เงินล้นโลกแต่คริปโตสะดุด"ความลับเบื้องหลังตัวเลขปริมาณเงินที่นักลงทุนอาจเข้าใจ"

เริ่มโดย Support-3, วันนี้ เวลา 04:21:12 หลังเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

Support-3

เงินล้นโลกแต่คริปโตสะดุด"ความลับเบื้องหลังตัวเลขปริมาณเงินที่นักลงทุนอาจเข้าใจ"



    แม้ว่าปริมาณเงินหมุนเวียน (M2) ใน 4 ระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะพุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 103.66 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม แต่ราคาของสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin กลับปรับตัวลดลงราว 33% จากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม และราคาทองคำก็อยู่ในสภาวะร่วงลงเช่นกัน
      ปรากฏการณ์นี้ขัดแย้งกับความเชื่อของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่มองว่า "การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินจะดันให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อสูงขึ้น"

สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังสถานการณ์นี้สามารถอธิบายได้อย่างละเอียดผ่านปัจจัยเชิงโครงสร้าง 3 ประการ ดังนี้



1. สถิติปริมาณเงินที่พุ่งสูงขึ้น เป็นผลจาก "ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า" มากกว่าการพิมพ์เงินเพิ่ม
    ตัวเลขปริมาณเงิน 103.66 ล้านล้านดอลลาร์นั้นมาจากการคำนวณมูลค่า M2 (เงินสด เงินฝาก และเงินออมสภาพคล่องสูง) ของสหรัฐอเมริกา ยูโรโซน จีน และญี่ปุ่น โดยแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
หากมองด้วยสกุลเงินดอลลาร์ ปริมาณเงินเติบโตขึ้นถึง 8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
      แต่หากคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ อัตราการเติบโตที่แท้จริงจะอยู่ที่ประมาณ 4.5% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นเพียง 1 ใน 3 ของช่วงที่ปริมาณเงินเติบโตสูงสุดในปี 2021
      ข้อมูลระดับประเทศแสดงให้เห็นว่าปริมาณเงินไม่ได้พุ่งพรวดในทุกภูมิภาค: สหรัฐฯ เติบโต 5.7% (แตะ 23.34 ล้านล้านดอลลาร์), จีนเติบโต 7.5%, ยูโรโซนขยายตัว 3.5% ในขณะที่ญี่ปุ่นกลับมีปริมาณเงินลดลงเล็กน้อย
      นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่ได้ทำการพิมพ์เงินอัดฉีดระบบครั้งใหญ่ โดยงบดุลของ Fed เพิ่มขึ้นเพียง 1.41 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

      "ข้อมูลปริมาณเงินที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ อ้างอิงจากตัวเลขของ MacroMicro ซึ่งทำหน้าที่ติดตามข้อมูล M2 (ประกอบด้วยเงินสด เงินฝากธนาคาร และเงินออมสภาพคล่องสูง) ของ 4 ระบบเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยูโรโซน จีน และญี่ปุ่น
      หากสังเกตจากกราฟ แท่งสีเขียว จะเห็นชัดเจนว่าปริมาณเงินรวมที่แปลงเป็นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ได้พุ่งแตะจุดสูงสุดใหม่ที่ 103.66 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตสำคัญอยู่ที่ส่วนต่างระหว่าง เส้นสีแดง (การเติบโตในสกุลเงิน USD ที่ 8%) และ เส้นสีฟ้า (การเติบโตด้วยอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ที่ 4.5%) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า สถิติใหม่นี้เกิดจากภาวะดอลลาร์อ่อนค่าเป็นหลัก ไม่ใช่การเร่งอัดฉีดเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบ"



กราฟเปรียบเทียบปริมาณเงิน M2 ทั่วโลก (World M2 Money Supply) และอัตราการเติบโตแบบรายปี ข้อมูลจาก MacroMicro.me

2. Bitcoin เคลื่อนไหวตาม "อัตราเร่ง (Growth Rate)" ไม่ใช่ "ปริมาณรวม (Total Volume)" ของเงิน
    จากข้อมูลในอดีต อ้างอิงแหล่งข่าวคริปโตต่างประเทศ ราคา Bitcoin มักจะพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในช่วงที่อัตราการเติบโตของปริมาณเงิน (M2) เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว (เช่นในปี 2017, 2021 และ 2025) และจะปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดเมื่ออัตราการเติบโตของเงินติดลบ
      การศึกษาของนักวิเคราะห์มหภาค Lyn Alden ชี้ให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin สอดคล้องกับปริมาณเงิน M2 ทั่วโลกถึง 83%
      อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 เป็นต้นมา "อัตราการเติบโต" ของ M2 เริ่มชะลอตัวลง แม้ "ปริมาณรวม" จะสูงทำสถิติก็ตาม การชะลอตัวของอัตราเร่งนี้จึงเป็นคำอธิบายที่ชัดเจนว่าทำไมราคา Bitcoin ในปัจจุบันที่ระดับ 84,650 ดอลลาร์ จึงมีสภาวะทรงตัวค่อนไปทางอ่อนแอ

3. ต้นทุนทางการเงิน (Cost of Money) และผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น
    สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจระดับมหภาคกำลังสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในตัวเอง (Non-yielding assets) อย่างทองคำและคริปโตเคอร์เรนซี
      ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ: Fed เพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 3.75% - 4% เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมาเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ (CPI อยู่ที่ 3.4%) ขณะที่ราคาน้ำมันก็พุ่งเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
      ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield): พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนพุ่งสูงถึง 5.225% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007
      เมื่อนักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนกว่า 5% ได้อย่างปลอดภัยจากการถือพันธบัตร ความน่าสนใจในการถือครองทองคำจึงลดลง ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงมาที่ 4,163 ดอลลาร์ (ลดลงเกือบ 26% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม)
    ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นอย่างดัชนี S&P 500 กลับยังยืนหยัดแข็งแกร่งอยู่ที่ระดับ 7,743 จุดได้ เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการเชิงบวกของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี

สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า ปริมาณเงินในระบบที่สูงเป็นประวัติการณ์เพียงปัจจัยเดียว ไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นได้ สัญญาณสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาในระยะถัดไปคือ อัตราการเติบโตของปริมาณเงิน (M2 Growth) จะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้งหรือไม่ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะเริ่มปรับตัวลดลงเมื่อใด ซึ่งสองปัจจัยนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดทางให้ราคา Bitcoin และทองคำกลับมาเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง