กระทู้ล่าสุด

#1
พื้นฐาน Crypto / วิธีหาจุดออก
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - วันนี้ เวลา 08:21:42 ก่อนเที่ยง
#2
พื้นฐาน / pair trading
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - เมื่อวานนี้ เวลา 02:24:44 ก่อนเที่ยง
#3
พื้นฐาน / Sideway trade
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 15, 2026, 12:08:16 ก่อนเที่ยง
#4
พื้นฐาน Crypto / เจาะลึกภัยเงียบวงการคริปโต ปี ...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - กันยายน 14, 2026, 01:12:18 หลังเที่ยง
เจาะลึกภัยเงียบวงการคริปโต: เมื่อ "ควอนตัมคอมพิวเตอร์" คือภัยคุกคาม และ "คณิตศาสตร์" คือฮีโร่กอบกู้โลกบล็อกเชน
      คุณเคยคิดไหมว่า เงินคริปโต (Cryptocurrency) ที่คุณเก็บไว้อย่างปลอดภัยใน Wallet วันนี้ อาจกำลังถูกแฮ็กเกอร์จ้องขโมยไปแบบเงียบๆ... ไม่ใช่เพื่อเอาไปใช้ตอนนี้ แต่เอาไปเปิดใช้ใน "อนาคต"?

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ คือ อะไรกันแน่?
      เรียกได้ว่า คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำงานด้วยระบบ "บิต" ที่ต้องรับค่า 0 หรือ 1 อย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนสวิตช์ที่ต้องเลือกเปิดหรือปิด
      แต่ "ควอนตัมคอมพิวเตอร์" ใช้ระบบ "คิวบิต" ที่สามารถประมวลผลค่า 0 และ 1 ได้พร้อมกันในเวลาเดียว เหมือนเหรียญที่กำลังหมุน ความพิเศษนี้ทำให้มันสามารถคำนวณและหาคำตอบจากความเป็นไปได้นับล้านๆ ทางพร้อมกัน แทนที่จะต้องคิดทีละขั้นตอน ส่งผลให้มันมีพลังประมวลผลที่เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ฉลาดที่สุดในโลกปัจจุบันหลายล้านเท่าในชั่วพริบตา เป็นเทคโนโลยีนี้จึงถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเกินมนุษย์ เช่น การจำลองโมเลกุลยาใหม่ๆ หรือการถอดรหัสความปลอดภัยขั้นสูง นั้นเอง



      นี่ไม่ใช่พล็อตหนังไซไฟ แต่มันคือภัยคุกคามของจริงที่กำลังเขย่าวงการคริปโตและบล็อกเชนทั่วโลก เมื่อเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ "คอมพิวเตอร์ควอนตัม" (Quantum Computer) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งอนาคตที่มีพลังประมวลผลมหาศาลจนสามารถเจาะรหัสความปลอดภัยของบล็อกเชนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ให้แตกกระจายได้ในพริบตา!

ภัยเงียบที่ชื่อว่า "ขโมยวันนี้ ถอดรหัสวันหน้า" (Harvest Now, Decrypt Later)
      ปัจจุบัน แฮ็กเกอร์ระดับพระกาฬหรือแม้แต่กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่รัฐบาลบางประเทศสนับสนุน รู้ดีว่าระบบบล็อกเชนในตอนนี้เจาะยากมาก พวกเขาเลยเปลี่ยนแผนมาใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า "Harvest Now, Decrypt Later" หรือพูดง่ายๆ คือ "ดูดข้อมูลไปเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวมีเครื่องมือค่อยแกะรหัสทีหลัง"

