ข่าว:

Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - support-1

#1
การคิดมากเกินไปในการเทรด จะเป็นพิษทางจิตใจอย่างแท้จริง หากไม่ถูกตรวจสอบ อาจส่งผลเชิงลบ และเปลี่ยนแปลงความคิด พฤติกรรม บุคลิกภาพของคุณได้อย่างมาก สิ่งนี้อาจส่งผลเสียหายร้ายแรง ในด้านต่างๆ ของชีวิตคุณได้

เทรดเดอร์ที่มีทักษะ จะอยู่ในสถานะที่ดีที่สุด เมื่อพวกเขาอยู่ในช่วงเวลา ที่ต้องคิดเรื่องการเทรด และไม่ได้คิดมากเกินไป เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ ทั้งหมดของการเทรดนั้นๆ การเทรดไม่ใช่เกมหมากรุก อย่างที่หลายคนพูด มันจะไม่ปรับปรุงโอกาสในการประสบความสำเร็จของคุณ โดยการคิดให้มากขึ้น ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือทำแผนภูมิของคุณให้มากขึ้น

ความสำเร็จในการซื้อขาย เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีเครื่องมือที่เหมาะสม ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจตลาด รวมถึงความคิดที่เหมาะสม ที่ช่วยให้พวกเขาอยู่ในกระแส และไม่คิดมาก หรือวิเคราะห์มากเกินไป

การคิดมากเกินไปในการเทรด คืออะไร และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของคุณอย่างไร?

ฟังดูเหมือนหัวข้อกว้าง ๆ และค่อนข้างคลุมเครือ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องกำหนดเป็นข้อๆ เพื่อให้คุณรู้ว่า เมื่อใดหรือถ้าคุณกำลังทำอยู่ ให้คุณสามารถดำเนินการ เพื่อหยุดมันได้

ความลำเอียงต่อผลลัพธ์จากการเทรดครั้งล่าสุด

เทรดเดอร์ได้รับอิทธิพลมากเกินไป จากผลลัพธ์ของการซื้อขายล่าสุด ของพวกเขาได้อย่างไร? ตัวอย่างเช่น คุณกำลังคิดและรู้สึกว่า การเทรดครั้งนี้จะเป็นผู้ชนะ (เพราะครั้งล่าสุด เพิ่งทำการเทรดชนะไป) หรือการเทรดครั้งนี้ จะเป็นผู้แพ้ (เช่นเดิม การเทรดครั้งล่าสุด เพิ่งแพ้ไป) ทั้งนี้ อาจเรียกว่า ผิดทั้งสองแนวคิด การซื้อขายครั้งสุดท้ายของคุณ คือการซื้อขายแบบ ZERO ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายครั้งต่อไปของคุณ ผลลัพธ์ของการเทรดแต่ละครั้งนั้น สุ่มจากการซื้อขายก่อนหน้านี้ ดังนั้น อย่าไปคิดถึงมันมากเกินไป

ความกลัวการสูญเสียเงินและกลัวการเข้าเทรดผิดจังหวะ

เทรดเดอร์หลายคน คิดอย่างมากเกี่ยวกับการสูญเสียเงิน และการเข้าเทรดแบบผิดที่ผิดทาง จนพวกเขาไม่ได้ทำการซื้อขายที่ดีอย่างสมบูรณ์ โดยทั่วไป ปัญหานี้เกิดจาก เทรดเดอร์ที่เสี่ยงต่อการใช้เงิน ในการเทรดต่อครั้งมากเกินไป หรือมากเกินกว่า ที่พวกเขาจะยอมรับกับการสูญเสียในครั้งนั้นๆ ได้ คุณต้องยอมรับว่า คุณสามารถสูญเสีย และแทนที่จะพยายามหลีกเลี่ยงมัน ให้ลองจัดการความสูญเสียของคุณ โดยจัดการความเสี่ยงให้ถูกต้อง



ไม่ไว้วางใจกลยุทธ์การซื้อขายของคุณเอง

เมื่อเทรดเดอร์คิดมากพวกเขามักเริ่มสงสัยกลยุทธ์การซื้อขายของพวกเขาและพวกเขาจะเริ่มคิดเช่นบางทีกลยุทธ์ของฉันอาจจะไม่ทำงานหรือบางทีฉันควรเพิ่มตัวอินดิเคเตอร์บางอย่างอีกไหม?  ฯลฯ ความสงสัยและการคิดมากประเภทนี้เป็นการสร้างความเสียหายอย่างมาก

แนวคิด Deer in the headlight

Deer in the headlights เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์คิดเกี่ยวกับตลาดและการเทรดของพวกเขาอีกครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเทรดเดอร์เริ่มคิดมากเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดของผลลัพธ์จากการเทรด และลงเอยด้วยการจ้องมองที่ชาร์ตราคาและเริ่มติดกับความกลัว

การพยายามคิดแทนตลาด

เทรดเดอร์หลายคนคิดว่า พวกเขาสามารถเอาชนะ หรือคิดแทนตลาดได้ โดยทำการวิจัยเพิ่มเติม หรือเรียนรู้ระบบการซื้อขายใหม่ล่าสุด อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จากความจริง ตลาดกำลังทำสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าคุณจะใช้เวลาอ่านรายงานเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด หรือศึกษาวิธีการซื้อขายใหม่ๆ อย่างไร ใช่! คุณต้องทำการศึกษา และได้รับการฝึกอบรมวิธีการที่มีประสิทธิภาพ แต่อย่าพยายามคิดว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป มันไร้ประโยชน์

จะหยุด การคิดมากเกินไปในการเทรด และเริ่มทำการเทรดได้อย่างไร?

ตอนนี้คุณรู้แล้วว่า การคิดมากคืออะไร และส่งผลเสียต่อการค้าของคุณอย่างไร นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่เรียบง่าย และมีประสิทธิภาพในการเอาชนะนิสัยที่ไม่ดี


ทำการเทรดกับสิ่งที่คุณเห็นไม่ใช่สิ่งที่คุณคิด

เทรดเดอร์มักคิดว่า ตัวเองถูกต้อง จากการตั้งค่าการค้าที่ดีอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะแทนที่จะซื้อขายสิ่งที่พวกเขาเห็น พวกเขาเริ่มจินตนาการ ถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ให้ยอมรับว่า คุณไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้จริงๆ นอกจากการคาดการณ์เท่านั้น

รวบรวมแผนการเทรด

รวบรวมแผนการซื้อขายที่ครอบคลุมและรัดกุม แผนการเทรด คือ เอกสารของคุณ ความรับผิดชอบ และคำแนะนำที่จับต้องได้ คุณจะได้เรียนรู้มากมาย โดยการรวมมันเข้าด้วยกัน และมันจะช่วยให้คุณสามารถซื้อขายได้ คุณควรกลับมาอ่านมันทุกวัน และอ่านให้ละเอียด เพื่อที่คุณจะได้จำสิ่งที่คุณต้องทำ ทำให้เป็นกิจวัตรสร้าง และนิสัยเชิงบวกจนกลายเป็นความสำเร็จ

ฝึกฝนและดำเนินการในรูปแบบตั้งค่าและลืมการเทรดนั้นซะ!

คุณอาจไม่ชอบสิ่งนี้ แต่บางครั้ง คุณจำเป็นต้องทิ้งคอมพิวเตอร์ ไว้เป็นระยะเวลานานกว่าที่คุณเคยทำ คุณต้องทำสิ่งนี้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องคิดมาก ส่วนที่ยากที่สุดของการซื้อขาย สำหรับคนส่วนใหญ่ คือ การควบคุมตนเอง หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิภาพที่สุด ในการสร้างการควบคุมตนเอง ในกิจวัตรการซื้อขายของคุณ คือ การสร้างส่วนในแผนการซื้อขายของคุณ



กำจัดความกลัวด้วยการควบคุมสิ่งที่คุณทำได้และปล่อยสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้ไป

แท้จริงสิ่งเดียวที่คุณสามารถควบคุมได้ในตลาดคือความเสี่ยงต่อการเทรด ขนาด Lot ตำแหน่ง Stop Loss หรือแม้แต่ตำแหน่ง Take Profit ตำแหน่ง Exit วิธีที่ใหญ่ที่สุดในการกำจัดความกลัวในการซื้อขายคือการควบคุมความเสี่ยงของคุณเป็นจำนวนเงินดอลลาร์ที่จะไม่ส่งผลใดๆ ต่อจิตใจในขณะที่เกิดการสูญเสียใดๆ

อยู่ติดกับธุรกิจการเทรดของคุณ

เรื่องนี้เกี่ยวกับการมีวินัยในตนเอง คุณต้องศึกษาให้ดีว่าชุดการเทรด A เหมาะกับรูปแบบตลาด A ส่วนชุดการเทรด B ก็เหมาะกับรูปแบบตลาด B เช่นกันหรือแม้แต่ชุด C-D-E เป็นอย่างไร คุณเท่านั้นที่ต้องรู้

สรุป การคิดมากเกินไปในการเทรด

การซื้อขายทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นได้จากความเชื่อมั่นในสภาพจิตใจและทักษะการซื้อขาย หากคุณติดอยู่ในหมอกควันที่มีการคิดมากและเกินความจริง คุณอาจจะทำได้ไม่ดีแม้จะมีทักษะการเทรดสูงก็ตาม

การเทรดอาจเป็นเรื่องยากสำหรับบางคนเพราะต้องควบคุมตัวเองในการเผชิญกับการล่อลวงอย่างต่อเนื่องและตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แนวโน้มและการล่อลวงของเทรดเดอร์ที่จะต้องพิจารณากระบวนการซื้อขายทั้งหมดนั้นยิ่งใหญ่ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่คุณต้องทำการศึกษา ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คุณสามารถมองเห็นชาร์ตราคาแล้วทำการเทรดได้ในทันที อย่าคิดมากเกินไป!
#2
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / ดู Divergence ด้วย RSI
มกราคม 22, 2026, 06:01:03 ก่อนเที่ยง
หลายท่านที่เป็นนักเทรดมือใหม่คงเคยได้ยินคำว่า "Divergence" หรืออ่านว่า "ไดเวอร์เจน" กันบ้างแล้ว
ซึ่งมือใหม่คงจะงงๆว่ามันคืออะไร มองยังไง ยากจัง
ผมขออธิบายแบบง่ายๆในที่นี้เราจะดู Divergence ด้วย RSI กัน

การเกิดรูปแบบ Divergence นั้นเป็นรูปแบบของกราฟที่สวนทางกันกับ indicator ซึ่งแสดงถึงการกลับตัวของกราฟ ทั้งระยะสั้นและยาว
ซึ่งในที่นี้จะใช้ Indicator "Relative Strength Index"หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า RSI มาประกอบการดู Divergence นะครับ มาเริ่มกันเลย...

637.png

ตามภาพข้างบนจะเป็นในรูปแบบของ Divergence ในสองรูปแบบ
คือ Bullish Divergence(กลับตัวขาขึ้น) และ Bearish Divergence(กลับตัวขาลง)
ซึ่งในทั้งสองรูปแบบนี้จะมี 3 รูปแบบย่อยที่ไม่เหมือนกัน

ในที่นี้เราจะเปรียบเทียบคำว่า "Price เป็นกราฟราคาแท่งเทียน" และ "Indicator เป็น RSI" แล้วกัน
เวลาดูก็ดูคู่กัน ทั้ง Price และ indicator

638.png

Price หรือราคากราฟจะทำรูปแบบยอดหันหัวลงสองยอด โดยที่ยอดแรก(L1)จะอยู่สูงกว่ายอดสอง(L2) หรือเรียกกว่าทำ Lower Low
Indicator หรือ RSI จะทำตรงกันข้ามกับ Price คือ ทำ Higher Low คือ ยอดแรก(L1) ต่ำกว่ายอดสอง(L2) เหมือนกำลังฟ้องว่ากราฟกำลังจะขึ้นแล้วนะ ดังรูปภาพข้างล่าง

639.jpg

Bullish Divergence รูปแบบที่2

Price หรือราคากราฟจะทำรูปแบบยอดหันหัวลงสองยอด โดยที่ยอดแรก(L1)จะอยู่สูงกว่ายอดสอง(L2) หรือเรียกกว่าทำ Lower Low
Indicator หรือ RSI ยอดแรก(L1) และยอดสอง(L2) จะต่ำเท่ากัน หรือ Double Bottom  ดังรูปภาพข้างล่าง

640.jpg

Bullish Divergence รูปแบบที่3

Price หรือราคากราฟจะทำรูปแบบยอดหันหัวลงสองยอด โดยที่ยอดแรก(L1)และยอดสอง(L2) เท่ากันหรือทำ Double Bottom
Indicator หรือ RSI ยอดแรก(L1) จะอยู่ต่ำกว่ายอดสอง(L2) หรือ Higher Low ดังรูปภาพข้างล่าง

641.jpg

642.png

Bearish Divergence รูปแบบที่1

Price หรือราคากราฟจะทำรูปแบบยอดหันหัวขึ้นสองยอด โดยที่ยอดแรก(H1)ต่ำกว่ายอดสอง(H2) หรือทำ Higher High
Indicator หรือ RSI ยอดแรก(H1) จะอยู่สูงกว่ายอดสอง(H2) หรือ Lower High ดังรูปภาพข้างล่าง

643.jpg

Bearish Divergence รูปแบบที่2

Price หรือราคากราฟจะทำรูปแบบยอดหันหัวขึ้นสองยอด โดยที่ยอดแรก(H1)ต่ำกว่ายอดสอง(H2) หรือทำ Higher High
Indicator หรือ RSI ยอดแรก(H1) และยอดสอง(H2) จะเท่ากัน หรือ Double Top ดังรูปภาพข้างล่าง

644.jpg

Bearish Divergence รูปแบบที่3

Price หรือราคากราฟจะทำรูปแบบยอดหันหัวขึ้นสองยอด โดยที่ยอดแรก(H1)และยอดสอง(H2) จะเทากัน หรือทำ Double Top
Indicator หรือ RSI ยอดแรก(H1) จะสูงกว่ายอดสอง(H2) หรือ Lower High ดังรูปภาพข้างล่าง

645.jpg

ทุกท่านควรฝึกดูบ่อยๆจนชำนาญ และหลังจากที่เราดู Divergence ด้วย RSI  เก่งแล้ว การที่เราจะเข้าออเดอร์แม่นๆคือแท่งกลับตัวในยอดที่สอง
ให้ลองสังเกตุดู ทุกครั้งที่เกิดยอด1 หรือยอด2 ไม่ว่าจะ Bullish หรือ Bearish Divergence จะมีแท่งกลับตัวในยอดที่สองแล้วค่อยกลับตัวไกลเสมอๆ ถ้าเราเก่งในเรื่องแท่งกลับตัวด้วยละก็คุณจะได้จุดเข้าที่ดีมากๆเลยทีเดียว

