ข่าว:

กระทู้ล่าสุด

#11
พื้นฐาน Crypto / NVIDIA (เอ็นวิเดีย) คืออะไร? แ...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - มกราคม 29, 2026, 07:14:09 ก่อนเที่ยง
NVIDIA (เอ็นวิเดีย) คืออะไร? และความเชื่อมโยงกับโลกคริปโทเคอร์เรนซี



      ในโลกเทคโนโลยีปัจจุบัน หากพูดถึงบริษัทที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมโลกมากที่สุด ชื่อของ NVIDIA (เอ็นวิเดีย) จะต้องปรากฏขึ้นเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลังความสวยงามของวิดีโอเกมยุคใหม่, มันสมองของรถยนต์ไร้คนขับ, โครงสร้างพื้นฐานของ AI อย่าง ChatGPT หรือแม้กระทั่ง "เหมืองขุดเงินดิจิทัล" ที่เคยสั่นสะเทือนวงการการเงินโลก

NVIDIA คืออะไร?
จุดกำเนิดและวิสัยทัศน์
      NVIDIA Corporation ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 โดย Jensen Huang (เจนสัน หวง), Chris Malachowsky และ Curtis Priem เดิมทีพวกเขามีวิสัยทัศน์ที่จะแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดของคอมพิวเตอร์ในยุคนั้น นั่นคือ "การประมวลผลกราฟิก 3 มิติ" (3D Graphics)

      ในยุค 90 คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ CPU (Central Processing Unit) ในการทำงานทุกอย่าง แต่ CPU นั้นถูกออกแบบมาให้ทำงานแบบเรียงลำดับ (Serial Processing) ซึ่งเก่งในเรื่องตรรกะซับซ้อนแต่ไม่เหมาะกับการคำนวณค่าพิกเซลนับล้านบนหน้าจอพร้อมๆ กัน

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก GPU (Graphics Processing Unit)
      ในปี 1999 NVIDIA ได้เปิดตัว GeForce 256 ซึ่งพวกเขาขนานนามว่าเป็น GPU ตัวแรกของโลก (The World's First GPU)
      ● นิยามของ GPU คือ หน่วยประมวลผลที่ออกแบบมาเพื่องานคำนวณแบบขนาน (Parallel Processing) โดยเฉพาะ มันประกอบด้วย Core (แกนประมวลผล) ขนาดเล็กจำนวนมหาศาล (หลักพันหรือหมื่นแกน) ในขณะที่ CPU จะมี Core ขนาดใหญ่แต่จำนวนน้อย (หลักหน่วยหรือสิบ)
      ● เปรียบเทียบให้เห็นภาพ หากต้องขนย้ายอิฐ 1,000 ก้อน
            - CPU คือรถเฟอร์รารี่ที่เร็วมาก ขนอิฐได้ทีละ 4 ก้อน แต่วิ่งไปกลับด้วยความเร็วสูง
            - GPU คือกองทัพมดนับพันตัวที่เดินช้ากว่าเฟอร์รารี่ แต่สามารถขนอิฐทั้ง 1,000 ก้อนเสร็จพร้อมกันในรอบเดียว

CUDA กุญแจสู่ความยิ่งใหญ่
      จุดเปลี่ยนที่ทำให้ NVIDIA เหนือกว่าคู่แข่งอย่าง AMD (หรือ ATI ในอดีต) ไม่ใช่แค่ความแรงของฮาร์ดแวร์ แต่คือซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า CUDA (Compute Unified Device Architecture) ที่เปิดตัวในปี 2006
      CUDA อนุญาตให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถสั่งงาน GPU ให้ไปคำนวณเรื่องอื่นๆ ที่ "ไม่ใช่กราฟิก" ได้ (General Purpose Computing on GPU - GPGPU)
      นี่คือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนสถานะของ NVIDIA จาก "คนทำชิปเกม" เป็น "บริษัท Computing ระดับโลก" เพราะ GPU ของพวกเขาสามารถนำไปใช้จำลองสภาพอากาศ, วิจัยยารักษาโรค, ฝึกฝน AI และ... ขุดคริปโทเคอร์เรนซี

ทำไม NVIDIA ถึงเชื่อมโยงกับคริปโทเคอร์เรนซี?
      ความเชื่อมโยงระหว่าง NVIDIA และคริปโทฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องของ "ความเหมาะสมทางคณิตศาสตร์" อย่างที่สุด เพื่อเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจกลไกของ Bitcoin และ Ethereum

พื้นฐานการขุด (Mining) และ Proof of Work
      คริปโทเคอร์เรนซีในยุคแรก (เช่น Bitcoin, Ethereum ก่อนปี 2022) ใช้ระบบฉันทามติที่เรียกว่า Proof of Work (PoW)
      ● PoW คืออะไร คือการแข่งกันแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อยืนยันธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่ ผู้ที่แก้โจทย์ได้ก่อนจะได้รับเหรียญรางวัล
      ● ลักษณะของโจทย์ โจทย์เหล่านี้ไม่ได้ต้องการความฉลาดเชิงตรรกะ (Logic) เหมือนที่ CPU ถนัด แต่ต้องการ "การเดาสุ่มจำนวนมหาศาล" ซ้ำๆ (Brute Force Hashing)

ทำไมต้องเป็น GPU ของ NVIDIA?
      พลังแห่งการขนาน (Parallelism) การขุดเหรียญคือการรันอัลกอริทึมเดิมซ้ำๆ ล้านๆ ครั้งต่อวินาที (เช่น SHA-256 หรือ Ethash) ซึ่งตรงกับโครงสร้างของ GPU ที่มี Core เล็กๆ จำนวนมาก ประสิทธิภาพต่อวัตต์ แม้ในช่วงแรก Bitcoin จะใช้ CPU ขุดได้ แต่ไม่นานนักขุดก็พบว่า GPU สามารถคำนวณได้เร็วกว่า CPU ถึง 50-100 เท่า
      ในขณะที่กินไฟเพิ่มขึ้นไม่มาก ความยืดหยุ่น แม้จะมีเครื่องขุดเฉพาะทางที่เรียกว่า ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) เกิดขึ้นมาเพื่อขุด Bitcoin โดยเฉพาะ แต่สำหรับเหรียญอื่นๆ โดยเฉพาะ Ethereum (ETH) ซึ่งใช้อัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อต่อต้าน ASIC (ASIC-resistant) ในช่วงแรก ทำให้ GPU เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดและเป็นสากลที่สุด