      ธรรมชาติของบล็อกเชน คือ ความโปร่งใสและบันทึกข้อมูลถาวร แฮ็กเกอร์จึงทำการกวาดเก็บข้อมูลการทำธุรกรรม (Transaction), ประวัติการโอนเงิน, และข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสต่างๆ บนบล็อกเชนไปเรื่อยๆ พวกเขายอมรออีก 5-10 ปี เพื่อให้โลกสร้าง "คอมพิวเตอร์ควอนตัม" สำเร็จ เมื่อถึงวันนั้น พวกเขาจะใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเจาะรหัสข้อมูลคริปโตทั้งหมดที่ดูดเก็บไว้! ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เงินใน Wallet หรือสัญญา Smart Contract ต่างๆ อาจถูกปล้นข้ามเวลาได้

สร้างกำแพงใหม่ แต่ดันมีราคาที่ต้องจ่าย (ปัญหาค่า Gas แพง!)
      เมื่อรู้ว่าควอนตัมกำลังจะมา นักพัฒนาบล็อกเชนไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาพยายามสร้างระบบเข้ารหัสแบบใหม่ที่ชื่อว่า PQC (Post-Quantum Cryptography) หรือ "การเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม"



เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเราเปลี่ยนจากแม่กุญแจธรรมดา ไปเป็นสุดยอดตู้เซฟไทเทเนียมหนา 10 เมตร! ที่ต่อให้เป็นควอนตัมก็เจาะไม่เข้า

แต่เดี๋ยวก่อน... มันมีข้อเสียร้ายแรงสำหรับชาวคริปโต!
      สุดยอดตู้เซฟนี้ "หนักและกินทรัพยากรมาก" หากเราเอามาใช้กับบล็อกเชนตรงๆ ข้อมูลทุกการโอนเงินจะใหญ่ขึ้นและประมวลผลยากขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือ "ค่าธรรมเนียม (Gas Fee) ที่แพงหูฉี่และเครือข่ายที่อืดเป็นเต่างอย" ซึ่งขัดกับหลักการของคริปโตที่ต้องการความรวดเร็วและราคาถูก

ฮีโร่ตัวจริงไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ล้ำยุค แต่คือ "คณิตศาสตร์"
      ศาสตราจารย์ Muriel Médard จาก MIT ได้ออกมาเสนอทางออกที่ชาญฉลาดมาก เธอเบรกทุกคนว่า "หยุดก่อน! เราไม่ต้องเข้ารหัสด้วยตู้เซฟเหล็กทั้งหมดหรอก เรามีคณิตศาสตร์ช่วยได้!"

แนวคิดนี้มีชื่อว่า RLNC (Random Linear Network Coding) ซึ่งเป็นเทคนิคระดับเทพที่คิดค้นในห้องแล็บ MIT ทำงานแบบนี้:

  • "สมมติว่าคุณมีข้อมูลคริปโตที่ต้องการความปลอดภัยสูงมาก แทนที่จะเอาข้อมูลทั้งหมดไปยัดใส่สุดยอดตู้เซฟไทเทเนียม (ที่ทำให้เปลืองค่าแก๊ส) ระบบ RLNC จะทำการ "หั่นและบดข้อมูล" ออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ และผสมกันเป็นสมการคณิตศาสตร์"
  • จากนั้น ระบบจะนำชิ้นส่วนนี้ "แค่ 10%" ไปล็อกด้วยสุดยอดตู้เซฟ (PQC) ส่วนอีก 90% ปล่อยผ่านไปตามปกติ
  • ผลลัพธ์คืออะไร?
  • แฮ็กเกอร์ไม่สามารถประกอบข้อมูลกลับมาได้เลย เพราะขาดชิ้นส่วนสำคัญ 10% ที่โดนล็อกไว้แน่นหนา (ความปลอดภัย 100% เท่าเดิม)
  • บล็อกเชนทำงานเบาลง ประหยัดการประมวลผลไปได้ถึง 90%!
  • เครือข่ายยังคงรวดเร็ว และที่สำคัญ... ค่า Gas ไม่แพงกระฉูด!