Divergence + RSI

การเล่น Divergence คู่กับ RSI ส่วนใหญ่ผมจะชอบให้ RSI เลยโซน 70/30 ก่อนแล้วถ้าเกิด Divergence ในโซนนั้นผมจะมั่นใจในการเข้าออเดอร์มากขึ้น เพราะ RSI เกิน70 คือโซนแรงซื้อมากเกินไปยิ่งเกิด Divergence ยิ่งเป็นการคอมเฟริมว่ามันจะกลับตัวเป็นขาลง และถ้าRSIเกิน30 คือโซนแรงขายมากเกินไปแล้วเกิด Divergence ก็ยิ่งคอนเฟริมว่าจะเป็นการกลับตัวจากลงเป็นขาขึ้นนั่นเอง
#3
ในการเล่นสั้น forex เป็นกลยุทธ์ที่ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับช้อน  ซึ่งอินดี้สามตัวดังกล่าวมีแถมมาในทุกแพลตฟอร์มของ MT4 ตามมาตรฐานอยู่แล้ว

737.jpg

การใช้งานเหมาะสมกับทุกคู่สกุลเงินหลักเช่น EUR/USD, GBP/USD, AUD/USD, CAD/USD, NZD/USD, และ USD/JPY

กรอบเวลาที่เหมาะสม แนะนำที่ 15 นาที (M15)

การตั้งค่า

การเช็ทค่า 3 ตัวชี้วัดคือ

- Bollinger bands (Period 20, Shift 0, Deviation 2)
- Moving Average (Smoothed Period 2, Shift 0)
- MACD indicator (Fast EMA 11, Slow EMA 27, MACD SMA 4)

ตัวอย่างการตั้งค่า อินดิเคเตอร์ Bollinger bands (Period 20, Shift 0, Deviation 2)

738.jpg

ตัวอย่างการตั้งค่า อินดิเคเตอร์ Moving Average (Smoothed Period 2, Shift 0)

739.jpg

ตัวอย่างการตั้งค่า อินดิเคเตอร์ MACD indicator (Fast EMA 11, Slow EMA 27, MACD SMA 4)

740.jpg

เงื่อนไขสำหรับการเข้าออเดอร์ Buy

1. เมื่อเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (เส้นสีส้ม) วิ่งข้ามเส้น Bollinger Bands (เส้นกลางสีเขียว) จากด้านล่างข้ามขึ้นไปข้างบน
2. เส้น MACD อยู่ต่ำกว่า หรืออยู่ด้านล่าง histogram

ตัวอย่างจังหวะเข้าออเดอร์ Buy

741.png

เงื่อนไขสำหรับการเข้าออเดอร์ Sell

1.เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (เส้นสีส้ม) วิ่งข้ามเส้น Bollinger Bands (เส้นกลางสีเขียว) จากด้านบนข้ามลงไปด้านล่าง
2.เส้น MACD อยู่สูงกว่า หรืออยู่ด้านบน histogram

ตัวอย่างจังหวะเข้าออเดอร์ Sell

742.png

เงื่อนไขการออกจากออเดอร์ SL/TP

Stop Loss ที่ระยะ 12-16 จุด (ขึ้นอยู่กับชนิดของคู่เงิน)
Take Profit ที่ระดับใกล้ๆกับ pivot points ตามปกติจะอยู่ที่ระยะ 10-15 จุดจากระดับที่เปิด
#4
  กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขาย ด้วยเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR และ MACD เป็นกลยุทธ์การซื้อขายที่ทำงานได้ดีมากในตลาดกราฟราคาแท่งเทียนที่มีความชัดเจน ถ้าเทรดเดอร์เป็นเทรดเดอร์มือใหม่ กลยุทธ์การเข้าเทรดด้วย เครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR และ เครื่องบ่งชี้ MACD จะเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ สำหรับการหัดเทรด

   ในช่วงท้ายๆ บทจะมีการแนะนำในส่วนของการใช้เครื่องบ่งชี้ ทั้งสองรายการนี้ เพื่อทำกำไรระยะสั้นอย่างรวดเร็วอีกขั้นตอนหนึ่ง

   ให้เทรดเดอร์ ตั้งค่าเครื่องมือตามนี้ :

•   กรอบระยะเวลา : ทุกกรอบระยะเวลา

•   คู่สกุลเงิน : ทุกคู่สกุลเงิน

•   เครื่องบ่งชี้ : PARABOLIC SAR

•   เครื่องบ่งชี้ : MOVING AVERAGE CONVERGENCE  DIVERGENCE (MACD)


                                                                  HOW TO SETTING PARABOLIC SAR INDICATOR

625.jpg

                         HOW TO SETTING MOVING AVERAGE CONVERGENCE  DIVERGENCE (MACD) INDICATOR

626.jpg

 กฎ – การเข้าทำการซื้อขายด้วยเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR และ (MACD)

                                           กฎ – การเข้าทำการเปิดคำสั่ง ซื้อ ด้วยเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR และ MACD

627.jpg

•   ให้เทรดเดอร์ รอสัญญาณจากเครื่องบ่งชี้  MACD ตัดผ่านขึ้นไป โดยให้มองที่เส้นสัญญาณ (SIGNAL) ตัดผ่านแถบ HOLOGRAM ขึ้นไปด้านบน

•   จากนั้นให้เทรดเดอร์มองไปที่ เครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR เพื่อดูว่า สัญลักษณ์ไข่ปลาได้มาอยู่ด้านล่างกราฟราคาหรือไม่

•   ให้เทรดเดอร์วางตำแหน่งคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ที่ ด้านบนของกราฟราคาแท่งเทียน ณ จุดที่ทั้ง MACD และ PARABOLIC SAR ยืนยันสัญญาณการซื้อ

•   ตำแหน่งหยุดการสูญเสีย ให้เทรดเดอร์วางไว้ ด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน แท่งที่เทรดเดอร์วางคำสั่งซื้อล่วงหน้าไป ประมาณ 5-30 PIPS โดยขึ้นกับว่า เทรดเดอร์ใช้กรอบระยะเวลาไหน

•   ให้เทรดเดอร์ ออกจากคำสั่งซื้อเมื่อเทรดเดอร์ได้รับสัญญาณจากฝั่งตรงกันข้ามแท่งเทียน

                                กฎ – การเข้าทำการเปิดคำสั่ง ขาย ด้วยเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR และ MACD

628.jpg

•   ให้เทรดเดอร์ รอสัญญาณจากเครื่องบ่งชี้  MACD ตัดผ่านลงไป โดยให้มองที่เส้นสัญญาณ (SIGNAL) ตัดผ่านแถบ HOLOGRAM ลงไปด้านล่าง

•   ที่เครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR เพื่อดูว่า สัญลักษณ์ไข่ปลาต้องเปลี่ยนไปอยู่ด้านบนของกราฟราคาแท่งเทียน

•   จากนั้นวางตำแหน่งคำสั่งขายล่วงหน้าไว้ที่ ด้านล่างของกราฟ ในแท่งเทียน ที่ทั้ง MACD และ PARABOLIC SAR ยืนยันสัญญาณการขาย

•   ตำแหน่งหยุดการสูญเสีย ให้เทรดเดอร์วางไว้ ด้านบนของกราฟแท่งเทียน แท่งที่เปิดคำสั่งขายไป โดยขึ้นกับว่า เทรดเดอร์ใช้กรอบระยะเวลาใด ถ้ากรอบเวลาใหญ่ คำสั่งหยุดการขาดทุนจะต้องมากตามไปด้วย

•   เป้าหมายในการทำกำไร หรือออกจากคำสั่งขาย ให้เทรดเดอร์ คำนวณจากอัตราส่วนกำไรต่อความเสี่ยง หรือจากการแกว่งตัวต่ำสุด ล่าสุดของกราฟราคาแท่งเทียนก่อนหน้า


ข้อเสีย - ของการเข้าทำการซื้อขายด้วยเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR และ MOVING AVERAGE CONVERGENCE  DIVERGENCE (MACD)

   แน่นอนว่าในตลาดที่ไม่แนวโน้มที่ชัดเจน  (SIDEWAY TREND) เทรดเดอร์จะได้รับสัญญาณเท็จมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้คำสั่งซื้อหรือขายของเทรดเดอร์ โดนคำสั่งหยุดการขาดทุนมากเกินไปเช่นกัน

   MACD & PARABOLIC SAR เป็นทั้งตัวบ่งชี้ ที่มีความความล่าช้าในบางส่วน ดังนั้นการเข้าทำการซื้อขายของเทรดเดอร์ จะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ล่าช้าบ้าง เมื่อราคามีการเคลื่อนไหวไปแล้วและบางครั้งที่กว่าเทรดเดอร์จะได้รับสัญญาณ ก็อาจจะกลายเป็นจุดกลับตัวของกราฟราคาแท่งเทียนไปแล้ว

ข้อดี - ของการเข้าทำการซื้อขายด้วยเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR และ MOVING AVERAGE CONVERGENCE  DIVERGENCE (MACD)

   กลยุทธ์นี้ เป็นกลยุทธ์การเข้าซื้อขาย FOREX ที่เรียบง่ายและใช้ง่าย มีการยืนยันจากสอง เครื่องบ่งชี้ เหมาะสมอย่างมากสำหรับการเข้า เทรดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่เทรดเดอร์สามารถสังเกตเห็นการตั้งค่าการค้าที่ เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

   ในตลาดที่มีแนวโน้มดี มีความชัดเจนของแนวโน้ม ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มขาขึ้น หรือแนวโน้มขาลง จะมีศักยภาพที่จะทำกำไรได้มาก

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับ การเข้าทำการซื้อขายด้วยเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR และ (MACD) แบบ 5 MINUTE SCALPING

   เทรดเดอร์สามารถ เข้าทำการซื้อขายอย่างรวดเร็วได้ด้วย การเทรดแบบ 5 MINUTE SCALPING  โดยให้ เทรดเดอร์ตั้งค่าเพิ่มเติมดังนี้ :

•   กรอบระยะเวลา : 5 นาที

•   คู่สกุลเงิน : EUR/USD, GBP/USD, EUR/JPY, GBP/JPY

•   เครื่องบ่งชี้ : PARABOLIC SAR

•   เครื่องบ่งชี้ : MOVING AVERAGE CONVERGENCE  DIVERGENCE (MACD)

•   เครื่องบ่งชี้ : เส้นค่าเฉลี่ยราคา EXPONENTIAL MOVING AVERAGE 125



กฎ - การเข้าทำการซื้อด้วยเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR และ (MACD) แบบ 5 MINUTE SCALPING

•   กราฟราคาแท่งเทียนจะต้อง อยู่สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ EXPONENTIAL MOVING AVERAGE 125

•   จุดไข่ปลาของเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR ต้องอยู่ต่ำกว่า แท่งกราฟราคา

•   ให้เทรดเดอร์สามารถเข้าเปิดคำสั่งซื้อ ได้ในทันที

•   ในแบบการเข้าซื้อที่รวดเร็ว กรอบเวลา 5 นาทีนั้น ให้เทรดเดอร์ มีเป้าหมายการทำกำไรที่  20 PIPS หรืออัตราความเสี่ยงต่อผลกำไร ที่  1: 2



กฎ - การเข้าทำการขายด้วยเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR และ (MACD) แบบ 5 MINUTE SCALPING

•   กราฟราคาแท่งเทียนจะต้อง อยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ EXPONENTIAL MOVING AVERAGE 125

•   จุดไข่ปลาของเครื่องบ่งชี้ PARABOLIC SAR ต้องอยู่สูงกว่า แท่งกราฟราคา

•   สามารถเข้าเปิดคำสั่งขาย ได้ในทันที

•   ให้มีการทำกำไรระยะสั้นที่รวดเร็ว ประมาณที่  20 PIPS หรืออัตราความเสี่ยงต่อผลกำไร ที่  1: 2

   เทรดเดอร์สามารถ ตัดจบที่ เป้ากำไร มากกว่าหรือน้อยกว่า 20 PIPS ก็ได้ จะมากกว่าหรือน้อยกว่า 20 PIPS เทรดเดอร์สามารถตัดสินใจได้เลย

   ถ้าเทรดเดอร์มองเห็นพฤติกรรมกราฟราคาแท่งเทียนแล้ว มีแนวโน้มว่าจะไปต่อในทิศทางที่เทรดเดอร์ยังอยู่ในการซื้อขายก็ สามารถปล่อยถือ เก็บกำไรยาวๆ ได้
   หรือเทรดเดอร์อาจตัดกำไรที่ 20 PIPS แล้วหาจังหวะในการเข้าเทรดใหม่ ขึ้นกับการออกแบบ กลยุทธ์ของเทรดเดอร์
#5
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / แรงส่งของราคา FOREX
มกราคม 19, 2026, 04:10:54 หลังเที่ยง
แรงส่งของราคา (Momentum) วัดอัตราความเปลี่ยนแปลงของราคาปิดของคู่สกุลเงิน หุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์ มันมักจะใช้ตรวจหาความอ่อนแอหรือความแข็งแกร่งในคู่สกุลเงิน สิ่งสำคัญคือ แรงส่งของราคาให้สัญญาณจุดเปลี่ยนของแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นหรือเมื่อแนวโน้มกำลังจะเริ่มเกิด

นักเทรดมักจะมองหาแรงส่งของราคาและความเปลี่ยนแปลงของแรงส่งของราคา มันช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ความผันผวนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราได้ดียิ่งขึ้น

แนวโน้มจะแข็งแกร่งที่สุดเมื่อมีระดับแรงส่งของราคาที่สูงไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม เมื่อถึงจุดนั้น เราพบว่ามีสองอย่างที่จะเป็นจริง

- เราทราบว่า ผู้เล่นรายใหญ่เข้าร่วมในทิศทางนั้น
- เราทราบว่า นักเก็งกำไรไม่ลังเลว่าเป็นแนวโน้มจริงหรือไม่อีกต่อไป และพวกเขาทำการเทรดในตลาด

วิธีการอ่านแรงส่งของราคา

เรามักจะพบระดับแรงส่งของราคาที่ต่ำในตอนเริ่มต้นแนวโน้ม นั่นเป็นเพราะแนวโน้มยังไม่ได้สร้างแรงส่งของราคาจำนวนมากไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่งหรือมีการควบคุมแนวโน้มหรือความแข็งแกร่งของแนวโน้มใดแนวโน้มหนึ่งอยู่ นี่เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำความเข้าใจวิธีการอ่านแรงส่งของราคาในตลาด Forex ได้อย่างถูกต้อง เมื่อเราอยู่ในแนวโน้มที่แข็งแกร่งไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง แรงส่งของราคาจะเกิดขึ้นก่อนราคา นั่นจึงทำให้แรงส่งของราคาเป็นตัวชี้วัดที่เป็นเหตุ

