ข่าว:

กระทู้ล่าสุด

#1
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / บทวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค EURAU...
กระทู้ล่าสุด โดย support-2 - วันนี้ เวลา 12:52:58 ก่อนเที่ยง
EurAud 02-02.jpg
คู่เงิน/สินค้า: EURAUD
Bias: ขาลง เนื่องจากราคาหลุดแนวรับเดิมลงมาและมีการ Rebound กลับไปทดสอบ Resistance ก่อนจะมีแรงขายกดตัวลงตามทิศทางลูกศร
โซนสำคัญ: Resistance
แผน SHORT: รอจังหวะที่ราคาไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ Resistance และเริ่มมีการปรับตัวลงตามแนวเส้นประสีแดง
Stop Loss (SL): อ้างอิงตามจุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): TP1 และ TP2 ตามลำดับในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาพุ่งสูงขึ้นจนสามารถทำลายจุด SL ในภาพได้

-------------------------------------------------------------------------------------------------

GbpAud 02-02.jpg
คู่เงิน/สินค้า: GBPAUD
Bias: ขาลง ราคาทำโครงสร้างเป็น Lower High และ Lower Low โดยปัจจุบันทดสอบบริเวณ Resistance และมีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อตามทิศทางหลัก
โซนสำคัญ: Resistance
แผน SHORT: เน้นการเล่นหน้าเทรดฝั่ง Sell เมื่อราคาทดสอบบริเวณ Resistance แล้วเริ่มเสียทรงตามเส้นประสีแดง
Stop Loss (SL): อ้างอิงตามจุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): TP1 และ TP2 ตามลำดับในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาทะลุผ่าน Resistance และปรับตัวขึ้นจนชนจุด SL ในภาพ
#2
พื้นฐาน Crypto / กระแส DCA ในไทยมาแรง ในปี 2569
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - เมื่อวานนี้ เวลา 02:22:11 ก่อนเที่ยง
กระแส DCA ในไทยมาแรง ในปี 2569



       ในปี พ.ศ. 2569 (2026) ภูมิทัศน์การลงทุนของประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ กลยุทธ์การลงทุนที่เรียกว่า DCA (Dollar Cost Averaging) หรือการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ "ทางเลือก" สำหรับมือใหม่อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น "วิถีชีวิต" (Lifestyle) ของคนไทยในวงกว้าง ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงวัยเกษียณ บทความนี้จะพาไปสำรวจเจาะลึกถึงสาเหตุ ปัจจัย และกลไกที่ทำให้ DCA กลายเป็นวาระแห่งชาติของนักลงทุนรายย่อยในปีนี้

บริบทสังคมและเศรษฐกิจไทยปี 2569 แรงกดดันสู่การลงทุน
       ก่อนจะเข้าใจว่าทำไม DCA ถึงมาแรง เราต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมของประเทศไทยในปี 2569 เสียก่อน ปัจจัยมหภาคเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุด:
1. วิกฤตสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)
      ในปี 2569 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อกังขา คนวัยทำงานเริ่มตระหนักอย่างรุนแรงว่า "เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ" และ "ประกันสังคม" เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณได้จริง ความตื่นตัวนี้ทำให้คน Gen Z และ Gen Y ที่กำลังกลายเป็นกำลังหลักของประเทศ หันมามองหาเครื่องมือการออมที่ชนะเงินเฟ้อ ซึ่งการฝากเงินธนาคารแบบเดิมให้ผลตอบแทนไม่ทันใจ การ DCA ในสินทรัพย์เสี่ยงจึงเป็นทางออกเดียว

2. บทเรียนจากความผันผวน (Market Volatility)
       ช่วงปี 2567-2568 ตลาดหุ้นทั่วโลกและคริปโทเคอร์เรนซีมีความผันผวนสูงมาก นักลงทุนที่พยายาม "จับจังหวะตลาด" (Market Timing) จำนวนมากประสบความล้มเหลวหรือติดดอย ในปี 2569 นี้ นักลงทุนจึงเกิดการเรียนรู้ (Learning Curve) ว่าการเดาทิศทางตลาดเป็นเรื่องยากและสร้างความเครียด การ DCA จึงตอบโจทย์ในแง่ของ Peace of Mind หรือความสบายใจในการลงทุน ตัดอารมณ์ความกลัวและความโลภออกไป

วิวัฒนาการของเทคโนโลยี ตัวช่วยที่ทำให้ DCA ไร้รอยต่อ



      ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้กระแส DCA ระเบิดตัวในปี 2569 คือ FinTech (Financial Technology) ที่พัฒนาจนถึงขีดสุด ความยากลำบากในการส่งคำสั่งซื้อรายเดือนหายไปอย่างสิ้นเชิง
1. Super Apps และระบบ Auto-Invest อัจฉริยะ
       หมดยุคที่ต้องมานั่งกดซื้อหุ้นเองทุกวันที่ 1 หรือ 15 ของเดือน ในปี 2569 แอปพลิเคชันธนาคารและโบรกเกอร์ (เช่น Dime!, InnovestX, Streaming, TrueMoney) ได้พัฒนาฟีเจอร์ Recurring Buy ที่เสถียรและยืดหยุ่นมาก
       ● ความยืดหยุ่นรายวัน นักลงทุนสามารถตั้ง DCA ได้ละเอียดถึงระดับ "รายวัน" (Daily DCA) หรือ "รายสัปดาห์" ด้วยเงินขั้นต่ำเพียง 1 บาท หรือ 10 บาท
       ● ตัดบัญชีอัตโนมัติ (Direct Debit) ระบบเชื่อมต่อกับบัญชีเงินเดือนอย่างไร้รอยต่อ ทันทีที่เงินเดือนเข้า ระบบจะดึงเงินไปลงทุนทันทีก่อนที่เจ้าของเงินจะมีโอกาสได้ใช้ (Pay yourself first)