ยุคตื่นทอง (The Crypto Boom) และวิกฤตการ์ดจอขาดตลาด
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของ NVIDIA กับคริปโทฯ แบ่งออกเป็นช่วงเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้:
ระลอกแรก (2017-2018)
      เมื่อราคา Bitcoin พุ่งแตะ $20,000 และ Ethereum เริ่มได้รับความนิยม เหล่านักขุด (Miners) เริ่มกวาดซื้อการ์ดจอ NVIDIA รุ่น GTX 10-series (Pascal Architecture) จนเกลี้ยงตลาด
      ● ผลกระทบ ราคาการ์ดจอมือสองพุ่งสูงกว่ามือหนึ่ง เกมเมอร์ไม่สามารถหาซื้อการ์ดจอได้
      ● จุดจบ เมื่อตลาดคริปโทฯ แตกในปี 2018 (Crypto Winter) เหมืองขุดจำนวนมากปิดตัวลง การ์ดจอมือสองทะลักเข้าสู่ตลาด ทำให้รายได้ของ NVIDIA ลดฮวบในไตรมาสถัดมา

ระลอกสอง (2020-2022): ยุค Ethereum เฟื่องฟู
      นี่คือช่วงที่ความสัมพันธ์รุนแรงและชัดเจนที่สุด การระบาดของ COVID-19 ทำให้คนอยู่บ้าน (ต้องการเล่นเกม) ประจวบเหมาะกับราคา Ethereum พุ่งทะยานทำ All Time High
      ● การ์ดจอ RTX 30-series (Ampere) เป็นการ์ดจอที่ทรงพลังมากทั้งในการเล่นเกมและการขุดเหมือง โดยเฉพาะรุ่น RTX 3080 และ 3090
      ● ปรากฏการณ์ "เหมืองหลังบ้าน" ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ แต่คนทั่วไปก็เริ่มซื้อการ์ดจอมาประกอบเป็น "Mining Rig" (แท่นขุด) เพื่อสร้าง Passive Income
      ● วิกฤตขาดแคลนชิป (Chip Shortage) ความต้องการจากการขุด + ความต้องการจากเกมเมอร์ + ปัญหา Supply Chain ช่วงโควิด ทำให้ราคาการ์ดจอพุ่งไปถึง 300% ของราคาป้าย (MSRP)

ปฏิกิริยาของ NVIDIA และความขัดแย้ง



      NVIDIA ตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้านหนึ่งคือยอดขายถล่มทลาย แต่อีกด้านคือ "เกมเมอร์" ซึ่งเป็นลูกค้าหลักที่ภักดีมาตลอด รู้สึกโกรธแค้นที่ไม่สามารถซื้อสินค้าได้ NVIDIA จึงต้องดำเนินกลยุทธ์ดังนี้
1 มาตรการ LHR (Lite Hash Rate)
ในกลางปี 2021 NVIDIA ประกาศว่าการ์ดจอ GeForce รุ่นใหม่ทั้งหมดจะเป็นรุ่น LHR
      ● การทำงาน ไดรเวอร์และเฟิร์มแวร์ของการ์ดจอจะตรวจจับพฤติกรรมการใช้งาน หากพบว่ากำลังรันอัลกอริทึมการขุด Ethereum (Ethash) การ์ดจอจะลดพลังการประมวลผลลง 50% ทันที
      ● เป้าหมาย เพื่อทำให้การ์ดจอ "ไม่คุ้มค่า" สำหรับนักขุด และเหลือสินค้าไว้ให้เกมเมอร์
      ● ผลลัพธ์ ได้ผลเพียงบางส่วน เพราะในที่สุดแฮกเกอร์และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ขุดก็สามารถหาทางปลดล็อก LHR ได้เกือบ 100% ในเวลาต่อมา

2 เปิดตัว CMP (Cryptocurrency Mining Processor)
เพื่อแยกตลาดให้ชัดเจน NVIDIA ได้เปิดตัวการ์ดจอสายพันธุ์ใหม่ชื่อ CMP
      ● คุณสมบัติ เป็นการ์ดจอที่ไม่มีพอร์ตต่อจอภาพ (Video Output) ออกแบบมาเพื่อการคำนวณและระบายความร้อนในเหมืองโดยเฉพาะ ไม่สามารถนำมาเล่นเกมได้
      ● ข้อดี NVIDIA หวังว่าจะดึงนักขุดไปซื้อรุ่นนี้แทน GeForce
      ● ข้อเสีย นักขุดไม่นิยมเท่าที่ควร เพราะเมื่อเลิกขุด CMP จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ (ขายต่อเกมเมอร์ไม่ได้) ในขณะที่การ์ด GeForce ขายต่อมือสองได้ราคาดี

3 ประเด็นทางกฎหมายกับ G.E.C.
      ความสัมพันธ์นี้ลึกซึ้งจนนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย ในปี 2022 ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) สั่งปรับ NVIDIA เป็นเงิน 5.5 ล้านดอลลาร์
      ● ข้อหา NVIDIA ไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสว่ารายได้ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2018 มาจากการขุดคริปโทฯ (โดยระบุว่าเป็นรายได้จากฝั่ง Gaming) ซึ่งทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความยั่งยืนของรายได้

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ (The Pivot) และโลกหลัง The Merge
ความสัมพันธ์ระหว่าง NVIDIA และ Crypto เปลี่ยนไปตลอดกาลในเดือนกันยายน 2022
The Ethereum Merge
    Ethereum ได้ทำการอัปเกรดระบบจาก Proof of Work (ต้องใช้การ์ดจอขุด) ไปเป็น Proof of Stake (วางเงินค้ำประกัน)
      ● ผลกระทบ ชั่วข้ามคืน การขุด Ethereum ด้วยการ์ดจอจบสิ้นลง รายได้ของนักขุดหายไปทันที
      ● การเทขาย การ์ดจอมือสองจำนวนมหาศาลทะลักเข้าสู่ตลาด ราคาการ์ดจอดิ่งลง
จาก Mining Farm สู่ AI Data Center
คำถามสำคัญคือ "GPU นับล้านใบหายไปไหน?"
      ● ส่วนหนึ่งถูกขายทิ้ง
      ● แต่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มเหมืองขนาดใหญ่ ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน (Pivot) จากการขุดเหรียญ ไปเป็นการ "ให้เช่าพลังประมวลผลสำหรับ AI" (Cloud Rendering / AI Training)
      ● ด้วยการมาของ ChatGPT และ Generative AI ในปี 2023 ความต้องการ GPU พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อการเดาสุ่มตัวเลข (Hashing) แต่เพื่อการคำนวณ Matrix ที่ซับซ้อนสำหรับ AI