สรุป: อนาคตของคริปโตอยู่ที่การตื่นตัวตั้งแต่วันนี้
      ข่าวดีคือ เราไม่จำเป็นต้องรอให้มีคอมพิวเตอร์ควอนตัมก่อนถึงจะเริ่มป้องกันตัวเอง เทคโนโลยีอย่าง RLNC พิสูจน์แล้วว่า "คณิตศาสตร์" บวกกับการเขียนโค้ดที่ฉลาด สามารถปกป้องโลกของคริปโต (DeFi, Smart Contract, เหรียญต่างๆ) จากภัยคุกคามในอนาคตได้ โดยไม่ต้องสูญเสียความเร็วหรือต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพงๆ

    ในฐานะนักลงทุนหรือผู้ใช้งานคริปโต สิ่งที่เราควรจับตามองต่อไปคือ โปรเจกต์เหรียญหรือบล็อกเชนต่างๆ ที่เราลงทุนอยู่ (เช่น Ethereum, Solana, Algorand ฯลฯ) เริ่มมีการวางแผนอัปเกรดระบบเพื่อเตรียมรับมือกับ "ยุคควอนตัม" (Quantum-safe) แล้วหรือยัง?เพราะโลกคริปโตคือการเงินแห่งอนาคต และมันจะต้องปลอดภัยจากเทคโนโลยีในอนาคตเช่นกัน!

บทความนี้อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของ Muriel Médard ศาสตราจารย์จาก MIT และผู้ร่วมก่อตั้ง Optimum
#5
พื้นฐาน / Overtrade
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 14, 2026, 12:22:05 ก่อนเที่ยง
#6
พื้นฐาน / Grid Trading
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 13, 2026, 01:17:29 ก่อนเที่ยง
#7
พื้นฐาน Crypto / ภาษีคริปโตกฎหมายไทย ในปัจจุบัน...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - กันยายน 12, 2026, 03:02:43 หลังเที่ยง
ภาษีคริปโตกฎหมายไทย ในปัจจุบัน 2569
      หลักสำคัญคือ ไม่ได้เสียภาษีเพียงเพราะ "ถอนเงิน" แต่ต้องดูว่าเงินที่ถอนนั้นเป็น เงินต้นหรือกำไรจากคริปโต โดยกรมสรรพากรระบุว่าผลประโยชน์จากการโอนคริปโตที่เกินกว่าที่ลงทุน เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฌ)



1. ถ้าเป็น "เงินของเราเอง" ไม่ใช่เงินได้ใหม่ → ไม่ได้เสียภาษีเพราะการถอน
ตัวอย่างเช่น มีเงินของตัวเองอยู่ในบัญชีต่างประเทศ แล้วโอนเงินต้นกลับเข้าบัญชีไทย
กรมสรรพากรระบุไว้โดยตรงว่า เงินต้นไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน และไม่ต้องเสียภาษีจากการนำเงินต้นกลับเข้าประเทศ
ตัว
      •    โอนเงินของตัวเองไปลงทุนต่างประเทศ 200,000 บาท
      •    ต่อมาปิดบัญชีและนำเงิน 200,000 บาทกลับประเทศไทย
      •    เงิน 200,000 บาทไม่ถือเป็นเงินได้
      •    ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากเงินจำนวนนี้
ดังนั้น "ถอน/โอนเงินกลับไทย" ไม่ได้แปลว่าเสียภาษีทันที

2. แต่ถ้าเงินที่ถอน/โอนกลับมาเป็น "รายได้ที่เกิดขึ้นจากต่างประเทศ" อาจต้องเสียภาษี
มาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากรเป็นหลักสำคัญ
กรณีเป็นเงินได้จากต่างประเทศ เช่น
      •    เงินเดือน/ค่าจ้างจากงานต่างประเทศ
      •    รายได้จากธุรกิจต่างประเทศ
      •    ค่าเช่าทรัพย์สินในต่างประเทศ
      •    ดอกเบี้ย
      •    เงิน
      •    กำไรจากทรัพย์สิน/การลงทุนบางประเภท
หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ก็อาจต้องนำมาคำนวณภาษีไทย
โดยหลักที่กรมสรรพากรอธิบายคือ ต้องพิจารณาว่า
1. เป็นเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ
และ
2. ผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามเกณฑ์ 180 วันในปีที่เกิดเงินได้
และ
3. มีการนำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย
คำสั่งกรมสรรพากร ป.161/2566 และ ป.162/2566 เป็นเอกสารสำคัญในเรื่องนี้โดยตรง