2. การเกิดขึ้นของ Fractional Shares และ DRx เต็มรูปแบบ
       อุปสรรคเรื่อง "เงินน้อยซื้อหุ้นใหญ่ไม่ได้" ถูกทำลายลง ในปี 2569 การลงทุนในตลาดหุ้นไทยผ่าน DRx (Fractional Depositary Receipt) หรือการซื้อหุ้นต่างประเทศเป็นเศษหุ้น เป็นเรื่องปกติสามัญ เด็กจบใหม่ที่มีเงินเก็บเพียง 500 บาท สามารถ DCA หุ้นระดับโลกอย่าง Apple, Microsoft หรือหุ้นบลูชิพไทยอย่าง AOT, BDMS ได้พร้อมกันในพอร์ตเดียว ทำให้การกระจายความเสี่ยงสมบูรณ์แบบแม้เงินทุนจะน้อย

สินทรัพย์ยอดนิยมสำหรับการ DCA ในปี 2569



ในปีนี้ เม็ดเงิน DCA ของคนไทยไม่ได้ไหลเข้าแค่กองทุนรวมหุ้นไทยแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่มีการกระจายตัวไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น (Asset Allocation)
1. กองทุนดัชนีระดับโลก (Global Index Funds)
นี่คือพระเอกตัวจริงของปี 2569 คนไทยมีความรู้เรื่องการลงทุนต่างประเทศสูงขึ้นมาก เป้าหมายหลักของการ DCA คือ:
       ● S&P 500 & Nasdaq 100 ยังคงเป็น Core Port (พอร์ตหลัก) สำหรับคนส่วนใหญ่ เพราะพิสูจน์แล้วว่าเติบโตชนะเงินเฟ้อในระยะยาว
       ● ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะ อินเดีย และ เวียดนาม ซึ่งในปี 2569 เศรษฐกิจมีการเติบโตที่โดดเด่นแซงหน้าภูมิภาคอื่น ทำให้มีกระแสการ DCA กองทุนเวียดนามและอินเดียเพื่อหวังผลเติบโตแบบก้าวกระโดด (Growth Engine)

2. หุ้นปันผลไทย (Thai Dividend Stocks) และ REITs
แม้หุ้น Growth ในไทยจะหายาก แต่ตลาดหุ้นไทยปี 2569 ถูกวางตำแหน่งใหม่ในใจนักลงทุนว่าเป็น "แหล่งผลิตกระแสเงินสด" (Cash Cow)
       ● นักลงทุนนิยม DCA ในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ค้าปลีก และโครงสร้างพื้นฐานที่มีปันผลสม่ำเสมอ 4-6% ต่อปี เพื่อสร้าง Passive Income
       ● กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ได้รับความนิยมสูงมากในการทำ DCA เพื่อเป้าหมายเกษียณ

3. สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets)
ในปี 2569 สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้นจากการมีกฎระเบียบที่ชัดเจนและการมี Bitcoin Spot ETF ทั่วโลก
       ● คนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Alpha) นิยม DCA ใน Bitcoin (BTC) และ Ethereum (ETH) ผ่านแพลตฟอร์ม Exchange ในไทยที่ได้รับใบอนุญาต โดยมองว่าเป็น "ทองคำดิจิทัล" ที่ต้องสะสมควบคู่กับทองคำจริง
       ● การ DCA ในสินทรัพย์นี้มักทำด้วยสัดส่วน 1-5% ของพอร์ตเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha)

4. ทองคำออนไลน์
       แอปพลิเคชันร้านทองตู้แดงดั้งเดิมได้ทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ การออมทอง (DCA ทองคำ) ทำได้แบบ Real-time ตามราคาทองโลก ผู้คนนิยมสะสมหน่วยน้ำหนักทองคำทีละเล็กละน้อยและสามารถ "แลกรับทองจริง" ได้เมื่อครบกำหนด ซึ่งตอบโจทย์วัฒนธรรมคนไทยที่ชอบถือครองทองคำ

จิตวิทยาและพฤติกรรมนักลงทุน: จาก "นักรบ" สู่ "ชาวสวน"
       ปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนแปลง Mindset ครั้งใหญ่ จากเดิมที่คนไทยชอบเป็น "นักรบ" (Day Trader) เข้าไวออกไว หวังรวยเร็ว กลายมาเป็น "ชาวสวน" (Long-term Investor) ที่เน้นการปลูกต้นไม้และรอคอยผลผลิต
1. The Power of Boring (พลังของความน่าเบื่อ)
       Influencer สายการเงินในปี 2569 เปลี่ยนโทนการสื่อสาร จากการโชว์กำไรพอร์ตแตก 100% มาเป็นการโชว์ "วินัย" การโชว์กราฟที่ค่อยๆ เติบโตแบบ Exponential กลายเป็น Content ที่ได้รับความนิยมมากกว่า แนวคิด "Get Rich Slow" (รวยช้าแต่รวยชัวร์) ฝังรากลึก
       ● Community เกิดกลุ่ม Community Online ที่สมาชิกจะมาโพสต์โชว์การตัดเงิน DCA ประจำเดือน เป็นการสร้าง Social Pressure ในทางบวกให้ทุกคนรักษาตารางการลงทุน

2. การเอาชนะกับดักอารมณ์
       DCA ช่วยแก้ปัญหาทางจิตวิทยาการลงทุนที่สำคัญที่สุดคือ Loss Aversion (ความเกลียดชังความสูญเสีย) เพราะเมื่อตลาดหุ้นตก นักลงทุนแบบ DCA จะถูกฝึกให้มองว่าเป็น "ช่วงเวลาของลดราคา" (Sales) ทำให้ได้จำนวนหน่วยลงทุนมากขึ้น แทนที่จะตื่นตระหนกขายทิ้ง