อนาคตของ NVIDIA, Blockchain และ Web3
แม้การขุดจะลดบทบาทลง แต่ NVIDIA ยังคงมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชนในมิติอื่นๆ:
NVIDIA Omniverse และ Metaverse
      NVIDIA กำลังสร้างแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Omniverse เพื่อสร้างโลกเสมือนจริง (Digital Twin) ซึ่งในอนาคต โลกเสมือนเหล่านี้อาจจำเป็นต้องใช้ NFT และ Blockchain เป็นระบบเศรษฐกิจพื้นฐาน NVIDIA จะเป็นผู้สร้าง "โครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure) ให้กับโลก Web3

AI และ Blockchain Convergence
    ในอนาคต เทคโนโลยี AI ของ NVIDIA อาจถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของ Smart Contracts หรือใช้ GPU ในการประมวลผล Zero-Knowledge Proofs (ZK-Rollups) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการขยายขนาดของบล็อกเชนที่ต้องใช้พลังการคำนวณสูงมาก

ไทม์ไลน์สรุปความสัมพันธ์



บทสรุป
      NVIDIA คือ บริษัทผู้ผลิตชิปที่เริ่มจากการสร้างความสุขให้เกมเมอร์ แต่ได้กลายร่างเป็นกระดูกสันหลังของโลกยุคใหม่
      ความเชื่อมโยงกับ คริปโทเคอร์เรนซี เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญทางสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ ที่ชิปของ NVIDIA ดันเก่งในเรื่องที่ระบบบล็อกเชนต้องการ (Parallel Processing) แม้ความสัมพันธ์นี้จะสร้างทั้งกำไรมหาศาลและวิกฤตศรัทธาต่อแบรนด์ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า "เงินจากคริปโทฯ" ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่ช่วยให้ NVIDIA มีทุนวิจัยมหาศาลจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI ในปัจจุบัน
     
      ปัจจุบัน NVIDIA ได้ก้าวข้ามยุคเหมืองขุดไปแล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของพวกเขา จะถูกจารึกไว้เสมอว่า ครั้งหนึ่งพวกเขาคือ "ผู้ขายพลั่ว" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคตื่นทองดิจิทัล
#12
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / วิธีการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - มกราคม 29, 2026, 07:11:51 ก่อนเที่ยง
วิเคราะห์ฟอเร็กซ์ อย่างไร

ก่อนจะเปิดการเทรดแต่ละครั้ง เพื่อจะหาเงื่อนไขการเทรดหรือ trade setup การวิเคราะห์ตลาดเพื่อหาความเป็นไปได้ของแต่ละเทรดที่กำหนดจะมาก่อนด้วยการิเคราะห์จะมีแบบการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐาน (fundamental analysis) ของค่าเงินนั้นๆ และการวิเคราะห์แบบ Technical analysis  โดยการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐานเพื่อเทรดบางทีเรียกว่าเทรดข่าว เพราะเป็นการศึกษาข่าว ตัวเลขทางเศรษฐกิจ เพื่อหาโอกาสการเทรด แต่การเทรด Technical analysis จะเป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคดูข้อมูลจาก price charts ที่เกิดขึ้นมาให้ความสำคัญที่ราคาและการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น

การวิเคราะห์แบบ Fundamental analysis

เทรดเดอร์ก็จะให้ความสำคัญข้อมูลที่เป็นตัวกระทบต่อค่าเงินนั้นๆ เช่นข้อมูลทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์การเมือง หรือความสัมพันธ์กันระหว่างเศรษฐกิจและการเมืองเช่น ข้อมูลที่ทำให้เศรษฐกิจที่เกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ เปลี่ยนไปเช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราการจ้างงาน หรือภาวะเงินลอยตัวเป็นต้น ซึ่งข้อมูลพวกนี้เมื่อมีประกาศผลออกมาก็จะกระทบต่อค่าเงินที่เกี่ยวข้อง เลยทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงราคาที่เกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นปกติ  ผลกระทบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลพื้นฐานสำคัญมากขนาดไหน อย่างที่เห็นได้ชัดเช่นข่าว Non-Farm Payrolls ที่เป็นดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ที่ประกาศทุกวันศุกร์แรกของแต่ละเดือน เป็นตัวเลขสถิติการจ้างงาน การก่อสร้าง อุตสาหกรรม ไม่รวมการจ้างงานในภาคการเกษตร ในครัวเรือน และในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยตัวเลขที่รายงานออกมาจะเป็นปริมาณการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

559.png

ตัวอย่างข่าว Non-Farm มีผลกระทบต่อการวิ่งของราคา ในศุกร์แรกของเดือนกรกฏาคม 2562 จะเห็นว่าเมื่อข่าวเกิดขึ้นจะทำให้เกิด high volatility ทำให้ราคาวิ่งขึ้นหรือลงเร็วเมื่อมองเทียบกับสัดส่วนแท่งเทียนก่อนนี้ เทรดเดอร์ที่เทรดเพราะข้อมูลสำคัญพวกนี้ก็จะวิเคราะห์ว่าข่าวนี้กระทบอย่างไร ขึ้นหรือลง ทำให้ราคาฟอเร็กซ์วิ่งไปทางไหน และก็จะดูเทียบกับเดือนก่อนๆ ข้อมูลหรือข่าวสำคัญที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวของแต่ละค่าเงินก็จะหาดูได้จาก forexfactory.com และเว็บอื่นๆ อีกแต่ข้อดีของ forexfactory คือให้ข้อมูลระดับความกระทบต่อค่าเงิน ให้ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องการกระทบว่ามีผลทางไหนเป็นต้น

เทรดข้อมูลพื้นฐาน เข้าใจเรื่อง volatility และความอดทน

แม้ว่าถ้าช่วงที่มีข้อมูลพื้นฐานที่กระทบต่อค่าเงินนั้นๆ ออกมา เพราะตอนที่มีการประกาศเทรดเดอร์ต่างๆ ก็จะสนใจมาก ทั้งที่รอเข้าและเทรดเดอร์ที่รอออก เลยทำให้เกิด high volatility เกิดขึ้นประจำและมากด้วย ทำให้ราคาขึ้นหรือลงเร็วในช่วงไม่กี่นาทีแรก แล้วกว่าที่ราคาจะไปทางที่ข้อมูลพื้นฐานเปิดออกมาต้องใช้เวลา และราคาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงง่ายด้วย ยกเว้นที่ราคามีการ stop hunt เกิดขึ้นก่อนอย่างรวดเร็ว แล้วราคาไปทางตามข้อมูลพื้นฐานเปิดเผย ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าเข้าใจเรื่องการทำงานของออเดอร์และเทรดเดอร์ที่เทรดอยู่ด้วยกันในตลาด เพราะต้องไม่ลืมว่าข้อมูลพื้นฐานพวกนี้ทำให้ราคาขึ้นหรือลงเร็ว หรือทำให้เกิด high volatility แต่เรื่องออเดอร์ทำงานแบบเดิมแต่มีจำนวนทั้งเข้าและออกตลาดช่วงแรกๆ มาก เพราะเรื่องความกลัวและความโลภที่คาดการณ์จากตัวเลขพวกนั้น แต่พอเวลาผ่านไป volatility ก็ไม่มากขนาดนั้น ทำให้ตลาดวิ่งไปนิ่งกว่า

Fundamental Analysis และ Technical Analysis

โดยการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ Fundamental หรือข้อมูลพื้นฐานก็จะเน้นข้อมูลที่มาจากที่ข่าว หรือ setiment ของค่าเงิน หรือตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นหลักแต่ techincal analysis เป็นการวิเคราะห์ราคาและการเคลื่อนไหวที่เกิดจากราคาที่เปิดเผยออกมาเป็นหลัก  นำมาสู่รูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การใช้อินดิเคเตอร์ การใช้ chart patterns การใช้เรื่องของการมองพัฒนาการของเทรนแบบ Fibonacci retracement, แนวรับแนวต้านหรือ supply/demand เป็นต้น ข้อดีของการวิคราะห์แบบ technical analysis คือเมื่อการวิเคราะห์ได้เงื่อนไข ก็จะเปิดโอกาสเทรดได้ตลอด ไม่เหมือนแบบ Fundamental ที่ต้องรอให้ทำงานและ technical analysis ยังเป็นเครื่องมือที่ดีในการเทรดแบบระยะสั้นด้วย

แต่ข้อเสียของการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ technical analysis ก็มี คือเทรดเดอร์ส่วนมากเมื่อมองที่คู่เงินสำหรับเทรดตัวเดียวกันเช่น EURUSD ถ้าใช้หลักการพื้นฐานการวิเคราะห์แบบเดียวกัน ก็จะทำให้ขาใหญ่รู้ว่ารายย่อยเทรดอย่างไร มีการ stop hunt เกิดขึ้นประจำ หรือแม้กระทั่งเรื่อง chart patterns ที่ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดการณ์ที่จะเทรดเพราะขาใหญ่ก็รู้เช่นกัน แต่การที่เทรดเดอร์จะทำกำไร ต้องมีออเดอร์ฝั่งตรงข้ามเมื่อเปิดเทรด และเมื่อจะทำกำไรได้เทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตรงข้ามต้องเสียค่อยจะได้กำไร และการออกจากการเทรดของเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาดเท่ากับการเปิดออเดอร์ตรงข้ามกับที่พวกเขาเปิดเทรดออเดอร์นั้น รูปแบบ chart patterns ที่ไม่เกิดขึ้นถือว่าเป็นตัวอย่างเห็นได้ชัดเรื่องนี้

วิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ Fundamental analysis ส่วนมากจะใช้สำหรับกลยุทธ์การเทรดระยะยาวเพราะต้องรอให้ ข้อมูลทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ก็ใช้กลยุทธ์การเทรดข่าวในเวลาอันสั้น เพราะเรื่องของ high volatility ที่เกิดขึ้นตอนมีการประกาศข้อมูล ก็จะมีการใช้ผสมกับ technical analysis เช่นอย่างการเทรด support/resistance, หรือ support/demand ตอนที่เกิดขึ้น จะทำให้ไม่ต้องถือ positions ที่เปิดเทรดนานและยังได้ volatility มาเป็นตัวเร่งราคาให้เร็วขึ้นด้วย

การวิเคระห์แบบ Technical analysis ราคาและการเคลื่อนไหว

เนื่องจากการวิเคราะห์แบบนี้ อาศัยราคาที่เกิดขึ้นแล้ว หรือที่มีการเทรดจบไปแล้วเพื่อหาร่องรอยเพื่อจะเทรดตามอีก และการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเพื่อหาว่า trade setup น่าจะเกิดขึ้นตรงไหนอีกก็จะมีวิธีการต่างกันออกไป เช่นใช้อินดิเคเตอร์ หรือแบบดูแนวรับแนวต้าน เทรดแบบ supply/demand เทรดแบบ Elliot Waves เทรดแบบ Fibonacci retracement เทรดแบบ chart patterns หรือ Harmonic patterns ก็จะหลากหลายต่างกันออกไปแล้วแต่เทรดเดอร์จะเลือกใช้เครื่องมืออะไร และวิเคราะห์ตลาดอย่างไรจากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา สิ่งที่ตามมาคือโอกาสการเปิดเทรดก็จะเกิดบ่อยขึ้นเมื่อเทียบกับการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐาน

560.png

นอกจากนั้นการวิเคราะห์แบบ technical analysis ยังมองว่าเมื่อมีเรื่องของข่าวที่เกี่ยวกับ Fundamental information ที่ทำให้เกิด high volatility กลับเป็นตัวเร่งราคาให้วิ่งเร็วกว่าเดิมด้วย และก็จะมีการใช้ข้อมูลจาก fundamental news ประกอบ trade setup ถ้าเกิดขึ้นช่วงเดียวกัน อย่างตัวอย่างภาพที่แสดงเรื่องของ Non-Farm สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรด technical analysis ก็จะมองว่าราคาเพิ่งเบรคตรงกรอบสีแดง เป็นไปได้ว่าเทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตรงนั้น เพราะเรื่องข่าว Non-Farm ก็จะส่งผลต่ออารมณ์ของเทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ ทั้งเทรดเดอร์ที่รอเข้าก็จะคาดหวังเยอะด้วยเพราะจะหาโอกาสเทรดตามข่าวเลยทำให้เกิด volatility สูงและเพราะมาจากเทรดเดอร์ที่เปิด positions อยู่ในตลาดด้วย เลยทำให้ trapped traders ที่อยู่ในกรอบจำต้องออก เลยทำให้ราคาวิ่งง่ายขึ้นไปทางเดียวกันด้วย ยิ่งพอเห็นการ false break หางบาร์เกิดขึ้นตอนที่มีข่าวมา แล้วราคาวิ่งสวนกลับไป ยิ่งทำให้ต้องรีบออก