โดยปรกติแล้ว คุณแค่ต้องการได้สัญญาณตัวชี้วัดแรงส่งของราคาเมื่อมันเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแนวโน้มหลัก หากแรงส่งของราคาไปในทิศทางตรงกันข้ามของแนวโน้ม ขอแนะนำไม่ให้ทำการเทรด มีหลายตัวชี้วัดที่ใช้วัดแรงส่งของราคา ประกอบด้วย Moving Average Convergence Divergence (MACD), Relative Strength Index (RSI), Stochastic และอื่นๆ

Relative Strength Index

สำหรับบทความนี้ เราจะใช้ตัวชี้วัด RSI เป็นเครื่องมือในการวัดแรงส่งของราคา

ตัวชี้วัด RSI เป็นหนึ่งใน Oscillator ที่ใช้มากที่สุดโดยบรรดานักเทรด FX มืออาชีพด้วยมีความแม่นยำสูง ตัวชี้วัด RSI มีตั้งแต่ 0 ถึง 100 มันมักไม่ค่อยวิ่งไปถึงระดับสุดของตัวชี้วัด และปรกติจะอยู่ในกรอบ 20-80

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเรามีระดับแรงส่งของราคาเหนือกว่า 80 นักเทรดจะตีว่าเป็น Overbought (ซื้อมากเกินไป) ในทางตรงกันข้าม เมื่อเรามีระดับแรงส่งของราคาต่ำกว่า 20 นักเทรดจะตีว่าเป็น Oversold (ขายมากเกินไป)

631.jpg

ภาพ 1: อินดิเคเตอร์ RSI

เพราะตลาดสามารถอยู่ในลักษณะนี้ได้เป็นเวลานานก่อนแนวโน้มจะเปลี่ยนทิศทาง เพราะแรงส่งของราคาเกิดขึ้นก่อนราคา เราสามารถถือระดับแรงส่งของราคาเฉกเช่นเดียวกับพฤติกรรมของราคา เมื่อเราเห็นการทะลุของเส้นแนวโน้มบนตัวชี้วัดแรงส่งของราคา พวกมันมักจะเกิดก่อนการทะลุในพฤติกรรมของราคา

แรงส่งของราคาก็เหมือนกับการปาลูกบอลขึ้นฟ้า เมื่อคุณปาลูกบอลขึ้นฟ้า มันจะเป็นแรงส่งขาขึ้น แต่เมื่อลูกหยุด แรงส่งได้กลับทิศทางเป็นขาลงเพราะความเร่งหยุดลง

ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เกิดบนพฤติกรรมของราคาในตลาด Forex สำหรับคู่สกุลเงินที่ราคาตกลง หมายความว่า แรงส่งของราคาได้ตกลงก่อนหน้าราคาแล้ว

ตัวอย่างการเทรด

632.jpg

ภาพ 2: กราฟราย 1 ชั่วโมง EUR/USD

ตัวอย่างข้างต้น เรามีแนวโน้มที่แข็งแกร่งในตัวชี้วัดแรงส่งของราคาและการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งในพฤติกรรมของราคาเมื่อ Take profit นั้นบนตัวชี้วัด RSI ทะลุผ่านกรอบบน นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า แนวโน้มใกล้จบลงแล้ว และจะเริ่มกลับทิศทางอย่างรุนแรง

เพราะแรงส่งของราคาเกิดขึ้นก่อนราคาเสมอ เมื่อเราเห็นการทะลุกรอบของแรงส่งของราคา นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดสูญเสียแรงและแนวโน้มหลักกำลังจะเปลี่ยนทิศทาง

ข้อสรุป
สรุปคือ ตัวชี้วัด RSI ที่บอกแรงส่งของราคาเป็นตัวชี้วัดที่ทำความเข้าใจได้ง่ายมาก เป็นตัวชี้วัดชั้นนำเพราะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่เป็นเหตุไม่กี่ตัวที่มีความพิเศษในเรื่องความเรียบง่ายและทรงประสิทธิภาพ เพราะคุณสามารถใช้มันเหมือนพฤติกรรมของราคา ทำให้เป็นเรื่องง่ายมากในการแปลข้อมูลจากตัวชี้วัดแรงส่งของราคาเป็นพฤติกรรมของราคา RSI Oscillator เหมาะสำหรับการประเมินจุดกลับทิศทางและหาจังหวะเข้าและออกการเทรด
#6
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / Forex Pivot Points
มกราคม 16, 2026, 02:00:04 ก่อนเที่ยง
Pivot point คืออะไร
Pivot point เป็นตัวชี้วัดที่บรรดานักเทรดมืออาชีพและผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคบนตลาดค่าเงินเพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของทิศทางราคา Pivot point ใช้คำนวณระดับราคาที่ให้ผู้ใช้สามารถทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวของตลาดได้เป็นอย่างมากเพราะราคามีแนวโน้มจะเกิดตามระดับราคาโดยมีความแม่นยำสูงมาก

เมื่อราคาวิ่งมาถึงหนึ่งใน Pivot point

แทบจะการันตีว่าตลาดจะมีการตอบสนองหรือการเปลี่ยนแปลง หากราคาสามารถทะลุผ่าน Pivot point ไปได้ แสดงว่าจะมีการเคลื่อนไหวของราคาครั้งใหญ่ Pivot point เหมาะสำหรับใช้หาระดับเข้าเทรดและปิดการเทรด

Pivots point สามารถช่วยให้นักเทรดประเมินบริเวณที่อาจเกิดแนวรับและแนวต้าน ไม่เหมือนกับตัวเลข Fibonacci pivot point ใช้ชุดการคำนวณจากราคาสูงสุด (High) ราคาต่ำสุด (Low) และราคาปิด (Close) ของเมื่อวานเพื่อกำหนดระดับ Pivot point ตัวชี้วัด Pivot point เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเทรดรายวัน ด้วยนักเทรดจะเห็นภาพส่วนต่างระหว่างราคาต่ำสุดและราคาสูงสุดของตลาดที่ควรเข้าทำการเทรด

คำนวณ Pivot point อย่างไร
ระบบ Pivot point ประกอบด้วย Central pivot แนวรับสองระดับใต้ Central pivot และแนวต้านสองระดับเหนือ Central pivot โดย Central pivot คำนวณจากราคาสูงสุด + ราคาต่ำสุด + ราคาปิดของเมื่อวานหารด้วย 3 ทำให้คุณทราบค่าเฉลี่ยของราคาสูงสุด ราคาต่ำสุดและราคาปิดแบบง่าย

Central Pivot Point (P) = (ราคาสูงสุด + ราคาต่ำสุด + ราคาปิด)/3

นักเทรดไม่จำเป็นต้องเข้าใจตัวเลขเบื้องหลังการคำนวณ Pivot point ด้วยแพลตฟอร์มเทรดส่วนใหญ่จะแสดงระดับดังกล่าวนี้บนทุกรูปแบบกราฟในทุกกรอบเวลา สำหรับนักเทรดขั้นสูง สูตรคำนวณนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจตัวเลขเบื้องหลังการคำนวณ สูตรที่เห็นด้านล่างเป็นสูตรการคำนวณแนวรับและแนวต้านของ Central pivot point

- แนวรับ 1 (S1) = (P x 2) – ราคาสูงสุด
- แนวรับ 2 (S2) = P – (ราคาสูงสุด – ราคาต่ำสุด)
- แนวต้าน 1 (R1) = (P x 2) – ราคาต่ำสุด
- แนวต้าน 2 (R2) = P + (ราคาสูงสุด – ราคาต่ำสุด)

แนวรับและแนวต้านระดับที่สามของ Central pivot point คำนวณดังนี้

- แนวต้าน 3 (R3) = ราคาสูงสุด + 2 * (P – ราคาต่ำสุด)
- แนวรับ 3 (S3) = ราคาต่ำสุด – 2 * (ราคาสูงสุด – P)

8.jpg

                                                                                                              ภาพ 1: ระดับ Pivot Point

กลยุทธ์การเทรด Pivot point เรียบง่าย

ระบบนี้เป็นระบบที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพในการค้นหาการเทรด Forex ที่สามารถทำกำไรได้ในเสี้ยววินาทีและคุณก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินถุงเงินถังเพื่อใช้ระบบนี้เช่นกัน คุณลักษณะของระบบประกอบด้วยการเทรด การเข้าเทรด ตั้ง Stop loss และ Take profit ได้อย่างแม่นยำและใช้งานได้ในทุกสภาพตลาด

นักเทรดรายย่อยบางคนใช้ Pivot point ประกอบการเทรดไม่ถูกต้อง พวกเขาพยายามจะขายทันทีที่ราคาตลาดแตะแนวต้านแรกหรือพยายามจะซื้อทันทีที่ราคาตลาดแตะแนวรับแรก นี่เป็นการสวนเทรดแนวโน้มและการอาศัยการเทรดสวนแรงส่งของราคาหลัก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้นักเทรดรายย่อยขาดทุน กรณีเช่นนี้ สมควรเทรดตามทิศทางของแนวโน้มและช่วยให้เราสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ดังต่อไปนี้

- หากราคาของคู่สกุลเงินใดที่เทรดเหนือ Central pivot point ความเอนเอียงของวันเป็นขาขึ้นและเราจะมองหาแต่เฉพาะโอกาสซื้อ
- หากราคาของคู่สกุลเงินใดที่เทรดต่ำกว่า Central pivot point ความเอนเอียงของวันเป็นขาลงและเราจะมองหาแต่เฉพาะโอกาสขาย

9.jpg

                                                    ภาพ 3: กราฟ 1 ชั่วโมงของ GBP/USD

แนวคิดเบื้องหลังกฎแสนเรียบง่ายนี้คือ ตลาดจะมีพฤติกรรมเฉกเช่นเดียวกับวัตถุที่มีโมเมนตัม ซึ่งมันจะวิ่งในทิศทางเดิมจนกว่ามันจะกระทบกับสิ่งกีดขวาง

อย่างที่พูดไว้ เมื่อตลาดแสดงความต้องการที่จะเทรดเหนือ/ต่ำกว่า Central pivot point เราสามารถคาดเดาว่า ตลาดจะขยับไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจนกว่าจะถึงแนวรับ/แนวต้าน

ตัวอย่างการเทรด Forex
ก่อนที่จะไปดูตัวอย่างการเทรดจริง เราจำเป็นต้องกำหนดกฎการเทรดของเราเสียก่อน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้าทำการเทรดจะเป็นช่วงที่ตลาดลอนดอนหรือตลาดนิวยอร์กเปิดเพราะจะเป็นช่วงที่สมาร์ทมันนี่ทำการเทรดในตลาด หากตอนตลาดลอนดอนเปิด เราทำการเทรดเหนือ Central pivot point เรามองหาโอกาสซื้อตรงแนวรับย่อยแรกโดยตั้งคำสั่ง Stop loss ที่ปลอดภัยต่ำกว่า Central pivot point โดยเป้าหมายแรกอยู่ที่แนวต้าน 1 (R1) และตำแหน่งที่เหลืออีกครึ่ง ถ้าเป็นไปได้ เราจะปิดที่ระดับแนวต้าน 2 (R2) สำหรับการขายใช้กฎแบบเดียวกันแต่ทำตรงกันข้าม

10.jpg

                                                             ภาพ 3: กราฟ 1 ชั่วโมงของ GBP/USD
#7
กลยุทธ์การซื้อขายในตลาดแลกเปลี่ยนค่าเงิน FOREX ด้วยเครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BANDS โดยใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะเวลา 20 เป็นกลยุทธ์การซื้อขายที่ง่ายมาก มีเทรดเดอร์ทุกระดับที่สามารถหาประโยชน์จากกลยุทธ์นี้ได้


ก่อนที่จะเข้าสู่กฎของกลยุทธ์กลุ่ม BOLLINGER ต่อไปนี้ คือขั้นตอนคร่าว ๆ
                     

•   ถ้ากราฟราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะ  20  (เส้นกลาง- MIDDLE BAND LINE) แปลได้ว่ากราฟราคากำลังอยู่ในช่วงขาลง

•   ถ้ากราฟราคาเคลื่อนไหวเหนือกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะ 20 (เส้นกลาง)  แปลความได้ว่ากราฟราคาอยู่ในช่วงขาขึ้น

•   กราฟราคาจะต้องวิ่งประมาณ และหรือสัมผัสกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะ 20 (เส้นกลาง) ก่อนที่เทรดเดอร์จะทำการเข้าซื้อขายใด ๆ

•   เส้นคู่ขนานของ เครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BAND ที่ด้านบน UPPER BAND LINE หรือที่ด้านล่าง LOWER BAND LINE สามารถใช้สำหรับการทำกำไรได้

464.jpg
                       การตั้งค่า - เครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BAND ใน MT4

•   เครื่องบ่งชี้ : BOLLINGER BAND

•   คู่สกุลเงิน : ทุกคู่สกุลเงิน

•   กรอบระยะเวลา : ทุกกรอบระยะเวลา



กฎ –ในการเปิดคำสั่งขาย ด้วยเครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BANDS

•   แนวทางแรก : ให้เทรดเดอร์ตรวจสอบว่าตลาดอยู่ในช่วงขาลงหรือไม่?  กรณีเป็นขาลงแล้ว หลังจากนั้นให้รอ กราฟราคาแท่งเทียนขยับตัวสูงขึ้น รอให้กราฟแท่งเทียนไปแตะที่เส้นกลาง (MIDDLE BAND LINE) ของ BOLLINGER BAND

•   แนวทางที่สอง : เมื่อเทรดเดอร์ตรวจสอบแล้วว่าเป็นตลาดขาลง ให้เทรดเดอร์รอ กราฟราคาแท่งเทียนแตะเส้นด้านบน (UPPER BAND LINE) ของ BOLLINGER BAND

•   และเมื่อ กราฟราคาแท่งเทียนไปแตะที่ เส้นกลาง (MIDDLE BAND LINE) (แนวทางแรก) หรือ เส้นด้านบน (UPPER BAND LINE) (แนวทางที่สอง) แล้ว ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งขายล่วงหน้า ไว้ที่ด้านล่างสุดของ กราฟราคาแท่งเทียนแท่งนั้นๆ ประมาณ 3-5 PIPS

•   เทรดเดอร์อาจจะรอดูว่า มีแท่งเทียนกลับตัวเป็นแท่งขาลงมาก่อนก็ได้  ก่อนที่เทรดเดอร์จะวางคำสั่งขายล่วงหน้า

•   การวางคำสั่งขายล่วงหน้า ต้องรอให้กราฟราคาแท่งเทียนแท่งที่เทรดเดอร์มองเป้าหมายไว้นั้น ปิดแท่งก่อน เทรดเดอร์จึงจะวางคำสั่งขายล่วงหน้าได้