3. จุดที่สำคัญมาก: เงินได้เกิดปีหนึ่ง แล้วนำเข้าประเทศอีกปีก็ยังต้องพิจารณาภาษี
อันนี้เป็นประเด็นที่คนมักเข้าใจผิด
      ตามแนวทางของกรมสรรพากร หากเงินได้จากต่างประเทศเกิดขึ้นในปีที่เข้าเกณฑ์ และต่อมานำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย แม้จะเป็นคนละปีภาษี ก็ยังต้องนำเงินได้นั้นมาพิจารณาภาษีในปีที่นำเข้าประเทศ
ตัวอย่างง่าย ๆ:
      - ปี 2567 ได้ดอกเบี้ยจากบัญชีต่างประเทศ 5,000 บาท
      - ปี 2568 จึงโอนเงินกลับประเทศไทย
กรมสรรพากรระบุว่า เงินต้นไม่เสียภาษี แต่ดอกเบี้ย 5,000 บาทเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาพิจารณาภาษี ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

4. ถ้าเป็นเงินลงทุน ต้องแยก "เงินต้น" กับ "กำไร"
ตัวอย่าง:
  • ฝากเงินต่างประเทศไว้ 100,000 บาท
  • ต่อมาได้เงินกลับมา 120,000 บาท
  • ต้องแยกเป็น
เงินที่นำกลับหลักการ 100,000 บาท เงินต้นไม่ใช่เงินได้เพราะการโอนกลับ 20,000 บาท ส่วนที่เป็นรายได้/กำไร ต้องพิจารณาว่าเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินและเข้าเงื่อนไขภาษีหรือไม่ กรมสรรพากรยืนยันหลักการเรื่อง เงินต้นไม่เสียภาษี แต่ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินต้องพิจารณาภาษี ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น อย่าดูเพียงยอดเงินที่ถอนออกมา ต้องดูว่าเงินนั้นประกอบด้วยอะไร

5. ถ้าเป็นการถอนเงินจากบัญชีในประเทศไทยเอง
ถ้าคุณหมายถึง มีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารไทย แล้วถอนออกมาเป็นเงินสด การถอนเงินออกจากบัญชีของตัวเองไม่ได้ทำให้เกิดภาษีเงินได้ขึ้นมาใหม่เพียงเพราะถอนเงิน ภาษีจะพิจารณาที่ แหล่งที่มาของเงินและลักษณะของเงินได้ ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ว่า "ถอนเงินออกจากธนาคาร"
คำว่า "ถอนเงิน" จึงต้องดูว่าคุณหมายถึงถอนเงินประเภทไหน

6. ถ้าเป็นเงินจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ ต้องดูละเอียดกว่านี้
ถ้ากรณีของคุณคือ ถอนเงินจากแพลตฟอร์มต่างประเทศเข้าธนาคารไทย เช่น
      •    Trading
      •    Forex
      •    หุ้นต่างประเทศ
      •    Crypto
      •    Online business
      •    Affiliate
      •    YouTube/TikTok
      •    PayPal
      •    บริษัทต่างประเทศ
      •    เงินเดือนจากต่างประเทศ
      •    บัญชีธนาคารต่างประเทศ
      •    Broker ต่างประเทศ
คำตอบ ไม่เหมือนกันทุกกรณี เพราะต้องดูว่าเงินที่ถอนคือ เงินต้น / กำไร / ดอกเบี้ย /เงินปันผล / ค่าจ้าง / รายได้จากธุรกิจ / เงินจากการขายทรัพย์สิน และต้องดู ปีที่เงินได้เกิด + ปีที่นำเงินเข้าไทย + จำนวนวันที่อยู่ประเทศไทย




