ข่าวดัง! สหรัฐยึดบิทคอยน์ 5 แสนล้านในกัมพูชา คาดเกี่ยวข้องกับฮุนเซน

เริ่มโดย Support-3, มกราคม 28, 2026, 01:51:08 หลังเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

Support-3

ข่าวดัง! สหรัฐยึดบิทคอยน์ 5 แสนล้านในกัมพูชา คาดเกี่ยวข้องกับฮุนเซน



ข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการการเงินและการเมืองระหว่างประเทศในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 คือกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ประกาศยึดทรัพย์สินในรูปแบบบิตคอยน์ (Bitcoin) มูลค่ามหาศาลกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.9 แสนล้าน - 5 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยทรัพย์สินเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา และตัวละครสำคัญที่มีความใกล้ชิดกับระดับผู้นำประเทศ

บทวิเคราะห์เจาะลึก สหรัฐฯ ยึดบิตคอยน์ 5 แสนล้าน เครือข่ายสแกมเมอร์กัมพูชาและความเชื่อมโยงทางการเมือง



       กรณีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของอาชญากรรมทางไซเบอร์ แต่ยังกลายเป็นประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่แหลมคม เมื่อเส้นทางการเงินและการสืบสวนชี้เป้าไปยังบุคคลที่ได้รับสมญานามว่าเป็น "ผู้มีอิทธิพล" และ "ที่ปรึกษา" ของผู้นำระดับสูงในกัมพูชา

1. จุดเริ่มต้นของการยึดทรัพย์ประวัติศาสตร์
       ทางการสหรัฐฯ นำโดยกระทรวงยุติธรรม (DOJ) และสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองบรูคลิน รัฐนิวยอร์ก เพื่อริบทรัพย์สินบิตคอยน์จำนวนประมาณ 127,271 เหรียญ จากกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ที่มีการตรวจสอบแล้วว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นผลพวงจากการสืบสวนระยะยาวเกี่ยวกับกลโกง "Pig Butchering" (การหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน) และการฟอกเงินระดับโลก

2. ตัวละครหลัก นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) และ Prince Group
       หัวใจสำคัญของคดีนี้คือนาย เฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือที่รู้จักในชื่อ "วินเซนต์" (Vincent) ประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ซึ่งเป็นอาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชาที่ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร และความบันเทิง
       ● ข้อกล่าวหา สหรัฐฯ ระบุว่าภายใต้ภาพลักษณ์ธุรกิจที่ถูกกฎหมาย นายเฉินได้สร้าง "อาณาจักรอาชญากรรมทางไซเบอร์" ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
       ● วิธีการ มีการจัดตั้ง "ค่ายสแกมเมอร์" หรือศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์หลายแห่งในกัมพูชา โดยใช้แรงงานจากการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานเพื่อหลอกล่อเหยื่อทั่วโลก รวมถึงชาวอเมริกัน ให้สูญเสียเงินในคริปโตเคอร์เรนซี
       ● สถานะปัจจุบัน นายเฉินยังคงอยู่ระหว่างการหลหลบหนี และถูกออกหมายจับในหลายข้อหา รวมถึงสมคบคิดฉ้อโกงทางบัญชีและฟอกเงิน

3. ความเชื่อมโยงกับ "ฮุน เซน" และตระกูลผู้นำกัมพูชา
       ประเด็นที่ทำให้ข่าวนี้กลายเป็นเรื่องการเมืองระดับประเทศ คือความใกล้ชิดของนายเฉิน จื้อ กับตระกูลฮุน โดยข้อมูลระบุว่า
       ● นายเฉินเคยดำรงตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษา ของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และอดีตนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน
       ● เขาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ออกญา" (Neak Oknha) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มอบให้กับนักธุรกิจผู้มั่งคั่งที่มีความใกล้ชิดและสนับสนุนรัฐบาลอย่างสูง
       ● การที่สหรัฐฯ ดำเนินการยึดทรัพย์และคว่ำบาตรครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณกดดันโดยตรงไปยังรัฐบาลกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยหรือมีส่วนได้รับประโยชน์จาก "เศรษฐกิจสแกม" (Scam Economy) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศ

4. กลไกการฉ้อโกง จากการค้ามนุษย์สู่บิตคอยน์ 5 แสนล้าน
ความโหดร้ายของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "ที่มา" ของเงิน:
       1. การบังคับใช้แรงงาน เหยื่อการค้ามนุษย์จากหลายประเทศถูกหลอกมาทำงานในกัมพูชา และถูกกักขังในค่ายที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด
       2. ปฏิบัติการหลอกลวง แรงงานเหล่านี้ถูกบังคับให้ใช้โซเชียลมีเดียสร้างโปรไฟล์ปลอมเพื่อติดต่อเหยื่อ (Pig Butchering) สร้างความไว้ใจ และชักชวนลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตปลอม
       3. การฟอกเงิน เงินที่ได้จากเหยื่อจะถูกโอนผ่านเครือข่ายกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ซับซ้อน และนำไปฟอกผ่านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริษัทในเครือ Prince Group เพื่อทำให้กลายเป็นเงินสะอาด