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งหยุดการสูญเสีย ไว้ที่ประมาณ 5-10 PIPS ที่ด้านบนของกราฟราคาแท่งเทียน แท่งที่เทรดเดอร์เปิดคำสั่ง

                                    ตัวอย่างประกอบ การเข้าทำการเปิดคำสั่งขาย

465.jpg

กฎ –ในการทำกำไร หรือปิดคำสั่งขาย

•   เมื่อกราฟราคา มีการเคลื่อนไหวแท่งกราฟลงด้านล่าง และไปแตะเส้นล่าง (LOWER BAND LINE) ของ BOLLINGER ให้เทรดเดอร์ปิดคำสั่งขายได้

•   ให้เทรดเดอร์กำหนด ระดับการทำกำไร เป็นจำนวน PIPS ให้เท่ากับช่วงระยะที่กราฟราคาแก่วงตัวขึ้นมา แตะที่ MIDDLE BAND LINE ของ BOLLINGER BAND (การแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียนก่อนหน้าที่จะเปิดคำสั่งขาย)

•   เทรดเดอร์สามารถใช้ ตำแหน่งการแกว่งตัวของกราฟราคาที่ต่ำสุด ล่าสุด ก่อนการเปิดคำสั่งขาย เพื่อเป็นระดับเป้าหมายในการทำกำไรของตัวเทรดเดอร์เองได้

          ตัวอย่างประกอบ การเข้าทำการเปิดคำสั่งซื้อ

466.jpg

กฎ –ในการเปิดคำสั่งซื้อ ด้วยเครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BANDS

•   ให้เทรดเดอร์ตรวจสอบว่าตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือไม่?  ต่อมาให้รอ กราฟราคาแท่งเทียนขยับตัวต่ำลง รอให้กราฟแท่งเทียนไปแตะที่เส้นกลาง MIDDLE BAND LINE ของ BOLLINGER BAND

•   และเมื่อ กราฟราคาแท่งเทียนไปแตะที่ MIDDLE BAND LINE แล้ว ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งซื้อล่วงหน้า ไว้ที่ด้านบนสุดของ กราฟราคาแท่งเทียนแท่งนั้นๆ ประมาณ 3-5 PIPS

•   ถ้าหากเทรดเดอร์มีการควบคุม จำกัดเงินในพอร์ต ตัวเองก่อนแล้วก็อาจจะสามารถเปิดคำสั่งซื้อได้ทันทีที่ กราฟราคาแท่งเทียนไปแตะที่เส้นกลาง (MIDDLE BAND LINE) ได้

•   เพื่อความมั่นใจเทรดเดอร์อาจจะรอดูให้ มีแท่งเทียนกลับตัวเป็นแท่งขาขึ้นมาก่อนก็ได้  ก่อนที่เทรดเดอร์จะวางคำสั่งซื้อล่วงหน้า

•   การวางคำสั่งซื้อล่วงหน้า ต้องรอให้กราฟราคาแท่งเทียนแท่งที่เทรดเดอร์มองเป้าหมายไว้นั้น ปิดแท่งก่อน

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งหยุดการสูญเสีย ไว้ที่ประมาณ 5-10 PIPS ที่ด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน แท่งที่เทรดเดอร์เปิดคำสั่ง



กฎ –ในการทำกำไร หรือปิดคำสั่งซื้อ

•   ในช่วงที่กราฟราคาแท่งเทียนลดระดับต่ำลง ทั้งนี้หมายถึงกราฟวิ่งไปแตะระดับเส้นด้านบน (UPPER BAND LINE) ของ BOLLINGER แล้ว  ให้เทรดเดอร์ออกจากคำสั่งซื้อได้

•   ให้เทรดเดอร์กำหนด ระดับการทำกำไร เป็นจำนวน PIPS ให้เท่ากับช่วงระยะที่กราฟราคาแก่วงตัวขึ้นมา แตะที่ MIDDLE BAND LINE ของ BOLLINGER BAND (การแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียนก่อนหน้าที่จะเปิดคำสั่งซื้อ)



ข้อดี - ของกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วย BOLLINGER BANDS

   การเข้าทำการซื้อขายในกรอบระยะเวลาที่ใหญ่ขึ้น ก็จะทำให้กรอบการทำกำไรของตัวเทรดเดอร์มีขนาดใหญ่ขึ้นไปด้วย

   เทรดเดอร์ที่ชื่นชอบ การเข้าซื้อขายกราฟราคาแบบการเคลื่อนไหวของราคานั้น จะสามารถใช้การยืนยันรูปแบบกราฟแท่งเทียน เพื่อเพิ่มประสิทธิ์ภาพ ความน่าจะเป็นในการทำกำไรต่อเนื่องไปอีกได้ และถ้าหากเทรดเดอร์เข้าสู่การซื้อขายกราฟราคาที่ ต้นทางแนวโน้ม นั่นหมายความว่า เทรดเดอร์จะยิ่งเห็นผลกำไรที่ดีขึ้นไปด้วย



ข้อเสีย - ของกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วย BOLLINGER BANDS

   คงเหมือนกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขาย ทั่วๆ ไป ตรงที่ ทุกกลยุทธ์ย่อมมีจุดอ่อนหรือข้อด้อยบางอย่าง โดยทั่วไปแล้ว เครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BAND จะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่ก็ มีประโยชน์อย่างมากในการค้นหาแนวรับและแนวต้าน มาตรวัดประกอบเส้นแต่ละเส้น ทั้งสามเส้นสามารถแสดงให้เทรดเดอร์เห็นถึง แนวรับ หรือ แนวต้านได้เป็นอย่างดี
#8
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / RSI 2 Strategy
มกราคม 13, 2026, 11:17:04 ก่อนเที่ยง
พัฒนาโดย Larry Connors กลยุทธ์ 2-period RSI เป็นระบบเทรดที่อ้างอิงถึงการที่ราคาจะวิ่งเข้าหาค่าเฉลี่ย โดยสัญญาณซื้อขายจะเกิดหลังจากการเกิดการกลับตัว กลยุทธ์ค่อนข้างเรียบง่าย Connors แนะนำว่า ให้มองหาโอกาสซื้อเมื่อ 2-period RSI เคลื่อนไหวต่ำกว่า 10 ซึ่งก็ถือว่าเป็นช่วงที่ Oversold มาก ๆ ในทางกลับกันเทรดเดอร์สามารถมองหาสัญญาณ Sell เมื่อ 2-period RSI เคลื่อนไหวสูงกว่า 90 ซึ่งค่อนข้างเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นที่เน้นความดุดัน ออกแบบมาเพื่อที่จะเทรดตามเทรนด์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อหาจุดต่ำสุดจุดสูงสุด ก่อนที่จะไปดูรายละเอียด บทความนี้ออกแบบมเพื่อให้ความรู้กับนักเทรดไม่ได้นำเสนอกลยุทธ์ที่บอกว่า ทำกำไรได้แน่นอน แต่ว่าเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพนักเทรด

กลยุทธ์

มี 4 ขั้นตอนในกลยุทธ์นี้ และเกี่ยวกับราคาปิด อย่างแรก ต้องวิเคราะห์เทรนด์ใหญ่ในระยะยาวโดยใช้ MA เสียก่อน Connors แนะนำ 200-day moving average เทรนด์ระยะยาวเป็นขาขึ้นเมื่อหลักทรัพย์อยู่สูงกว่า 200 -day SMA และเป็นขาลง เมื่อหลักทรัพย์อยู่ต่ำกว่า 200-day SMA เทรดเดอร์ต้องมองหาโอกาสซื้อเมื่อมันอยู่สูงกว่า 200-day SMA และขายเมื่อมันอยู่ต่ำกว่า 200-day SMA.

561.png

อันดับสอง เลือกระดับ RSI เพื่อวิเคราะห์การซื้อขาย ภายในการแกว่งตัวของเทรนด์ Connors ได้ทดสอบ RSI levels ระหว่าง 0 ถึง 10 เพื่อเป็นสัญญาณซื้อ และ 90 และ 100 เป็นสัญญาณขาย Connors พบว่าผลตอบแทนค่อนข้างดีเมื่อซื้อเมื่อ RSI อยู่ต่ำกว่า 5 เมื่อเทียบกับ RSI ต่ำกว่า 10 สำหรับการส่ง Sell ผลตอบแทนสูงเมื่อ RSI สูงกว่า 95 เมื่อเทียบกับ ค่า 90 พูดง่ายๆ ก็คือยิ่งสัญญาณเกิดค่าใกล้จุดสูงสุดต่ำสุดก็จะทำให้ผลตอบแทนสูง

อันดับ 3 เกี่ยวกับออเดอร์ซื้อขายและ เวลาของการส่งออเดอร์ เทรดเดอร์ต้องดูว่าตลาดใกล้จะปิดแท่งหรือยัง อย่าเปิดก่อนที่แท่งใหม่จะเปิดขึ้นมา ซึ่งมันมีข้อดีข้อเสียกับวิธีการนี้ Connors บอกว่าการซื้อก่อนที่ราคาจะเกิดแท่งปิดซึ่งอาจจะเกิดช่องว่าง ทำให้เวลาเปิดแท่งใหม่ ขณะที่การรอจะทำให้เทรดเดอร์ตัดสินใจเกี่ยวกับการเข้าได้มากขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 คือการตั้งค่าจุดออก ในตัวอย่างของเขาเขาใช้ S&P 500 Connors บอกว่า การออกออเดอร์ Long เมื่อมันอยู่สูงกว่า 5-day SMA และ ออเดอร์ Sell ต่ำกว่า 5-day SMA ซึ่งจะเห็นว่ากลยุทธ์แบบนี้เป็นกลยุทธ์ระยะสั้น ออกเร็ว เทรดเดอร์สามารถใช้ trailing stop หรือใช้ Parabolic SAR แทนก็ได้ บางครั้งเทรนด์แรง ๆ ก็อาจจะไปได้ไกล การใส่ Trailing Stop จะทำให้เราอยู่ในเทรนด์ได้นานขึ้น

ตั้ง Stop loss อยู่ที่ไหน Connors บอกว่าเขาไม่ได้ตั้ง Stop loss ใช่คุณอ่านไม่ผิด ในการทดสอบของเขา มันใช้การเทรดเป็นหลายพันครั้ง Connors พบว่าการตั้ง Stop loss ทำให้ผลการเทรดแย่ลง เมื่อใช้กับหุ้น ขณะที่ตลาดมันเคลื่อนตัวแรง การไม่ใช้ Stoploss ส่งผลทำให้การขาดทุนมากหรือ Drawdown มันเป็นความเสี่ยงแต่ว่ามันก็เป็นเกมส์ที่เสี่ยงเช่นกัน นักเทรดจะต้องตัดสินใจรับความเสี่ยงนี้เอง

ตัวอย่างการเทรด

กราฟข้างล่างแสดงหุ้น Dow Industrials SPDR (DIA) พร้อมกับเส้น 200-day SMA (red), 5-period SMA (pink) และ 2-period RSI สัญญาณตลาดกระทิงเกิดขึ้นเมื่อ DIA อยู่สูงกว่า 200-day SMA และ RSI(2) เคลื่อนที่ไปหา 5 หรือต่ำกว่า สัญญาณหมีเกิดขึ้นเมื่อ DIA ต่ำกว่า 200-day SMA และ RSI(2) เคลื่อนที่ไปสูงกว่า 95 มีสัญญาณ 7 ครั้งใน 12 เดือน สัญญาณตลาดกระทิง 4 ครั้งตลาดหมี 3 ครั้ง สัญญาณตลาดกระทิง 4 ครั้ง DIA เคลื่อนไหวสูงกว่าเดิม 3 ใน 4 ครั้ง ซึ่งหมายความว่ามันทำกำไรได้ ส่วนสัญญาณตลาดหมี 3 ครั้ง DIA เคลื่อนไหวต่ำกว่า 5 เพียง 1 ครั้ง DIA เคลื่อนไหว สูงกว่า 200-day SMA หลังจากที่สัญญาณตลาดหมีเกิดขึ้นในเดือน ตุลาคม เมื่อมันอยู่สูงกว่า 200-day SMA เครื่องมือ 2-period RSI ไม่ได้เคลื่อนที่เข้าเขต 5 หรือต่ำกว่าในการให้สัญญาณซื้อ การขาดทุนหรือกำไรขึ้นอยู่กับระดับที่ใช้ตั้งจุดทำกำไรในการเทรด

562.png

ตัวอย่างที่สองเป็นหุ้น Apple (AAPL) ซึ่งมีการซื้อขายสูงกว่าเส้น 200-day SMA เป็นส่วนใหญ่ มีสัญญาณซื้อเกิดขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งมันยากที่จะป้องกันการขาดทุนใน 5 อันแรกเพราะว่า AAPL เคลื่อนไหวซิกแซกจากช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ไปยังกลางเดือน June 2011 สัญญาณ 5 อันถัดมา ดีขึ้นหน่อยเมื่อ AAPL แกว่งตัวซิกแซกอยู่สูงกว่าสถานการณ์แรก จากเดือน August จนถึง January มองที่กราฟนี้ มันเห็นได้ชัดว่าสัญญาณเทรดหลาย ๆ อันนั้นเข้าเร็วมาก หรือก็คือApple เคลื่อนที่ทำ New Low หลังจากที่เกิดสัญญาณแล้วเกิดการรีบาวด์

563.png

การปรับแต่ง

เนื่องจากทุก ๆ กลยุทธ์การเทรด มันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องศึกษาสัญญาณและพยายามปรับปรุงมันก่อนใช้ หลักการคือต้องพยายามให้มันตรงที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จ อย่างที่ได้กล่าวไว้

กลยุทธ์ RSI(2) strategy สามารถเข้าเทรดก่อนได้เพราะว่าการเคลื่อนไหวอาจจะช้ากว่าสัญญาณ ราคาอาจจะเคลื่อนไหวหลังจากที่ RSI(2) อยู่สูงกว่า 95 หรืออาจจะลงลงไปต่ำกว่า 5 แล้วแต่ราคายังไม่ลง การที่จะแก้ไขสถานการณ์ นักเทรดควรมองหาอะไรบางอย่างที่จะบอกการกลับตัว ซึ่งอาจจะใช้การวิเคราะห์แท่งเทียน รูปแบบราคาหรือเครื่องมืออื่น ๆ หรือแม้แต่การปรับค่า RSI(2)

564.png

RSI(2) สูงกว่า 95 เพราะว่าราคากำลังสูงขึ้น การส่งออเดอร์ Sell ช่วงนี้เป็นช่วงอันตราย เทรดเดอร์ต้องกรองสัญญาณ โดยรอให้ RSI(2) กลับลงมาต่ำกว่าเส้นกลาง เช่นเดียวกันเมื่อหลักทรัพย์เทรดสูงกว่า 200-day SMA และ RSI(2) อยู่ต่ำกว่า 5 นักเทรดต้องกรองสัญญาณ โดยรอให้ RSI(2) ทำให้มันเคลื่อนที่สูงกว่า 50 ซึ่งจะส่งสัญญาณว่าราคากำลังส่งสัญญาณระยะสั้น กราฟข้างบนแสดงหุ้น Google พร้อมกับ RSI(2) กรองพร้อมกับการตัดเส้นกลาง มีสัญญาณเทรดที่ดีและไม่ดี ซึ่งจะสังเกตุว่า สัญญาณเดือนตุลา ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะ GOOG อยู่สูงกว่า 200-day SMA ขณะที่ RSI เคลื่อนที่ต่ำกว่า 50 ซึ่งจะเห็นว่า gap เหมือนกัน

สรุป

กลยุทธ์ RSI(2) ให้เทรดเดอร์มีโอกาสในการเทรดตามเทรนด์ Connors กล่าวว่าเทรดเดอร์ควรซื้อสัญญาณกลับตัวไม่ใช่ ซื้อตอนเบรคเอาท์ ในทางกลับกันเทรดเดอร์ควร Sell เมื่อเกิดการดีดกลับขึ้นไป ไม่ใช่เบรคแนวรับ ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็เหมาะกับปรัชญาของเขา แม้ว่า Connors ได้ทดสอบและแสดงให้เห็นว่า การตั้ง Stop loss ทำให้ผลการเทรดไม่ดี แต่ว่าเทรดเดอร์ต้องพัฒนาจุดเข้าจุดออกตั้งจุดตัดขาดทุนไม่ว่ากลยุทธ์ใด ๆ เทรดเดอร์ต้องออกเมื่อเงื่อนไขเข้าหรือว่าตั้ง Trailing Stop ไว้ และต้องระลึกไว้เสมอว่า บทความนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการออกแบบระบบ ไม่ใช่เอาไปใช้โดยไม่ปรับแต่ง ท่านต้องปรับให้เหมาะกับสไตล์โอกาสสร้างผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสมกับท่านเอง
#9
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / Mass Index Indicator คืออะไร?
มกราคม 09, 2026, 02:34:18 ก่อนเที่ยง
Mass Index Indicator คืออะไร?

