกลยุทธ์การเทรดนั่นเอง
#2
Pullback trading หรือการเข้าซื้อขายแบบกราฟวิ่งย้อนกลับ กลยุทธ์นี้เป็นวิธีการซื้อขายทั่วๆ ไป เทรดเดอร์รายใหม่ จะชอบความเรียบง่าย และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มากๆ จะชอบที่จะอยู่ฝั่งเดียวกับแนวโน้มของเทรน แต่การเข้าสู่ตลาดในขณะที่ ตลาดกำลังทำการ Pullback หรือวิ่งย้อนกลับนั้นเป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น ตัวเทรดเดอร์เอง จำเป็นที่จะต้องมีความระมัดระวังในการป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง และยังต้องรักษาผลกำไรไว้อย่างรอบคอบอีกด้วย

จากที่กล่าวมา สิ่งที่เทรดเดอร์ต้องทำคือ เทรดเดอร์จำเป็น ต้องหยุดการขาดทุนและจัดการหา  กลยุทธ์วิธีการทำกำไรในตำแหน่งที่เทรดเดอร์เข้าตลาดให้ได้
ในบทความนี้ เทรดเดอร์จะได้เรียนรู้ กลยุทธ์การจัดการกับตำแหน่งหรือจุดในการเข้าเทรด โดยมี 3 หัวข้อใหญ่ คือ

1. กำหนดจุด หยุดการขาดทุนในขั้นต้น

2. กำหนดจุด เป้าหมายของการทำกำไร

3. ติดตามเส้นทางของการหยุดการขาดทุน

ภาพตัวอย่าง ด้านล่าง เป็น ระบบการเทรดแบบพื้นฐาน คือการรอให้กราฟ เบรคราคาและรอให้กราฟวิ่งย้อนกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นการออกแบบมาเป็นอย่างดีสำหรับกลยุทธ์การซื้อขายแบบกราฟวิ่งย้อนกลับ (Pullback trading) ถ้าตัวเทรดเดอร์เอง ฝึกฝนบ่อยๆ และคุ้นเคยกับกลยุทธ์นี้ มันจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก

แต่อย่างไรก็ตามตัวเทรดเดอร์เองก็สามารถปรับใช้เทคนิคเหล่านี้กับ วิธีการเทรดทุกๆ คู่เงินหรือทุกๆ ช่วงเวลาของการวิ่งย้อนกลับของกราฟเลยทีเดียว

# 1: กำหนดจุด หยุดการขาดทุนในขั้นต้น

-   การหยุดการขาดทุนขั้นต้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ อันดับแรกต้องจำกัดความเสี่ยงของคุณ

-   อันดับสองต้องมีพื้นฐานในการคำนวณอัตราส่วนระหว่างความเสี่ยงต่อผลตอบแทนของคุณ

-   รูปแบบของการหยุด (การขาดทุน) หรือการมองเห็นจุดที่เทรดเดอร์จะหยุดเทรด รูปแบบการหยุด คือวิธีการ มองหาจุดที่จะเข้าเทรด ในช่วงการเกิดรูปแบบการวิ่งย้อนกลับของกราฟ (Pullback setup) นั่นเอง

-   การมองหาจุดการหยุดขาดทุนจาก รูปแบบของแท่งเทียน แนวความคิดในการมองรูปแบบแท่งเทียน เป็นได้ทั้งในช่วงที่ ให้เทรดเดอร์มีจุดเข้าสู่ตลาด และออกจากตลาดได้เช่นกัน

การคาดหวังของเทรดเดอร์ ในการมองหาจุดที่จะเข้าเทรดในรูปแบบการวิ่งย้อนกลับของกราฟ มักจะทำให้เทรดเดอร์เองได้ไปพร้อมกันกับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นด้วย ดังนั้นรูปแบบการหยุดนี้ คือรูปแบบความคิดที่มีเหตุผลเป็นไปได้ค่อนข้างมาก

660.png

# 2: ตั้งเป้าหมาย ของการทำกำไรโดยมีการจำกัด การเปิดคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขาย

-   การกำหนดเป้าหมายของกำไรจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเปิดคำสั่งซื้อหรือขายได้ อย่างมีระเบียบวินัย ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับความโลภและการคาดเดาราคาซึ่งจะทำให้ตัวเทรดเดอร์เองเกิดความลังเล

-   ในทางเทคนิค เทรดเดอร์มักจะมองหา บริเวณแนวรับหรือแนวต้าน ไว้เป็นเป้าหมายในการทำกำไร เทรดเดอร์สามารถแยกแยะโซนเหล่านี้ได้โดยดูจากบริเวณที่ราคาเคยไปอยู่บริเวณใด บริเวณหนึ่งนานๆ หรือดูจากจุดกลับตัวที่มีความหมาย และเป้าหมายที่ไตร่ตรองไว้แล้วโดยใช้รูปแบบแท่งเทียนมาวิเคราะห์อีกครั้ง

-   สำหรับการออกคำสั่งซื้อในกลยุทธ์แบบราคาย้อนกลับ ให้เทรดเดอร์กำหนดเป้าหมายกำไรในบริเวณที่เป็นแนวต้าน เพราะบริเวณโซนเหล่านี้คือโซนที่ราคาในตลาดอาจย้อนกลับลงได้

-   สำหรับการออกคำสั่งขายในกลยุทธ์แบบราคาย้อนกลับ ให้เทรดเดอร์กำหนดเป้าหมายกำไรในบริเวณที่เป็นแนวรับ เพราะบริเวณโซนเหล่านี้คือโซนที่ราคาในตลาดอาจย้อนกลับขึ้นไปได้

661.png

การมีเป้าหมายราคาพร้อมด้วยจุดในการหยุดการขาดทุน จะช่วยให้เทรดเดอร์ทราบถึงอัตราส่วน ความคุ้มค่าของผลตอบแทนที่มีต่อความเสี่ยง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ มักจะใช้การเทรดแบบราคาย้อนกลับ (pullback) เพียงอย่างเดียว ในขณะที่เทรดเดอร์เองก็คาดว่าจะเป็นการแนวโน้มที่เริ่มต้นใหม่ ดังนั้นเทรดเดอร์ควรรักษากำไรไว้ที่แนวโน้มล่าสุดก่อน
ในบางสถานการณ์ เทรดเดอร์อาจพบว่าการเทรดแบบที่ว่านี้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ผลกำไรของเทรดเดอร์วิ่งต่อไปอีก ในกรณีดังกล่าว เทรดเดอร์เองอาจต้องใช้เครื่องมืออีกอันหนึ่ง ชื่อว่า trailing stop ให้เข้าใจง่ายขึ้น เรียกว่า การหยุดขาดทุนแบบเลื่อนราคาตาม

# 3: การหยุดขาดทุนแบบเลื่อนราคาตาม

การหยุดขาดทุนแบบเลื่อนราคาตาม คือคำสั่งหยุดการขาดทุนที่สามารถเลื่อนตามราคาจริงไปได้ มันเป็นกลยุทธ์การจัดการตำแหน่งการหยุดการขาดทุน ที่เป็นที่นิยมสำหรับเทรดเดอร์จำนวนมาก ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะวิธีหยุดการขาดทุนแบบนี้ ทำให้ประสบความสำเร็จในหลายวัตถุประสงค์

-   ลดความเสี่ยงของเทรดเดอร์เมื่อเวลาผ่านไป

-   รักษาผลกำไรของเทรดเดอร์

-   ช่วยให้สามารถเพิ่มกำไรได้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม

การหยุดขาดทุนแบบเลื่อนราคาตาม หลังจากที่ราคาเลื่อนไป กลยุทธ์นี้แข็งแรงและทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเทรดเดอร์คาดหวังว่า จะมีคลื่นราคาที่แข็งแกร่ง

662.png

คำแนะนำสำหรับเทรดเดอร์รายใหม่

มันเป็นเรื่องง่ายมาก ที่จะปล่อยให้อารมณ์ของเทรดเดอร์ เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจเข้าเทรด ไม่ว่าจะฝั่งซื้อ หรือฝั่งขาย ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เทรดเดอร์มีเงินในพอร์แล้ว   

ดังนั้นขอให้เทรดเดอร์รายใหม่ใช้วิธีการจัดการ วางแผนในการเข้าเทรดโดยหาจุดเข้า หาเป้าหมาย และอย่าลืมการหยุดการขาดทุนแบบเลื่อนตาม ในเทรดเดอร์รายใหม่ อย่าพยายามเปลี่ยนกลยุทธ์มากจนเกินไปเพราะนั่นจะทำให้ กลยุทธ์หลักไม่สามารถทำงานได้ดี และเกิดความสับสนว่า กลยุทธ์ที่ตัวเทรดเดอร์เองเลือกนั้นได้ผลจริงหรือไม่

สรุป

โปรดจำไว้ว่า เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องเปิดออเดอร์ทุกๆ ครั้งที่มีการย้อนกลับของราคา (Pull back) ดังนั้นอย่าหงุดหงิดหากเทรดเดอร์จำเป็นต้องคืนผลกำไรบางส่วนกลับสู่ตลาด

อย่าลืมว่า สิ่งที่เทรดเดอร์ต้องการจริงๆ คือการคาดหวังเชิงบวกในการเทรดของตัวเทรดเดอร์เอง เพื่อให้พอร์ตของตัวเทรดเดอร์ดีขึ้นและใหญ่ขึ้น ให้ลองปรับแนวทางการจัดการตำแหน่งในการเข้าเทรดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว จากนั้นแล้ว เทรดเดอร์ก็ต้องปรับขนาดของการออกออเดอร์ ให้เหมาะสมขึ้น เพื่อเพิ่มผลกำไรของตัวเทรดเดอร์เองในอนาคต
#3
อิชิโมกุ (ichimoku) เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอีกตัวหนึ่ง ที่อยู่ในแฟลตฟอร์ม MT4 โดยอินดิเคเตอร์ตัวนี่ หากมองโดยภาพรวมๆแล้ว ค่อนข้างจะยุ่งเยิง สับสน อลเวง ดูไม่ค่อยจะน่าใช้ชักเท่าไร แต่ในความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะอินดิเคเตอร์ตัวนี้ เขาให้ข้อมูลที่มีความแม่นยำมากทีเดียว ในบทความนี้จะมากล่าวถึงประโยชน์และการนำไปใช้ง่าย ของเจ้า Ichimoku กัน โดยเนื้อหาจะอยู่ในรูปแบบฉบับย่อ สั้น กระทัดลัด เพื่อจะได้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

663.jpg

Ichimoku แบ่งแยกออกเป็น 3 ส่วน ที่ประกอบด้วยเส้นค่าเฉลี่ย 5 เส้นดังนี้

- เส้นถอย (Chikou ชิโคว) คือเส้นราคาปิดปัจจุบันที่ขยับตัวกลับ 26 ครั้ง
- เส้นกลาง จะประกอบด้วย 2 เส้นคือ เส้น คือเส้น Tenkan (เท็งกัง) = ค่าเฉลี่ยสูงสุด+ต่ำสุด ÷ 2 ใน 9 ครั้ง, และเส้น Kijun (คิจุน) = คือค่าเฉลี่ยสูงสุด+ต่ำสุด ÷ 2 ใน 26 ครั้ง
- เส้นขยับหรือกลุ่มก้อนเมฆ (Kumo คุโมะ) ประกอบด้วย 2 เส้น ที่ Shif ไปข้างหน้า 26 ครั้ง คือเส้น Senkou span A (เซนโคว สแปนเอ) = ค่าเฉลี่ยจาก Tenkun+Kijun ÷ 2, และเส้น Senkou Span B (เซนโคว สแปนบี) = ค่าเฉลี่ยสูงสุด+ต่ำสุด ÷ 2 คำนวณย้อนหลัง 52 ครั้ง

ตัวอย่างองค์ประกอบของเส้นต่างๆที่อยู่ใน Ichimoku

664.png

การเลือกใช้งาน Ichimoku ใน MT4 : ให้ไปที่ Insert » indicators » trend »  ichimoku kinko hyo

ประโยชน์ของการนำ Ichimoku มาใช้
- บอกจุดชื้อ – ขาย โดยดูจากเส้นคู่กลาง (Tenkan,Tenkan) ถ้าแดงตัดน้ำเงินขึ้น=ซื้อ ถ้าแดงตัดน้ำเงินลง=ขาย
- ยืนยันการเกิดเทรนด์ใหญ่ๆ โดยดูจากเส้นถอยตัดกับเส้นขยับหรือกลุ่มก้อนเมฆ (Chikou/Kumo) ถ้าเส้นถอยตัดเส้นขยับขึ้น = จะเกิดเทรนด์ใหญ่ขาขึ้น ถ้าเส้นถอยตัดเส้นขยับลง = จะเกิดเทรนด์ใหญ่ขาลง
- บอก pattern ของราคาว่ากำลังอยู่ในช่วงไหน มีเทรนด์หรือไซต์เวย์ โดยดูจากตำแหน่งของแท่งเทียนกับกลุ่มก่อนเมฆ
- เป็นแนว-รับแนวต้าน โดยดูจากเส้นขยับหรือกลุ่มก้อนเมฆกับแท่งเทียน
- บอกจุดที่ราคาจะมีการสวิงตัวแรงๆ ตามทฤษฎี break out
1.บอกจุดซื้อ-ขาย จากเส้นคู่กลาง  Tenkan vs Kijun
เส้นคู่กลางมี 2 เส้น คือเส้น Tenkan (เท็งกัง) กับเส้น  Kijun (คิจุน) โดยปกติถ้าเรา insert เข้ามาตามต้นแบบเดิมๆ เส้น Tenkan จะเป็นสีแดง เส้น Kijun จะเป็นสีน้ำเงิน ทั้งสองเส้นนี้จะทำหน้าที่บอกจุดหรือสัญญาณซื้อ-ขาย หรือแนวโน้มในระยะสั้นๆ มีวิธีการจำง่ายๆ ก็คือ ดูเส้นสีแดง (Tenkan) เป็นหลัก  ถ้าตัดเส้นน้ำเงินขึ้นให้ซื้อ ถ้าตัดน้ำเงินลงให้ขาย นั่นเอง ขอให้ดูตามภาพตัวอย่าง