สิทธิประโยชน์ทางภาษี แรงจูงใจที่ไม่เปลี่ยนแปลง
       รัฐบาลไทยในปี 2569 ยังคงใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นการออมระยะยาว ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญให้กระแส DCA ไม่มอดลง
       ● Thai ESG (Thailand ESG Fund) กองทุนลดหย่อนภาษีที่เน้นความยั่งยืน กลายเป็นเป้าหมายหลักของการ DCA ของมนุษย์เงินเดือน โดยมีการปรับเงื่อนไขให้ยืดหยุ่นและจูงใจมากขึ้น
       ● RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) ยังคงเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายสำหรับการวางแผนเกษียณ ซึ่งการตัดบัญชี DCA รายเดือนช่วยให้มนุษย์เงินเดือนไม่ต้องไปแย่งซื้อกองทุนปลายปีและได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดีกว่า

ข้อควรระวังและกับดักของ DCA ในปี 2569
แม้กระแสจะมาแรง แต่ผู้เชี่ยวชาญในปี 2569 ก็ยังคงเตือนถึงข้อควรระวัง เพราะ DCA ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่หลับตาทำแล้วจะรวยเสมอไป
1. กับดัก DCA ในหุ้นผู้แพ้ (DCA in Losers)
       การ DCA ในหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานเปลี่ยนไปแล้ว (Disrupted Business) หรืออุตสาหกรรมตะวันตกดิน (Sunset Industry) คือหายนะ การถัวเฉลี่ยขาลงในหุ้นที่ไม่ฟื้นตัว คือการถมเงินลงแม่น้ำ ดังนั้น "การคัดเลือกสินทรัพย์" (Asset Selection) สำคัญกว่า "วิธีการซื้อ"

2. ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk)
       เนื่องจากการ DCA ในหุ้นต่างประเทศเป็นที่นิยมมาก ความผันผวนของค่าเงินบาทในปี 2569 จึงส่งผลกระทบโดยตรง การ DCA ต่อเนื่องอาจช่วยเฉลี่ยต้นทุนค่าเงินได้บ้าง แต่ความรู้เรื่องการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ยังคงจำเป็น

บทสรุป DCA ปี 2569 คือรากฐานของความมั่นคงใหม่
       กล่าวโดยสรุป กระแส DCA ในไทยปี 2569 ไม่ใช่แฟชั่นชั่วคราว แต่คือ "มาตรฐานใหม่" (New Standard) ของการบริหารการเงินส่วนบุคคล มันคือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวก ความเข้าใจในกลไกตลาด และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมสู่วัยเกษียณ
       สำหรับคนไทยในปี 2569 คำถามไม่ใช่ "ควรทำ DCA ไหม?" อีกต่อไป แต่คำถามคือ "วันนี้คุณเริ่ม DCA ในสินทรัพย์ที่ถูกต้องแล้วหรือยัง?" เพราะในโลกที่หมุนเร็วและคาดเดายาก วินัยที่สม่ำเสมอคือกุญแจดอกเดียวที่จะไขประตูสู่อิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง
"ความมั่งคั่งในปี 2569 ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครหาเงินได้มากที่สุด แต่วัดกันที่ใครสามารถรักษาวินัยการลงทุนได้ยาวนานที่สุด"
#3
พื้นฐาน Crypto / ETF ของเหรียญ DOGE แล้วก็ XRP ...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - มกราคม 30, 2026, 07:28:20 ก่อนเที่ยง
ETF ของเหรียญ DOGE แล้วก็ XRP คืออะไร?



       ในโลกของการเงินสมัยใหม่ การอนุมัติ Spot Bitcoin ETF และ Spot Ethereum ETF ในสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนสถานะของสินทรัพย์ดิจิทัลจากการเป็นเพียง "เงินอินเทอร์เน็ต" สู่การเป็น "สินทรัพย์เพื่อการลงทุนระดับสถาบัน" อย่างเต็มตัว

       อย่างไรก็ตาม คำถามที่ดังกึกก้องอยู่ในใจนักลงทุนทั่วโลก ณ ขณะนี้คือ "แล้วเหรียญต่อไปคืออะไร?" สปอตไลท์จึงส่องไปที่สองเหรียญยักษ์ใหญ่ที่มีคาแรคเตอร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ XRP (Ripple) เหรียญขวัญใจสถาบันการเงิน และ Dogecoin (DOGE) ราชาแห่งมีมคอยน์

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกอย่างละเอียดที่สุดว่า ETF ของทั้งสองเหรียญนี้คืออะไร สถานะปัจจุบันเป็นอย่างไร และทำไมมันถึงสำคัญต่อโลกการเงิน

ปูพื้นฐาน – Crypto ETF คืออะไรและทำไมถึงสำคัญ?
     ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวของ DOGE และ XRP เราต้องเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของ Crypto ETF (Exchange Traded Fund) ให้ถ่องแท้เสียก่อน เพราะนี่คือ กุญแจสำคัญที่จะไขความลับว่าทำไม ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ถึงอนุมัติยากเย็นเหลือเกิน
1. นิยามของ Crypto Spot ETF
     ETF คือ กองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง การมี "Spot ETF" หมายความว่า กองทุนนั้นๆ ถือครองสินทรัพย์จริง (ในที่นี้คือเหรียญ DOGE หรือ XRP) เพื่อแบกรับมูลค่าของหุ้น ETF ที่ออกขาย
     ● กลไก เมื่อนักลงทุนซื้อหุ้น ETF ผู้จัดการกองทุน (เช่น BlackRock, Fidelity) ต้องนำเงินนั้นไปซื้อเหรียญจริงมาเก็บไว้ในห้องนิรภัยดิจิทัล (Cold Storage)
     ● ข้อดี นักลงทุนรายย่อยและสถาบันสามารถเก็งกำไรราคาเหรียญได้โดยไม่ต้องเปิดกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ไม่ต้องกลัวทำ Private Key หาย และอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้ลงทุน