7. อัตราภาษีปัจจุบัน
ถ้าเข้าข่ายเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิจะใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันได โดยปัจจุบันอัตราสูงสุดอยู่ที่ 35%
เงินได้สุทธิ    อัตรา
  • เงินได้สุทธิ 0–150,000    อัตรา ยกเว้น
  • เงินได้สุทธิ150,001–300,000    อัตรา 5%
  • เงินได้สุทธิ300,001–500,000    อัตรา 10%
  • เงินได้สุทธิ500,001–750,000    อัตรา 15%
  • เงินได้สุทธิ750,001–1,000,000    อัตรา 20%
  • เงินได้สุทธิ1,000,001–2,000,000    อัตรา 25%
  • เงินได้สุทธิ2,000,001–5,000,000    อัตรา 30%
  • เงินได้สุทธิมากกว่า 5,000,000    อัตรา 35%
      ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า เงินที่ถอน 5 ล้านบาทจะเสียภาษี 35% ทั้งก้อน เพราะเป็นอัตราภาษีแบบขั้นบันได และต้องคำนวณตามประเภทเงินได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

8. อีกเรื่องที่ควรแยกออกจาก "ภาษี" คือกฎการโอนเงินเข้า-ออกประเทศ
      ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า การนำเงินตราต่างประเทศหรือเงินบาทเข้าประเทศสามารถทำได้โดยไม่จำกัดจำนวน แต่ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศบางประเภทมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเงินกลับประเทศและการฝาก/ขายผ่านสถาบันการเงิน ดังนั้น กฎของธนาคารแห่งประเทศไทย ≠ กฎหมายภาษีของกรมสรรพากร สองเรื่องนี้ไม่ควรนำมาปนกัน

สรุป
"ถอนเงิน" ไม่ใช่เหตุที่ทำให้ต้องเสียภาษีโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ต้องดูคือ เงินนั้นมาจากไหน → เป็นเงินต้นหรือรายได้ → รายได้เกิดเมื่อไร → เกิดในไทยหรือต่างประเทศ → อยู่ไทยกี่วันในปีที่เกิดรายได้ → นำเงินเข้าไทยเมื่อไร โดยเฉพาะกรณี เงินจากต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา ต้องให้ความสำคัญกับคำสั่งกรมสรรพากร ป.161/2566 และ ป.162/2566 ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสำคัญในเรื่องนี้
#8
พื้นฐาน / 4 คู่ตระกูล AUD
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 12, 2026, 02:42:54 ก่อนเที่ยง
#9
พื้นฐาน / Reverse Candle stick
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 11, 2026, 12:48:01 ก่อนเที่ยง
#10
พื้นฐาน / การเข้าทำการซื้อขายด้วย BOLLIN...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 10, 2026, 11:51:44 หลังเที่ยง
ทำความเข้าใจคร่าวๆ กับเครื่องบ่งชี้

   BOLLINGER BANDS : BOLLINGER BAND เป็น เครื่องบ่งชี้ที่มีกรอบการซื้อขาย ที่มีระยะห่างจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนไหวของกราฟราคาแท่งเทียน ซึ่งจะมีเส้นประกบไปกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ทั้งด้านบน UPPER BAND และด้านล่าง LOWER BAND เรียกว่า กรอบการเคลื่อนไหว และเมื่อมีการเคลื่อนที่ของกราฟราคาแท่งเทียนที่รวดเร็ว เส้นประกบทั้งด้านบนและด้านล่างจะขยายตัวห่างออกจากกัน แต่ถ้าตลาดมีการเคลื่อนไหวของกราฟราคาแท่งเทียนน้อย เส้นประกบทั้งด้านบนและล่างก็จะบีบตัวแคบลง

   AWESOME OSCILLATOR : AWESOME OSCILLATOR เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ใช้ในการวัดแรงผลักดันของตลาด  โดยคำนวณจากความแตกต่างของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย 34 งวดและ 5 งวด ซึ่งค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่ายที่ใช้จะไม่ได้คำนวณโดยราคาปิด แต่จะเป็นการคำนวณโดยเอาค่ากึ่งกลางของแต่ละแท่งมาคำนวณ

   ในบทความนี้ จะแนะนำเรื่องกลยุทธ์ในการเข้าทำการซื้อขายด้วยเครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BAND (BB) กับ AWESOME OSCILLATOR (AO) โดยให้เทรดเดอร์ใช้เครื่องมือ และ การตั้งค่า ตามนี้

•   เครื่องบ่งชี้ : BOLLINGER BANDS

•   เครื่องบ่งชี้ : AWESOME OSCILLATOR

•   ช่วงระยะเวลา : 1 ชั่วโมง หรือ มากกว่า

•   คู่สกุลเงิน : ทุกคู่สกุลเงินที่มีช่วง SPREAD ต่ำ และเทรดเดอร์สามารถใช้คุ่สกุลเงินที่มีช่วง SPREAD สูงได้  แต่นั่นหมายความถึงว่า จุดหยุดขาดทุนของตัวเทรดเดอร์เอง อาจจะต้องมีช่วงกว้างขึ้นเช่นกันสำหรับ SPREAD ที่สูงขึ้น

You cannot view this attachment.

                                                                                                        BOLLINGER BANDS INDICATOR                                                 

You cannot view this attachment.

                                                                                                               AWESOME OSCILLATOR
 
เงื่อนไข ในการเปิดคำสั่งซื้อ

•   กราฟราคาแท่งเทียนจะต้องเบรคหรือวิ่งทะลุเส้นกลาง ( MIDDLE BAND ) ของ INDICATOR BOLLINGER BAND ไปด้านบนได้ และจะต้องมีราคาปิดที่ด้านบนของเส้นกลางที่ว่า นี้

•   จากการวิ่งทะลุเส้นกลางของ BOLLINGER BAND ได้แล้วนั้น จะต้องสอดคล้องกับเครื่องบ่งชี้ AWESOME OSCILLATOR ด้วยตรงที่แท่งเครื่องมือสีเขียวจะต้องอยู่ด้านบนของเส้นระดับ ศูนย์

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งซื้อล่วงหน้าด้านบนของกราฟราคาแท่งเทียนแท่งที่สูงสุดนั้นประมาณ 2 PIPS

•   วางคำสั่งหยุดการขาดทุนไว้อย่างน้อย 2 PIPS ใต้ตำแหน่งกราฟราคาตอนที่แกว่งตัวต่ำสุด หรือ ถ้าระยะไกลเกินไป เทรดเดอร์สามารถหาตำแหน่ง  " X " PIPS ได้ โดยอย่าให้ใกล้กับตำแหน่งการเข้าทำการเปิดคำสั่งซื้อมากเกินไป

•   สำหรับเป้าหมายการทำกำไรให้ เทรดเดอร์ตั้งเป้าการแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียนที่สูงสุด ก่อนหน้านี้ไว้ก่อน หรือมากกว่า 2-3 เท่าของความเสี่ยงในการซื้อขายนั้น ตัวอย่างเช่นหากเทรดเดอร์มีความเสี่ยง 20 PIPS  ก็ควรตั้งเป้ากำไร 40 ถึง 60 PIPS

You cannot view this attachment.