การวิเคราะห์แบบ Fundamental analysis และ Technical analysis ผสมกัน

ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์รูปแบบไหน สำคัญที่ต้องมี trading plan ล้วนสามารถทำกำไรได้หมด แต่การบริหาร positions อาจต่างกันออกไปเพราะถ้าเป็นเทรดตามการวิเคราะห์แบบ Fundamental เป็นหลักก็เทรดตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจะเน้นการถือ postions นาน แต่ถ้าเป็น technical analysis ก็จะหา trade setup จากราคาและการเคลื่อนที่ก่อนที่เปิดเผยออกมา และยังใช้ประกอบกับ Fundamental analysis ถ้าเป็นช่วงที่เกิด trade setup ก็จะทำตัวเร่งให้ราคาวิ่งเร็วขึ้น ขณะเดียวกันทาง Fundamental Analysis ก็จะใช้ technical analysis เพื่อหาว่าจะเข้าเทรดตรงไหนและราคาน่าจะดันไปถึงตรงไหน เมื่อเข้าใจเรื่องออเดอร์หรือการทำงานของแนวรับแนวต้านก็จะหาจุดเข้าออกง่าย เป็นต้น
#13
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 29, 2026, 04:36:32 ก่อนเที่ยง
#14
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / บทวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค GBPCA...
กระทู้ล่าสุด โดย support-2 - มกราคม 29, 2026, 02:40:03 ก่อนเที่ยง
GbpCad 29-Jan-2026.jpg
คู่เงิน/สินค้า: GBPCAD
Bias: ขาลง เนื่องจากกราฟฟอร์มตัวในรูปแบบ **Double Top** และมีการเบรกทะลุเส้น **Neckline** ลงมาอย่างชัดเจน
โซนสำคัญ: Double Top, Neckline
แผน SHORT: รอจังหวะที่ราคาทดสอบบริเวณแนวเส้น **Neckline** หรือแรงขายต่อเนื่องตามลูกศรสีแดง เพื่อเข้าสถานะโดยมีเป้าหมายที่แนวรับด้านล่าง
Stop Loss (SL): อยู่ที่บริเวณจุด **SL** ในภาพ
Take Profit x (TPx): อยู่ที่บริเวณ **Pattern Target** ในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาดีดกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้น **Neckline** และทะลุผ่านจุด **SL ในภาพ** ได้อย่างมั่นคง

----------------------------------------------------------------------------------------

UsdJpy 29-Jan-2026.jpg
คู่เงิน/สินค้า: USDJPY
Bias: ขาลง หลังจากราคาปรับตัวลดลงรุนแรงและมีการรีบาวด์ขึ้นไปทดสอบแนวต้านแต่ไม่ผ่าน เกิดการกลับตัวลงตามทิศทางหลัก
โซนสำคัญ: Resistance
แผน SHORT: เน้นการถือสถานะขายเมื่อราคาเคลื่อนที่อยู่ใต้บริเวณ **Resistance** โดยมีเป้าหมายตามทิศทางลูกศรสีแดงสู่ระดับแนวรับถัดไป
Stop Loss (SL): อยู่ที่บริเวณจุด **SL** ในภาพ
Take Profit x (TPx): อยู่ที่บริเวณ **TP1** และ **TP2** ตามลำดับในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาเบรกทะลุผ่านแนว **Resistance** และสามารถยืนเหนือจุด **SL ในภาพ** ได้
#15
พื้นฐาน Crypto / ข่าวดัง! สหรัฐยึดบิทคอยน์ 5 แส...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - มกราคม 28, 2026, 01:51:08 หลังเที่ยง
ข่าวดัง! สหรัฐยึดบิทคอยน์ 5 แสนล้านในกัมพูชา คาดเกี่ยวข้องกับฮุนเซน



ข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการการเงินและการเมืองระหว่างประเทศในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 คือกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ประกาศยึดทรัพย์สินในรูปแบบบิตคอยน์ (Bitcoin) มูลค่ามหาศาลกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.9 แสนล้าน - 5 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยทรัพย์สินเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา และตัวละครสำคัญที่มีความใกล้ชิดกับระดับผู้นำประเทศ

บทวิเคราะห์เจาะลึก สหรัฐฯ ยึดบิตคอยน์ 5 แสนล้าน เครือข่ายสแกมเมอร์กัมพูชาและความเชื่อมโยงทางการเมือง



       กรณีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของอาชญากรรมทางไซเบอร์ แต่ยังกลายเป็นประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่แหลมคม เมื่อเส้นทางการเงินและการสืบสวนชี้เป้าไปยังบุคคลที่ได้รับสมญานามว่าเป็น "ผู้มีอิทธิพล" และ "ที่ปรึกษา" ของผู้นำระดับสูงในกัมพูชา

1. จุดเริ่มต้นของการยึดทรัพย์ประวัติศาสตร์
       ทางการสหรัฐฯ นำโดยกระทรวงยุติธรรม (DOJ) และสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองบรูคลิน รัฐนิวยอร์ก เพื่อริบทรัพย์สินบิตคอยน์จำนวนประมาณ 127,271 เหรียญ จากกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ที่มีการตรวจสอบแล้วว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นผลพวงจากการสืบสวนระยะยาวเกี่ยวกับกลโกง "Pig Butchering" (การหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน) และการฟอกเงินระดับโลก

2. ตัวละครหลัก นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) และ Prince Group
       หัวใจสำคัญของคดีนี้คือนาย เฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือที่รู้จักในชื่อ "วินเซนต์" (Vincent) ประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ซึ่งเป็นอาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชาที่ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร และความบันเทิง
       ● ข้อกล่าวหา สหรัฐฯ ระบุว่าภายใต้ภาพลักษณ์ธุรกิจที่ถูกกฎหมาย นายเฉินได้สร้าง "อาณาจักรอาชญากรรมทางไซเบอร์" ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
       ● วิธีการ มีการจัดตั้ง "ค่ายสแกมเมอร์" หรือศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์หลายแห่งในกัมพูชา โดยใช้แรงงานจากการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานเพื่อหลอกล่อเหยื่อทั่วโลก รวมถึงชาวอเมริกัน ให้สูญเสียเงินในคริปโตเคอร์เรนซี
       ● สถานะปัจจุบัน นายเฉินยังคงอยู่ระหว่างการหลหลบหนี และถูกออกหมายจับในหลายข้อหา รวมถึงสมคบคิดฉ้อโกงทางบัญชีและฟอกเงิน

3. ความเชื่อมโยงกับ "ฮุน เซน" และตระกูลผู้นำกัมพูชา
       ประเด็นที่ทำให้ข่าวนี้กลายเป็นเรื่องการเมืองระดับประเทศ คือความใกล้ชิดของนายเฉิน จื้อ กับตระกูลฮุน โดยข้อมูลระบุว่า
       ● นายเฉินเคยดำรงตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษา ของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และอดีตนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน
       ● เขาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ออกญา" (Neak Oknha) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มอบให้กับนักธุรกิจผู้มั่งคั่งที่มีความใกล้ชิดและสนับสนุนรัฐบาลอย่างสูง
       ● การที่สหรัฐฯ ดำเนินการยึดทรัพย์และคว่ำบาตรครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณกดดันโดยตรงไปยังรัฐบาลกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยหรือมีส่วนได้รับประโยชน์จาก "เศรษฐกิจสแกม" (Scam Economy) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศ

4. กลไกการฉ้อโกง จากการค้ามนุษย์สู่บิตคอยน์ 5 แสนล้าน
ความโหดร้ายของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "ที่มา" ของเงิน:
       1. การบังคับใช้แรงงาน เหยื่อการค้ามนุษย์จากหลายประเทศถูกหลอกมาทำงานในกัมพูชา และถูกกักขังในค่ายที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด
       2. ปฏิบัติการหลอกลวง แรงงานเหล่านี้ถูกบังคับให้ใช้โซเชียลมีเดียสร้างโปรไฟล์ปลอมเพื่อติดต่อเหยื่อ (Pig Butchering) สร้างความไว้ใจ และชักชวนลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตปลอม
       3. การฟอกเงิน เงินที่ได้จากเหยื่อจะถูกโอนผ่านเครือข่ายกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ซับซ้อน และนำไปฟอกผ่านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริษัทในเครือ Prince Group เพื่อทำให้กลายเป็นเงินสะอาด

5. ผลกระทบต่อกัมพูชาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การยึดทรัพย์ครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในเวทีโลก:
       ● การคว่ำบาตร สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ประสานงานคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้มากกว่า 140 ราย
       ● เศรษฐกิจสแกมสั่นคลอน การสูญเสียบิตคอยน์มูลค่า 5 แสนล้านบาทถือเป็นความเสียหายทางการเงินที่ไม่อาจประเมินค่าได้สำหรับองค์กรอาชญากรรมเหล่านี้
       ● ความตึงเครียดทางการทูต ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และกัมพูชาอาจเข้าสู่ช่วงวิกฤต เนื่องจากสหรัฐฯ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า "ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย" แม้จะเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งในรัฐบาลต่างประเทศก็ตาม

6. บทสรุปและความเป็นไปได้ในอนาคต
      คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงภัยคุกคามของอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเครื่องมือ สำหรับคำถามที่ว่าบิตคอยน์มูลค่า 5 แสนล้านบาทจะถูกจัดการอย่างไร ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าอาจมีการนำทรัพย์สินเหล่านี้มาเยียวยาเหยื่อที่ถูกหลอกลวง แต่อาจต้องใช้เวลาในกระบวนการทางศาลอีกหลายปี

       ข้อมูลอ้างอิงจาก Infoquest ข้อมูลจากเอกสารศาลระบุชัดเจนว่า นายเฉิน หรือ วินเซนต์ เป็นประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ที่เติบโตขึ้นอย่างลับๆ จนกลายเป็นหนึ่งในองค์กร  อาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยอาศัยแรงงานจากการค้ามนุษย์ และได้รับการคุ้มครองจากอิทธิพลทางการเมืองในพื้นที่
       
วิเคราะห์กราฟเทคนิค Bitcoin (BTC) ช่วงข่าว "สหรัฐฯ ยึด 5 แสนล้าน"
       เหตุการณ์ยึด Bitcoin จำนวนมหาศาลกว่า 127,000 BTC ของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาตลาด (Market Sentiment) อย่างรุนแรง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผ่านกราฟเทคนิคได้ดังนี้:

A. ปฏิกิริยาแรก: Panic Sell (การเทขายด้วยความตื่นตระหนก)
       แท่งเทียน (Candlestick): เมื่อข่าวประกาศออกมา กราฟมักจะเกิดแท่งแดงยาว (Bearish Engulfing) ขนาดใหญ่ทันที เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยและบอทเทรด (Algorithmic Trading) กังวลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะเทขายเหรียญเหล่านี้เข้าสู่ตลาด (Supply Shock)

       Volume (ปริมาณการซื้อขาย): จะเห็น Volume พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ (Spike) ในฝั่งขาย ซึ่งยืนยันถึงความตื่นตระหนกของตลาด

B. แนวรับและแนวต้านสำคัญ (Support & Resistance)
      แนวรับจิตวิทยา: หากราคา Bitcoin ในช่วงปี 2026 เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ $100,000 - $120,000 (สมมติฐานตามช่วงเวลา) ข่าวร้ายระดับนี้อาจกดราคาให้หลุดแนวรับสำคัญทางจิตวิทยา (เช่น เส้น EMA 200 วัน) ลงมาทดสอบโซน Demand ถัดไป

       Supply Overhang: เหรียญจำนวน 127,000 BTC ที่ถูกยึด จะกลายเป็น "แนวต้านทางจิตวิทยา" ในระยะยาว ตลาดจะกังวลทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของ Wallet รัฐบาลสหรัฐฯ (เหมือนกรณี Mt. Gox หรือ Silk Road ในอดีต)

C. สัญญาณทางเทคนิค (Indicators)
       RSI (Relative Strength Index): ในช่วงที่ข่าวออกใหม่ๆ RSI ใน Timeframe 4H หรือ 1D มักจะดิ่งลงสู่โซน Oversold (ต่ำกว่า 30) อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นจุดที่นักเก็งกำไรระยะสั้นอาจรอจังหวะเข้าซื้อสวน (Rebound)

       Divergence: หากราคาทิ้งตัวลงแรงแต่เริ่มมีการชะลอตัว อาจเกิด Bullish Divergence ในภายหลัง เมื่อตลาดรับรู้ว่า "การยึด" (Seizure) ไม่ได้หมายถึง "การขายทันที" (Immediate Liquidation)

สรุปมุมมองการเทรด (Trade Setup)
       ระยะสั้น: หลีกเลี่ยงการรับมีด (Catching falling knife) ควรรอให้กราฟสร้างฐาน (Consolidation) หรือเกิดแท่งเทียนกลับตัว (Reversal Pattern) ก่อน

       ระยะยาว: นี่เป็น "FUD" (Fear, Uncertainty, Doubt) ประเภทหนึ่ง หากพื้นฐานของ Bitcoin ยังไม่เปลี่ยน และสหรัฐฯ เลือกใช้วิธีประมูลขายแบบ OTC (Over-the-Counter) ผลกระทบต่อราคาหน้ากระดานอาจน้อยกว่าที่กังวล