2. ความแตกต่างระหว่าง Futures vs. Spot
     ● Futures ETF ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ไม่ได้ถือเหรียญจริง) มักจะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าและมีความคลาดเคลื่อนของราคา (Tracking Error)
     ● Spot ETF ลงทุนในเหรียญจริง ราคาจะวิ่งตามราคาตลาด (Market Price) เป๊ะๆ นี่คือสิ่งที่ตลาดต้องการมากที่สุดสำหรับ DOGE และ XRP

XRP ETF – ความหวังใหม่ของระบบการเงิน (The Banker's Coin)



      XRP หรือเหรียญจากค่าย Ripple Labs ถือเป็นผู้ท้าชิงอันดับหนึ่งที่มีโอกาสได้รับอนุมัติ ETF ต่อจาก Bitcoin และ Ethereum มากที่สุด ด้วยเหตุผลทางกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐาน
1. สถานะปัจจุบันของ XRP ETF (Real-time Context)
       ในปัจจุบัน ได้เริ่มมีการยื่นเอกสารขอจัดตั้งกองทุน XRP ETF (Filing) จากบริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำบ้างแล้ว (เช่น Bitwise หรือ Canary Capital ตามข่าวสารล่าสุด) ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถาบันการเงินมองเห็น "ความชัดเจน" บางอย่าง
       ความชัดเจนทางกฎหมาย จุดเปลี่ยนสำคัญคือคำตัดสินของศาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่า "XRP ไม่ถือเป็นหลักทรัพย์ (Security) เมื่อขายผ่านตลาดรอง" คำตัดสินนี้ปลดล็อกพันธนาการที่ใหญ่ที่สุดของ XRP ทำให้สถานะทางกฎหมายของมันมีความปลอดภัยใกล้เคียงกับ Bitcoin

2. ทำไม XRP ETF ถึงมีความเป็นไปได้สูง?
       ไม่ใช่หลักทรัพย์ (Non-Security Status) นี่คือหัวใจสำคัญ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ปฏิเสธ ETF อื่นๆ เพราะมองว่าเป็นหลักทรัพย์ที่ยังไม่จดทะเบียน แต่ XRP มีคำสั่งศาลคุ้มครองอยู่ระดับหนึ่ง
       โครงสร้างเพื่อสถาบัน XRP ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น Bridge Currency สำหรับการโอนเงินข้ามพรมแดน มันมีความเร็ว ต้นทุนต่ำ และมีพันธมิตรเป็นธนาคารทั่วโลก ความน่าเชื่อถือในสายตาสถาบันการเงินจึงสูงกว่าเหรียญอื่นๆ
       ตลาดที่มีสภาพคล่องสูง XRP ครองอันดับ Top 10 ของตลาดมาอย่างยาวนาน มี Volume การซื้อขายมหาศาล ซึ่งลดความเสี่ยงเรื่องการปั่นราคา (Market Manipulation) ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของ SEC

3. อุปสรรคที่ต้องเจอ
แม้จะมีภาษีดี แต่ XRP ETF ก็ยังเจอขวากหนาม
       การอุทธรณ์ของ SEC คดีความระหว่าง Ripple กับ SEC อาจยังมีการยื่นอุทธรณ์ในบางประเด็น ซึ่งสร้างความไม่แน่นอน (Uncertainty) จนกว่าคดีจะถึงที่สุดอย่างสมบูรณ์
       ประเด็น Centralization ฝ่ายวิจารณ์มักโจมตีว่า Ripple Labs ถือครองเหรียญจำนวนมาก (ใน Escrow) ซึ่งต่างจาก Bitcoin ที่ไม่มีเจ้าของ หาก ก.ล.ต. มองว่าราคาสามารถถูกควบคุมโดยบริษัทเดียวได้ง่าย ก็อาจเป็นเหตุผลในการปฏิเสธ

DOGE ETF – จากเรื่องตลกสู่เรื่องจริงจัง (The People's Crypto)



       หาก XRP คือ ตัวแทนของนายธนาคารใส่สูท Dogecoin (DOGE) ก็คือตัวแทนของพลังมวลชนและวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ต แต่คำถามคือ "เหรียญหมา" จะมีกองทุนระดับโลกได้อย่างไร?
1. DOGE ETF คืออะไรในมุมมองสถาบัน?
       การสร้าง DOGE ETF หมายถึงการยอมรับว่า "Meme Coin" มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น หากเกิดขึ้นจริง มันจะเป็น ETF ตัวแรกที่อิงกับสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนด้วย Community-driven อย่างแท้จริง