665.png

2.ยืนยันการเกิดเทรนด์ใหญ่ๆ Chikou vs Kumo
การยืนยืนว่าจะมีเทรนด์ใหญ่ๆเกิดขึ้น ก็อาศัยการตัดกันของเส้นถอยกับเส้นขยับ ปกติเส้นถอย (Chikou) ตามต้นแบบหลังจาก insert เข้ามาจะเป็นสีเขียว (นิยมใช้สีเดิมตามต้นฉบับ) ส่วนเส้นขยับ (Kumo) หรือที่เรียกว่ากลุ่มก้อนเ มฆนั้นที่ เกิดจากเส้นสองเส้น รวมเข้าด้วยกัน คือเส้น Senkou span A กับเส้น Senkou span B ทำให้เกิดก้อนเมฆขึ้น ถ้าสองเส้นนี้อยู่ห่างกันก็จะเป็นก้อนเมฆใหญ่ ถ้าอยู่อยู่ใกล้กันก็เป็นก้อนเมฆเล็ก ถ้าใกล้กันมากๆ ก็จะเป็นแค่รูปเป็นเส้น ในการยืนยันการเกิดเทรนด์ มีวิธีการจำง่ายๆ ก็คือถ้าเส้นถอยตัดเส้นขยับขึ้น = อาจเกิดเทรนด์ใหญ่ขาขึ้น ถ้าเส้นถอยตัดเส้นขยับลง = อาจเกินเทรนด์ใหญ่ขาลง ตามตัวอย่าง

666.png

หมายเหตุ: สีตัวเมฆที่เป็นเส้น Kumo อาจจะแตกต่างกันไป ตามที่แต่ล่ะท่านได้เช็ทไว้

3.บอก pattern ของราคาว่ากำลังอยู่ในช่วงไหน Candlesticks vs Kumo
pattern  ของราคากำลังอยู่ในช่วงไหน ดูได้จากตำแหน่งของแท่งเทียนที่อยู่กับกลุ่มก่อนเมฆ  ทำความเข้าใจง่ายๆก็คือ

- ถ้าราคา(แท่งเทียน) ยังอยู่เหนือก้อนเมฆ แสดงว่ายังเป็นแนวโน้มขาขึ้น
- ถ้าราคา(แท่งเทียน) ยังอยู่ใต้ก้อนเมฆ แสดงว่ายังเป็นนวโน้มขาลงอยู่
- ถ้าราคา(แท่งเทียน) อยู่ใน Zone ก้อนเมฆอยู่ ยังไม่ดีดหรือพุ่งไปไหน แสดงว่าราคายังอยู่ในรูปแบบ(แพทเทิร์น)ไซต์เวย์
ตัวอย่างการบอก pattern ของราคาจาก Candlesticks vs Kumo

667.png

4.เป็นแนวรับ-แนวต้าน Candlesticks vs Kumo
เส้นขยับหรือกลุ่มก้อนเมฆสามารถเป็นได้ทั้งแนวรับและแนวต้านโดยดูจาก

- เป็นแนวรับเมื่อราคา(แท่งเทียน) อยู่เหนือกลุ่มก้อนเมฆ
- เป็นแนวต้านเมื่อราคา(แท่งเทียน) อยุ่ใต้กลุ่มก้อนเมฆ
ถ้าหากราคาสามารถทะลุแนวรับ หรือแนวต้านได้เมื่อไหร่ นั่นหมายถึง ราคาอาจเกิดการเปลี่ยนเทรนด์ได้

ตัวอย่าง การทำหน้าที่เป็นทั้งแนวรับ-แนวต้าน ของ Kumo (กลุ่มก้อนเมฆ)

668.png

5.บอกจุดที่ราคาจะมีการสวิงตัวที่แรงๆ ตามทฤษฎี break out, Candlesticks vs Kumo
เมื่อไหร่ที่ราคา(แท่งเทียน) หลุดตัวทะลุออกจากกลุ่มก้อนเมฆมามาแล้ว ราคาจะมีการสวิงตัวที่รุนแรง ตามทฤษฎี break out

669.png
#4
ประเภทคำสั่งซื้อขาย: การซื้อที่ (Buy Stop), การขายที่ (Sell Stop), การซื้อที่ราคาจำกัด (Buy Limit), การขายที่ราคาจำกัด (Sell Limit), ตลาด (Market)

705.jpg

เรียนรู้เกี่ยวกับประเภทคำสั่งซื้อขายที่แตกต่างกัน ตั้งแต่คำสั่งตลาดที่ดำเนินการทันที ไปจนถึงคำสั่งจำกัดและคำสั่งหยุด ซึ่งมีให้ในแพลตฟอร์มการซื้อขายส่วนใหญ่ เราจะอธิบายถึงการใช้งานและเหตุผลที่ควรใช้คำสั่งแต่ละประเภท รวมถึงข้อดีและข้อเสียของพวกมัน

คำสั่งซื้อขายในตลาด Forex ที่เป็นมาตรฐานประกอบด้วยคำสั่งตลาดที่ดำเนินการทันทีและคำสั่งที่รอดำเนินการ: Buy Stop, Sell Stop, Buy Limit, Sell Limit, Stop Loss และ Take Profit.

คำสั่งหยุดหรือจำกัดที่รอดำเนินการซึ่งมาในรูปแบบของคำสั่งเข้าสามารถเรียกได้ว่า pending stop entry order หรือ pending stop limit order. คำสั่งหยุดการเข้าซื้อคือคำสั่งที่รอดำเนินการเพื่อเติมคำสั่งไปข้างหน้าตามทิศทางราคาที่ต้องการ (เพื่อยืนยันทิศทางราคา) และคำสั่งจำกัดการเข้าซื้อคือคำสั่งที่รอดำเนินการเพื่อเติมคำสั่งกลับไปในช่วงการย้อนราคาชั่วคราวของทิศทางราคาที่ต้องการ (เพื่อเข้าที่ราคาที่ดีกว่า).

คำสั่งหยุดและจำกัดสามารถมาในรูปแบบของคำสั่งออกได้เช่นกัน. การหยุดขาดทุน (Stop Loss) ที่ใช้บ่อยคือคำสั่งหยุดที่รอดำเนินการ ขณะที่การทำกำไร (Take Profit) คือคำสั่งจำกัดที่รอดำเนินการ. เราจะอธิบายถึงสิ่งเหล่านี้หลังจากครอบคลุมคำสั่งเข้าที่รอดำเนินการ.

Buy Stop Order คืออะไร?

706.jpg

Buy stop order คือคำสั่งซื้อที่รอดำเนินการเพื่อซื้อสินทรัพย์ที่ราคาที่กำหนดซึ่งสูงกว่าราคาปัจจุบัน. มันเป็นคำสั่งที่วางไว้เหนือราคาตลาดปัจจุบันในตลาดที่มีแนวโน้มขาขึ้น. คำสั่งซื้อ buy stop เป็นวิธีที่ดีในการใช้เพื่อซื้อขายในช่วงการฝ่าแนวต้านของแนวโน้มขาขึ้น.

นักเทรดที่คาดการณ์แนวโน้มขาขึ้นสามารถวางคำสั่ง buy stop ที่จุดสูงสุดล่าสุด (ระดับแนวต้าน) โดยหวังว่าหลังจากช่วงการรวมตัวแนวโน้มขาขึ้นจะยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป.

กลยุทธ์ประเภทนี้สามารถใช้เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวขึ้นของราคาสินทรัพย์โดยการวางคำสั่ง buy stop ที่รอดำเนินการล่วงหน้าเพื่อเข้าสู่ตลาดเมื่อราคาผ่านจุดที่กำหนด (จุดสูงสุดล่าสุดหรือระดับแนวต้าน) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าที่ราคาที่ตั้งใจไว้.

ราคาคำสั่ง buy stop จะถูกป้อนในระดับที่ตั้งไว้และคำสั่งจะยังคงรอดำเนินการ. เฉพาะเมื่อราคาสินทรัพย์ถึงราคาหยุดที่กำหนดไว้หรือราคาเปิดในช่วงถัดไปเกินระดับการเข้าที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (ในกรณีของการเปิดตลาดช่วงสุดสัปดาห์ที่ช่องว่างราคาขึ้นอย่างมาก) คำสั่ง buy stop จะกลายเป็นคำสั่งซื้อในตลาด.

ตัวอย่าง Buy Stop Order

นักเทรดกำลังติดตามการเคลื่อนไหวของราคา EUR/USD และแนวโน้มหลักคือขาขึ้น. หลังจากทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1.23500 ตลาดกำลังรวมตัวที่ 1.21500. นักเทรดเชื่อว่าหากราคาขึ้นอีกครั้งและแตะ 1.23520 แนวโน้มขาขึ้นจะดำเนินต่อไป และต้องการเข้าสู่ตลาดด้วยตำแหน่งซื้อ. ดังนั้นตัวเลือกที่นี่คือการวางคำสั่ง buy stop ที่รอดำเนินการที่ 1.23520.

เมื่อราคาของ EUR/USD แตะระดับนั้น คำสั่งจะถูกเติมโดยอัตโนมัติที่ราคาถามปัจจุบันและคำสั่ง buy stop ที่รอดำเนินการจะกลายเป็นคำสั่งซื้อในตลาด.

Sell Stop Order คืออะไร?

707.jpg

Sell stop order คือคำสั่งขายที่รอดำเนินการเพื่อขายสินทรัพย์ที่ราคาที่กำหนดซึ่งต่ำกว่าราคาปัจจุบัน. มันเป็นคำสั่งที่วางไว้ใต้ราคาตลาดปัจจุบันในตลาดที่มีแนวโน้มขาลง. คำสั่งขาย sell stop เป็นวิธีที่ดีในการใช้เพื่อซื้อขายในช่วงการฝ่าแนวรับของแนวโน้มขาลง.

นักเทรดที่คาดการณ์แนวโน้มขาลงสามารถวางคำสั่ง sell stop ที่จุดต่ำสุดล่าสุด (ระดับแนวรับ) โดยหวังว่าหลังจากช่วงการรวมตัวแนวโน้มขาลงจะยังคงทำจุดต่ำสุดใหม่ต่อไป.

กลยุทธ์ประเภทนี้สามารถใช้เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวลงของราคาสินทรัพย์โดยการวางคำสั่ง sell stop ที่รอดำเนินการล่วงหน้าเพื่อเข้าสู่ตลาดเมื่อราคาผ่านจุดที่กำหนด (จุดต่ำสุดล่าสุดหรือระดับแนวรับ) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าที่ราคาที่ตั้งใจไว้.

ราคาคำสั่ง sell stop จะถูกป้อนในระดับที่ตั้งไว้และคำสั่งจะยังคงรอดำเนินการ. เฉพาะเมื่อราคาสินทรัพย์ถึงราคาหยุดที่กำหนดไว้หรือราคาเปิดในช่วงถัดไปเกินระดับการเข้าที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (ในกรณีของการเปิดตลาดช่วงสุดสัปดาห์ที่ช่องว่างราคาลงอย่างมาก) คำสั่ง sell stop จะกลายเป็นคำสั่งขายในตลาด.

ตัวอย่าง Sell Stop Order

นักเทรดกำลังติดตามการเคลื่อนไหวของราคา USD/CHF และแนวโน้มหลักคือขาลง. หลังจากทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ 0.88850 ตลาดกำลังรวมตัวที่ 0.89100. นักเทรดเชื่อว่าหากราคาลงอีกครั้งและแตะ 0.88800 แนวโน้มขาลงจะดำเนินต่อไป และต้องการเข้าสู่ตลาดด้วยตำแหน่งขาย. ดังนั้นตัวเลือกที่นี่คือการวางคำสั่ง sell stop ที่รอดำเนินการที่ 0.88800.

เมื่อราคาของ USD/CHF แตะระดับนั้น คำสั่งจะถูกเติมโดยอัตโนมัติที่ราคาบิดปัจจ ุบันและคำสั่ง sell stop ที่รอดำเนินการจะกลายเป็นคำสั่งขายในตลาด.

Buy Limit Order คืออะไร?

708.jpg

Buy limit order คือคำสั่งซื้อที่รอดำเนินการเพื่อซื้อสินทรัพย์ที่ราคาที่กำหนดซึ่งต่ำกว่าราคาปัจจุบัน. มันเป็นคำสั่งที่วางไว้ใต้ราคาตลาดปัจจุบันในตลาดที่มีแนวโน้มขาขึ้น. คำสั่งซื้อ buy limit เป็นเทคนิคที่ดีในการใช้เพื่อซื้อขายในช่วงการย้อนกลับของแนวโน้มขาขึ้น.

นักเทรดที่คาดการณ์แนวโน้มขาขึ้นสามารถวางคำสั่ง buy limit ที่ระดับการย้อนกลับของจุดต่ำสุดล่าสุด (ระดับแนวรับ) โดยหวังว่าหลังจากช่วงการรวมตัวแนวโน้มขาขึ้นจะยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป.

กลยุทธ์ประเภทนี้สามารถใช้เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวย้อนกลับของราคาสินทรัพย์โดยการวางคำสั่ง buy limit ที่รอดำเนินการล่วงหน้าเพื่อเข้าสู่ตลาดเมื่อราคาย้อนกลับไปยังจุดที่กำหนด (จุดต่ำสุดล่าสุดหรือระดับแนวรับ) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าที่ราคาที่ตั้งใจไว้.

ราคาคำสั่ง buy limit จะถูกป้อนในระดับที่ตั้งไว้และคำสั่งจะยังคงรอดำเนินการ. เฉพาะเมื่อราคาสินทรัพย์ถึงราคาจำกัดที่กำหนดไว้หรือราคาเปิดในช่วงถัดไปเกินระดับการเข้าที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (ในกรณีของการเปิดตลาดช่วงสุดสัปดาห์ที่ช่องว่างราคาลงอย่างมาก) คำสั่ง buy limit จะกลายเป็นคำสั่งซื้อในตลาด.