บทสรุปและคำแนะนำเพิ่มเติม
       ข่าวการยึดทรัพย์ 5 แสนล้านบาทนี้สะท้อนให้เห็นว่า Blockchain ไม่ใช่ที่ซ่อนเงินที่ปลอดภัยสำหรับอาชญากรอีกต่อไป เพราะเส้นทางการเงินสามารถตรวจสอบได้ (Traceable) นั้นเอง
#16
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 28, 2026, 01:24:35 หลังเที่ยง
#17
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / บทวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค GBPCH...
กระทู้ล่าสุด โดย support-2 - มกราคม 28, 2026, 02:21:27 ก่อนเที่ยง
GbpChf 28-Jan-2026.jpg
คู่เงิน/สินค้า: GBP/CHF
Bias: ขาลง (Bearish) เนื่องจากราคาทดสอบ Resistance Trendline และกำลังพักตัวเข้าหา Supply Zone เพื่อสะสมแรงลงต่อ
โซนสำคัญ: Supply Zone, Resistance Trendline
แผน SHORT: รอราคาเด้งขึ้นไปทดสอบ Supply Zone และ Resistance Trendline จากนั้นรอสัญญาณกลับตัวเพื่อเข้าออเดอร์โดยมีเป้าหมายที่แนวรับด้านล่าง
Stop Loss (SL): อยู่ที่จุด SL ในภาพ (เหนือแนวต้านล่าสุด)
Take Profit x (TPx): เป้าหมายแรกอยู่ที่จุด TP1 ในภาพ และเป้าหมายถัดไปอยู่ที่จุด TP2 ในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาสามารถทะลุผ่าน Resistance Trendline และยืนเหนือจุด SL ในภาพได้

------------------------------------------------------------------------------------

NzdJpy 28-Jan-2026.jpg
คู่เงิน/สินค้า: NZD/JPY
Bias: ขาขึ้น (Bullish) เนื่องจากราคาลงมาทดสอบบริเวณ Support และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามทิศทางลูกศรเพื่อไปทดสอบแนวต้านด้านบน
โซนสำคัญ: Support, Resistance
แผน LONG: พิจารณาเข้าออเดอร์บริเวณ Support โดยคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวขึ้นไปทดสอบ Resistance และเป้าหมายถัดไปตามลำดับ
Stop Loss (SL): อยู่ที่จุด SL ในภาพ (ใต้แนวรับ Support)
Take Profit x (TPx): เป้าหมายแรกอยู่ที่จุด TP1 ในภาพ (Resistance) และเป้าหมายถัดไปอยู่ที่จุด TP2 ในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคากดตัวลงหลุด Support และปิดแท่งต่ำกว่าจุด SL ในภาพ
#18
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 28, 2026, 12:03:13 ก่อนเที่ยง
#19
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 28, 2026, 12:02:15 ก่อนเที่ยง
#20
พื้นฐาน Crypto / AI ตัวไหนทำกำไรได้มากสุด ในการ...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - มกราคม 27, 2026, 03:06:15 หลังเที่ยง
AI ตัวไหนทำกำไรได้มากสุด ในการพัฒนาเทรดคริปโต



      โลกของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ มาไกลมาก โดยเฉพาะเมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2026 ที่เทคโนโลยี "Agentic AI" หรือ AI เชิงปฏิบัติการได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนผลกำไร หลายคนมักตั้งคำถามว่า "AI ตัวไหนทำกำไรได้มากที่สุด?" แต่คำตอบในยุคนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่ชื่อของโปรแกรม แต่ขึ้นอยู่กับ "สถาปัตยกรรม" และ "ความสามารถในการปรับตัว" ต่อสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา

บริบทเศรษฐกิจปี 2025-2026 จุดเปลี่ยนที่ทำให้ AI กลายเป็นผู้ชนะ
      จากการรายงานของสำนักข่าว Infoquest (อ้างอิงเนื้อหาจากบทความ "2025 จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก") ระบุว่าปี 2025 คือช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด ทั้งในเรื่องของนโยบายดอกเบี้ยขาลงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้ราคาสินทรัพย์อย่างทองคำและ Bitcoin (BTC) พุ่งทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่
      ในภาวะที่ "ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ" ตามที่ Infoquest ได้วิเคราะห์ไว้ นักลงทุนที่ใช้แรงงานมนุษย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองต่อความผันผวนระดับวินาทีได้ทันท่วงที นี่คือจุดที่ AI เข้ามามีบทบาทในการทำกำไรสูงสุด โดยเฉพาะ AI ที่สามารถวิเคราะห์ "ความรู้สึกตลาด" (Sentiment Analysis) และ "กระแสเงินไหลเข้าออก" (Fund Flow) ได้แบบ Real-time

ประเภทของ AI ที่ทำกำไรสูงสุดในตลาดคริปโต
      หากจะระบุว่า AI ตัวใดทำกำไรได้มากที่สุด เราต้องแบ่งประเภทตามกลุ่มผู้ใช้งานและเทคโนโลยีที่ใช้ ดังนี้
1. AI สำหรับสถาบันและ Quantระดับสูง (The Institutional Giants)
      ในกลุ่มนี้ Numerai และระบบ Quant-driven AI ของกองทุนระดับโลกยังคงครองแชมป์ในแง่ของจำนวนเงินรวม (Absolute Profit) เนื่องจากใช้การเรียนรู้แบบ Machine Learning ที่ซับซ้อนและการวิเคราะห์ข้อมูล On-chain ปริมาณมหาศาล เพื่อหา "Inneficiency" หรือช่องว่างของราคาที่มนุษย์มองไม่เห็น

2. Agentic AI ยุคสมัยแห่ง AI ที่ "คิดและทำ" เอง (Top Pick for 2026)
      ในปี 2026 เทรนด์ที่มาแรงที่สุดคือ AI ที่ไม่ใช่แค่ผู้ช่วย (Assistant) แต่เป็น Autonomous Agents เช่นระบบที่พัฒนาบนโครงข่าย Artificial Superintelligence Alliance (FET) หรือ Bittensor (TAO) AI เหล่านี้มีความสามารถในการตัดสินใจ (Reasoning) และดำเนินการ (Execution) ผ่าน Smart Contracts ได้โดยตรง ทำให้สามารถทำกำไรจากการ Arbitrage ข้าม Chain หรือการฟาร์ม Yield ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เจาะลึก 5 อันดับ AI Trading Bots ที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่น



เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นี่คือรายชื่อเครื่องมือและแพลตฟอร์ม AI ที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพการทำกำไรสูงสุดในปีนี้
อันดับ 1: 3Commas (AI Grid & Signal Bots)
      3Commas ยังคงเป็นผู้นำสำหรับนักลงทุนรายใหญ่และรายย่อยที่ต้องการความเสถียร ด้วยการอัปเกรดระบบ AI Management ที่สามารถปรับช่วงราคา (Price Range) ของ Grid Bot ได้อัตโนมัติเมื่อตลาดมีความผันผวนสูงตามข่าวเศรษฐกิจโลก ทำให้สามารถเก็บกำไรจาก "Side-way Market" ได้อย่างสม่ำเสมอ