2. ปัจจัยบวกที่สนับสนุน DOGE ETF
            1. ระบบ Proof of Work (PoW) นี่คือไพ่ตายของ Dogecoin ในเชิงเทคนิค DOGE ใช้ระบบขุด (Mining) เหมือนกับ Bitcoin (อันที่จริงมัน Fork มาจาก Litecoin ซึ่ง Fork มาจาก Bitcoin อีกที)
                  - นัยยะสำคัญ: การเป็น PoW ทำให้ยากที่ ก.ล.ต. จะจัดหมวดหมู่ DOGE ว่าเป็น "หลักทรัพย์" (Security) เพราะมันไม่มีการ Pre-mine หรือ ICO ที่เข้าข่ายสัญญาการลงทุน (Howey Test) เหมือนเหรียญ PoS หลายตัว
            2. ความเป็น Decentralized ปัจจุบัน DOGE ไม่มี CEO, ไม่มีบริษัทแม่, และไม่มี Roadmap ที่ชัดเจน ซึ่งในมุมมองของกฎระเบียบ นี่คือข้อดี! เพราะมันหมายความว่า "ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งควบคุมเครือข่ายได้" (Sufficiently Decentralized)
            3. อิทธิพลของ Elon Musk แม้จะเป็นดาบสองคม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า Elon Musk ทำให้ DOGE เป็นที่รู้จักในระดับแมส ซึ่งดึงดูดความสนใจของนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการซื้อผ่านบัญชีหุ้นปกติ

3. ความท้าทายระดับภูเขาไฟ
การจะเห็น DOGE ETF นั้นยากกว่า XRP มาก ด้วยเหตุผลดังนี้
       ● ความผันผวนรุนแรง (Volatility) ราคา DOGE สามารถพุ่งขึ้นหรือดิ่งลง 20-30% ได้เพียงเพราะทวีตเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลเกลียดที่สุด เพราะมันขัดกับหลักการคุ้มครองผู้ลงทุน
       ● การกระจุกตัวของเหรียญ (Whale Concentration) มีกระเป๋าเงินไม่กี่ใบที่ถือครอง DOGE จำนวนมหาศาล หากวาฬเหล่านี้เทขาย อาจทำให้กองทุน ETF พังทลายได้
       ● ภาพลักษณ์ การอนุมัติ ETF ให้กับเหรียญที่มีต้นกำเนิดจาก "มุกตลก" อาจเป็นเรื่องที่ ก.ล.ต. ทำใจยอมรับได้ยากในเชิงภาพลักษณ์ของตลาดทุน

การเปรียบเทียบเชิงลึก – XRP ETF vs. DOGE ETF
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาเปรียบเทียบศักยภาพของทั้งสองกองทุนในตารางด้านล่าง



ผลกระทบหากได้รับการอนุมัติ (The Impact)
หากวันใดวันหนึ่ง ETF ของทั้งสองเหรียญนี้ได้รับการอนุมัติ จะเกิดแรงกระเพื่อมมหาศาลในโลกการเงิน:
1. ผลกระทบต่อราคา (Price Action)
       ● Shock Supply เมื่อกองทุนต้องไล่ซื้อเหรียญจริงเพื่อ Backed มูลค่า จะทำให้เหรียญในตลาดลดน้อยลง (Supply Shock) ในขณะที่ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น สิ่งนี้จะผลักดันราคาให้สูงขึ้นอย่างรุนแรง ดังที่เห็นใน Bitcoin
       ● XRP อาจทำลายสถิติราคาสูงสุดเดิม (ATH) ได้ เพราะเงินสถาบันจะไหลเข้ามาอย่างมั่นใจหลังจากรอคอยความชัดเจนมานานหลายปี
       ● DOGE ราคาอาจพุ่งขึ้นในลักษณะ Parabolic (เส้นกราฟแนวตั้ง) เนื่องจากพลังของ FOMO (Fear Of Missing Out) จากรายย่อยจะรุนแรงกว่าเหรียญอื่นหลายเท่า

2. การยอมรับในวงกว้าง (Mass Adoption)
       ● XRP จะถูกนำไปใช้ในพอร์ตการลงทุนแบบผสม (Diversified Portfolio) ของที่ปรึกษาทางการเงิน ในฐานะสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ Blockchain Payment
       ● DOGE จะกลายเป็นการลงทุนที่ "ถูกกฎหมาย" และ "เข้าถึงง่าย" พ่อแม่หรือคนรุ่นเก่าที่ไม่เข้าใจเรื่อง Wallet จะสามารถซื้อ "เหรียญหมา" ให้ลูกหลานได้ผ่านพอร์ตหุ้น

บทสรุปและวิสัยทัศน์สู่อนาคต
       ETF ของเหรียญ DOGE และ XRP ไม่ใช่แค่เรื่องของการเก็งกำไร แต่มันคือ "บทพิสูจน์ความหลากหลายของสินทรัพย์ดิจิทัล"
       ● XRP ETF คือบทพิสูจน์ว่า คริปโทเคอร์เรนซีที่มี Utility จริงและทำงานร่วมกับระบบธนาคาร สามารถเข้าสู่ตลาดทุนหลักได้
       ● DOGE ETF คือบทพิสูจน์ว่า สินทรัพย์ที่เกิดจาก Community และวัฒนธรรม Pop Culture ก็มีที่ยืนในโลกการเงินได้เช่นกัน หากมีโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายศูนย์เพียงพอ

อนาคตจะเป็นอย่างไร?
      ความเป็นไปได้มากที่สุดคือเราจะได้เห็น XRP ETF เกิดขึ้นก่อน เนื่องจากความพร้อมด้านกฎหมายและพันธมิตร ส่วน DOGE ETF อาจตามมาในภายหลัง เมื่อตลาด Bitcoin และ Ethereum ETF อิ่มตัว และหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง
       สำหรับนักลงทุน การติดตามข่าวสารเรื่องการยื่นเอกสาร (Filing) ของบริษัทจัดการกองทุนอย่าง BlackRock, Grayscale หรือ Bitwise ต่อ XRP และ DOGE คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะนั่นคือสัญญาณเริ่มต้นของคลื่นลูกใหญ่ระลอกใหม่ในโลกการลงทุน
#4
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / บทวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค AUDNZ...
กระทู้ล่าสุด โดย support-2 - มกราคม 30, 2026, 02:15:19 ก่อนเที่ยง
AudNzd 30-Jan-2026.jpg
คู่เงิน/สินค้า: AUDNZD
Bias: ขาลง (Bearish) เนื่องจากราคาหลุดจากรูปแบบ Rising Wedge ซึ่งเป็นแพทเทิร์นกลับตัวขาลง และมุ่งหน้าสู่เป้าหมายด้านล่าง
โซนสำคัญ: Rising Wedge
แผน SHORT: เข้าสถานะ Short ตามสัญญาณการเบรกเอาท์ของ Rising Wedge เพื่อรันกำไรไปจนถึงเป้าหมายของรูปแบบ
Stop Loss (SL): จุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): Pattern Target ในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาดีดกลับขึ้นไปปิดเหนือแนวต้านของ Rising Wedge หรือทะลุจุด SL ในภาพ

