อนาคตของโลกคริปโตเมื่อ SoFi และ Mastercard นำ Stablecoin มาใช้จริง

เริ่มโดย Support-3, วันนี้ เวลา 04:50:27 ก่อนเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

Support-3

อนาคตของโลกคริปโตเมื่อ SoFi และ Mastercard นำ Stablecoin มาใช้จริง

     การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกการเงินดิจิทัลกำลังเกิดขึ้น เมื่อคริปโทเคอร์เรนซีไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การเก็งกำไรบนกระดานเทรดอีกต่อไป ล่าสุด SoFi Technologies บริษัทฟินเทครายใหญ่จากสหรัฐฯ ได้สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญด้วยการเปิดตัว SoFiUSD ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ผูกมูลค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นให้ผู้คนสามารถนำมาใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตและบัตรเครดิตในชีวิตประจำวันได้จริงผ่านเครือข่ายระดับโลกอย่าง Mastercard และตั้งเป้าหมายปริมาณการทำธุรกรรมไว้สูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี



จุดเริ่มต้นของ SoFiUSD สเตเบิลคอยน์จากธนาคารระดับชาติ
     SoFiUSD ถือเป็น Stablecoin ตัวแรกที่ออกโดยธนาคารระดับชาติของสหรัฐฯ (SoFi Bank) ซึ่งถูกนำมาใช้สำหรับการชำระเงินจริงบนเทคโนโลยีบล็อกเชน เหรียญนี้มีสินทรัพย์สำรองหนุนหลังในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินสด ทำให้มูลค่าของมันมีความผันผวนต่ำและเทียบเท่ากับเงินดอลลาร์เสมอ
     สิ่งสำคัญที่นักลงทุนและผู้ใช้งานควรรู้เป็นพื้นฐานคือ แม้ SoFiUSD จะออกโดยธนาคารที่เป็นสมาชิกของหน่วยงานคุ้มครองเงินฝาก (FDIC) แต่ตัวเหรียญนี้ ไม่ถือเป็นเงินฝากและไม่ได้รับความคุ้มครองจาก FDIC ปัจจุบัน SoFi ได้เปิดให้สมาชิกกว่า 15.8 ล้านราย รวมถึงนักลงทุนสถาบัน สามารถใช้เหรียญนี้ในการชำระเงิน โอนเงิน และทำธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ



พลิกโฉมระบบชำระเงินสำหรับร้านค้าและธุรกิจ
     จุดเด่นที่ทำให้โครงการนี้น่าจับตามองคือการแก้ปัญหา "ความยุ่งยาก" ที่ภาคธุรกิจมักเผชิญเมื่อต้องรับชำระเงินด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล แอนโทนี โนโต ซีอีโอของ SoFi ได้อธิบายถึงบริการ Big Business Banking สำหรับองค์กรว่า ร้านค้าไม่จำเป็นต้องถือเหรียญ SoFiUSD หรือปรับเปลี่ยนระบบรับชำระเงินเดิมที่ใช้อยู่ เมื่อลูกค้าจ่ายเงินด้วยเหรียญดังกล่าว ระบบจะจัดการแปลงเป็นเงินสดเข้าบัญชีธนาคาร SoFi ของร้านค้าทันที และสามารถถอนออกมาใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าธรรมเนียม ถือเป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาอำนวยความสะดวกโดยที่ร้านค้าไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงใดๆ

พลังขับเคลื่อนจาก Mastercard และการขยายระบบนิเวศ
     ความสำเร็จในการนำ SoFiUSD มาใช้จริงในเวลาเพียง 6 เดือนหลังจากการประกาศความร่วมมือ เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ Mastercard เชอริ เฮย์มอนด์ ผู้บริหารฝ่ายการค้าดิจิทัลของ Mastercard มองว่าคุณค่าที่แท้จริงของ Stablecoin คือการช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของภาคธุรกิจ ภายใต้ระบบที่มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และได้รับการกำกับดูแลอย่างถูกต้อง
       Mastercard เองก็กำลังเดินหน้าขยายธุรกิจด้านนี้อย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อกิจการ BVNK ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน Stablecoin ด้วยมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ การคว้าใบอนุญาต BitLicense จากรัฐนิวยอร์ก ไปจนถึงแผนการรองรับเหรียญ Stablecoin ชั้นนำอื่นๆ เช่น USDC, PYUSD และ RLUSD บนเครือข่ายบล็อกเชนที่หลากหลาย ทั้ง Ethereum, Solana, Polygon และ Base เพื่อรองรับการทำธุรกรรมแบบไร้รอยต่อ แม้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์