5. ผลกระทบต่อกัมพูชาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การยึดทรัพย์ครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในเวทีโลก:
       ● การคว่ำบาตร สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ประสานงานคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้มากกว่า 140 ราย
       ● เศรษฐกิจสแกมสั่นคลอน การสูญเสียบิตคอยน์มูลค่า 5 แสนล้านบาทถือเป็นความเสียหายทางการเงินที่ไม่อาจประเมินค่าได้สำหรับองค์กรอาชญากรรมเหล่านี้
       ● ความตึงเครียดทางการทูต ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และกัมพูชาอาจเข้าสู่ช่วงวิกฤต เนื่องจากสหรัฐฯ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า "ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย" แม้จะเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งในรัฐบาลต่างประเทศก็ตาม

6. บทสรุปและความเป็นไปได้ในอนาคต
      คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงภัยคุกคามของอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเครื่องมือ สำหรับคำถามที่ว่าบิตคอยน์มูลค่า 5 แสนล้านบาทจะถูกจัดการอย่างไร ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าอาจมีการนำทรัพย์สินเหล่านี้มาเยียวยาเหยื่อที่ถูกหลอกลวง แต่อาจต้องใช้เวลาในกระบวนการทางศาลอีกหลายปี

       ข้อมูลอ้างอิงจาก Infoquest ข้อมูลจากเอกสารศาลระบุชัดเจนว่า นายเฉิน หรือ วินเซนต์ เป็นประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ที่เติบโตขึ้นอย่างลับๆ จนกลายเป็นหนึ่งในองค์กร  อาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยอาศัยแรงงานจากการค้ามนุษย์ และได้รับการคุ้มครองจากอิทธิพลทางการเมืองในพื้นที่
       
วิเคราะห์กราฟเทคนิค Bitcoin (BTC) ช่วงข่าว "สหรัฐฯ ยึด 5 แสนล้าน"
       เหตุการณ์ยึด Bitcoin จำนวนมหาศาลกว่า 127,000 BTC ของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาตลาด (Market Sentiment) อย่างรุนแรง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผ่านกราฟเทคนิคได้ดังนี้:

A. ปฏิกิริยาแรก: Panic Sell (การเทขายด้วยความตื่นตระหนก)
       แท่งเทียน (Candlestick): เมื่อข่าวประกาศออกมา กราฟมักจะเกิดแท่งแดงยาว (Bearish Engulfing) ขนาดใหญ่ทันที เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยและบอทเทรด (Algorithmic Trading) กังวลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะเทขายเหรียญเหล่านี้เข้าสู่ตลาด (Supply Shock)

       Volume (ปริมาณการซื้อขาย): จะเห็น Volume พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ (Spike) ในฝั่งขาย ซึ่งยืนยันถึงความตื่นตระหนกของตลาด

B. แนวรับและแนวต้านสำคัญ (Support & Resistance)
      แนวรับจิตวิทยา: หากราคา Bitcoin ในช่วงปี 2026 เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ $100,000 - $120,000 (สมมติฐานตามช่วงเวลา) ข่าวร้ายระดับนี้อาจกดราคาให้หลุดแนวรับสำคัญทางจิตวิทยา (เช่น เส้น EMA 200 วัน) ลงมาทดสอบโซน Demand ถัดไป

       Supply Overhang: เหรียญจำนวน 127,000 BTC ที่ถูกยึด จะกลายเป็น "แนวต้านทางจิตวิทยา" ในระยะยาว ตลาดจะกังวลทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของ Wallet รัฐบาลสหรัฐฯ (เหมือนกรณี Mt. Gox หรือ Silk Road ในอดีต)

C. สัญญาณทางเทคนิค (Indicators)
       RSI (Relative Strength Index): ในช่วงที่ข่าวออกใหม่ๆ RSI ใน Timeframe 4H หรือ 1D มักจะดิ่งลงสู่โซน Oversold (ต่ำกว่า 30) อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นจุดที่นักเก็งกำไรระยะสั้นอาจรอจังหวะเข้าซื้อสวน (Rebound)

       Divergence: หากราคาทิ้งตัวลงแรงแต่เริ่มมีการชะลอตัว อาจเกิด Bullish Divergence ในภายหลัง เมื่อตลาดรับรู้ว่า "การยึด" (Seizure) ไม่ได้หมายถึง "การขายทันที" (Immediate Liquidation)

สรุปมุมมองการเทรด (Trade Setup)
       ระยะสั้น: หลีกเลี่ยงการรับมีด (Catching falling knife) ควรรอให้กราฟสร้างฐาน (Consolidation) หรือเกิดแท่งเทียนกลับตัว (Reversal Pattern) ก่อน

       ระยะยาว: นี่เป็น "FUD" (Fear, Uncertainty, Doubt) ประเภทหนึ่ง หากพื้นฐานของ Bitcoin ยังไม่เปลี่ยน และสหรัฐฯ เลือกใช้วิธีประมูลขายแบบ OTC (Over-the-Counter) ผลกระทบต่อราคาหน้ากระดานอาจน้อยกว่าที่กังวล

บทสรุปและคำแนะนำเพิ่มเติม
       ข่าวการยึดทรัพย์ 5 แสนล้านบาทนี้สะท้อนให้เห็นว่า Blockchain ไม่ใช่ที่ซ่อนเงินที่ปลอดภัยสำหรับอาชญากรอีกต่อไป เพราะเส้นทางการเงินสามารถตรวจสอบได้ (Traceable) นั้นเอง