-----------------------------------------------------------------------------------

GbpAud 30-Jan-2026.jpg
คู่เงิน/สินค้า: GBPAUD
Bias: ขาลง (Bearish) เนื่องจากราคามีการทำโครงสร้างลดต่ำลง และกำลังทดสอบบริเวณ Resistance เพื่อรอจังหวะปรับตัวลงต่อตามลูกศรที่มาร์คไว้
โซนสำคัญ: Resistance
แผน SHORT: รอราคา Rejection หรือยืนยันการกลับตัวที่บริเวณ Resistance เพื่อเข้าสถานะ Short โดยมีเป้าหมายตามลำดับที่มาร์คไว้ในภาพ
Stop Loss (SL): จุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): TP1 และ TP2 ในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาพุ่งสูงขึ้นจนสามารถทะลุผ่านและปิดเหนือจุด SL ในภาพ ได้อย่างมั่นคง

--------------------------------------------------------------------------------------
#5
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 30, 2026, 12:28:36 ก่อนเที่ยง
#6
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 30, 2026, 12:12:48 ก่อนเที่ยง
#7
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 29, 2026, 10:19:25 ก่อนเที่ยง
#8
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 29, 2026, 10:16:30 ก่อนเที่ยง
#9
พื้นฐาน Crypto / NVIDIA (เอ็นวิเดีย) คืออะไร? แ...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - มกราคม 29, 2026, 07:14:09 ก่อนเที่ยง
NVIDIA (เอ็นวิเดีย) คืออะไร? และความเชื่อมโยงกับโลกคริปโทเคอร์เรนซี



      ในโลกเทคโนโลยีปัจจุบัน หากพูดถึงบริษัทที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมโลกมากที่สุด ชื่อของ NVIDIA (เอ็นวิเดีย) จะต้องปรากฏขึ้นเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลังความสวยงามของวิดีโอเกมยุคใหม่, มันสมองของรถยนต์ไร้คนขับ, โครงสร้างพื้นฐานของ AI อย่าง ChatGPT หรือแม้กระทั่ง "เหมืองขุดเงินดิจิทัล" ที่เคยสั่นสะเทือนวงการการเงินโลก

NVIDIA คืออะไร?
จุดกำเนิดและวิสัยทัศน์
      NVIDIA Corporation ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 โดย Jensen Huang (เจนสัน หวง), Chris Malachowsky และ Curtis Priem เดิมทีพวกเขามีวิสัยทัศน์ที่จะแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดของคอมพิวเตอร์ในยุคนั้น นั่นคือ "การประมวลผลกราฟิก 3 มิติ" (3D Graphics)

      ในยุค 90 คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ CPU (Central Processing Unit) ในการทำงานทุกอย่าง แต่ CPU นั้นถูกออกแบบมาให้ทำงานแบบเรียงลำดับ (Serial Processing) ซึ่งเก่งในเรื่องตรรกะซับซ้อนแต่ไม่เหมาะกับการคำนวณค่าพิกเซลนับล้านบนหน้าจอพร้อมๆ กัน

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก GPU (Graphics Processing Unit)
      ในปี 1999 NVIDIA ได้เปิดตัว GeForce 256 ซึ่งพวกเขาขนานนามว่าเป็น GPU ตัวแรกของโลก (The World's First GPU)
      ● นิยามของ GPU คือ หน่วยประมวลผลที่ออกแบบมาเพื่องานคำนวณแบบขนาน (Parallel Processing) โดยเฉพาะ มันประกอบด้วย Core (แกนประมวลผล) ขนาดเล็กจำนวนมหาศาล (หลักพันหรือหมื่นแกน) ในขณะที่ CPU จะมี Core ขนาดใหญ่แต่จำนวนน้อย (หลักหน่วยหรือสิบ)
      ● เปรียบเทียบให้เห็นภาพ หากต้องขนย้ายอิฐ 1,000 ก้อน
            - CPU คือรถเฟอร์รารี่ที่เร็วมาก ขนอิฐได้ทีละ 4 ก้อน แต่วิ่งไปกลับด้วยความเร็วสูง
            - GPU คือกองทัพมดนับพันตัวที่เดินช้ากว่าเฟอร์รารี่ แต่สามารถขนอิฐทั้ง 1,000 ก้อนเสร็จพร้อมกันในรอบเดียว

CUDA กุญแจสู่ความยิ่งใหญ่
      จุดเปลี่ยนที่ทำให้ NVIDIA เหนือกว่าคู่แข่งอย่าง AMD (หรือ ATI ในอดีต) ไม่ใช่แค่ความแรงของฮาร์ดแวร์ แต่คือซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า CUDA (Compute Unified Device Architecture) ที่เปิดตัวในปี 2006
      CUDA อนุญาตให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถสั่งงาน GPU ให้ไปคำนวณเรื่องอื่นๆ ที่ "ไม่ใช่กราฟิก" ได้ (General Purpose Computing on GPU - GPGPU)
      นี่คือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนสถานะของ NVIDIA จาก "คนทำชิปเกม" เป็น "บริษัท Computing ระดับโลก" เพราะ GPU ของพวกเขาสามารถนำไปใช้จำลองสภาพอากาศ, วิจัยยารักษาโรค, ฝึกฝน AI และ... ขุดคริปโทเคอร์เรนซี