สู่การเงินยุคใหม่ที่ไร้พรมแดน
       การเปิดใช้งาน SoFiUSD นับเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิม ขณะนี้ SoFi กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับกลุ่มผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐฯ ไปจนถึงแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อขยายขอบเขตการใช้งาน นอกจากนี้ ทั้ง SoFi และ Mastercard ยังเตรียมต่อยอดการใช้งาน SoFiUSD ไปสู่การโอนเงินข้ามพรมแดนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศในอนาคต ซึ่งจะทำให้การทำธุรกรรมระดับโลกมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



5 ข้อดี
•    ลดค่าธรรมเนียมให้ร้านค้า: ตัดตัวกลางในระบบบัตรเครดิตเดิม ทำให้ธุรกิจประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น
•    รับเงินไว ถอนได้ 24 ชั่วโมง: ร้านค้าได้เงินเข้าบัญชีทันที ไม่ต้องรอข้ามวันข้ามคืนเหมือนระบบธนาคารปกติ
•    ใช้งานง่าย ไม่ต้องปรับตัว: ลูกค้ารูดบัตรจ่ายได้ตามปกติ ส่วนร้านค้าก็รับเงินสดเข้าบัญชีทันทีโดยไม่ต้องไปยุ่งกับระบบคริปโต
•    ปลอดภัย ตรวจสอบได้: เหรียญออกโดยธนาคารระดับชาติและมีเงินสดหนุนหลัง 1:1 ทำให้ระบบมีความน่าเชื่อถือสูง
•    โอนเงินข้ามประเทศถูกและเร็วขึ้น: ใช้ระบบบล็อกเชนแทนการโอนเงินระหว่างประเทศแบบเดิมที่ทั้งช้าและแพง

5 ข้อเสีย
•    ไม่คุ้มครองเงินฝาก: หากเกิดวิกฤต ผู้ถือเหรียญจะไม่ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาล (FDIC) เพราะไม่ถือเป็นเงินฝากปกติ
•    เสี่ยงเรื่องระบบเครือข่าย: อาจเจอปัญหาบล็อกเชนล่าช้า หรือมีความเสี่ยงจากช่องโหว่ทางเทคนิค
•    ขัดหลักการคริปโต: เป็นระบบที่ควบคุมโดยศูนย์กลาง (ธนาคาร) ทำให้รัฐสามารถสั่งอายัดหรือบล็อกบัญชีผู้ใช้ได้
•    กฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน: แม้ผ่านการรับรองในสหรัฐฯ แต่นำไปใช้จ่ายทั่วโลกอาจติดปัญหาในประเทศที่แบนคริปโต
•    เสี่ยงคนแห่ถอนเงินพร้อมกัน: หากเกิดข่าวลบจนคนแห่ถอนเงินสดจำนวนมหาศาลในเวลาเดียวกัน อาจทำให้ระบบขาดสภาพคล่อง
5 ทิศทางในอนาคต
•    คนใช้คริปโตโดยไม่รู้ตัว: บล็อกเชนจะกลายเป็น "ระบบหลังบ้าน" ที่คนทั่วไปใช้งานผ่านการรูดบัตรทุกวันโดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องคริปโต
•    สถาบันการเงินใหญ่ลงสนามเต็มตัว: ธนาคารและบริษัทระดับโลกจะหันมาออกเหรียญ Stablecoin ของตัวเองเพื่อแข่งขันกันมากขึ้น
•    ธนาคารดั้งเดิมถูกบีบให้ปรับตัว: หากไม่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ ธนาคารเก่าๆ อาจสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ให้กับบริษัทฟินเทค
•    เชื่อมโลกการเงินเก่าและใหม่: จะมีการนำเหรียญที่ถูกกฎหมายเหล่านี้ไปต่อยอดสร้างผลตอบแทนในโลกคริปโต (DeFi) ได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น
•    รัฐบาลเร่งคุมเข้มและสู้กลับ: รัฐบาลทั่วโลกจะออกกฎหมายมาควบคุมเข้มงวดขึ้น และเร่งออกเงินดิจิทัลของประเทศตัวเอง (CBDC) มาแข่งขัน

อ้างอิง: coinpost.jp