ตัวอย่าง Buy Limit Order

นักเทรดกำลังติดตามการเคลื่อนไหวของราคา EUR/USD และแนวโน้มหลักคือขาขึ้น. หลังจากทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ 1.16300 ตลาดกำลังรวมตัวที่ 1.21500. นักเทรดเชื่อว่าหากราคาย้อนกลับลงไปยังระดับแนวรับที่ 1.16300 แนวโน้มจะดำเนินต่อไปและต้องการเข้าสู่ตลาดด้วยตำแหน่งซื้อ. ดังนั้นตัวเลือกที่นี่คือการวางคำสั่ง buy limit ที่รอดำเนินการที่ 1.16300.

เมื่อราคาของ EUR/USD แตะระดับนั้น คำสั่งจะถูกเติมโดยอัตโนมัติที่ราคาถามปัจจุบันและคำสั่ง buy limit ที่รอดำเนินการจะกลายเป็นคำสั่งซื้อในตลาด.

Sell Limit Order คืออะไร?

709.jpg

Sell limit order คือคำสั่งขายที่รอดำเนินการเพื่อขายสินทรัพย์ที่ราคาที่กำหนดซึ่งสูงกว่าราคาปัจจุบัน. มันเป็นคำสั่งที่วางไว้เหนือราคาตลาดปัจจุบันในตลาดที่มีแนวโน้มขาลง. คำสั่งขาย sell limit เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมสำหรับการซื้อขายในช่วงการย้อนกลับของแนวโน้มขาลง.

นักเทรดที่คาดการณ์แนวโน้มขาลงสามารถวางคำสั่ง sell limit ที่ระดับการย้อนกลับของจุดสูงสุดล่าสุด (ระดับแนวต้าน) โดยหวังว่าหลังจากช่วงการรวมตัวแนวโน้มขาลงจะยังคงทำจุดต่ำสุดใหม่ต่อไป.

กลยุทธ์ประเภทนี้สามารถใช้เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวลงของราคาสินทรัพย์โดยการวางคำสั่ง sell limit ที่รอดำเนินการล่วงหน้าเพื่อเข้าสู่ตลาดเมื่อราคาย้อนกลับไปยังจุดที่กำหนด (จุดสูงสุดล่าสุดหรือระดับแนวต้าน) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าที่ราคาที่ตั้งใจไว้.

ราคาคำสั่ง sell limit จะถูกป้อนในระดับที่ตั้งไว้และคำสั่งจะยังคงรอดำเนินการ. เฉพาะเมื่อราคาหลักทรัพย์ถึงราคาจำกัดที่กำหนดไว้หรือราคาเปิดในช่วงถัดไปเกินระดับการเข้าที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (ในกรณีของการเปิดตลาดช่วงสุดสัปดาห์ที่ช่องว่างราคาขึ้นอย่างมาก) คำสั่ง sell limit จะกลายเป็นคำสั่งขายในตลาด.

ตัวอย่าง Sell Limit Order

นักเทรดกำลังติดตามการเคลื่อนไหวของราคา USD/CHF และแนวโน้มหลักคือขาลง. หลังจากทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ 0.88850 ตลาดกำลังรวมตัวที่ 0.89100. นักเทรดเชื่อว่าหากราคาย้อนกลับขึ้นไปยังระดับแนวต้านที่ 0.92900 แนวโน้มจะดำเนินต่อไปในทิศทางขาลง และต้องการเข้าสู่ตลาดด้วยตำแหน่งขาย. ดังนั้นตัวเลือกที่นี่คือการวางคำสั่ง sell limit ที่รอดำเนินการที่ 0.92900.

เมื่อราคาของ USD/CHF แตะระดับนั้น คำสั่งจะถูกเติมโดยอัตโนมัติที่ราคาบิดปัจจุบันและคำสั่ง sell limit ที่รอดำเนินการจะกลายเป็นคำสั่งขายในตลาด.

Stop Loss Order คืออะไร?
นักเทรดใช้คำสั่งหยุดขาดทุนเพื่อจำกัดการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่งในการจำกัดการขาดทุนคือการกำหนดคำสั่งหยุดล่วงหน้าเรียกว่าคำสั่งหยุดขาดทุน.

ด้านล่างคือตัวอย่างของคำสั่ง buy stop ที่ใช้ร่วมกับคำสั่งหยุดขาดทุน.

710.jpg

ตามที่คุณเห็นในแผนภูมิ USD/CHF รายวันด้านบน มีคำสั่ง buy stop ที่รอดำเนินการที่ราคาที่ 0.89202 เหนือจุดสูงสุดรายวันล่าสุด นอกจากนี้ยังมีคำสั่งหยุดขาดทุนที่ระดับราคาที่ 0.88802.

ดังนั้นหากตลาดเคลื่อนไหวขึ้นและเติมคำสั่ง buy stop ที่รอดำเนินการที่ 0.89202 ระดับหยุดขาดทุนจะทำงานที่ระดับที่ตั้งไว้ที่ 0.88802 และไม่จำเป็นต้องกลับมาที่คำสั่งและตั้งระดับหยุดขาดทุน.

หากการซื้อขายทำกำไรได้ตามจำนวน pips ที่กำหนด โดยทั่วไปเป็นความคิดที่ดีที่จะย้ายหยุดขาดทุนในทิศทางที่ทำกำไรเพื่อปกป้องกำไรบางส่วน.

ในการซื้อขายระยะยาวที่มีกำไร คำสั่งหยุดขาดทุนสามารถตั้งไว้ที่ระดับคุ้มทุนหรือโซนกำไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการย้อนกลับของตลาดในทางตรงข้ามกับตำแหน่งที่มีกำไรในปัจจุบัน.

การกำหนดเกณฑ์กำไรเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการย้ายหยุดขาดทุนเพื่อปกป้องตำแหน่งหรือกำไรนั้นเป็นส่วนที่ยาก.

นักเทรดควรตั้งค่าการหยุดขาดทุนเพื่อให้การซื้อขายมีพื้นที่ในการพัฒนาแทนที่จะตั้งค่าระดับที่แน่นและออกจากการซื้อขายจากการแก้ไขที่ไม่สำคัญ.

Take Profit Order คืออะไร?
เช่นเดียวกับการมีคำสั่งหยุดขาดทุนที่วางไว้ก่อนการซื้อขาย มันเป็นความคิดที่ดีที่จะมีเป้าหมายกำไรล ่วงหน้า คำสั่งจำกัดที่รอดำเนินการช่วยให้นักเทรดสามารถออกจากตลาดที่เป้าหมายกำไรที่ตั้งไว้ล่วงหน้าซึ่งเรียกว่าการทำกำไร (Take Profit).

ด้านล่างคือตัวอย่างของคำสั่ง buy limit ที่ใช้ร่วมกับคำสั่งหยุดขาดทุนและการทำกำไร.

711.jpg

ตามที่คุณเห็นในแผนภูมิ USD/CHF รายวันด้านบน มีคำสั่ง buy limit ที่ตั้งไว้ที่ราคาที่ 0.88842 ซึ่งเป็นระดับ R1 นอกจากนี้ยังมีคำสั่งหยุดขาดทุนที่ตั้งไว้ที่ 0.88532 31 pips ใต้จุดเข้าที่ตั้งใจไว้ และคำสั่งทำกำไรที่ตั้งไว้ที่ 0.89202 36 pips เหนือจุดเข้าที่ตั้งใจไว้.

ดังนั้น หากตลาดเคลื่อนไหวลงและเติมคำสั่ง buy limit ที่รอดำเนินการที่ 0.88842 ระดับหยุดขาดทุนและระดับทำกำไรจะทำงานที่ระดับที่ตั้งไว้ล่วงหน้าที่ 0.88532 และ 0.89202 และไม่จำเป็นต้องกลับมาที่คำสั่งและตั้งระดับหยุดขาดทุนหรือระดับทำกำไร.

การเพิ่มหรือแก้ไขคำสั่งหยุดขาดทุนหรือคำสั่งทำกำไรในแพลตฟอร์ม MT4 อาจต้องใช้ขั้นตอนและเวลาเล็กน้อย นอกจากนี้การแก้ไขทั้งหมดจะเป็นไปตามราคาเท่านั้นไม่ใช่ตาม pips ตามที่เราเห็นซึ่งอาจเพิ่มความล่าช้าเมื่อพยายามเลื่อนราคาไปยังจุดที่กำหนดเฉพาะ.

Market Order คืออะไร?
คำสั่งขายและซื้อโดยตลาด ที่ดำเนินการทันทีเป็นประเภทคำสั่งที่ใช้บ่อยที่สุดและใช้เพื่อดำเนินการคำสั่งทันทีที่ราคาตลาดถัดไปที่มีอยู่.

นักเทรดที่เข้าสู่การซื้อขายระยะยาว เช่น การซื้อคู่สกุลเงิน จะซื้อที่ราคาที่ถามถัดไปที่มีอยู่ และนักเทรดที่เข้าสู่การซื้อขายระยะสั้นเพื่อขายคู่สกุลเงิน จะขายที่ราคาบิดถัดไปที่มีอยู่.

ปกติแล้วกับโบรกเกอร์ STP หรือ ECN Forex ราคาที่แสดงในแพลตฟอร์มการซื้อขายนั้นเป็นราคาที่สามารถซื้อขายได้ (ราคาบิดและข้อเสนอที่ดีที่สุด) ที่รวบรวมจากธนาคารชั้นนำ 10 แห่งขึ้นไป หากนักเทรดตัดสินใจที่จะเปิดหรือปิดตำแหน่ง คำสั่งจะถูกดำเนินการที่ราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาดจากผู้ให้บริการสภาพคล่อง.

ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของโบรกเกอร์ คำสั่งตลาดจะเป็น Instant Execution หรือ Market Execution. อะไรคือความแตกต่าง? โบรกเกอร์การดำเนินการทันทีอนุญาตให้นักเทรดตั้งระดับหยุดขาดทุนและทำกำไรพร้อมกับคำสั่งตลาด ขณะที่โบรกเกอร์การดำเนินการตลาดอนุญาตให้นักเทรดตั้งคำสั่งตลาดเท่านั้น โดยไม่มีการตั้งระดับหยุดขาดทุนและทำกำไรเริ่มต้น.

เฉพาะหลังจากเปิดคำสั่งแล้วนักเทรดจึงสามารถกลับมาเปลี่ยนคำสั่งเพื่อรวมระดับหยุดขาดทุนและทำกำไร. จะทราบได้อย่างไร? เมื่อคุณเปิดหน้าต่างคำสั่งตลาด คุณสามารถสังเกตความแตกต่างได้.

712.jpg

คุณสามารถเห็นในภาพด้านบน คำสั่งตลาด USD/CHF พร้อมตัวเลือกในการเปลี่ยนปริมาณการซื้อขาย นั่นคือ กี่ล็อตที่คุณต้องการซื้อขาย (ในตัวอย่างนี้ 0.01 = 1 micro lot) ตัวเลือกในการเปลี่ยนระดับหยุดขาดทุนและระดับทำกำไร. การแสดงระดับหยุดขาดทุนและระดับทำกำไรพร้อมกับการเปิดคำสั่งสามารถเป็นประโยชน์อย่างมาก.

มันช่วยประหยัดเวลาที่นักเทรดต้องเพิ่มพวกเขาในภายหลังหรืออาจลืมและปล่อยให้ตำแหน่งเปิดโดยไม่มีการตั้งค่าระดับความปลอดภัยและระดับการทำกำไร. ข้อได้เปรียบหลักของวิธีนี้คือความเร็วและความสะดวก.

ในตัวอย่างด้านบน เมื่อผู้ค้ากำลังเข้าสู่การซื้อขายในคู่สกุลเงิน พวกเขาจะซื้อที่ราคาเสนอซื้อ (Ask) ซึ่งจะแสดงอยู่เหนือกล่องสีน้ำเงิน Buy และยังแสดงเป็นเส้นเครื่องหมายสีน้ำเงินในหน้าต่างกราฟด้านซ้าย. หากนักเทรดกำลังเข้าสู่การซื้อขายระยะสั้นในคู่สกุลเงิน พวกเขาจะขายที่ราคาบิด (Bid) ซึ่งแสดงอยู่เหนือกล่องสีแดง Sell และยังแสดงเป็นเส้นเครื่องหมายสีแดงในหน้าต่างด้านซ้าย.

คำสั่งตลาดขอการดำเนินการทันทีและนี่เป็นสิ่งที่ดีเมื่อผู้ค้าต้องการเข้าทำการซื้อขายทันที โดยไม่ล่าช้า. เนื่องจากความทันเวลาของการดำเนินการมีความสำคัญมาก คำสั่งตลาดจึงเป็นรูปแบบการเข้าสู่การซื้อขายที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และเนื่องจากสภาพคล่องที่มหาศาลของตลาด Forex คำสั่งตลาดมักจะถูกเติมที่ราคาบิดและเสนอที่แสดงอยู่ มีการเลื่อนราคา (Slippage) น้อยที่สุด และไม่เกิดข้อผิดพลาด.

ในบางครั้ง คำสั่งตลาดสามารถและจะประสบปัญหาการเลื่อนราคา (Slippage) และการเสนอราคาใหม่ (Re-quotes) ในช่วงเวลาที่มีความผันผวน เช่น ในช่วงเวลาที่มีการประกาศข่าวสำคัญ. ราคาคำสั่งตลาด ราคาบิดและเสนอราคา อาจถูกเสนอใหม่ ไม่ใช่เพราะโบรกเกอร์ใช้กลยุทธ์ที่ไม่ซื่อสัตย์ แต่เพราะราคาตลาดปัจจุบันอาจเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ภาพรวมตลาดครั้งสุดท้าย.

การปิดตำแหน่งโดยตลาดเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการออกจากการซื้อขายโดยไม่ล่าช้า. เพื่อทำเช่นนั้น นักเทรดที่ใช้เทอร์มินัลการซื้อขาย MT4 ต้องดับเบิลคลิกที่คำสั่งเปิดใดๆ ที่อยู่ใต้แท็บ "Price" ใดๆ.

713.jpg

เทอร์มินัลการซื้อขายจะเปิดขึ้นและตอนนี้มีกรอบสีเหลืองที่มีข้อความ Close #xxxxx buy 0.02 EURJPY by Market. ราคาปิดที่เสนอจะเป็นราคาบิด (ขาย/สีแดง) ที่เสนอหากคำสั่งเปิดเป็นการซื้อ และเป็นราคาเสนอซื้อ (ซื้อ/สีน้ำเงิน) ที่เสนอหากคำสั่งเปิดเป็นการขาย.

เมื่อกดแถบสีเหลืองนี้ ตั๋วคำสั่งจะปิดที่ราคาตลาดปัจจุบัน. ราคาปิดที่เสนอโดยตลาดนี้จะอัปเดตทุกมิลลิวินาทีด้วยราคาที่ใหม่ ดังนั้นนักเทรดสามารถเปิดไว้และปล่อยให้ราคาขยับไปยังที่ที่ต้องการก่อนที่จะกดแถบนี้.

เมื่อนักเทรดรู้จักประเภทคำสั่งที่แตกต่างกัน (ตลาด หยุด และจำกัด) และมีความคุ้นเคยกับการใช้งาน พวกเขาสามารถนำไปใช้เพื่อบรรลุเจตนาของนักเทรดในการเข้าสู่และออกจากการซื้อขายได้ดีขึ้น.

มีข้อดีและข้อเสียสำหรับแต่ละประเภทคำสั่งและสิ่งเหล่านี้จะเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ. การรู้จักประเภทคำสั่งเป็นเพียงวิธีการ ไม่ได้ช่วยในเรื่องตำแหน่งที่ควรใช้และเมื่อใด ซึ่งขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์หรือกลยุทธ์ของนักเทรดในการตัดสินใจ.

สุดท้ายแล้วคุณอาจชอบประเภทการดำเนินการประเภทใดประเภท หนึ่งมากกว่าหรือคุณอาจใช้การผสมผสานที่ยืดหยุ่นของประเภทคำสั่งตามสภาพตลาด.
#5
 ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงอินดิเคเตอร์ ชื่อว่า Bollinger Bands ซึ่ง เป็นอีกหนึ่งอินดิเคเตอร์ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้ดูเทรนด์และการกลับตัวเป็นหลัก บ่งบอกถึงความต่อเนื่องและการเคลื่อนที่ของราคา นักเทคนิคโดยส่วนใหญ่ จะนิยมใช้  วิเคราะห์ ในกราฟระยะสั้นๆ เช่น รายวัน หรือรายสัปดาห์ มากกว่ารายปี ผู้ที่คิดค้นคือ นาย จอห์น โบลินเจอร์ (John Bollinger)

เขาเป็นนักเล่นหุ้นทางเทคนิค โดย Bollinger Bands นั้นได้พัฒนาและต่อยอดมาจาก การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบล้อมกรอบ (Moving Average Envelopes)  รูปลักษณ์ของ Bollinger Bands 

จะประกอบด้วยสามเส้น คือ เส้นบน = Upper Band ( BB Top) เส้นกลาง = Middle Band (BB average) และเส้นล่าง  = Lower Band (BB Bottom) เมื่อเส้นทั้งสามนี้ทำงานร่วมกันบนกราฟแล้ว ภาพที่ออกมาก็จะคล้ายๆ ตัวหนอน หรือไส้เดือน 3 ตัวที่กำลังทำงานกันอย่างเป็นทีม มีความกลมเกลียวแน่นแฟ้นกันเป็นอย่างดี บางทีก็ใกล้ชิด บางทีก็อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ แบบว่าจะไม่ทอดทิ้งกันไปไหนเลยก็ว่าได้

สำหรับการตั้งค่าใช้งานนั้น โดยปกติจะนิยมใช้ตามต้นฉบับที่ MT4 ให้มา คือกำหนด Period ไว้ที่ 20 ตามตัวอย่าง


การตั้งค่าและเปิดใช้งาน

ให้ไปที่ Insert ˃ Indicator ˃ Trend ˃ Bollinger Bands ˃ กำหนดค่า (เอาตามต้นฉบับ) ˃ ตกลง

743.jpg

ประโยชน์และการใช้งาน Bollinger bands

- ใช้วัดความผันผวนของตลาด
- ใช้เป็นแนวรับและแนวต้าน
- ใช้หาแนวโน้มของราคา
- ใช้ดู Overbought, Oversold (ซื้อหรือขายมากเกินไป)
- ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

1. ใช้วัดความผันผวนของตลาด  Bollinger Bands สามารถบอกเราให้ทราบว่า สถานะของตลาดเป็นยังไง กำลังคึกคัก หรืออยู่ในช่วงเงียบซบเซา โดยให้ดูจากเส้น คือถ้าเส้นมีลักษณะ บีบ ชิดเข้าหากัน แบบแคบๆ  นั้นหมายถึงตลาดกำลังเงียบเชียบหรืออยู่ในช่วงซบเซาอยู่ แต่ถ้าเส้นแยกออกจากกัน แล้วอยู่ห่างๆ กันเมื่อไหร่ นั้นหมายถึง ตลาดมีความคึกคัก บ่งบอกว่ามีนักลงทุน กำลังมีการซื้อ-ขาย กันเป็นจำนวนมาก

ตัวอย่าง

744.png

2. ใช้เป็นแนวรับและแนวต้าน Bollinger Bands ที่ประกอบกันด้วย 3 เส้นนั้น จะเคลื่อนที่ไปตามแนวโน้มของราคา โดยมีหน้าที่แตกต่างกันดังนี้

- เส้นบน หรือ Upper Band = ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน
- เส้นกลาง หรือ Middle Band = ทำหน้าที่เป็นทั้งแนวรับและแนวต้าน
- และเส้นล่าง หรือ Lower Band = ทำหน้าที่เป็นแนวรับ

ตัวอย่าง

746.jpg

3.ใช้หาแนวโน้มของราคา เราสามารถนำ Bollinger Bands มาใช้เพื่อหาแนวโน้มของราคา ดังนี้

- แนวโน้มขาขึ้น = ลักษณะของราคาจะอยู่บริเวณเส้นขอบบน และไม่ค่อยจะทะลุเส้นขอบกลางลงไปได้
- แนวโน้มขาลง = ลักษณะของราคาจะอยู่บริเวณเส้นขอบล่าง และไม่ค่อยจะทะลุเส้นขอบกลางขึ้นไป
- แนวโน้มของราคาที่อยู่ในรูปแบบ Sideway = เมื่อราคาเพิ่มขึ้นจนถึงเส้นขอบบน แล้วเกิดการกลับตัวเปลี่ยนจากขึ้นเป็นลง นั้นหมายถึงแนวโน้มราคากำลังจะลง (เป็นสัญญาณขาย) ในทางกลับกัน ราคาที่ลดลงจนชนเส้นกรอบด้านล่าง จากนั้นเกิดการกลับตัว เปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น นั้นหมายถึง แนวโน้มราคากำลังจะขึ้น (เป็นสัญญาณซื้อ)

ตัวอย่าง ใช้ Bollinger Bands หาแนวโน้มขาขึ้น

748.png

ตัวอย่าง ใช้ Bollinger Bands หาแนวโน้มขาลง

749.png

ตัวอย่าง แนวโน้มของราคาที่อยู่ในรูปแบบ  Sideways 

750.png

4.ใช้ดู Overbought, Oversold (ซื้อหรือขายมากเกินไป) กรณีใช้ดูการซื้อหรือขายที่มากเกินไปนั้น ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก 

เพียงแค่ดูจากเส้น ก็เข้าใจได้โดยง่าย วิธีการดูหรือแปลความหมายคือ เส้นขอบบน (Upper Band) หมายถึงการซื้อที่มากเกินไป

เส้นขอบล่าง (Lower Band) หมายถึงการขายที่มากเกินไป ฉะนั้นเส้นขอบกลาง (Middle Band) ก็คือการซื้อหรืขายที่อยู่ในระดับปานกลางหรือเท่าเทียมกัน นั้นเอง

ตัวอย่าง

751.png

5.ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

การเทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts คือการเข้าเทรดทันที เมื่อราคาเกิดการทะลุแนวต้าน หรือแนวรับ โดย Bollinger bands สามารถนำมาใช้ได้ในทุกสภาวะของตลาด ไม่ว่าจะช่วง ขาขึ้น ขาลง หรือ ไซต์เวย์ แต่การนำไปใช้ในตลาดที่แตกต่างกัน ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนบางกลยุทธ์หรือเทคนิค เพื่อให้เข้ากับสถานะการณ์ของตลาดในปัจจุบัน การใช้งานนั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่ดูราคาที่มันทะลุ แล้วก็เข้าเทรดตาม แนวโน้ม หรือภาวะของตลาดที่กำลังเป็นอยู่

ตัวอย่าง ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

752.png

ตามตัวอย่างจะเห็นว่า เมื่อตลาดเงียบ ความผันผวนจะต่ำทำให้เส้น Bollinger bands บีบตัวเข้าหากัน จากการที่บีบตัวเข้าหากันมากๆ นี่ ถือเป็นโอกาสที่ดี ในการหาจุดทะลุแนวรับหรือแนวต้าน (Breakouts) ในการเข้าเทรด ตามกลยุทธ์ป

ในการใช้ Bollinger bands นั้น ถ้าจะให้ดี  ควรใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ตัว อื่นๆ ประกอบด้วย เช่น Commodity Channel Index (CCI) , Relativa Strength Index (Rsi) , Oscillators (OCT) เพราะบางจังหวะ หรือบางสถานะการณ์ เพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น ควรมีอินดิเคเตอร์ ตามที่ยกตัวอย่าง มาช่วยยืนยันอีกที

#6
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / วิธีการใช้งานระบบ Pivot Point
กุมภาพันธ์ 24, 2026, 11:49:30 หลังเที่ยง
วิธีการใช้งานระบบ Pivot Point

Q: ระบบ Pivot Point คืออะไร ?
A: คือ เครื่องมือทางเทคนิคคอลที่เทรดเดอร์มืออาชีพ และ Market Maker นิยมที่จะใช้ Pivot point นี้มาเป็นเครื่องมือในการหาแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ที่อาจเกิดการกลับตัวของราคาได้ในระดับแนวรับแนวต้านนั้นๆ เราอาจเห็นว่า Pivot point นั้นมีความคล้ายคลึงกับ Fibonacci อยู่มากทีเดียว แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองอย่างก็คือการใช้ Fibonacci เราสามารถเลือกจุดสวิงสูงสุด และต่ำสุดได้ตามที่เราต้องการ แต่การใช้ Pivot point เราจะไม่สามารถเลือกสวิงได้ แต่เราจะใช้ค่าเดียวที่ได้จากการคำนวณ

Q: ระบบ Pivot Point มีประโยชน์ยังไง ?
A: ระบบ Pivot point นี้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้น ที่กำลังมองหาความได้เปรียบในการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาในระยะสั้น สามารถใช้ในการเล่น Swing trade โดยใช้หาจุดกลับตัวของราคา รวมทั้งยังสามารถหาจุด Breakout ของราคา และ ยังใช้ในการดูแนวโน้มระยะสั้นของแต่ละวันได้อีกด้วย

619.png

Q: ระบบ Pivot Point จะทำอัพเดทข้อมูล แนวรับ แนวต้าน เวลาใด ?
A: โดยระบบจะทำการอัพเดทในทุกๆ วัน เวลา 17.00 น.

Q: วิธีการใช้งาน Pivot Point ?
A: การใช้งาน Pivot point อย่างแรกเลยก็คือ ใช้เป็นแนวรับแนวต้านได้เป็นอย่างดี เพราะราคามันจะมาเทสที่เส้น ยิ่งมาเทสบ่อย แล้วไม่วิ่งผ่านทะลุไป หมายความว่าแนวรับ หรือแนวต้านนั้นมีความแข็งแกร่งมาก แสดงว่ามีแนวโน้มมาก ที่ราคาจะมีการกลับตัวได้ในตำแหน่งนั้นๆ
เมื่อราคาวิ่งมาอยู่บริเวณ Pivot point จะส่งสัญญาณที่ดีในการเทรดว่าควรจะเปิด Buy หรือ Sell และควรตั้ง TP (Target Price) และ SL (Stop Loss) ไว้ที่ไหน ซึ่งโดยปรกติแล้ว ถ้าราคาอยู่เหนือเส้น Pivot จะแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น และ ถ้าต่ำกว่าเส้น Pivot ก็จะแสดงแนวโน้มขาลง บางคนจึงใช้จุดนี้ในการเข้าเทรดได้แบบง่ายๆ คือ ราคาอยู่เหนือ Pivot point ก็ซื้อ, ต่ำกว่า Pivot point ก็ขายตามไป SL แค่เหนือหรือต่ำกว่าจุด Pivot point

ส่วนถ้าคุณเห็นราคาอยู่ใกล้กับเส้นแนวต้านด้านบน คุณก็ขายลงมา และตั้ง SL เหนือระดับแนวต้านนั้น หรือถ้าคุณเห็นราคาอยู่เหนือเส้นแนวรับ คุณก็ซื้อขึ้นไป และตั้ง TP ที่แนวต้านด้านบน และ ตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับนั้น หรือห่างออกไปอีกแนวรับหนึ่ง ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์และวิจารณญาณในขณะนั้นของแต่ละคน

620.png

ก็เหมือนกันแนวรับแนวต้านทั่วๆไป Pivot point นั้นก็ต้านราคาไม่อยู่ตลอดไป บางครั้งราคาอาจจะวิ่งทะลุเส้นไปเป็น Breakout และบางทีราคาก็มาไม่มาเทสที่เส้นแนวรับแนวต้านต่างๆ อาจจะวิ่งมาแค่เฉียดๆ หรือ อยู่ในระยะที่ใกล้เคียง ก็เพราะมันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ และไม่มีอะไรที่แน่นอน ดังนั้นบางครั้งถ้าเรามัวแต่รอให้ราคาวิ่งมาชนที่เส้น เราก็อาจพลาดจังหวะการเข้าเทรดได้