ทำไม NVIDIA ถึงเชื่อมโยงกับคริปโทเคอร์เรนซี?
      ความเชื่อมโยงระหว่าง NVIDIA และคริปโทฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องของ "ความเหมาะสมทางคณิตศาสตร์" อย่างที่สุด เพื่อเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจกลไกของ Bitcoin และ Ethereum

พื้นฐานการขุด (Mining) และ Proof of Work
      คริปโทเคอร์เรนซีในยุคแรก (เช่น Bitcoin, Ethereum ก่อนปี 2022) ใช้ระบบฉันทามติที่เรียกว่า Proof of Work (PoW)
      ● PoW คืออะไร คือการแข่งกันแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อยืนยันธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่ ผู้ที่แก้โจทย์ได้ก่อนจะได้รับเหรียญรางวัล
      ● ลักษณะของโจทย์ โจทย์เหล่านี้ไม่ได้ต้องการความฉลาดเชิงตรรกะ (Logic) เหมือนที่ CPU ถนัด แต่ต้องการ "การเดาสุ่มจำนวนมหาศาล" ซ้ำๆ (Brute Force Hashing)

ทำไมต้องเป็น GPU ของ NVIDIA?
      พลังแห่งการขนาน (Parallelism) การขุดเหรียญคือการรันอัลกอริทึมเดิมซ้ำๆ ล้านๆ ครั้งต่อวินาที (เช่น SHA-256 หรือ Ethash) ซึ่งตรงกับโครงสร้างของ GPU ที่มี Core เล็กๆ จำนวนมาก ประสิทธิภาพต่อวัตต์ แม้ในช่วงแรก Bitcoin จะใช้ CPU ขุดได้ แต่ไม่นานนักขุดก็พบว่า GPU สามารถคำนวณได้เร็วกว่า CPU ถึง 50-100 เท่า
      ในขณะที่กินไฟเพิ่มขึ้นไม่มาก ความยืดหยุ่น แม้จะมีเครื่องขุดเฉพาะทางที่เรียกว่า ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) เกิดขึ้นมาเพื่อขุด Bitcoin โดยเฉพาะ แต่สำหรับเหรียญอื่นๆ โดยเฉพาะ Ethereum (ETH) ซึ่งใช้อัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อต่อต้าน ASIC (ASIC-resistant) ในช่วงแรก ทำให้ GPU เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดและเป็นสากลที่สุด

ยุคตื่นทอง (The Crypto Boom) และวิกฤตการ์ดจอขาดตลาด
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของ NVIDIA กับคริปโทฯ แบ่งออกเป็นช่วงเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้:
ระลอกแรก (2017-2018)
      เมื่อราคา Bitcoin พุ่งแตะ $20,000 และ Ethereum เริ่มได้รับความนิยม เหล่านักขุด (Miners) เริ่มกวาดซื้อการ์ดจอ NVIDIA รุ่น GTX 10-series (Pascal Architecture) จนเกลี้ยงตลาด
      ● ผลกระทบ ราคาการ์ดจอมือสองพุ่งสูงกว่ามือหนึ่ง เกมเมอร์ไม่สามารถหาซื้อการ์ดจอได้
      ● จุดจบ เมื่อตลาดคริปโทฯ แตกในปี 2018 (Crypto Winter) เหมืองขุดจำนวนมากปิดตัวลง การ์ดจอมือสองทะลักเข้าสู่ตลาด ทำให้รายได้ของ NVIDIA ลดฮวบในไตรมาสถัดมา

ระลอกสอง (2020-2022): ยุค Ethereum เฟื่องฟู
      นี่คือช่วงที่ความสัมพันธ์รุนแรงและชัดเจนที่สุด การระบาดของ COVID-19 ทำให้คนอยู่บ้าน (ต้องการเล่นเกม) ประจวบเหมาะกับราคา Ethereum พุ่งทะยานทำ All Time High
      ● การ์ดจอ RTX 30-series (Ampere) เป็นการ์ดจอที่ทรงพลังมากทั้งในการเล่นเกมและการขุดเหมือง โดยเฉพาะรุ่น RTX 3080 และ 3090
      ● ปรากฏการณ์ "เหมืองหลังบ้าน" ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ แต่คนทั่วไปก็เริ่มซื้อการ์ดจอมาประกอบเป็น "Mining Rig" (แท่นขุด) เพื่อสร้าง Passive Income
      ● วิกฤตขาดแคลนชิป (Chip Shortage) ความต้องการจากการขุด + ความต้องการจากเกมเมอร์ + ปัญหา Supply Chain ช่วงโควิด ทำให้ราคาการ์ดจอพุ่งไปถึง 300% ของราคาป้าย (MSRP)