Mass Index Indicator เป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนาโดย Donald Dorsey เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับจุดจบของเทรนด์เพื่อดูจุดกลับตัวของราคา Mass Index เหมาะสำหรับใช้งานในช่วงที่ไม่มีเทรนด์ การเทรดสวนทางนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ จึงควรเลือกการเทรดตามเทรนด์ โดยใช้ Mass Index เป็นเครื่องมือยืนยันในการกลับตัวของเทรนด์นั่นเอง

556.png

สัญญาณเทรดของ Mass Index

Mass Index จะคล้ายกับ Relative Strength Index (RSI) แต่เป็นในรูปแบบ Reverse โดยที่ RSI จะมีรูปแบบกราฟที่ล้อไปกับราคาสินทรัพย์ แต่ Mass Index จะแสดงผลตรงกันข้ามกับทิศทางของราคาสินทรัพย์ และเมื่อใดที่ Mass Index ขึ้นสูงกว่าระดับ 27 และลงมาต่ำกว่าระดับ 26.50 เป็นสัญญาณกลับตัวของราคา แต่ RSI จะอิงจากตัวเลข 30 - 70 ในการอ่านนั่นเอง ซึ่งหลักการนี้สามารถใช้ได้ในทั้งแนวโน้มขาขึ้น และแนวโน้มขาลง เมื่อ Mass Index ขึ้นสูงกว่าระดับ 27 และกลับลงมาต่ำกว่าระดับ 26.50 นั้นเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม (จากลงเป็นขึ้น หรือจากขึ้นเป็นลง)

557.png

ตัวอย่างกราฟในช่วงที่ Mass Index ขึ้นถึงระดับ 26.50 และกลับลงมาต่ำกว่าระดับ 26.50 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแนวโน้มของดัชนี (เส้นประสีแดง) ช่วงซ้ายสุดของกราฟ เป็นการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาขึ้นสู่ขาลง ส่วนช่วงตรงกลาง และขวาสุดเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาลงสู่ขาขึ้น

การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Mass Index

558.png

ในบางครั้งที่ Mass Index ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 27 และลงมาต่ำกว่าระดับ 26.50 แต่ก็ราคาก็ยังไม่กลับตัว เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดด้วยการ "รอสัญญาณยืนยัน" จากเครื่องมืออื่นเข้ามาช่วย
ตัวอย่างกราฟข้างต้น จากเดิมราคาอยู่ในช่วงแนวโน้มของขาขึ้น Mass Index ได้ขึ้นเหนือระดับ 27 และลงมาต่ำกว่าระดับ 26.50 แต่ราคาก็ยังปรับตัวขึ้นต่อ จนกระทั่งรอรอบการกลับตัว ด้วยการที่ราคาทำ Lower Low จากนั้นรอบการกลับตัวถูกยืนยัน ราคากลับกลายเป็นขาลงในที่สุด
ทั้งนี้ นอกจากการดู Price action เราสามารถใช้เครื่องอื่นมาประกอบการเทรดกับ Mass Index ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น RSI, MACD, Stochastic, รูปแบบแท่งเทียน และอื่น ๆ อีกมากมาย

สรุป

ทั้งหมดนี้คือ Mass Index เป็นเครื่องมือที่ใช้ไว้วัดความผันผวนจากช่วง High-Low ของราคา โดยสามารถนำมาใช้ในการหาการจุดกลับตัวของราคาได้ ซึ่งราคามักจะกลับตัวในช่วงที่มีความผันผวนสูง มักเป็นในช่วงเดียวกันที่ Mass Index อยู่เหนือระดับ 27 ทั้งนี้ สามารถดูได้ทั้งแนวโน้มขาขึ้นและขาลง แต่ Mass Index นั้นเป็น Indicator ที่ไม่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักลงทุนรายวันของไทยสักเท่าไร เหตุผลเป็นเพราะสัญญาณของ Mass Index นั้น จะแสดงให้เราเห็นเฉพาะบางช่วงเวลา ที่มีการขึ้นลงของราคาที่รุนแรงผิดปกติ อย่างการปั่นราคาของหุ้น หรือขึ้นลงแรงใน Wave ที่ใหญ่ ๆ ของตลาดเพียงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนทุกคนก็ควรที่จะเรียนรู้และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อเป็นการสร้างวินัยให้ตนเอง และสามารถนำไปเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการเทรดของทุกคนได้อีกด้วย
#10
การซื้อขายในช่วงเวลาแบบรายวัน ถือเป็นเกมส์ที่รวดเร็วและมีหลายปัจจัยมาประกอบ วิธีที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด สำหรับการเข้าซื้อขายของนักเทรดเดอร์คือการเข้าซื้อขายด้วยวิธีธรรมดา ๆ

สำหรับเทรดเดอร์ ที่มองหาความเรียบง่าย ให้ใช้เส้นเวลาค่าเฉลี่ยในการเคลื่อนที่ด้วยระยะเวลาเพียง 20 วัน มันเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะเวลา 20 วันนี้ไม่ได้เป็นเส้นมายากลหรือเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่มีระยะเวลาที่เป็นความลับเป็นพิเศษใดๆ สำหรับการซื้อขายแบบรายวัน โดยพื้นฐานแล้วเส้นค่าเฉลี่ยระยะต่างๆ ก็เป็นประโยชน์สำหรับการเข้าซื้อขายในช่วงเวลารายวันทั้งสิ้น แต่อย่างเช่นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่ยาวนานถึง 200 วัน จะล่าช้ามากและมักจะไม่ได้ช่วยอะไรสำหรับเทรดเดอร์ที่ค้าขายหรือเข้าเทรดแบบรายวันนัก (แต่พอจะช่วยให้เห็นภาพใหญ่ได้) ส่วนเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่มีระยะเวลา 3 วัน เป็นเส้นค่าเฉลี่ยที่มีระยะเกือบจะใกล้เคียงกับราคากราฟแท่งเทียน ก็อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับเทรดเดอร์ที่เข้าซื้อขายแบบรายวัน เป็นต้น

433.jpg

วิธี นำเครื่องมือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EXPONENTIAL – 20 ออกมา

434.jpg

สำหรับการเลือกประเภทของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ในบทความนี้จะให้เทรดเดอร์ตั้งค่าไปที่ EXPONENTIAL MOVING AVERAGE (EMA) แต่ถ้าเทรดเดอร์เลือกการตั้งค่าไปที่ SIMPLE MOVING AVERAGE (SMA) เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นี้ ก็จะทำงานได้ดีเช่นกัน ประเด็นสำคัญสำหรับบทความนี้ คือความสม่ำเสมอและไม่เปลี่ยนแปลงระยะเวลาหรือประเภทของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของเทรดเดอร์บ่อยๆ มากเกินไปนัก

ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ สำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ในตลาด

สำหรับการกำหนด รูปแบบของกราฟราคาแท่งเทียนแล้วนั้น ไม่ว่าตลาดจะมีแนวโน้ม (TRENDING) หรือตลาดจะยังไม่มีทิศทาง (SIDEWAY) ก็จะต้องตามแต่การใช้ดุลยพินิจและประสบการณ์ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นี้ สามารถช่วยอธิบายเส้นทางการดำเนินไปทางด้านของกราฟราคาแท่งเทียนได้

435.jpg

ต่อไปนี้ คือคำถามบางส่วนที่จะช่วยให้เทรดเดอร์มองภาพได้เพิ่มมากขึ้น ในการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

1.   ในปัจจุบัน กราฟราคาแท่งเทียนอยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่า เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หรือไม่?

2.   แท่งราคา กราฟราคาแท่งเทียน อยู่จุดไหน?

3.   กราฟราคาแท่งเทียน มีการทับซ้อนกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หรือไม่?

4.   ความชันของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่คืออะไร?

5.   มีการเปลี่ยนแปลงความชันของกราฟแท่งเทียนบ่อยครั้งหรือไม่?

436.jpg


ขั้นต่อไป  ให้เทรดเดอร์ลองพยายามหาคำตอบ จากคำถามด้านบน

1.   ในปัจจุบัน กราฟราคาแท่งเทียนอยู่สูงกว่า เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

2.   หลังจาก กราฟราคาแท่งเทียน ชนหรือแตะกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ มีการวิ่งย้อนกลับแต่ก็ยังไม่เกินระดับการแกว่งตัวสุดท้าย

3.   กราฟราคาแท่งเทียน มีการทับซ้อนกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ แถบที่ซ้อนกันส่วนใหญ่มีหางด้านล่างยาว แถบที่ไม่ซ้อนทับกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ทั้งหมดอยู่ด้านบน

4.   ความลาดชันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นบวก แต่ไม่สูงชันเกินไป

5.   ความลาดชันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะเปลี่ยนไปชั่วขณะหนึ่งในสองกรณี

การวิเคราะห์และแยกแยะเนื้อหาก่อนการตัดสินใจ เข้าซื้อขาย

กราฟราคาแท่งเทียนอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และกราฟราคาแท่งเทียนมีการย่อตัวออกจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เมื่อไปกระทบเส้นค่าเฉลี่ยนี้ สัญญาณเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวันนี้เป็นวันที่กราฟราคาแท่งเทียนจะสวนทางกับแนวโน้มที่กำลังวิ่งไป (จากในภาพตัวอย่าง – วันนี้เป็นวันที่ควรมองหาสัญญาณเทรดฝั่งซื้อ)

อย่างไรก็ตามความชันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ไม่สูงชันมากนัก ดังนั้นแม้จะมีความผันผวนอยู่บ้างก็ยังคงบ่งบอกได้ว่า ตลาดในเวลาของภาพกราฟนี้ไม่ใช้แนวโน้มที่แข็งแกร่งมากนัก
การจัดการ การเข้าซื้อขาย

ถีงแม้ว่าในบางโอกาส เทรดเดอร์อาจจะไม่สามารถเห็นหรือใช้งานได้เหมือนในตัวอย่างเดียวกันกับด้านบนนี้ แต่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ก็ยังคงเป็นเครื่องมือธรรมชาติ เทรดเดอร์อาจประยุกต์ด้วยการวางการซื้อขายล่วงหน้าแบบราคาไปย้อนกลับได้ (PENDING BUY STOP ORDER)

สรุป: การซื้อขายในช่วงเวลาแบบรายวัน  ด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ระยะ 20 วัน

การซื้อขายในช่วงรายวันที่มีเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อยู่ด้วย เป็นวิธีง่ายๆในการจับภาพแนวโน้มภายในวันเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าว เป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าสำหรับเทรดเดอร์ในการเรียนรู้เรื่องราคาของกราฟ เพราะเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนไหวบนกราฟราคาแท่งเทียนมีการเปลี่ยนแปลงกับราคากราฟเอง อีกทั้งยังมีการโต้ตอบกับราคาด้วย ดังนั้นเมื่อเทรดเดอร์มองไปที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เทรดเดอร์จะต้องมองราคาด้วยเช่นกัน

ทันทีที่เทรดเดอร์เปิดกราฟราคาแท่งเทียนให้ใส่และใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วันทุกครั้ง หากเทรดเดอร์ฝึกฝนมากพอสมควร เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน จะเป็นตัวบ่งชี้ที่เทรดเดอร์ต้องการเท่านั้น
#11
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / Price Action Trading Strategies
มกราคม 07, 2026, 04:47:27 ก่อนเที่ยง
กลยุทธ์ สามทหารเสือขาว กับ สามอีกาดำ

ผมอยากจะพูดถึงกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับกราฟแท่งเทียน 2 รูปแบบที่เรียกว่า :

1. สามทหารเสือขาว ( Three White Soldiers Candlestick Pattern)

2. สามอีกาดำ (Three Black Crows Candlestick Pattern)  ทั้ง 2 รูปแบบอาจจะเกิดขึ้นร่วมกัน เรียกว่า "3 white soldiers and 3 black crows trading strategy".