จงจำไว้ว่า เมื่อแนวรับถูกทำลายมันจะกลายเป็นแนวต้านแทน (ตามหลักการ แนวต้าน กลายเป็นแนวรับ แนวรับ กลายเป็นแนวต้าน)

ไม่ว่าเราจะใช้เครื่อมือใดๆก็ตามแต่ อย่างไรซะในการเทรดมันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ดังนั้นเราจึงควรมีเงื่อนไขในการเทรดด้วย ว่าเมื่อไหร่เราควรทำอะไร ต่อไปนี้เป็นภาพตัวอย่างการตั้ง TP และ SL

621.png

สังเกตว่า เมื่อราคาวิ่งผ่านแนวต้านแต่ละแนวไป เราจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ใต้แนวรับนั้นๆ ส่วนเป้าหมายราคาหรือ Target Price ก็จะเป็นแนวต้านต่อๆไป หรือ ถ้าเป็นในทางกลับกัน ราคาวิ่งลงมา เราก็จะตั้ง Stop Loss ไว้ที่เหนือแนวต้าน แล้ว Target Price ที่แนวรับถัดๆไป นี่เป็นหลักการเบื้องต้นง่ายๆในการใช้ Pivot point ในการเทรด ประโยชน์ของมันเล็กน้อยแต่มากมายมหาศาลสำหรับคนที่รู้จักการนำมาปรับใช้
#7
การอ่านพฤติกรรมหรือการเคลื่อนไหวของราคาแท่งเทียน หมายถึงการทำความเข้าใจว่าตลาดทำอะไรไปแล้วบ้างและกำลังจะทำอะไรอยู่  ความรู้คืออาวุธ  ความรู้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าตลาดกำลังจะทำอะไรต่อไป

 เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะเรียนรู้วิธีอ่านพฤติกรรมราคา โดยการเรียนรู้รูปแบบกราฟราคาแบบแท่งและรูปแบบแท่งเทียน  ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆ คือ การจดจำการกำหนดชื่อและยังต้องจดจำแปลความหมายโดยละเอียดอีกด้วย  ดังนั้นเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ จึงมักจะพลาดรายละเอียดต่างๆ ที่หลากหลายไป ถ้าเทรดเดอร์ฝึกฝนอ่านพฤติกรรมราคาให้มากพอ จะเป็นการช่วยเพิ่มการวิเคราะห์ตลาดของเทรดเดอร์ได้

   ในบทความนี้ จะแนะนำพฤติกรรมในแท่งกราฟราคาและรูปแบบกราฟราคา รวมถึงรูปแบบพฤติกรรมของกราฟราคาหลายแท่งรวมกัน บทความนี้จะช่วยเพิ่มทักษะในการอ่านกราฟราคาให้เทรดเดอร์ได้ แทนการจดจำคำศัพท์แฟนซีของกราฟราคานั่นเอง มาเริ่มกัน

กราฟราคาแท่งเดียว - ONE PRICE BAR

   พฤติกรรมแท่งกราฟราคา เป็นภาพแสดงข้อมูลราคาในหน่วยเวลาหนึ่ง ๆ  หน่วยเวลาทั่วไป ได้แก่  5 นาที – M5, 15 นาที – M15, 30 นาที – M30, 1 ชั่วโมง –H1, ทุกวัน – D1, ทุกสัปดาห์ – W1 และ ทุกเดือน – MN1

   ในบทความนี้ จะแนะนำการอ่านกราฟราคาโดยใช้ประเภทของกราฟราคา ที่เรียกว่า กราฟแท่งเทียน  - CANDLESTICK โดยจำเป็นต้องมีข้อมูลสี่อย่างนี้เพื่อวาดแถบราคา  การเขียนกราฟราคา ด้วยข้อมูลพื้นฐานราคา (OHLC) เป็นเรื่องพื้นฐาน

•   เปิด  OPEN (O)
•   สูง  HIGH (H)
•   ต่ำ  LOW (L)
•   ปิด  CLOSE (C)

649.png


   ให้เทรดเดอร์จำไว้ว่าเมื่อราคาแถบปิดสูงกว่า ราคาแถบที่เปิดอยู่  จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวให้แตกต่าง หากราคาแถบปิดต่ำกว่าราคาแถบเปิด ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง  เนื้อสีแท่งเทียนที่โดดเด่นนี้เป็นข้อแตกต่างระหว่างกราฟราคาแบบดั้งเดิมกับแท่งเทียน

   กราฟ ราคาแท่งเทียน CANDLESTICKS เหล่านี้ มีดีมากกว่าความสวยงามของตัวมันเอง เพราะ OHLC หลังจากทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้วแถบราคา ที่กราฟราคานี้ จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกสี่อย่าง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการอ่านราคา RANGE

•   เนื้อเทียน
•   ด้านบน มีการทำไส้เทียน
•   ด้านล่าง มีการทำไส้เทียน

650.png

   # ขอบเขตของกราฟราคาแท่งเทียน

   RANGE ช่วงหมายถึงขอบเขตของการเดินทางของกราฟราคาแท่งเทียนของตลาดในช่วงเวลาที่เทรดเดอร์ใช้งาน

   ขอบเขตนี้แสดงให้ เทรดเดอร์เห็นถึงความผันผวนของตลาด  ตลาดที่ไม่มีแนวโน้มจะขยับเพียงแค่เล็กน้อย และครอบคลุมพื้นที่ เพียงเล็กน้อยต่อหน่วยในช่วงเวลาที่เทรดเดอร์ใช้งาน แต่สำหรับ ตลาดที่มีการเคลื่อนไหวหรือตลาดที่มีแนวโน้ม กราฟราคาแท่งเทียงก็จะเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดช่วงเวลาที่เทรดเดอร์ใช้งาน

   การสังเกต ขอบเขตของกราฟราคาที่ขยับอยู่  เทรดเดอร์ก็ยังสามารถประเมินความผันผวนของตลาดได้เช่นกัน ว่าในขณะที่เทรดเดอร์อยู่ในตลาดนั้น ตลาดกำลังทำอะไรอยู่ อาจจะอยู่นิ่งๆ นอนหลับอยู่ หรือวิ่งอาละวาดขึ้นลงๆ? แถบขอบเขตจะบอกเทรดเดอร์ได้

   # เนื้อเทียน กราฟราคาแท่งเทียน

   ช่วงขอบเขตของกราฟราคาจะแสดงให้เทรดเดอร์เห็นว่าตลาดมีการต่อสู้กันอยู่  โดยเนื้อเทียนจะแสดงให้เทรดเดอร์เห็นว่า ตลาดฝั่งขาขึ้นหรือฝั่งขาลงเป็นผู้ชนะ
   ตัวเนื้อเทียนแสดงถึงความแข็งแรงของแท่งเทียนนั้นๆ  ความแข็งแกร่งจะแสดงออกมา ไม่เว้นว่าจะเป็นตลาดขาขึ้น หรือตลาดขาลง

   หากราคาเนื้อเทียนปิดอยู่เหนือราคาเนื้อเทียนเปิด แสดงให้เห็นว่าตลาดได้ขยับขึ้น ในขณะที่ตลาดเป็นฝั่งขาลง ราคาเนื้อเทียนปิดจะอยู่ใต้ราคาเนื้อเทียนเปิด นอกจากนี้ขนาดของเนื้อเทียนยังแสดงให้เห็นถึงขนาดของความแข็งแกร่งของตลาดอีกด้วย

651.png

  จากภาพตัวอย่างด้านบน เทรดเดอร์จะเห็นเนื้อเทียนทางด้านซ้าย เป็นแท่งเต็มไม่มีหางหรือไส้เลย  นี่คือรูปแบบที่แข็งแกร่งที่สุด ของแรงผลักดันที่สูงขึ้นในตลาด

   ส่วนกราฟราคาแท่งเทียนทางด้านขวา  ไม่มีเนื้อเทียนเลยแม้แต่น้อย หรือมีเพียงน้อยนิด เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจหรือยังตัดสินใจไม่ได้ สำหรับตลาดในช่วงเวลานี้ นั่นเอง

   ในกราฟราคาแท่งเทียนเหล่านี้มีชื่อเรียก เช่นฝั่งซ้ายมือ ชื่อว่า MARUBOZU และฝั่งขวามือเรียกว่า DOJI  อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้จะขอไม่พูดถึงป้ายกำกับ เพราะอย่างที่บอกไปตอนแรกว่า ชื่อกราฟราคาแท่งเทียนไม่มีความหมายอะไร ให้สังเกตจากเนื้อแท่งเทียนหรือ พฤติกรรมของแท่งเทียนจะดีกว่า

สำคัญคือการที่เทรดเดอร์สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้โดยสังเกตจากส่วนของเนื้อเทียน

•   ตอนนี้ ตลาดมีการปรับตัวขึ้นหรือลง หรือไม่ปรับตัวเลย?
•   การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นอย่างไร?

  # หางหรือไส้ของเนื้อเทียนด้านบนของกราฟราคาแท่งเทียน

   ถ้าเทรดเดอร์ เข้าใจหัวข้อด้านบนเรื่อง ขอบเขตของกราฟราคาแท่งเทียนและ เนื้อของแท่งเทียน ในแต่ละแท่งแล้ว จะสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า หางหรือไส้ หรือร่องรอยการวิ่งไปของกราฟราคาแท่งเทียน มีอะไรแฝงอยู่บ้าง

   หางด้านบนเป็นพื้นที่ที่ตลาดเคยวิ่งขึ้นไป (เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลา) แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ (เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย) มันไม่สามารถที่จะพิชิตพื้นที่ดังกล่าวนี้ได้ เพราะตลาดผู้ขายมีมากกว่าตลาดผู้ซื้อ ดังนั้นหางหรือไส้ด้านบนจะเป็นตัววัดแรงกดดันในการขาย

652.png

# หางหรือไส้ของเนื้อเทียนด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน

ใช้ตรรกะเดียวกันกับหางหรือไส้ด้านบนเมื่อ แต่สลับกันเล็กน้อย  หางหรือไส้ด้านล่าง กับสิ่งที่เทรดเดอร์จะพบคือการดัน การซื้อของแต่ละกราฟแท่งเทียน เป็นการแย่งชิงพื้นที่กัน ระหว่างฝั่งซื้อที่มีมากกว่า ฝั่งขาย ทำให้กราฟราคาดันขึ้นไปนั่นเอง
#8
ไม่ใช่ว่าเทรดเดอร์ทุกคนสามารถเทรดได้ในกราฟระยะสั้น ดังนั้นส่วนใหญ่เลยเลือกราฟ 1 ชั่วโมง เพื่อใช้กลยุทธ์

ทำไม ต้องกราฟ 1 ชั่วโมง ?

เพราะว่ามันจะให้โอกาส 24 ครั้งต่อวันในการเทรด โดยใช้กับค่าเงิน USDJPY เนื่องจากมันจะมีการเคลื่อนไหวหลังจากที่ค่าเงินหลักอื่น ๆ เคลื่อนไหวน้อยลง มันเป็นกลยุทธ์การเทรดที่ดีสำหรับคนที่ทำงานในตอนกลางวัน

อธิบาย กลยุทธ์ USD/JPY 1 Hour

นี่เป็นระบบเบรคเอาท์ที่ใช้ในช่วงตลาดเอเชีย ที่ใช้ Price Action ที่มีประสิทธิภาพในกราฟ
- ไม่ใช้ Indicator ในกลยุทธ์นี้
- ใช้กราฟ 1 ชั่วโมงเท่านั้น
- ใช้กับค่าเงิน USD/JPY
- เทรดในช่วงตลาดเอเชียเท่านั้น คือ 11 p.m. ถึง 8 a.m. GMT

นี่คือกฏของระบบเทรด
1. รอให้แท่ง แรกของ 1 ชั่วโมงในตลาดเอเชียปิดก่อนในค่าเงิน USDJPY
2. ส่ง Pending Order 2 อัน คือ Sell Stop และ Buy Stop ที่ห่างจาก Low และ High 2 จุด
3. Stop loss ควรจะห่างจาก High และ low จากแท่ง 1 ชั่วโมง 2 pip.
4. เมื่อมีฝั่งใดฝั่งหนึ่งเปิด สามารยกเลิกอีกฝั่งได้เลย
5. ทำกำไรทุก ๆ 20 จุด

1 Hour Forex Trading Sell Setup

นี่เป็นตัวอย่างรูปแบบ Sell สำหรับค่าเงิน USDJPY ต้องระวังว่าไม่ใช่ว่าจะเทรดได้ทุกออเดอร์

379.png

1 Hour USDJPY Forex Trading Strategy


1 Hour Trading Strategy Buy Setup

นี่เป็นตัวอย่างการส่งคำสั่ง Buy และย้ำอีกครั้งว่ามันไม่ใช่กลยุทธ์ที่ชนะ 100 %.