อันดับ 2: TradeSanta (Best for DCA with AI Assistant)
      TradeSanta ได้รับความนิยมอย่างมากจากการเชื่อมต่อกับ ChatGPT-4o และรุ่นที่สูงกว่า เพื่อให้นักลงทุนสั่งการด้วยภาษาธรรมชาติ ระบบ AI Assistant ของที่นี่สามารถวิเคราะห์กราฟเทคนิคและข่าวสารจากแหล่งข่าวอย่าง Infoquest เพื่อประเมินว่าควร "หยุด" หรือ "ลุย" ต่อในกลยุทธ์ DCA (Dollar Cost Averaging)

อันดับ 3: WunderTrading (Machine Learning & Statistical Arbitrage)
      สำหรับผู้ที่ชอบสายสถิติ WunderTrading คือคำตอบ AI ของที่นี่เน้นการใช้ Statistical Arbitrage ซึ่งเป็นการทำกำไรจากความต่างของราคาในระยะสั้นๆ ระหว่าง Exchange ต่างๆ ซึ่งในปี 2025 ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ช่องว่างราคาค่อนข้างกว้างเนื่องจากปริมาณการเทรดที่พุ่งสูงขึ้น

อันดับ 4: Cryptohopper (The Strategy Marketplace)
ความโดดเด่นของ Cryptohopper คือการใช้ AI ในการ "คัดกรอง" กลยุทธ์ที่ทำกำไรได้ดีที่สุดในขณะนั้นมาใช้งาน (Marketplace) โดย AI จะทำการ Backtest ข้อมูลในอดีตและเปรียบเทียบกับสภาวะตลาดปัจจุบันแบบวินาทีต่อวินาที

อันดับ 5: Pionex (Exchange-Integrated AI)
      เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการกำไรที่จับต้องได้ง่าย Pionex มีบอท AI ที่ติดตั้งมาพร้อมในตัว (Built-in) ซึ่งโดดเด่นมากในกลยุทธ์ Leveraged Grid ที่ช่วยเพิ่มผลกำไรเป็นทวีคูณในช่วงที่ Bitcoin เป็นขาขึ้นตามคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2026

กลยุทธ์ที่ AI ใช้ทำกำไรในช่วงดอกเบี้ยขาลง (อ้างอิงข้อมูล Infoquest 2025)
ดังที่บทความจาก Infoquest ระบุว่าปี 2025 เป็นช่วง "ดอกเบี้ยขาลง" AI ที่ฉลาดที่สุดจะเลือกใช้กลยุทธ์ดังต่อไปนี้เพื่อดึงกำไรสูงสุด
      1.Risk-On Rotation Analysis AI จะตรวจจับการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงเมื่อ Fed ลดดอกเบี้ย AI จะเข้าซื้อคริปโตกลุ่ม Layer 1 หรือ AI Coins ก่อนที่มนุษย์จะทันสังเกตเห็นวอลุ่ม
      2.Sentiment-Driven Trading การวิเคราะห์ข่าวสารทั่วโลก AI สามารถอ่านข่าวจาก Infoquest หรือสำนักข่าวต่างประเทศ และประเมิน "น้ำเสียง" (Tone) ของข่าวได้ทันที หากข่าวชี้ไปทางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ AI จะย้ายพอร์ตเข้าสู่ Bitcoin หรือ Stablecoin ที่ให้ดอกเบี้ยสูงทันที
      3.Liquidation Hunting ในตลาดคริปโตที่มี Leverage สูง AI จะมองหาโซนที่มีการตั้ง Stop Loss ของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก และทำการเทรดเพื่อดึงราคาสู่จุดนั้น (Liquidation) เพื่อเก็บกำไรจากความผันผวนที่รุนแรง

ปัจจัยที่ทำให้ AI ทำกำไรได้มากกว่ามนุษย์อย่างมหาศาล
การที่จะบอกว่าตัวไหนทำกำไรได้มากสุดนั้น ต้องเข้าใจถึง "ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง" ของ AI ดังนี้:
      ● ปราศจากอารมณ์ (Emotionless) ในปี 2025 ที่ Bitcoin ร่วงหลุด 90,000 ดอลลาร์ชั่วคราว (ตามข่าวใน Infoquest) มนุษย์ส่วนใหญ่เกิดอาการ Panic Sell แต่ AI กลับมองเห็นว่าเป็นจุด "Mean Reversion" และเข้าซื้อตามอัลกอริทึม
      ● ความเร็วระดับไมโครวินาที (Microsecond Latency) AI สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้เร็วระดับมิลลิวินาที ทำให้ได้ราคาที่ดีกว่า (Better Entry) เสมอ
      ● การประมวลผลข้อมูลมหาศาล (Big Data Processing) AI สามารถดูข้อมูล On-chain (การโอนเหรียญของวาฬ), ข่าวเศรษฐกิจมหภาค, และสัญญาณเทคนิคพร้อมกันกว่า 1,000 คู่เหรียญ ซึ่งเกินขีดจำกัดของสมองมนุษย์

ข้อควรระวังและการเลือกใช้ AI ในปี 2026
แม้ว่า AI จะทำกำไรได้มหาศาล แต่ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่
      ● Flash Crash AI อาจเกิดการทำงานผิดพลาดหากเจอเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีในฐานข้อมูล (Black Swan)
      ● ค่าธรรมเนียม AI บางตัวที่ทำกำไรสูง มักจะมีการเทรดที่ถี่มาก นักลงทุนต้องระวังเรื่องค่าธรรมเนียมการเทรดที่จะมากัดกินผลกำไร
      ● ความปลอดภัย การมอบสิทธิ์ API Key ให้กับ AI Bot ที่ไม่มีความน่าเชื่อถืออาจนำไปสู่การสูญเสียเงินทุนทั้งหมด

บทสรุป
      หากถามว่า AI ตัวไหนทำกำไรได้มากที่สุด ในปี 2026 คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ "Customized Agentic AI" ที่สามารถทำงานเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานของ Web3 ได้โดยตรง เช่น บอทที่พัฒนาบนเครือข่าย Fetch.ai (ASI) หรือบอทระดับพรีเมียมอย่าง 3Commas ที่มีการตั้งค่าให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจมหภาค
      อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรมองข้ามบทวิเคราะห์จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่าง Infoquest ที่ย้ำเตือนเราเสมอว่า "โลกกำลังเข้าสู่ความไม่แน่นอนที่เป็นเรื่องปกติ" ดังนั้น AI ที่ดีที่สุดคือ AI ที่คุณ "เข้าใจ" การทำงานของมัน และสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสถานการณ์โลกได้อย่างยืดหยุ่น
      การลงทุนในคริปโตด้วย AI ไม่ใช่การ "ฝากเงินแล้วรอรวย" แต่คือการใช้ "เครื่องจักร" ทำงานแทนเราในสมรภูมิที่มนุษย์ไม่สามารถรบได้เพียงลำพังอีกต่อไป