ก่อนอื่น ลองมาดูรูปแบบนี้ในรายละเอียดดังนี้

รูปแบบสามหารเสือขาว (THREE WHITE SOLDIERS CHART PATTERN)

รูปแบบสามทหารเสือขาว เป็นรูปแบบแท่งเทียนกลับตัวตลาดกระทิง และมันประกอบด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง ดังนี้:

- ตลาดต้องอยู่ในเทรนด์ขาลง

- คุณต้องมีแท่งเทียนสีเขียว 3 แท่งที่เกิดขึ้นติดต่อกัน ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบที่เรียกว่า สามทหารเสือขาว

- แท่งเทียนแต่ละอันเปิดในระยะตัวเทียนก่อนหน้า

- แท่งเทียนแต่ละแท่งต้องปิดสูงกว่าแท่งเทียนก่อนหน้า

เมื่อคุณเห็นแท่งเทียน 3 แท่งเกิดขึ้นในเทรนด์ขาลง คุณควรจะสังเกตเพราะว่ามันเป็นสัญญาณที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนเทรนด์

สิ่งหนึ่งที่คุณต้องเห็นคือ รูปแบบแท่งเทียนเหล่านี้บอกถึงรูปแบบกระทิงเมื่อคุณดูไปที่มัน เราต้องเห็นแท่งเทียนยาว ๆ ซึ่งบอกว่า เทรดเดอร์ขาขึ้นกาลังเข้าตลาดและขาลงทำกำไรแล้ว

589.png

รูปแบบอีกาดำสามตัว (THREE BLACK CROWS CHART PATTERN)

รูปแบบอีกาดำ สามตัวจะตรงข้ามกับรูปแบบแรก ที่แสดงในกราฟข้างบน

รูปแบบนี้เป็นรูปแบบกลับตัวตลาดกระทิงที่ประกอบด้วยแท่งเทียนลง 3 แท่ง

นี่คือรูปแบบที่ทำให้รูปแบบอีกาดำสามตัวเกิดขึ้น :

- ตลาดต้องอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น

- คุณต้องมีแท่งเทียน 3 แท่งขาลงที่ทำให้เกิดแท่งเทียนสีดำ 3 แท่ง

- แต่ละแท่งต้องเปิดภายในตัวเทียนของแท่งก่อนหน้า

- แต่ละแท่งต้องปิดต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า

ถ้าคุณเห็นรูปแบบอีกาสามแท่งนี้ในเทรนด์ขาขึ้น คุณควรสังเกตุ ว่าสัญญาณจะเปลี่ยนแปลงเทรนด์

590.png

รูปแบบแท่งเทียน 3 แท่งสีดา

การเทรด รูปแบบอีกาดำ 3 แท่งและ 3 ทหารเสือสีขาว

ประโยชน์ของกลยุทธ์การเทรดคือว่า ไม่ต้องใช้ indicator ที่ต้องใช้ เราจะมองหารูปแบบ Price Action ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาที่เราจะเทรด

- Time Frame – เช่นเดียวกับกราฟเทรดใด ๆ มันจะใช้ได้ดีใน Time Frame ใหญ่ ๆ อย่างไรก็ตามคุณควรใช้กราฟที่เทรดระหว่างวันได้

- Currency Pairs – ค่าเงินใดก็ได้ที่มีเทรนด์และสามารถบอกจุดกลับตัวได้

- Indicators – ไม่ต้องใช้ แต่ว่าใช้ Price Action ล้วน ๆ

กฏการเทรด

1. ถ้ารูปแบบสามทหารเสือขาว เกิดขึ้น ตั้ง buy stop order 3-5 pips สูงกว่าราคา high ของแท่งที่ 3 หรือ ถ้าแท่งเทียนสีดำ ก็ต้องส่ง Sell Stop 3-5 pip ต่ำกว่าแท่งที่ 3

2. ตั้ง Stop loss ที่ราคาสูงสุดของแท่งที่ 3 ถ้าเป็นออเดอร์ Sell ก็ส่ง Stop loss ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแท่งที่ 3 buy stop order.

3. จุดทำกำไร จุดสูงสุดของแท่งก่อนหน้า หรือต่ำสุดในกรณี Sell (จุดสูงสุด หรือ ต่ำสุด )

4. ย้าย Stop loss ไปยังจุดคืนทุน เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปยังจุดเข้าและสูงกว่า หรือต่ำกว่าในกรณี Sell

5. เรียนรู้จุดทำกำไรเมื่อราคาเคลื่อนไหวไปอย่างน้อย ครึ่งหนึ่งของจุดทำกำไรที่ตั้งไว้

เคล็ดลับที่สำคัญ

ไม่ทุกครั้งที่ รูปแบบทั้งสองที่คุณเห็นที่เกิดขึ้นบนกราฟจะใช้เป็นสัญญาณเทรดได้

เช่นเดียวกับรูปแบบที่ใช้เทรดทุกรูปแบบ หรือว่ารูปแบบเดียว จุดที่มันเกิดเป็นสิ่งสำคัญ เช่น จุดดังต่อไปนี้:

- จุดแนวรับแนวต้าน

- Pivot level

- Fibonacci level

ระดับราคาเหล่านี้มีความสำคัญเมื่อใช้ในกราฟ Time Frame ใหญ่ ๆ จุดอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนี้ควรต้องระมัดระวัง เพราะว่าคุณไม่มีเหตุผลที่จะคาดหวังว่าราคาจะเคลื่อนไหว

นอกจากนี้คุณต้องระวังช่วงที่กราฟบีบตัว เมื่อราคาเกิดเบรคการกระจุกตัวมีโอกาสที่ราคาจะทดสอบแนวรับแนวต้านจะกลับตัว ถ้าเกิดเข้าไปแล้วอาจจะชน Stop loss เนื่องจากธรรมชาติการเทรดที่เป็นแบบนั้น

ข้อเสียเปรียบของกลยุทธ์นี้

- ทุกกลยุทธ์มีจุดอ่อนในตัวมันเอง ซึ่งจุดอ่อนของระบบนี้คือ ในบางครั้งก็เกิดแพทเทิร์นที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้จุดตัดขาดทุนของเราอยู่ไกล
ส่งผลให้เราจะต้องเปิด position ที่เล็กมากๆ

- ในบางครั้งอาจจะเกิดแพทเทิร์นนี้และมีการพักตัวหรือกลับตัวของราคาแค่ชั่วคราว หรือระยะสั้นๆ ส่งผลให้ออเดอร์นั้นอาจจะไปไม่ถึง TP แล้วก็ย้อนกลับลงมา SL แทน

ข้อได้เปรียบของกลยุทธ์นี้

- ถ้ากลยุทธ์นี้เป็นไปตามแผน และตลาดมีเทรนด์ที่ดีหลังจากเกิดรูปแบบและคุณส่งออเดอร์ คุณสารถทำกำไรได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะถ้าคุณเทรดใน Time Frame ที่ใหญ่เช่น 1 ชั่วโมงหรือว่าสูงกว่านั้น
#12
Breakouts จะสามารถเกิดขึ้นได้พื้นที่ที่เป็นแนวรับ-แนวต้าน หลังจากออเดอร์ที่เป็นตัวต้านทานใช้ไป และไม่มี market orders ต่อเนื่องทางนั้น จนสุดท้ายทำให้เกิดการเบรคเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน Fakeouts หรือเรียกอีกอย่างว่า False Breakout ก็เกิดขึ้นประจำเช่นเดียวกันที่พื้นที่พวกนี้ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้เกิด Breakout หรือ Fakeouts เพราะขาใหญ่ต้องการใช้ประโยชน์จาก Liquidity ที่พื้นที่พวกนี้เป็นหลัก ทั้งเพื่อเข้าเทรดและเพื่อเร่งราคา การเทรด Breakout ทำให้ราคาวิ่งไปเร็วถ้าถูกทางก็กำไรเร็ว ผิดทางก็ติดลบเร็วเพราะเรื่องของ liquidity เป็นหลัก

ทำไมนิยมเทรด Breakout

538.png


เหตุผลหลักที่การเทรด Breakout เป็นที่นิยมกันเพราะเรื่องของจำนวน และการจัดการ liquidiy เป็นหลัก เพราะหลังจากผ่านช่วงสะสม positions ในหลักการของ Elliott Wave ก็จะเป็นช่วงที่ Accumulation หรือ Distribution ก่อนนั่นเองที่จะตามมาด้วย Breakout  ที่เป็นช่วงสะสม ก็จะเห็นราคาวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ หรือเรียกว่ายังมี volatility น้อย เราอาจกำหนดวิธีการดูเรื่อง volatility เพื่อดูช่วยได้ด้วยหลายวิธีเพื่อเป็นตัวช่วยบอกช่วง Breakouts หรือ Feakouts จะเกิดขึ้นได้ เช่นด้วยการอ่าน Price action, Moving Average หรือที่นิยมกันคือ Bollinger Bands เช่นภาพที่ยกมาประกอบเป็นการใช้ Bollinger Bands ก็จะตีความเรื่องของ volaitlity จากเส้น Upper band, middle และ lower band ถ้าระยะถ่าง 3 เส้นแคบ บอกว่าตลาดมี volatility น้อย และถ้าถ่างออกมากก็บอกถึง volatility มาก ถ้าดูแท่งเทียนประกอบ จะเห็นชัดว่าแท่งเทียนยาวๆ จะเกิดตอนที่ระยะถ่างมากของ Bollinger Bands

เข้าใจรูปแบบ Breakouts ก่อน แล้วจะเข้าใจ Fakeouts

เหตุผลหลักที่การเทรด Breakout เป็นที่นิยมกันเพราะเรื่องของจำนวน และการจัดการ liquidiy เป็นหลัก เพราะหลังจากผ่านช่วงสะสม positions ในหลักการของ Elliott Wave ก็จะเป็นช่วงที่ Accumulation หรือ Distribution ก่อนนั่นเองที่จะตามมาด้วย Breakout  ที่เป็นช่วงสะสม ก็จะเห็นราคาวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ หรือเรียกว่ายังมี volatility น้อย เราอาจกำหนดวิธีการดูเรื่อง volatility เพื่อดูช่วยได้ด้วยหลายวิธีเพื่อเป็นตัวช่วยบอกช่วง Breakouts หรือ Feakouts จะเกิดขึ้นได้ เช่นด้วยการอ่าน Price action, Moving Average หรือที่นิยมกันคือ Bollinger Bands เช่นภาพที่ยกมาประกอบเป็นการใช้ Bollinger Bands ก็จะตีความเรื่องของ volaitlity จากเส้น Upper band, middle และ lower band ถ้าระยะถ่าง 3 เส้นแคบ บอกว่าตลาดมี volatility น้อย และถ้าถ่างออกมากก็บอกถึง volatility มาก ถ้าดูแท่งเทียนประกอบ จะเห็นชัดว่าแท่งเทียนยาวๆ จะเกิดตอนที่ระยะถ่างมากของ Bollinger Bands

เข้าใจรูปแบบ Breakouts ก่อน แล้วจะเข้าใจ Fakeouts

539.png

การเปิด Breakout หรือ Fakeouts ที่เกิดที่พื้นที่ key level เช่นพวกแนวรับ-แนวต้าน หรือ pivot level, supply/demand เป็นต้น เมื่อมองจากรูปแบบ price structure จะแบ่งออกได้ 2 แบบคือ Continuation breakout เกิดการเบรคไปทางที่ทำเทรนหรือ impulsive move มา และแบบ Reversal breakout แบบสวนเทรนเกิดหลังจากที่ราคาทำเทรนมาสักระยะ เป็นช่วงปลายของเทรน ขาใหญ่เข้ามาเพื่อสะสม positions ก่อนเรื่อยๆ ในช่วง consolidation หรือ accumulation หรือ distribution เมื่อสะสมหรือเข้าออเดอร์ได้ตามต้องการก็จะดันราคาสวนเทรนเพื่อทำกำไร ตรรกะที่ทำให้เกิดเรื่องของ breakout อยู่ที่เรื่องการทำงานของออเดอร์ การเข้าและออกเทรดและการทำกำไรและการสูญเสียประกอบกัน และ breakout ต่างจาก Fakeouts คือ Breakout เป็นการเบรคและราคาไปทางที่เกิดการเบรคจริง ส่วน Fakeouts คือ ราคาเบรคเช่นกัน แค่ราคากลับสวนเทรนอย่างรวดเร็ว วิ่งสวนที่เกิดเบรค ถ้าพูดง่ายๆ คือ การที่ราคาเบรคจริงหรือเบรคหลอก นั่นเอง Fakouts มีการเรียกหลายอย่าง Fase Break, Stop hut, Liquidity hunt, Bull Trap หรือ Bear Trap เป็นต้น เพราะการที่เกิด Breakout หรือ Fakeouts อยู่ที่เรื่องของ liquidity ตรงพื้นที่ตรงนั้น ขาใหญ่ใช้ประโยชน์ เพื่อเข้าเทรดหรือจัดการการเทรดเพื่อทำกำไรมากขึ้น

Breakout กับ Liquidity

540.png

นอกจากรูปแบบของ price structure แล้วสิ่งที่สำคัญคือว่าอะไรที่ทำให้เกิด Breakout หรือ Fakeout หลักๆ เป็นเพราะขาใหญ่เข้ามีส่วนร่วม ดูกรอบสี่เหลียมสีเหลืองที่ราคาลงไป consolidaiton เกิดแนวรับด้านล่าง และแนวต้านด้านบนของกรอบ เป็นช่วงสะสม positions ดูว่าขาใหญ่ใช้อย่างไร มองย้อนมาที่เลข 1 ในตอนช่วงสะสม เทรดเดอร์ที่เปิด sell ก็ได้เปิด ที่เปิด buy ก็ได้เปิด ไม่มีความไม่สมดุลย์เกิดขึ้น เทรดเดอร์ที่เปิด sell ก็จะถือ short postions ก็จะกำหนด stop loss เหนือจุด High ที่ใกล้สุดขึ้นมานิดหน่อย เริ่มที่เส้นสีเหลืองเลข 1 ถ้าราคาดันขึ้นมาก็จะแตะ stop loss ส่วนเทรดเดอร์ที่เปิด buy ถือ long positions ก็จะกำหนด stop loss ต่ำกว่าเส้นสีเขียวเล็กน้อย สิ่งที่น่าสังเกตุตรงที่เหนือเลข 1 ก็เป็นแนวรับเก่า หลักการเดียวกันตรงที่เลข 2 แล้วใครดันลงมาเพื่อแตะ stop loss ที่สำคัญคือการทำงาน stop loss เมื่อราคาแตะจะกลายมาเป็น sell market orders ทันที นั่นหมายความว่าถ้าขาใหญ่จะเปิด Buy พวกเขาต้องการ sell orders ที่มาจาก stop loss ตรงนั้นเพื่อจะมา fill orders ของพวกเขา ดังนั้น stop loss เลยเพิ่ม liquidity เข้าตรงที่กำหนดให้ขาใหญ่หาได้ง่าย และนอกจากนั้นตรงพื้นที่ตรงนั้นยังมีออเดอร์จากเทรดเดอร์ที่เทรดแบบ Breakout ด้วยก็จะเข้าตลาดเช่นกัน ส่วนมากก็จะกำหนด เป็น pending orders ซึ่งในที่นี้คือ sell stop orders ดังนั้นทั้ง stop loss และ sell stop ต่างเป็นออเดอร์ที่จะทำงานด้วยเงื่อนไขเดียวคือราคาตลาดมาแตะเท่านั้น ก็จะกลายเป็น sell market orders ทันทีเพราะตลาดเปิดเทรดให้เอง ไม่ใช่เทรดเดอร์เปิด ส่วนมากก็จะเป็นพื้นที่ที่ Low มาก จำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ price structure ที่บอกถึงการสะสม วิธีการง่ายๆ ให้ดูพื้นที่จาก timeframe ใหญ่เป็นหลักเพื่อหลักการสะสม positions พอพวกเขาเข้าได้ก็ดันราคาขึ้นมา แล้วยังแตะ stop loss พวกเทรดเดอร์ที่เปิด sell ด้วย ก็จะกลายเป็น buy market orders ก็จะช่วยดันราคาให้ด้วย