380.png

1 Hour USDJPY Forex Trading Strategy Buy Setup Example


ข้อได้เปรียบของ 1 hr USDJPY Forex Trading Strategy
- เป็นระบบ Price Action ที่เข้าใจและทำตามได้ง่าย
- คุณต้องเทรดวันละครั้งและมันทำให้ไม่ over trade
- Time Frame เดียว
- คู่เงินเดียว
- เป็นกลยุทธ์ที่สำหรับคนทำงานไปด้วย

ข้อเสียของ 1 hr USDJPY Forex Trading Strategy
- อัตราส่วน RR ไม่ได้มากนอกจากว่าจะใช้ Trailing Stop
- ช่วงเวลาตลาดเอเชียบางครั้งสามารถเกิดการเคลื่อนไหวรุนแรงได้


อย่างที่คุณเห็นว่ากลยุทธ์ไม่ใช่ สิ่งที่ยั่งยืน มันมีข้อดี ข้อจำกัด แต่ว่าการจัดการการเงินเป็นสิ่งสำคัญ
ในกลยุทธ์นี้ เช่นเดียวกับอันอื่น ระดับแนวรับแนวต้าน เป็นจุดที่ทำให้การเข้าเทรดดีมากขึ้นในช่วง
ตลาดเอเชีย
#9
กลยุทธ์การเข้าซื้อขายด้วยระยะเวลารายวัน แบบเข้าใจง่าย เป็น กลยุทธ์การซื้อขายวันอันทรงพลังสำหรับการซื้อขาย ค่าเงิน  FOREX

   จากการทำงานกับเทรดเดอร์ทั่วโลก ทำให้สังเกตเห็นว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ เข้าทำการซื้อขายกราฟแท่งเทียน FOREX ด้วยวิธีการที่ซับซ้อนเกินไป  เทรดเดอร์เหล่านั้นมีเครื่องมือวัดค่า เครื่องมือบ่งชี้ หลายสิบรายการ ชี้วัดค่าต่างๆ บนหน้าจอกราฟราคาของพวกเขาและหลังจากนั้นก็ไม่สามารถที่จะเข้าทำการซื้อขายด้วยความมั่นใจได้ ในบทความนี้ เทรดเดอร์จะได้เรียนรู้วิธีการที่ทำให้มีความมั่นใจในการตัดสินใจในการเข้าซื้อขายได้ โดยใช้กลยุทธ์การซื้อขายด้วยระยะเวลารายวันแบบง่ายๆ ที่อาศัยเฉพาะสองตัวบ่งชี้เท่านั้น

   การตั้งค่าการซื้อขายในบทความนี้ ให้ใช้ตัวบ่งชี้  MACD - MOVING AVERAGE CONVERGENCE DIVERGENCE  เพื่อระบุแนวโน้มและ BOLINGER BANDS เป็นตัวตัดสินใจเข้าทำการซื้อขาย


   การตั้งค่า MACD INDICATOR

•   12 FOR THE FAST MOVING AVERAGE

•   26 FOR THE SLOW MOVING AVERAGE

•   9 FOR THE SIGNAL LINE


   การตั้งค่า BOLLING BANDS INDICATOR

•   12 FOR THE MOVING AVERAGE

•   2 STANDARD DEVIATIONS FOR THE BANDS

622.jpg
623.jpg

 กฎการเข้าทำการซื้อขาย

   กฎการเข้าทำการซื้อ แบบ รายวัน

•   HISTOGRAM MACD อยู่ด้านบนของเส้นสัญญาณและด้านบนของเส้น ZERO LINE

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่ง ซื้อล่วงหน้า ที่เส้นด้านบนของ  BOLLINGER BANDS


   กฎการเข้าทำการขาย แบบ รายวัน

•   HISTOGRAM MACD อยู่ด้านล่างของเส้นสัญญาณและด้านล่างของเส้น ZERO LINE

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่ง ขายล่วงหน้า ที่เส้นด้านล่างของ  BOLLINGER BANDS


   
                          ตัวอย่าง – การเข้าทำการซื้อขาย แบบรายวันด้วย เครื่องมือ BOLLINGER BAND & MACD

624.jpg

•   ตลาดขาขึ้นมีการขึ้นของกราฟอย่างต่อเนื่องในระหว่างวัน  อย่างไรก็ตามกราฟราคาที่ระดับสูงกว่าความสูงครั้งก่อนหน้าขึ้นนี้ มีความใกล้เคียงกับที่ระดับต่ำสุดของ HISTOGRAM ของ MACD  เหตุการณ์ที่เกิดนี้เกิดขึ้นเป็นสัญญาณของความขัดแย้งระหว่างกราฟราคาแท่งเทียนกับเครื่องมือชี้วัด ในตลาดขาลง เป็นการส่งสัญญาณเตือนสำหรับการกลับตัวของกราฟราคาแท่งเทียน ความขัดแย้งของตลาดขาลงนี้ให้ถือเป็นบริบทที่ยอดเยี่ยมมาก สำหรับการซื้อขายระยะสั้น

•   อ่อนตัวลงมาใกล้เส้น ZERO LINE และสัญญาณ MACD เคลื่อนตัวใต้เส้น ZERO LINE นั่นเป็นสัญญาณของเทรดเดอร์ สำหรับแนวโน้มขาลง คำสั่งหยุดการขาย STOP LOSS ถูกวางไว้ที่แถบ BOLLINGER BAND ตอนล่างเพื่อป้องกันการขาดทุนจากการเข้าทำการขาในระยะสั้น

•   หลังจากนั้น มีสัญญาณ MACD ขึ้นเหนือเส้น ZERO LINE อีกครั้ง เป็นความพยายามที่จะดันราคาขึ้นไปอีกครั้ง



   ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับความแตกต่างของ MACD

   หนึ่งในปัญหาหลักของเครื่องบ่งชี้ MACD ที่มีความแตกต่างก็คือว่า มันมักจะส่งสัญญาณกลับตัว (เป็นไปได้) แต่ไม่เกิดการกลับตัวที่เกิดขึ้นจริง แต่ความแตกต่างจะเกิดขึ้นเสมอเมื่อมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน (เคลื่อนไหวใหญ่ในระยะเวลาสั้น ๆ )

   แนะนำให้ใช้เครื่องบ่งชี้ MACD กับเครื่องมืออื่นๆ นอกเหนือจาก BOLLINGER BANDS ด้วย

   ทบทวน - กลยุทธ์การเข้าซื้อขายรายวันแบบง่ายกับ BOLLINGER & MACD

   ในบทความนี้ ให้เทรดเดอร์ใช้เครื่องมือบ่งชี้ สำหรับวัดค่าเพียงสองตัวเท่านั้น และใช้สองขั้นตอนง่าย ๆ วิธีเหล่านี้เป็นกลยุทธ์การซื้อขาย แบบรายวันที่ดีมาก

   จากการได้ทดลองใช้กรอบเวลาที่แตกต่างกันแล้ว และพบว่ากลยุทธ์การซื้อขายของแบบระยะเวลารายวัน น่าจะเป็นที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการเฝ้าติดตามแนวโน้ม

   ด้วยว่าเวลาที่ HISTOGRAM MACD ปรับตัวสูงขึ้น ไม่เพียงแต่เหนือเส้นสัญญาณ แต่ยังเหนือเส้น ZERO LINE ด้วย นี่เป็นกลยุทธ์การซื้อขายรายวันวัน ที่สามารถหาแนวโน้มระยะสั้นได้ด้วย การประยุกต์ใช้ MACD นี้ สามารถทำได้หลากหลาย

   ถ้าเทรดเดอร์ต้องการ จำกัดตัวเองเพื่อการเข้าทำการซื้อขายที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะสามารถทำกำไรได้เท่านั้น ก็ให้เทรดเดอร์ใช้การตั้งค่าที่เกิดขึ้นหลังจากเครื่องบ่งชี้ MACD ชุดแรกข้ามเส้น ZERO LINE ไปได้แล้ว ถ้าเทรดเดอร์ทำตามกฎนี้จะทำให้ ตัวเทรดเดอร์มีแนวโน้มใหม่
#10
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / กลยุทธ์ความจำของราคา
กุมภาพันธ์ 17, 2026, 05:59:48 ก่อนเที่ยง
กลยุทธ์ "ความจำของราคา" คือกลยุทธ์ที่นักเทรด Forex มืออาชีพที่มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ของตลาด Forex ใช้ นักเทรดเหล่านี้จะใช้ Double top หรือ Double bottom เพื่อวาง Stop loss ที่ปลอดภัยเหนือหรือต่ำกว่าระดับทางจิตวิทยานี้ Stop loss จำนวนมากจะถูกวางอยู่เหนือหรือต่ำกว่า Double top หรือ Double bottom

นักเทรดมืออาชีพตระหนักว่า Double top และ Double bottom จะดึงดูดบรรดานักเทรดรายย่อยที่มักจะใช้ระดับที่คาดการณ์ได้ง่ายนี้เพื่อวาง Stop loss ของตน นักเทรดรายใหญ่ที่ต้องการสภาพคล่องสำหรับคำสั่งเทรดขนาดใหญ่ของตนจะพยายามทำให้ Stop loss เหล่านี้ถูกปิด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมราคามักจะทะลุเหนือหรือลงต่ำกว่า Double top หรือ Double bottom

กลยุทธ์ความจำของราคา
กลยุทธ์ความจำของราคาจะหมายถึงหลังจากที่ Double top (ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน) และ Double bottom (ทำหน้าที่เป็นแนวรับ) แตกและ Stop loss ถูกปิดหมดแล้ว ราคาจะกลับทิศทางและทดสอบระดับแนวรับและแนวต้านอีกครั้ง ทฤษฏีเบื้องหลังกลยุทธ์นี้คือ จะต้องใช้แรงขายหรือซื้อปริมาณมากของตลาดเพื่อกำจัด Stop loss ทั้งหมดและทำให้ราคาวิ่งไปไกลกว่ากรอบราคาของ Double top และ Double bottoms ที่แตกแล้ว

ราคามีความทรงจำ เพราะปฏิกิริยาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายผสมผสานกับรูปแบบกราฟ Double top และ Double bottom จึงทำให้เกิด "การต่อสู้" ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ในกรณีของ Double bottom หลังจากเราเห็นราคาทะลุ Double bottom (ทำหน้าที่เป็นแนวรับ)และ Stop loss ถูกปิดหมดแล้ว จะมีนักเทรดบางส่วนที่ยังคงถือสัญญาซื้อขายฝั่งซื้อที่เปิดจากรูปแบบกราฟ Double bottom โดยหวังว่าจะมีโอกาสปิดสัญญาซื้อขายฝั่งซื้อของพวกเขาในจุดคุ้มทุน ซึ่งนำไปสู่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นหลังจากราคาวิ่งทดสอบ Double bottom ที่แตกแล้ว ดังนั้น นักเทรดที่เปิดสัญญาซื้อขายฝั่งซื้อดังกล่าวจะพยายามปกป้องสัญญาซื้อขายฝั่งซื้อของตนโดยเปิดสัญญาซื้อขายฝั่งขายซึ่งจะช่วงเพิ่มแรงส่งของราคาให้เป็นขาลงมากขึ้น

Double Top

4.png

                                                                                          ภาพ 1: ตัวอย่าง Double Top

Double top เกิดขึ้นในแนวโน้มขาขึ้นและมักจะเป็นสัญญาณกลับทิศทางของตลาด คุณจะเห็นราคาตกลงจากจุดบนสุดสองจุดเพราะว่าติดแนวต้าน ด้วย Double top เป็นรูปแบบกราฟที่นักเทรดรายย่อยสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้มีโอกาสที่จะล้มเหลวสูง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมกลยุทธ์ความจำของราคาจึงเกิดขึ้น

Double Bottom
Double Bottom ไม่แตกต่างกับ Double top ยกเว้นว่าจะเกิดในทิศทางตรงกันข้ามและเป็นรูปแบบกราฟกลับทิศทาง หมายความว่า แนวโน้มจะไปในทิศทางตรงกันข้ามจากตอนที่เกิดรูปแบบกราฟนี้ Double bottom เกิดขึ้นในแนวโน้มขาลงและมักจะเป็นสัญญาณกลับทิศทางของตลาด ราคาจะปรับตัวขึ้นหลังจากจุดต่ำสุดสองจุดชนแนวรับ

5.png

                                                                                         ภาพ 2: ตัวอย่าง Double Bottom
 
กฎการใช้กลยุทธ์ความจำของราคา
พูดจากประสบการณ์ของเรา กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลดีที่สุดในช่วงระหว่างวันด้วยคุณมีโอกาสเทรดมากขึ้น เพราะในกรอบเวลาระยะยาว คุณแทบจะไม่เห็น Double top หรือ Double bottom ที่สมบูรณ์แบบนี้ ในประเด็นนี้ กรอบเวลาที่เหมาะสมคือ กรอบเวลาราย 15 นาที และนี่คือกฎของกลยุทธ์ความจำของราคา

- คู่สกุลเงิน: คู่สกุลเงินไหนก็ได้
- กรอบเวลา: 15 นาที
- Stop Loss: 30 Pip
- Take Profit: 60 Pip
- สัญญาณซื้อ: ดูที่รูปแบบกราฟ Double top รอให้ราคาทะลุเหนือ Double top (ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน) และเตรียมเข้าซื้อที่ระดับ Double top ก่อนหน้าหรือตอนเปิดของแท่งเทียนที่ทะลุ Double top
- สัญญาณขาย: ดูที่รูปแบบกราฟ Double bottom รอให้ราคาดิ่งลงต่ำกว่า Double bottom (ทำหน้าที่เป็นแนวรับ) และเตรียมเข้าขายที่ระดับ Double bottom ก่อนหน้าหรือตอนเปิดของแท่งเทียนที่ต่ำกว่า Double bottom

เราใช้ระดับ stop loss และ take profit ตายตัว เพราะเราต้องการให้มั่นใจว่าเรามี อัตราส่วนรางวัลต่อผลตอบแทนที่สมดุล

ตัวอย่างการขาย

6.jpg

                                                                  ภาพ 3: กราฟราย 15 นาที USD/CAD

ใน ภาพ 3 เรามีตัวอย่างการขายบนคู่สกุลเงิน USD/CAD ที่จบด้วยผลกำไร การใช้ข้อมูลที่ได้จากกลยุทธ์ความจำของราคา สามารถทำกำไร 60 Pip ได้สบายๆ ถึงแม้ราคาใกล้จะชน Stop loss มากๆ ก็ตาม คุณสามารถเห็นถึงพลังของการเทรดตามแนวโน้มหลัก

ตัวอย่างการซื้อ

ไม่ใช่ ID ไฟล์แนบที่ถูกต้อง7.jpg
                                                                      ภาพ 4: กราฟราย 15 นาที AUD/USD

ใน ภาพ 4 เรามีตัวอย่างของการซื้อและวิธีการใช้กลยุทธ์ความจำของราคาที่ถูกต้อง รอบนี้ เรามีโอกาสซื้อบนคู่สกุลเงิน AUD/USD ซึ่งหลังจากเกิด Double top ที่ 0.7628 และ Stop loss ถูกปิดหมดแล้ว เราสังเกตเห็นการปรับตัวขึ้นราคาหลังจากที่ราคาทดสอบ Double top ที่แตกแล้วเป็นสัญญาณชั้นดีในการซื้อ

สรุป
เหตุผลที่กลยุทธ์ความจำของราคาได้ผลเพราะเป็นกลยุทธ์เทรดตามแนวโน้ม ไม่เหมือนกับกลยุทธ์ Double top และ/หรือ Double bottom อื่นๆ ที่คุณต้องอยู่ฝั่งตรงข้ามกับแนวโน้ม กลยุทธ์นี้ทำให้เราเทรดในทิศทางของแนวโน้มและเรามีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเป็นบวก หมายความว่า เราจะมีโอกาสได้ทำกำไรมากขึ้นและขาดทุนน้อยลง

#11
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / เทคนิคทำกำไรช่วงปิด gaps
กุมภาพันธ์ 16, 2026, 05:19:58 ก่อนเที่ยง
ในบทความนี้จะพูดถึงการทำกำไรในช่วงที่กราฟเกิดช่องหรือที่เรียกว่า gaps ซึ่งมักจะเกิดในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หลังจากที่ตลาดปิดไป 2 วัน จากนั้น พอถึงเช้าวันจันทร์ ช่วงแรกๆที่ตลาดเปิด กราฟของคู่เงินจะเกิด gaps (บางคู่ก็ไม่เกิด) สาเหตุที่ทำให้เกิดช่องว่างมาจาก แรงซื้อแรงขายที่ไม่สมดุลกัน แบบว่าช่วงที่หยุดไป 2 วันนั้น คันไม้คันมือมาก เล่นตั้งซื้อหรือขายล่วงหน้าแบบไม่ยั้ง  พอตลาดเปิดมา คำสั่งซื้อแบบทันที มาจำนวนมากๆแบบมหาศาลเข้ามา ราคาก็กระโดด จึงทำให้เกิดช่องว่างหรือ Gaps

โดยทั่วไปส่วนใหญ่ Gaps ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดเปิดแล้วนั้น ต่อมาไม่นานราคามักจะวิ่งกลับคืน(วิ่งขึ้นหรือลง) เพื่อไปปิด gap ดังกล่าว ฉนั้นหากนักลงทุนท่านใด ตื่นเช้าทันไก่ขัน ทันช่วงเวลาที่ตลาดเปิด และเกิดมี gaps ขึ้น เราสามารถใช้โอกาสนี้หาจังหวะดีๆเข้าตลาดเพื่อทำกำไรจากการปิด gaps ได้ แต่ก็ต้องต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า บางทีราคาอาจะไม่ปิดก็ได้ ไปแล้วไปเลย หรืออาจจะปิดแต่ปิดนิดเดียว แต่จากสถิติส่วนใหญ่จะปิด ตามตัวอย่างของเช้าวันจันทร์ที่ 30 ก.ค. 2561 ที่ผ่านมา

827.jpg

828.jpg

829.jpg

830.jpg
#12
บทความนี้จะพาไปสำรวจ Relative Vigor Index หรือที่เรียกว่า RVI ภายในแพลตฟอร์มการซื้อขาย MetaTrader 5 และวิธีการซื้อขายด้วยตัวบ่งชี้ พร้อมภาพประกอบและคำแนะนำตลอด , เพื่อแนะนำผู้ค้าในทุกขั้นตอนของกระบวนการ

เครื่องมืออยู่ในหมวดที่เรียกว่า Oscillator คุณอาจจะเคยรู้จักเครื่องมือ RSI, Stoch นี่จะเป็นทางเลือกที่ดีให้กับคุณ

Relative Vigor Index คืออะไร?

Relative Vigor Index คือ เครื่องมือวิเคราะห์ตลาดการเงินในกลุ่มที่เรียกว่า Oscillator สามารถใช้วัดความแข็งแกร่งที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา มันพยายามที่จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาด ให้คงอยู่ในทิศทางเดียวกันของการเคลื่อนไหวนั้น – หรือสำหรับการเคลื่อนไหวของราคาที่จะพังทลาย

วิธีการใช้งาน

โดยพื้นฐาน ตามหลักการที่ว่าในตลาดขาขึ้น เราคาดว่าราคาปิดจะอยู่ที่สมดุลและโดยทั่วไปแล้วจะสูงกว่าราคาเปิด แต่ในขาลง เราคาดว่าราคาปิดจะต่ำกว่าราคาเปิดบ่อยกว่าไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ที่แกนกลางของมัน ตัวบ่งชี้นี้พยายามที่จะวัดว่าตลาดมีลักษณะเป็นขาขึ้นหรือขาลง

เราสามารถเปรียบเทียบระหว่างราคาปิดของตราสารกับราคาเปิด เมื่อพิจารณาว่าสิ่งนี้เปรียบเทียบกับช่วงราคาล่าสุดของเครื่องมือ RVI จะให้การวัดปกติของ 'อุ้ม' ที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว ซึ่งจะช่วยแจ้งความคิดเห็นของเราว่าเราคาดหวังให้ตลาดก้าวไปข้างหน้าอย่างไร ความสามารถในการคาดการณ์นี้หมายความว่า RVI ถูกระบุว่าเป็นตัวบ่งชี้ชั้นนำ

หลักการคำนวณของ Relative Vigor Index
ให้ลองสังเกตว่า หลักการคำนวณจะมีการดึงค่าเพื่อเฉลี่ยออกมาเป็นดัชนี โดยสูตรมีดังนี้

- RVI = (close - open) / (high -low)

สูตรจะพิจารณาความแตกต่างระหว่างราคาปิดและราคาเปิด – แล้วปรับให้เป็นมาตรฐานในช่วงการซื้อขายในช่วงเวลานั้น จากนั้นเราจะปรับค่า RVI ให้เรียบในช่วงเวลา 'N' โดยพื้นฐานจะปรับค่าเป็น'Simple Moving Average' (SMA)

Relative Vigor Index มีการปรับแต่งหลายครั้ง ขั้นแรกใช้ตัวกรองการตอบสนองแรงกระตุ้นไฟไนต์ (FIR) ที่ถ่วงน้ำหนักแบบสมมาตร จากนั้นจึงนำมาเฉลี่ยในช่วง 'N' กลไกที่แม่นยำของสิ่งนี้ไม่ได้ให้ความรู้เป็นพิเศษ ดังนั้นเราจะละเว้นจากการลงลึกในนั้น

เราควรเข้าใจว่า Relative Vigor Index ยังคงเป็นอัตราส่วนของ (ปิด-เปิด) ต่อ (สูง-ต่ำ) ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างสายสัญญาณ ดังนั้น เราจะเห็นว่า หลักการใช้งานจะคล้ายกับพว RSI, Stoch

การเพิ่ม Relative Vigor Index ลงใน MT5

Relative Vigor Index มาพร้อมกับแพลตฟอร์มเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดมาตรฐาน ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแยกต่างหากสำหรับตัวบ่งชี้ หากคุณติดตั้ง MT5 บนอุปกรณ์ของคุณ คุณก็พร้อมแล้ว คุณเพียงแค่ต้องดูในโฟลเดอร์ 'Oscillators' ใน 'Navigator'

858.png

เมื่อคุณคลิกที่ Relative Vigor Index คุณจะได้รับข้อความแจ้งพร้อมหน้าต่างโต้ตอบปกติที่ให้คุณกำหนดค่าตัวบ่งชี้ได้ตามต้องการ ให้ตั้งค่าพารามิเตอร์หลักที่คุณสามารถเปลี่ยนได้คือ 'Period' ซึ่งเป็นจำนวนงวดที่ใช้สำหรับการปรับให้เรียบหลักที่ใช้กับออสซิลเลเตอร์ RVI ค่าเริ่มต้นคือ 10 ดังที่แสดงด้านบน

859.png

EURUSD, H1 - Disclaimer : กราฟราคาที่แสดง ณ ที่นี้ ใช้เพื่อประกอบการศึกษาเท่านั้น

จะเห็นว่า Oscillator และเส้นสัญญาณแสดงอยู่ใต้กราฟราคา โปรดทราบว่าโดยทั่วไปแล้วเส้นสัญญาณจะสะท้อน Oscillator ค่าหลัก ๆ เท่านั้น แต่มีความล่าช้าเล็กน้อยและเรียบขึ้นเล็กน้อย

การเทรดด้วย Relative Vigor Index

Relative Vigor Index ใช้ในการเทรด โดยมีจุดที่ชัดเจนที่สุดในการพิจารณา คือ "ช่วงเวลาที่เส้นสีเขียวและสีแดงตัดกัน" เมื่อเส้นสีเขียวถึงจุดสูงสุดหรือต่ำสุด แต่เราอาจมองว่าเป็นลักษณะของสัญญาณ อาจใช้เครื่องมืออื่น ๆ ในการยืนยันสัญญาณอีกครั้ง

เพราะเราจะไม่รู้ว่าจุดเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด จนกว่าจะสายเกินไปที่จะตอบโต้ เส้นสัญญาณทำให้เรามีทางแยก โดยเราอาจใช้ Moving Average ในการแบ่งโซนเพื่อช่วยในการเทรด อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่า ในภาพ EURUSD ก็สามารถใช้ Indicator ตัวนี้เป็นตัวหลักตัวเดียวได้

860.png

EURUSD, Daily - Disclaimer : กราฟราคาที่แสดง ณ ที่นี้ ใช้เพื่อประกอบการศึกษาเท่านั้น

เส้น RVI สีเขียวตัดกันกับสีแดง ในพื้นที่โซนด้านล่าง สิ่งที่เกิดขึ้น คือ แนวโน้มขาลง ให้เราสังเกตด้วยว่า การขึ้นข้ามช่วงสัญญาณที่ตลาดกลายเป็นขาขึ้นหรือหยุดเป็นขาลง ทั้งนี้เพราะว่า Oscillator จะเคลื่อนไหวตามธรรมชาติในรูปแบบคลื่น

เราสามารถสร้างสัญญาณเพื่อยืนยันเพิ่มเติม โดยการใส่กฎเพื่อจำกัดการซื้อขายให้อยู่ในเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย (สำหรับตัวเราเอง) เช่น การแสดง Crossover เพื่อซื้อหาก RVI ต่ำกว่า 0 เท่านั้น ในทำนองเดียวกัน เราจะดำเนินการกับสัญญาณ Crossover เพื่อขายเมื่อราคาอยู่เหนือ 0 เท่านั้น

แต่เรื่อง Timeframe เป็นสิ่งที่เหนือกว่านั้นไปอีก เช่นเดียวกับตัวบ่งชี้ใด ๆ กรอบเวลาสำหรับแผนภูมิของคุณเป็นตัวเลือกที่สำคัญ เดิมตัวบ่งชี้นี้ถูกคิดค้นขึ้น เช่นเดียวกับตัวบ่งชี้การซื้อขายยอดนิยมอื่นๆ

บทสรุป

Relative Vigor Index เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของ Indicator ในสาย Oscillator เท่านั้น โดยอ้างอิงกับราคาปิดของช่วงเวลาหนึ่ง กล่าวคือเมื่อสิ้นสุดวัน เป็นลักษณะสำคัญที่เชื่อมโยงกับแรงที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของตลาด

เมื่อตลาดมี Trend หรือมีแนวโน้มขาขึ้น เรามักจะสังเกตการปิดที่สูงขึ้น ในตลาดขาลง เรามักจะเห็นราคาปิดที่ต่ำกว่า การใช้หลักการง่ายๆ นี้ Relative Vigor Index ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ๆ แต่เราก็แนะนำให้คุณทดลองบัญชี Demo ก่อน
#13
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / Cup and Handle Pattern
กุมภาพันธ์ 11, 2026, 08:11:18 ก่อนเที่ยง
รูปแบบนี้ถูกอธิบายครั้งแรกโดย William J. O'Neil ในหนังสือเรื่อง How to Make Money in Stocks ที่เป็นหนังสือคลาสสิกเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคในปี 1988

คือรูปแบบของกราฟที่ก่อตัวออกมาเป็นลักษณะคล้ายๆกับถ้วยที่มีด้ามจับ  หรือภาษาทางการที่เรียกว่า Cup and Handle Pattern นั่นคือรูปแบบของกราฟที่บ่งบอกว่าราคา มีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อเนื่อง (Bullish continuation)

ตามหลักวิชาการแล้ว กราฟในรูปแบบถ้วยและด้ามจับที่ว่านี้ มันคือสัญลักษณ์ของช่วงรวมราคา (Consolidation) แล้วต่อมา ราคาก็จะทำการ Breakout หรือดีดพุ่งขึ้นหรือลงนั่นเอง อยู่ที่ว่าจะเป็น Cup and Handle แบบปกติหรือแบบกลับหัว

ตัวอย่างไอเดียเข้าออร์เดอร์ Long กรณีกราฟ (GBPJPY) เกิดรูปแบบ ถ้วยและด้ามจับ

819.png

ตัวอย่างกราฟ GBPJPY  หลังจากเกิดรูปแบบ ถ้วยและด้ามจับแล้ว ราคาเกิดการ Breakout (ดีดพุ่งทะยานไปต่อ)

820.png

ข้อบ่งบอกถึงกราฟที่อยู่ในรูปแบบลักษณะ ถ้วยและด้ามจับ (Cup and Handle Pattern)

- รูปแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อราคาของสินทรัพย์เคลื่อนที่ในลักษณะที่คล้ายกับถ้วยที่มีด้าม โดยที่ถ้วยมีรูปร่างเป็นตัว "u" ส่วนด้ามเป็นรูปแบบราคาย่อลงมาเล็กน้อย เหมือนถ้วยที่มีหูเป็นด้ามจับเล็กๆ

- รูปแบบนี้ถือเป็นสัญญาณที่แสดงถึงแนวโน้มของราคาที่ขึ้นต่อเนื่อง (bullish signal) และใช้เพื่อเป็นโอกาสหาจังหวะเข้าออร์เดอร์ Long  (Buy)  กรณี Cup and Handle แบบปกติ (ไม่กลับหัว) ส่วนในกรณี Cup and Handle  แบบกลับหัว ก็เป็นโอกาสหาจังหวะเข้าออร์เดอร์ Short (Sell) นั่นเอง
#14
นี่เป็นระบบ 5 นาที Scalping โดยใช้ Stochastic และ Supertrend Indicator ที่เหมาะกับมือใหม่ และมันเป็นระบบที่ธรรมดามาก มีกฏการเทรดเล็กน้อย ไม่ยากเลย

ตั้งค่าการเทรดในกราฟของคุณ
Indicator ที่ต้องใช้ :

- SuperTrend Indicator MT4

- stochastic Oscillator (%K period: 7, %D period:3)



เวลาที่เหมาะสม : 5 นาที

เวลาเทรด : UK และ US


ค่าเงิน : EURUSD, GBPUSD, GBPJPY, EURJPY, AUDUSD, USDJPY, USDCHF

ตัวอย่างการเทรด :

607.png

การส่งคำสั่ง (Buying)

1. ราคาต้องสูงกว่าเส้น supertrend line.