เงื่อนไข ในการเปิดคำสั่งขาย

•   กราฟราคาแท่งเทียนจะต้องเบรคหรือวิ่งทะลุเส้นกลาง ( MIDDLE BAND ) ของ INDICATOR BOLLINGER BAND ลงไปด้านล่างได้ และจะต้องมีราคาปิดที่ด้านล่างของเส้น MIDDLE BAND ที่ว่า นี้

•   จากการวิ่งทะลุเส้น MIDDLE BOLLINGER BAND ได้แล้วนั้น จะต้องสอดคล้องกับเครื่องบ่งชี้ AWESOME OSCILLATOR ด้วยตรงที่แท่งเครื่องมือสีเขียวจะต้องอยู่ด้านล่างของเส้นระดับ ศูนย์  ( ZERO LINE )

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งขายล่วงหน้าด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียนแท่งที่มีราคาปิดใต้เส้น MIDDLE BAND นั้นไว้ประมาณ 2 PIPS

•   วางคำสั่งหยุดการขาดทุนไว้อย่างน้อย 2 PIPS ที่ด้านบนตำแหน่งกราฟราคาตอนที่แกว่งตัวสูงสุด และเช่นกัน เทรดเดอร์สามารถหาว่าจะว่าง ตำแหน่ง " X " PIPS ได้

•   สำหรับเป้าหมายการทำกำไรให้ เทรดเดอร์ตั้งเป้าการแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียนที่ต่ำสุด ก่อนหน้านี้ไว้ก่อน หรือมากกว่า 2-3 เท่าของความเสี่ยงในการซื้อขายนั้นๆ

You cannot view this attachment.

ข้อเสีย ของกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วย  BOLLINGER BAND กับ AWESOME OSCILLATOR

•   ถ้าเทรดเดอร์สังเกต จะเห็นในสองภาพตัวอย่างด้านบนว่ากราฟราคาแท่งเทียนเคลื่อนไหวไปข้างหน้าก่อนแล้ว เครื่องมือตัวบ่งชี้จึงจะให้สัญญาณในการเข้าขายหรือเข้าซื้อ (สัญญานมาช้า)

•   อาจจะมีบางครั้งที่เทรดเดอร์ตัดสินใจเข้าทำการซื้อขายแล้ว แต่เป็นช่วงเวลาที่กราฟราคาแท่งเทียนกลับตัวพอดี ถ้ากรณีแบบนี้เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ว่าตำแหน่งหยุดการขาดทุนของเทรดเดอร์จะทำงาน

•   ในส่วนของการวางตำแหน่งหยุดการขาดทุนของเทรดเดอร์ที่ใช้ค่า "X" PIPS นั้น หากตัวเทรดเดอร์ตั้งค่าในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมแล้ว เทรดเดอร์อาจถูกหยุดสถานะการซื้อขายบ่อยเกินไป

•   ดังนั้น ตำแหน่งที่ดีที่สุด ในการหยุดการขาดทุนควรอยู่เหนือระดับแนวต้าน / จุดสูงสุดของกราฟราคาแกว่งตัว สำหรับคำสั่งขาย

•   และควรต่ำกว่าระดับแนวรับ / จุดต่ำสุดของกราฟราคาแท่งเทียนแกว่งตัว สำหรับคำสั่งซื้อ

•   กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายนี้ ถือเป็นระบบการซื้อขายตามแนวโน้ม ซึ่งเป็นไปได้ว่า เทรดเดอร์อาจได้รับสัญญาณเท็จมากเกินไปในช่วงของตลาดที่กำลังมีการเปลี่ยนแนวโน้ม

ข้อดี ของกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วย  BOLLINGER BAND กับ AWESOME OSCILLATOR

•   ระบบนี้ เป็นกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายที่ง่ายและสามารถนำมาที่ใช้งานและยังทำความเข้าใจได้ง่ายด้วย

•   ในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มที่ชัดเจน กลยุทธ์นี้ จะมีคุณภาพและศักยภาพในการสร้างกำไรได้จำนวน PIPS ที่ดีมาก