หรือตัวอย่างที่ 2 ที่เกิดการดันราคาขึ้นเบรคไปก่อนแล้วลงมาด้วย แท่งเทียนยาวๆ เป็นการล่า stop order จากพวกเทรดเดอร์ที่เปิด sell ก่อนเพื่อเข้าตลาดที่ราคาดีกว่าแล้วดันราคาลงมา จนกว่าถึงด้านล่างอีกที ค่อยดันให้เกิด Breakout อย่างจริงจัง

จากที่ยกตัวอย่างมา เป็นไปได้ก่อนที่ Breakout จะเกิดขึ้นมักจะเห็น Fakeout เกิดขึ้น เพราะตรรกะเรื่องของ liquidity ที่ขาใหญ่ต้องการเพื่อเข้าเทรด และรูปแบบแนวรับ-แนวต้านที่เป็นจุด Breakout มีหลายแบบแล้ว อาจเป็น Trendline, หรือพวก chart patterns แบบสามเหลี่ยมเช่น Ascending Triangle, Descending Triangle หรือ Symmetrical triangle ก็ได้

และวิธีการเลี่ยงไม่ให้เจอ Fakeout ในการเทรด Breakout ให้รอดูว่ามีการล่า liquidity หรือเปล่าให้เกิดขึ้นก่อนค่อยเปิดเทรด หรือรอให้ Breakout เกิดขึ้นก่อนค่อยเปิดเทรด
#13
 รูปแบบพฤติกรรมกราฟราคาแท่งเทียน ที่ทำจุดสูงสุดสองครั้ง  (DOUBLE TOP CHART PATTERN) เป็นรูปแบบการกลับตัวของกราฟราคาแท่งเทียน ที่สามารถมองเห็นได้ในกรอบเวลาทั้งหมด รูปแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อราคาขยับขึ้นเป็นระยะเวลานาน ไปถึงบริเวณแนวต้าน ก็มักจะมีการย้อนกลับของกราฟราคา ทำให้กราฟวิ่งต่ำลง

   และเมื่อเทรดเดอร์ อีกส่วนพยายามเข้าทำการเข้าเปิดคำสั่งซื้ออีกครั้ง จึงทำให้เกิดการวิ่งย้อนกลับไปที่เดิมของกราฟราคาแท่งเทียนอีกครั้ง จึงเกิดเป็นการทำจุดสูงสุด สองครั้ง และนั่นคือการทำให้เกิด ปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในตลาด

   เทรดเดอร์ ที่ถือคำสั่งซื้อเอาไว้ เช่นเทรดเดอร์ที่เข้าทำการซื้อขายแบบ กราฟราคาแท่งเทียนแกว่งตัว ก็เริ่มที่จะสามารถทำกำไรได้

   เทรดเดอร์ ที่เพิ่งเข้ามาทำการถือคำสั่งซื้อเอาไว้ไม่นานนัก ก็จะเริ่มตื่นตกใจและออกจากคำสั่งซื้อที่เทรดเดอร์เหล่านี้ ถือไว้

   เทรดเดอร์ที่ เข้าทำการซื้อขายแบบตามแนวโน้ม กลับมองเห็นว่ากราฟราคาไม่สามารถทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ และเริ่มมองหา ตำแหน่งสำหรับการขายมากกว่า

   การเริ่มมีการทำการเปิดคำสั่งขายในตลาด หมายความว่า เริ่มมีการปิดคำสั่งซื้อในตลาดเช่นกัน นั่นเป็นสาเหตุให้กราฟราคาแท่งเทียนขยับลงมาด้านล่างอย่างรวดเร็ว



   การแยกแยะ รูปแบบของพฤติกรรมของกราฟราคาแท่งเทียน แบบ DOUBLE TOP CHART PATTERN

   การแยกแยะรูปแบบ DOUBLE TOP CHART PATTERN ไม่ได้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากนัก ในการระบุรูปแบบกราฟราคาที่สูงสุดสองครั้ง  มันเป็นรูปแบบการกลับตัว จากกราฟราคาที่แกว่งตัวสูงสุด ลงมาในระยะหนึ่ง แล้วก็จะกลับตัวขึ้นไปที่จุดเดิมอีกครั้ง  เทรดเดอร์สามารถสแกนหาตำแหน่งกราฟราคาที่สูงสุด และตั้งค่าการแจ้งเตือนไว้ได้เมื่อราคากลับมาที่โซนราคาสูงสุดนั้นอีกครั้ง

•   จุดสูงสุดสองจุดของกราฟราคา จุดที่ 1 และ จุดที่ 2  หรือ จุดที่มีการแกว่งตัวของราคาสูงสุด ที่เกือบจะมีราคาอยู่ในระดับเดียวกัน

•   การมองหา DOUBLE TOP ที่กราฟราคา ควรมีระยะทางเท่ากัน ในแง่ของเวลาในการสร้างความสูง

467.jpg

ทำความเข้าใจกับ ภาพตัวอย่างของ DOUBLE TOP CHART PATTERN นี้

•   จุดสูงสุด สองจุดในภาพตัวอย่างนี้ มาจากการขึ้นของแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรง

•   จุดสูงสุด จุดที่สอง ไม่สามารถทำลายความสูงของ จุดสูงสุด จุดที่หนึ่งได้

•   เมื่อกราฟราคาแท่งเทียน ไม่ทะลุแนวต้านนี้ หรือไม่สามารถทำลายความสูงของจุดที่หนึ่งได้ เป็นข้อสังเกตให้เทรดเดอร์เห็นว่าจะมีการกลับตัวของกราฟราคาแท่งเทียนเกิดขึ้น



   การเข้าทำการซื้อขายใน รูปแบบกราฟราคาแท่งเทียนขึ้นถึงจุดสูงสุดสองครั้ง

   กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายใน รูปแบบกราฟราคาแท่งเทียนขึ้นถึงจุดสูงสุดสองครั้ง มันเรียบง่ายและมีสามรูปแบบในการเข้าทำการซื้อขาย

•   การเข้าทำการซื้อขาย แบบทันที

•   การเข้าทำการซื้อขาย แบบรอกราฟราคาแท่งเทียนย้อนกลับ

•   การเข้าทำการซื้อขาย แบบรอให้ครบขั้นตอน


   เงื่อนไขของ การเข้าสู่การซื้อขายแบบ ในทันที

•   เมื่อกราฟราคาแท่งเทียนสร้างจุดสูงสุด จุดที่หนึ่งแล้วและตอนนี้ เทรดเดอร์เห็นกราฟราคาแท่งเทียนวิ่งย้อนกลับ ไปถึงระดับเดิม หรือระดับจุดที่ หนึ่ง หลังจากนั้นให้เทรดเดอร์วางคำสั่งขายล่วงหน้าไว้ ประมาณ 3-5 PIPS ที่ใต้กราฟแท่งเทียนแท่งที่อยู่ในจุดที่สูงที่สุด

•   เทรดเดอร์ยังสามารถออกคำสั่งขายได้ทันที ถ้าในขณะนั้น ราคาของกราฟแท่งเทียนอยู่ต่ำกว่าแท่งเทียนแท่งที่สูงที่สุด ที่เทรดเดอร์มองไว้ ประมารณ 3-5 PIPS

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งหยุดการขาดทุนไว้ ที่ประมาณ 10-30 PIPS  ที่ด้านบน เหนือระดับสูงสุดของแท่งเทียนจุดที่หนึ่ง

•   สำหรับเป้าหมายการทำกำไร เทรดเดอร์สามารถเลือก ตำแหน่งฐานของกราฟราคาแท่งเทียนก่อนที่จะ ดีดตัวสูงขึ้นได้ (NECK LINE)  หรือแม้แต่ใช้ ตำแหน่งการแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียนแท่ง ที่ต่ำสุด ล่าสุด ก่อนหน้าการดีดขึ้นมาทำ จุดสุงสุดของ จุดที่หนึ่งก็ได้



เงื่อนไขของ การเข้าทำการซื้อขาย แบบรอกราฟราคาแท่งเทียนย้อนกลับ

•   เมื่อกราฟราคาแท่งเทียน ในจุดที่สูงที่สุด ที่สอง ถูกสร้างขึ้น สิ่งที่เทรดเดอร์ทำคือเฝ้ามองดูการก่อตัวของกราฟแท่งเทียนที่ จะย้อนกลับ (รอแท่งเทียนแท่งย้อนกลับ)

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งขายล่วงหน้าไว้ ประมาณ 3-5 PIPS ที่ตำแหน่งใต้แท่งเทียนแท่งที่กลับตัว

•   วางคำสั่งหยุดการขาดทุนของเทรดเดอร์ ที่กราฟแท่งเทียน แท่งกลับตัว ประมาณ 5-10 PIPS   

•   สำหรับเป้าหมายการทำกำไร เทรดเดอร์สามารถเลือก ตำแหน่งฐานของกราฟราคาแท่งเทียนก่อนที่จะ ดีดตัวสูงขึ้นได้ (NECK LINE)  หรือแม้แต่ใช้ ตำแหน่งการแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียนแท่ง ที่ต่ำสุด ล่าสุด ก่อนหน้าการดีดขึ้นมาทำ จุดสุงสุดของ จุดที่หนึ่งก็ได้


เงื่อนไขของ การเข้าทำการซื้อขาย แบบรอให้ครบขั้นตอน

•   ให้เทรดเดอร์ รอให้กราฟราคาทะลุลงมาใต้ บริเวณฐานของกราฟราคาก่อนจะดีดตัวสูงขึ้น (NECKLINE) โดยแท่งเทียนแท่งที่จะทำการเข้าซื้อขายนั้น จะต้องมีราคาปิดที่ด้านล่างของแท่งเทียน

•   หลังจากนั้นให้เทรดเดอร์วางคำสั่งขายล่วงไว้ประมาณ 3-5 PIPS ที่กราฟราคาแท่งที่สามารถทะลุบริเวณฐานนั้นได้ (NECKLINE)

•   ส่วนตำแหน่งการวาง จุดหยุดการสูญเสียของเทรดเดอร์ ให้วางที่ใดก็ได้ ตั้งแต่ 3-10 PIPS ที่ด้านบนของฐานกราฟราคาดังกล่าวนั้น (NECKLINE)

•   สำหรับการหาเป้าหมายการทำกำไร ให้เทรดเดอร์คำนวณระยะทางเป็นจุดระหว่าง จุดที่ฐาน (NECKLINE) ไปจุดสูงสุดที่หนึ่ง แล้วใช้จำนวนจุดเท่านั้นมาวางไว้ที่ด้านล่างเป็นเป้าหมายกำไร

468.png

                                           DOUBLE TOP CHART PATTERN TRADING SYSTEM

ข้อดี ของการซื้อขาย DOUBLE TOPS CHART PATTERN

•   การเคลื่อนตัวลงของกราฟราคาแท่งเทียน ที่เกิดขึ้นหลังจากการก่อตัวไปที่จุดสูงสุดจุดที่สอง นั้น  สามารถลงไปได้ไกลมาก ถ้าเทรดเดอร์มองเห็นในกรอบเวลารายสัปดาห์ แล้วเทรดเดอร์เข้าทำการซื้อขายในกรอบเวลารายวัน ก็จะยิ่งทำให้คำสั่งขายของเทรดเดอร์ สามารถวิ่งไปตามแนวโน้มได้อย่างมากมาย   นี่คือการเคลื่อนไหวของราคาที่ดีที่สุด

•   มันเป็นเรื่องง่ายต่อการมองหา กราฟราคาแท่งเทียนแบบ DOUBLE TOP CHART PATTERN

•   ความเสี่ยงสำหรับแต่ละการเข้าทำการซื้อขายนั้น ดีกว่ามาก เมื่อเทียบกับกลยุทธ์การเข้าซื้อขาย แบบอื่น ๆ เพียง เพราะเทรดเดอร์จะได้รับการสนับสนุนจากระดับแนวต้านที่ด้านบนอยู่แล้ว



ข้อเสีย ของการซื้อขาย DOUBLE TOPS CHART PATTERN

•   บางครั้งเทรดเดอร์อาจจะเจอสถานการณ์ที่จะมีการตกลงของกราฟราคาแท่งเทียนหลอก กราฟราคาอาจจะย่อตัวลงมาและวิ่งย้อนกลับขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง

•   การเข้าซื้อขายในกรอบเวลาเล็ก หรือต่ำกว่า 1 ชั่วโมงอาจไม่ดีนัก ยิ่งกรอบเวลาที่เทรดเดอร์ใช้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
#14
 เทคนิคการเทรดตลาด FOREX แบบกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ OUTSIDE BAR เทคนิคการเทรด OUTSIDE BAR นี้เป็นเทคนิคการเทรดที่เรียบง่าย และยังง่ายต่อการสังเกต การตั้งค่าในการมองรูปแบบกราฟราคาและยังมีกฎการเทรดที่เทรดเดอร์มือใหม่สามารถใช้งานได้ง่ายอีกด้วย

   แนวคิดของการเทรดกราฟราคารูปแบบ OUTSIDE BAR จะมีเทคนิคการเข้าเทรดเหมือนกันกับ เทคนิคการเทรดกราฟราคารูปแบบ INSIDE BAR แต่การตั้งค่ารูปแบบเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม


  อะไรคือรูปแบบ PATTERN OUTSIDE BAR ?

   เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถเข้าทำการเทรดด้วยเทคนิคในบทความนี้ เทรดเดอร์จำเป็นต้องเรียนรู้ก่อนว่า กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ OUTSIDE BAR เป็นอย่างไร?  กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ OUTSIDE BAR เป็นรูปแบบของ กราฟราคาแท่งเทียนสองแท่ง โดยลักษณะจะเหมือนกราฟราคารูปแบบ กลืนกิน / ENGULFING แต่ว่าอยู่ด้านนอกของแท่งเทียนหลัก

   สิ่งนี้หมายความว่า กราฟราคารูปแบบ OUTSIDE BAR จะมีเนื้อแท่งเทียนที่ด้านบนและด้านล่าง สูงและต่ำเพื่อปกคลุมกราฟราคาแท่งเทียนก่อนหน้า ในตอนนี้กราฟราคาแท่งเทียนที่ด้านนอกอาจจะมีชื่ออื่นด้วย อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกราฟราคารูปแบบ BULLISH ENGULFING หรือ BEARISH ENGULFING ได้

646.png

647.png

   กฎ - สำหรับการเข้าเทรด กราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ OUTSIDE BAR

•   ให้เทรดเดอร์ วางคำสั่งซื้อล่วงหน้า ถ้าหากเกิดกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ BULLISH OUTSIDE BAR ประมาณ 2-5 PIPS ที่ด้านบนของกราฟราคาแท่งเทียน

•   ให้วางคำสั่งขายล่วงหน้า ถ้าหากเกิดกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ BEARISH OUTSIDE BAR ประมาณ 2-5 PIPS ที่ด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน

•   ถ้าเทรดเดอร์เปิดคำสั่ง BUY ให้วางคำสั่ง STOP LOSS ประมาณ 2-5 PIPS ที่บริเวณด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน

•   และถ้าเทรดเดอร์เปิดคำสั่ง SELL ให้วางคำสั่ง STOP LOSS ประมาณ 2-5 PIPS ที่บริเวณด้านบนของกราฟราคาแท่งเทียน


เป้าหมายในการทำกำไรของเทรดเดอร์ เทรดเดอร์มีตัวเลือกน้อย :

•   ถ้าเป็นการเทรดฝั่ง BUY ให้กำหนดเป้าหมายการทำกำไรที่ตำแหน่งกราฟราคาสวิงไฮ ล่าสุด ก่อนหน้า

•   หรือกราฟราคาสวิงโลว ล่าสุด ก่อนหน้า ถ้าเป็นการเทรดฝั่ง SELL ให้เป็นเป้าหมายในการทำกำไรของเทรเดอร์

•   หรือเทรดเดอร์อาจจะใช้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อการทำกำไรที่ 1 : 3 เท่าของการออกคำสั่งในการเทรดแต่ละครั้ง เช่นว่าถ้าเทรดเดอร์วางคำสั่งเทรดฝั่ง BUY ไปแล้ว มีระดับการวาง STOP LOSS ที่ 50 PIPS ก็หมายความว่า เป้าหมายในการทำกำไรของเทรดเดอร์ควรจะ 150 PIPS เป็นต้น


ต่อมาคือเรื่อง MANAGEMENT สำหรับการเทรดแบบ OUTSIDE BAR :

•   หนึ่งในเทคนิคการเทรดที่ดี ที่สุดคือการใช้  TRAILING STOP ที่ด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน ถ้าเทรดเดอร์เปิดการเทรดฝั่ง BUY

•   และวาง TRAILING STOP ไว้ที่ด้านบนของกราฟราคาแท่งเทียน ถ้าเทรดเดอร์เปิดการเทรดฝั่ง SELL

•   TRAILING STOP จะทำงานจะทำให้คำสั่งฝั่ง BUY ของเทรดเดอร์หยุดลง ถ้ากราฟราคามีการย่อตัวลงมาแตะโดนคำสั่ง

•   หรือถ้ากราฟราคามีการดีดตัวขึ้นไปแตะโดนคำสั่ง TRAILING STOP สำหรับการเทรดฝัง SELL ก็จะทำให้คำสั่งของเทรดเดอร์หยุดลง ถึงแม้ว่าคำสั่งในการเทรดของเทรดเดอร์จะต้องหยุดลงไม่ว่าจะเป็นด้านฝั่ง BUY หรือ ฝั่ง SELL ก็ตามแต่ แต่อย่างน้อยเทรดเดอร์ก็จะเดินออกจากตลาด ไปพร้อมกับผลกำไรที่เทรดเดอร์ล็อคไว้แล้ว

648.png

แผนภูมิด้านบนแสดงการตั้งค่าการค้าสำหรับการเทรดคำสั่งซื้อ สำหรับการตั้งค่าการเทรดคำสั่งขาย จะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม


การตั้งค่าก่อนการเข้าเทรด FOREX ด้วยกราฟราคารูปแบบ OUTSIDE BAR

•   กรอบเวลา : กรอบเวลา 4 ชั่วโมง ถึง รายวัน

•   คู่สกุลเงิน : ทุกคู่สกุลเงิน

•   อินดิเคเตอร์ : ไม่ต้องใช้ อินดิเคเตอร์


   ข้อเสีย - ของการเทรดด้วยกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ OUTSIDE BAR

•   การเทรดด้วยเทคนิคนี้ จะทำให้ ตำแหน่งการวาง STOP LOSS จะมีขนาดใหญ่มาก ซึ่งหมายความว่าเทรดเดอร์จำเป็นต้องคำนวณขนาดล๊อตของการเข้าเทรด ตามความเสี่ยงที่เทรดเดอร์สามารถรับได้

•   บางครั้งอาจใช้เวลาสักครู่ก่อนที่ เทรดเดอร์จะเริ่มเห็นผลกำไรจากการเทรดในครั้งนี้ นี่เป็นเพราะกราฟราคาแท่ง OUTSIDE BAR ได้ทำการเคลื่อนไหวเป็นอย่างมากแล้ว (จึงเป็นแท่ง OUTSIDE BAR) ทำให้แท่งต่อมา ขยับช้า และหรืออาจจะต้องใช้เวลา สักครู่


   ข้อดี - ของการเทรดด้วยกราฟราคาแท่งเทียนรูปแบบ OUTSIDE BAR

•   เป็นเทคนิคการเทรดที่เรียบง่ายและเข้าใจง่าย ไม่มีความยุ่งยากในการต้องเรียนรู้กับอินดิเคเตอร์ต่าง ๆ

•   เทรดเดอร์จะสังเกตเห็นว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ยาวมากเมื่อเกิดกราฟราคารูปแบบ OUTSIDE BAR ขึ้น การก่อตัวขึ้นและสามารถทำให้เทรดเดอร์ทำกำไรได้หลายร้อย PIPS ยิ่งถ้าเทรดเดอร์ทำการ TRAILING STOP เพื่อล็อคผลกำไรด้วยแล้ว
#15
Risk & Reward คืออะไร สำคัญอย่างไรต่อการเทรด

การเทรดเป็นเรื่องของการเก็งกำไรจากการขึ้นหรือลงของราคา ณ จุดที่เปิดเทรด ถ้าราคาไปทางที่ท่านคาดการณ์หรือเก็ง (speculation) การเปิดเทรดนั้นๆ ก็กำไร มากหรือน้อยก็อยู่ที่ท่านปิดตรงไหน  การเทรดเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ เทรดเดอร์ที่จะเปิดเทรดเมื่อเห็นว่าความเป็นไปได้อยู่ทางที่เปิดเทรดเป็นหลัก แต่เพราะเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ ทุกการเปิดเทรดต้องมีการจำกัดการสูญเสีย พร้อมกับการกำหนดจุดกำไรว่าราคาน่าจะไปถึง เป็นเรื่องของ stop loss และ take profit เลยเป็นเรื่องของ risk:reward ของแต่ละ trade setup

Risk สิ่งที่ต้องรับให้ได้เมื่อเปิดเทรด

629.png

ความเสี่ยง เป็นเรื่องปกติของการเทรดเพราะการเทรดเป็นเรื่องของการเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวราคา  โดยการกำหนด Risk น่าจะแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือกำหนดจากพื้นที่ trade setup ดังนั้นถ้านับเป็น pips จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่า trade setup มาจาก timeframe ไหน ถ้ามาจาก timeframe ใหญ่มากก็ยิ่งจะมากไปด้วย หรือกำหนดแบบนับ pips เอา อย่างแรกนิยมมากกว่า แต่เทรดเดอร์ส่วนมากก็จะต้องการสัดส่วนของ Risk ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ เลยมีการใช้วิธีการเปิดเทรดจาก timeframe ย่อยลงไปเพื่อตีกรอบการกำหนดพื้นที่ตรงส่วนนี้ให้น้อยลง และเพื่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยหรือไม่เกิด ก็จะใช้วิธีการด้วยการเห็น price action ยืนยันก่อนค่อยเปิดเทรด พื้นที่กำหนด Risk ต้องมีตัวต้านทานมากเทรดเดอร์ เลยมักจะเปิดเทรดแถวที่เป็น supply/demand หรือ price level ที่เป็นต้นตอ หรือเมื่อราคาเบรคกลายมาเป็น swap level แล้วเปลี่ยนข้างเทรด

อย่างภาพด้านบนเป็นการกำหนด trade setup ด้วยหลักการ supply/demand เราก็ต้องเข้าใจว่าหลักการนี้กำหนดเทรด setup อย่างไรและกำหนด risk:reward อย่างไร ดูขั้นตอนดังต่อไปนี้เพื่อกำหนด risk:reward สำหรับเทรดครั้งที่บอกว่า Sell 1 และ Sell 2 อย่างไร

630.png

•   ราคาวิ่งอยู่ในกรอบสีแดงเราไม่รู้ว่าจะกลายมาเป็น supply จนกว่าราคาเบรคลงมาด้วย momentum เราก็ดูว่าราคาที่เบรคลงมาวิ่งไปไกลได้ขนาดไหน ดูตรงส่วนที่บอกว่า Reward 30 pips นั่นคือส่วนที่ราคาวิ่งลงไปไกลสุดก่อนที่จะหันกลับมา เราก็เอา 2ส่วนนี้มาประกอบการหา risk:reward ด้วยการดูพื้นที่กรอบราคาก่อนที่ราคาจะเบรค และกรอบราคาที่พอราคาเบรคแล้วไปได้ไกลขนาดไหน ก็จะได้ 2 กรอบราคาเอามาเทียบสัดส่วนกัน ส่วนที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบหรือ consolidation ก็กำหนดเป็นพื้นที่ท่านจะเสี่ยงว่ารับได้มากแค่ไหน อย่างในตัวอย่างประมาณ 10 pips และกรอบที่ราคาวิ่งไปเป็นกรอบ Reward วิ่งประมาณ 30 กว่า pips ได้ สัดส่วนเทียบได้ 1:3 ได้ เมื่อมองจากมุมของ structure ก็จะบอกได้ว่า ถ้ากรอบ trade setup มองจาก timeframe ที่ใหญ่ขึ้น หรือคู่เงินที่มี volatility มากขึ้น ระยะห่างการเคลื่อนไหวต่อ pips ก็จะมากขึ้นไปด้วย แต่หลักการเดียวกันคือให้ส่วนของ Risk น้อยที่สุด หรืออาจเริ่มที่ 1:3 ส่วนของ Reward ยิ่งมากยิ่งดี

•   กำหนด Stop loss สำหรับ Risk และ Take Profit สำหรับ Reward – เช่นเมื่อ Sell 1 การเปิดเทรดอาจเป็นเปิดทันทีที่ราคามาถึง หรือแบบมี price action ยืนยัน ถ้าเป็นการเปิดเทรดแบบแรก การกำหนด Stop loss เบื้องต้นก็อิงกรอบ Risk ที่กล่าวก่อนนี้เพิ่มขึ้นไปอีกนิดหน่อย ท่านอาจจะพบว่าแบบนี้กรอบ risk อาจมากไป เพราะท่านมีวิธีการที่จำกัดให้น้อยลงได้ ด้วยการเปิดเทรดแบบรอให้ price action บอกหรือยืนยันว่าจะเปิดเทรดเมื่อไร เช่นเปิดเทรดหลังจากที่เห็นบาร์สีแดง Engulfing ลงมา บอกว่า market orders เริ่มเกินออเดอร์ตรงข้าม ได้เวลาที่จะเข้าเทรดอีกรอบ การเปิดเทรดแบบหลัง ท่านสามารถจำกัดเรื่องของ risk ลงมาอีกได้ แค่กำหนดแถว High กรอบที่บอก sell 1 แต่ก็มีข้อเสียอย่างหนึ่งเพราะเป็นไปได้ที่ขาใหญ่อาจดันราคาไปแตะstop loss ด้านบน เพื่อเข้าเทรดอีกแล้วค่อยลงไปต่อได้ วิธีการนี้แนะให้ท่านใช้ trade setup ด้วยการกำหนด stop loss และ take profit จาก timeframe ที่ท่านกำหนด trade setup และใช้ timeframe ย่อยลงมาเปิดการเปิดเทรดหรือเข้าตลาด

•   กรณีการ Sell ที่เลข 2 ก็จะเพิ่มตัวแปรขึ้นมาอีก เช่นส่วนของ reward ที่ราคาลงมา ท่านดูว่าลงมากกว่า Low เดิมได้มากแค่ไหน และเด้งขึ้นตรงไหน และตอนที่ราคาวิ่งกลับไปได้สร้าง demand ใหม่เกิดขึ้นด้วยหรือเปล่า (นั่นเลยเป็นหลักการเทรดสำคัญเรื่องของการเทรด retracement คือให้พยายามเปิดเทรดตอนราคากลับมาครั้งแรก เพราะถ้ามากครั้งขึ้น ต้องดูส่วนประกอบหลายอย่างมากขึ้น) การเปิดเทรดครั้งสอง แม้ว่าจะใช้หลักการกำหนด risk พื้นที่เดียวกัน แต่เนื่องจากราคากลับมาครั้งแรก มีการใช้ไป limit orders พื้นที่ตรงนั้น แนะนำให้เทรดด้วยการใช้ price action ประกอบ ถ้าเป็นค่อยเปิดเทรดแล้วกำหนด risk:reward แบบเดียวกัน แต่ให้ระวัง demand ใหม่ที่เกิดขึ้น จะเห็นว่าแม้เรื่อง risk:reward ได้ตามเปล่า แต่กว่าที่ราคาจะมาถึง หลังจากที่ราคาเบรค demand บนได้ก็ consolidation นานกว่าจะลงมาต่อ

จะเห็นว่าจากตัวอย่างที่ยกมาประกอบ การกำหนด risk ท่านต้องการเห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นน่าจะมีความต้านทาน market orders ที่จะมา ไม่สามารถเกินพื้นที่นั้นได้ ยิ่งมีมากยิ่งจะทำให้กรอบกำหนด risk น้อยด้วยยิ่งดี แต่ต้องไม่ลืมว่าท่านกำหนดพื้นที่จาก timeframe ไหน ถ้ามาจาก timeframe ใหญ่พื้นที่กำหนดความเสี่ยงก็จะมากขึ้น ส่วนเรื่องของ reward ท่านต้องดูว่าถ้าราคาจะวิ่งไปมีตัวต้านทานน้อยหรือเปล่า เพราะเมื่อราคาวิ่งไปทางที่วิ่งไปมีออเดอร์ตรงข้ามน้อยก็จะทำให้ราคาวิ่งผ่านไปได้ไม่ยาก เมื่อเทียบสัดส่วนแล้วให้ได้ 1:3 ขึ้น หรือยิ่งมากยิ่งดี เช่น 1:5 1:10 1:15 เป็นต้น เพราะราคาจะวิ่งไปทางที่วิ่งไปได้ง่ายเสมอ เพราะไม่มีจำนวนออเดอร์ตรงข้ามมากพอ หรือที่มักจะได้ยินว่าราคาจะวิ่งไปหา liquidity เสมอ