2. ดูว่า stochastic แตะระดับ 20 หรือว่าต่ำกว่าหรือไม่

3. ถ้าเงื่อนไข 2 ข้อแรกเกิดขึ้น ส่ง Buy

4. ตั้ง stop loss 1 pip ต่ำกว่าเส้น supertrend

5. ตั้งจุดทำกำไรไว้ที่ 10 pip

การส่งคำสั่ง (Selling)

1. ราคาต้องเทรดต่ำกว่า supertrend

2. ต้องดูว่า Stochastic แตะ 80 หรือว่า สูงกว่าหรือไม่

3. ถ้า 2 เงื่อนไขเกิดขึ้นให้ส่ง Sell

4. ตั้ง stop loss 1 pip สูงกว่า supertrend

5. ตั้งจุดทำกำไร 10 จุด

อีกระบบ เป็นระบบ 1 นาที เป็นระบบ High Frequency แนวรับแนวต้าน Scalping

ระบบเทรด scalping นี้เรียกว่า High Frequency แนวรับแนวต้าน Scalping มีเครื่องมือแค่อย่างเดียวเท่านั้นเรียกว่า support and resistance indicator

เราจะทำกำไรประมาณ 7-10 จุดในแต่ละการเทรด ดังนั้นสิ่งสำคัญคือคุณต้องเทรดกับค่าเงินที่ Spread ต่ำ EURSUD, GBPUSD, USDJPY AUDUSD, USDCHF

การตั้งค่าบนกราฟ

นี่คือสิ่งที่คุณต้องใช้ในระบบ Scalping

Indicators: Support and Resistance (Barry)

Timeframes: 1 minute

ช่วงเวลาเทรด : UK and US

ค่าเงิน : ค่าเงิน spread ต่ำ

นี่คือตัวอย่างกราฟการเทรดด้วยระบบนี้ :

608.png

กฏการส่งคำสั่ง (Buying)

1. Support and resistance indicator จะเกิดเส้นประสีแดง (เส้นแนวต้าน )

2. หลังจากนั้นรอให้แท่งเทียน 1 นาที ปิดสูงกว่าเส้นประนี้

3. ส่งคำสั่ง Buy และตั้ง Stop loss 7 pip จากราคาเข้า

4. จุดทำกำไรก็ 7 -10 เช่นกัน

กฏการส่งคำสั่ง (Selling)

1. support and resistance indicator จะเกิดเส้นประสีน้ำเงิน (เส้นแนวรับ )

2. หลังจากนั้นรอให้แท่งเทียน 1 นาทีปิดต่ำกว่าเส้นประนี้ .

3. ส่งออเดอร์ Sell ตั้ง Stop loss 7 pip สูงกว่าราคาเข้า

4. จุดทำกำไร 7-10 pip ในแต่ละออเดอร์เทรด
#15
รูปแบบ Price Action (PA) คือ Spinning Top เป็นรูปแบบที่ไม่ได้บอกว่าฝ่าย Sellers หรือ Buyers เป็นฝ่ายชนะเมื่อจนแท่งเทียนนั้นๆ จบ ไม่ได้บอกถึงทิศทางว่าจะเป็นทางไหนชัดเจนแบบรูปแบบ PA แท่งเทียนอื่นๆ และไม่ได้มีแบบ Bullish หรือ Bearish เช่นอย่าง PA รูปแบบอื่น เช่น Bulling Engulf Bar และ Bearish Engulf Bar เพราะไม่สามารถบอก Directional bias หรือบอกนัยว่าราคาจะไปทางไหนเมื่อเทียบราคาปิดกับราคาเปิดต่อได้ แต่เมื่อเห็น Spinning Top เกิดขึ้น เราสามารถใช้ข้อมูลนี้ทั้งเพื่อหาโอกาสเข้าเทรดหรือบริหารการเทรดถ้าเรายังถือออเดอร์ได้ เมื่อเห็นว่ามันเกิดที่ไหนและในสถานการณ์ price action อย่างไร

รูปแบบแท่งเทียน Spinning Top เป็นอย่างไร

205.png

Price Action แบบ Spinning Top เป็นรูปแบบ PA แบบแท่งเทียนเดียวเลยดูง่าย รูปแบบก็จะมีส่วน Body เล็กๆ เพราะราคาเปิดและราคาปิดอยู่พื้นที่เดียวกัน และมีส่วนหางทั้งด้านบนหรือ Upper wick และ Lower wick ความยาวพอๆ กันที่บอกว่ามี trading pressure ทั้งจาก Sellers และ Buyers สู้กัน แต่พอจบช่วงแท่งเทียน ราคามาปิดพื้นที่หรือที่เดียวกันกับพื้นที่ราคาเปิดแท่งเทียนเลยไม่สามารถบอกได้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายชนะ เลยไม่สามารถบอกทิศสทางได้ แต่เห็นว่ามีการสู้กันของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน  จากภาพประกอบจะเห็นว่าขนาด Body ระยะห่างราคาเปิดและราคาปิดจะน้อย แต่แท่งเทียนมี Upper wick และ Lower wick ที่ยาวและชัดเจน

แท่งเทียนแบบนี้เรียกว่า การบอกทิศทางเป็น Indecision เพราะไม่สามารถบอกทิศทางตอนจบได้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายชนะหลังจากผ่านการสู้กันเพราะแท่งเทียนนี้ราคามีทั้งพยายามดันขึ้น และพยายามดันลงพอๆ กัน แต่สุดท้ายไม่สามารถดันไปทางไหนได้ จบลงแถวจุดเริ่มต้น สิ่งที่เกิดขึ้นเลยสำคัญเพราะว่าเมื่อหลังจากการสู้กัน ราคาไม่สามารถไปทางใดทางหนึ่งได้ บอกเราว่าอะไรจะเกิดตามมาได้ เช่นเมื่อราคาวิ่งอยู่ในกรอบ Consolidation แล้วเกิด Spinning Tops เราก็คาดได้ว่าน่าจะเกิด Consolidation อีกต่อไป [เราอาจประยุกต์กลยุทธ์การเทรดในกรอบ] หรือถ้าเราเห็นราคาวิ่งแรงไปทางไปทางใดทางหนึ่ง แต่แล้วเราเห็นแท่งเทียน Spinning Top เกิดขึ้น มันแสดงว่า ราคาอาจจะมีการเปลี่ยนเทรนเกิดขึ้นได้ เราก็สามารถเทรดด้วยกลยุทธ์ Pullback เป็นต้น

รูปแบบ Spinning Top กับ Market structure

206.png

หัวใจของการเทรด Price Action ว่ารูปแบบจะเป็นแบบไหน เช่น Doji, Pin Bar, Engulf Bar, 2-bar reversal  คือต้องดูว่า รูปแบบเกิดที่ไหน และอยู่ในสถานการณ์ PA เป็นแบบไหน ว่าบอก Rejection หรือ Break หรือวิ่งอยู่ในกรอบ สัมพันธ์กับที่เกิดอย่างไร

ดูที่ Spinning Tops ที่เลข 1 2 3 4 เป็นตัวอย่างแรกที่บอกว่า เมื่อเกิดรูปแบบ PA แบบนี้เกิดขึ้นหลังจากการพยายามสู้กันระหว่าง Sellers และ Buyers เกิดความกำหนดทิศทางไม่ได้หรือ Indecision สิ่งที่ตามมา ก็จะเห็นราคาวิ่งอยู่ในพื้นที่กรอบไม่ได้ไปไหน  แท่งเทียนก็จะอยู่ในพื้นที่

207.png

แต่พอมาดูที่ เลข 5 ที่เกิด Spinning Tops ขึ้น ท่านจะเห็นว่า ตามด้วยแท่งเทียน Bullish ต่อมา และเทรนเริ่มดันขึ้น อย่างที่บอกแต่ต้นว่าหัวใจของการอ่านรูปแบบ Price Action ไม่ว่ารูปแบบไหน เมื่อท่านเข้าใจว่ารูปแบบที่ท่านเทรด เช่นอย่างในที่นี้คือ Spinning Tops บอกความหมายอะไร ท่านต้องดูว่ามันเกิดที่ไหน และ market structure เป็นอย่างไร เมื่อท่านกำหนดเรื่องของ Support/Resistance หรือหลักการเทรดแบบ Supply/Demand ท่านจะเห็นว่าราคาได้ทำ Lower Low อีกที่หลังจาก Low ก่อนที่พื้นที่เลข 4 จะโดยเบรคลงมา market structure เพื่อลงมาล่า stop loss + sell stop เพื่อหา liquidity เพื่อเข้าเทรด จุดที่ต่ำกว่าตามหลักการเทรด Price level กับ stop hunt จะเห็นว่าแท่งเทียนนี้บอกมากกว่าคำว่า Indecision ที่ตีความเมื่อเห็นแท่งเทียน Spinning Top ที่ราคาอยู่ในกรอบ อย่างที่เลข 1 2 และ 3 ที่จะตามมาด้วยราคาวิ่งอยู่ในกรอบนั้นๆ ต่อมา แต่ที่เลข 1 Upper wick บอกถึงแรง Sell trading pressure มาก แต่พอต่อมาแรง Buy trading pressure ก็เข้ามา บอกว่า Sellers ไม่สามารถดันลงต่อไปได้ และยังบอกว่า Buyers เข้ามาดันกลับ และดันกลับพื้นที่ Support ด้วย เลยทำให้ Spinning Top ที่เกิดลักษณะแบบนี้ตามมาด้วยการเปลี่ยนเทรน

ที่เลข 6 Spinning Top เกิดหลังจากที่ราคาดันขึ้นมา หลังแท่งเทียน Momentum บอกแรง Selling และ Buying ต่อเนื่อง จนราคากลับมาต้นตอที่เลข 6 สุดท้ายราคาไปต่อได้  ส่วนเลข 7 ตรรกะที่อยู่เบื้องหลัง เช่นเดียวกับเลข 6  ทั้งเลข 6 และ 7 บอกอะไรมากกว่าแค่ว่าตรรกะ Indecision แบบที่กำหนดไว้สำหรับรูปแบบแท่งเทียนแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นในช่วงตลาดทำ Consolidation ที่มักจะเห็นแท่งเทียนวิ่งอยู่ในกรอบตาม เราต้องใส่การตีความเพิ่มเข้าไปอีกอย่าง ว่าต้องอ่านปริบทหรือ context ที่เกิดก่อนแท่งเทียน และยังต้องดูว่าเกิดและอยู่ส่วนไหนของ Market structure ด้วย

เทรดรูปแบบแท่งเทียน Spinning Top อย่างไร

208.png

เมื่อท่านเห็นรูปแบบที่เกิดขึ้น จากที่อธิบายมาเมื่อเกิด PA รูปแบบนี้ สิ่งที่เราคาดการณ์ได้จะตามมาคือ ราคาวิ่งอยู่ในกรอบไม่เปิดเผยออกมาว่าฝ่ายไหนคุมตลาด หรือเป็นสัญญานการเปลี่ยนเทรน อย่างที่เลข 1  เมื่อเราเปิดเทรดอยู่แล้ว เราได้เปิด Long ตั้งแต่ด้านล่าง เราได้กำไร เราก็จะใช้ในการหาจุดออกว่าจะออกตอนไหน และกรณีหลังที่เลข 2 เราก็จะใช้เพื่อหาโอกาสเพื่อเข้าเทรด แต่ต้องไม่ลืมว่าหัวใจสำคัญของการเทรดรูปแบบ Price Action คือดูว่าเกิดที่ไหน และอยู่ในปริบทอย่างไร ยิ่งเป็นรูปแบบ Spinning Top ไม่มีการบอกว่าเป็น Bullish หรือ Bearish Spinning Top อย่างรูปแบบอื่นๆ เช่น Bullish/Bearish Engulfing Bar เป็นต้น

ถ้าเราเห็น Spinning Top เกิดขึ้นในกรอบ Sideway หรือ Consolidation เราก็คาดการณ์ได้ว่าราคาน่าจะวิ่งอยู่แบบนี้ในกรอบอีกต่อไป ถ้าเป็นกรอบหรือ range มากๆ เทรดเดอร์ที่เทรดในกรอบอาจหาโอกาสเทรดในกรอบด้วยการดูกรอบบน-ล่างเป็นแนวรรับ-แนวต้าน หรือถ้าเปิดเทรดกำไรแล้วเมื่อเกิดแบบนี้ก็จะหาทางออกด้วยการออกเอง หรือกำหนด trading stop หรือ break-even stop loss