ปฏิกิริยาของ NVIDIA และความขัดแย้ง



      NVIDIA ตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้านหนึ่งคือยอดขายถล่มทลาย แต่อีกด้านคือ "เกมเมอร์" ซึ่งเป็นลูกค้าหลักที่ภักดีมาตลอด รู้สึกโกรธแค้นที่ไม่สามารถซื้อสินค้าได้ NVIDIA จึงต้องดำเนินกลยุทธ์ดังนี้
1 มาตรการ LHR (Lite Hash Rate)
ในกลางปี 2021 NVIDIA ประกาศว่าการ์ดจอ GeForce รุ่นใหม่ทั้งหมดจะเป็นรุ่น LHR
      ● การทำงาน ไดรเวอร์และเฟิร์มแวร์ของการ์ดจอจะตรวจจับพฤติกรรมการใช้งาน หากพบว่ากำลังรันอัลกอริทึมการขุด Ethereum (Ethash) การ์ดจอจะลดพลังการประมวลผลลง 50% ทันที
      ● เป้าหมาย เพื่อทำให้การ์ดจอ "ไม่คุ้มค่า" สำหรับนักขุด และเหลือสินค้าไว้ให้เกมเมอร์
      ● ผลลัพธ์ ได้ผลเพียงบางส่วน เพราะในที่สุดแฮกเกอร์และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ขุดก็สามารถหาทางปลดล็อก LHR ได้เกือบ 100% ในเวลาต่อมา

2 เปิดตัว CMP (Cryptocurrency Mining Processor)
เพื่อแยกตลาดให้ชัดเจน NVIDIA ได้เปิดตัวการ์ดจอสายพันธุ์ใหม่ชื่อ CMP
      ● คุณสมบัติ เป็นการ์ดจอที่ไม่มีพอร์ตต่อจอภาพ (Video Output) ออกแบบมาเพื่อการคำนวณและระบายความร้อนในเหมืองโดยเฉพาะ ไม่สามารถนำมาเล่นเกมได้
      ● ข้อดี NVIDIA หวังว่าจะดึงนักขุดไปซื้อรุ่นนี้แทน GeForce
      ● ข้อเสีย นักขุดไม่นิยมเท่าที่ควร เพราะเมื่อเลิกขุด CMP จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ (ขายต่อเกมเมอร์ไม่ได้) ในขณะที่การ์ด GeForce ขายต่อมือสองได้ราคาดี

3 ประเด็นทางกฎหมายกับ G.E.C.
      ความสัมพันธ์นี้ลึกซึ้งจนนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย ในปี 2022 ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) สั่งปรับ NVIDIA เป็นเงิน 5.5 ล้านดอลลาร์
      ● ข้อหา NVIDIA ไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสว่ารายได้ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2018 มาจากการขุดคริปโทฯ (โดยระบุว่าเป็นรายได้จากฝั่ง Gaming) ซึ่งทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความยั่งยืนของรายได้

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ (The Pivot) และโลกหลัง The Merge
ความสัมพันธ์ระหว่าง NVIDIA และ Crypto เปลี่ยนไปตลอดกาลในเดือนกันยายน 2022
The Ethereum Merge
    Ethereum ได้ทำการอัปเกรดระบบจาก Proof of Work (ต้องใช้การ์ดจอขุด) ไปเป็น Proof of Stake (วางเงินค้ำประกัน)
      ● ผลกระทบ ชั่วข้ามคืน การขุด Ethereum ด้วยการ์ดจอจบสิ้นลง รายได้ของนักขุดหายไปทันที
      ● การเทขาย การ์ดจอมือสองจำนวนมหาศาลทะลักเข้าสู่ตลาด ราคาการ์ดจอดิ่งลง
จาก Mining Farm สู่ AI Data Center
คำถามสำคัญคือ "GPU นับล้านใบหายไปไหน?"
      ● ส่วนหนึ่งถูกขายทิ้ง
      ● แต่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มเหมืองขนาดใหญ่ ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน (Pivot) จากการขุดเหรียญ ไปเป็นการ "ให้เช่าพลังประมวลผลสำหรับ AI" (Cloud Rendering / AI Training)
      ● ด้วยการมาของ ChatGPT และ Generative AI ในปี 2023 ความต้องการ GPU พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อการเดาสุ่มตัวเลข (Hashing) แต่เพื่อการคำนวณ Matrix ที่ซับซ้อนสำหรับ AI

อนาคตของ NVIDIA, Blockchain และ Web3
แม้การขุดจะลดบทบาทลง แต่ NVIDIA ยังคงมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชนในมิติอื่นๆ:
NVIDIA Omniverse และ Metaverse
      NVIDIA กำลังสร้างแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Omniverse เพื่อสร้างโลกเสมือนจริง (Digital Twin) ซึ่งในอนาคต โลกเสมือนเหล่านี้อาจจำเป็นต้องใช้ NFT และ Blockchain เป็นระบบเศรษฐกิจพื้นฐาน NVIDIA จะเป็นผู้สร้าง "โครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure) ให้กับโลก Web3

AI และ Blockchain Convergence
    ในอนาคต เทคโนโลยี AI ของ NVIDIA อาจถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของ Smart Contracts หรือใช้ GPU ในการประมวลผล Zero-Knowledge Proofs (ZK-Rollups) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการขยายขนาดของบล็อกเชนที่ต้องใช้พลังการคำนวณสูงมาก

ไทม์ไลน์สรุปความสัมพันธ์



บทสรุป
      NVIDIA คือ บริษัทผู้ผลิตชิปที่เริ่มจากการสร้างความสุขให้เกมเมอร์ แต่ได้กลายร่างเป็นกระดูกสันหลังของโลกยุคใหม่
      ความเชื่อมโยงกับ คริปโทเคอร์เรนซี เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญทางสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ ที่ชิปของ NVIDIA ดันเก่งในเรื่องที่ระบบบล็อกเชนต้องการ (Parallel Processing) แม้ความสัมพันธ์นี้จะสร้างทั้งกำไรมหาศาลและวิกฤตศรัทธาต่อแบรนด์ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า "เงินจากคริปโทฯ" ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่ช่วยให้ NVIDIA มีทุนวิจัยมหาศาลจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI ในปัจจุบัน
     
      ปัจจุบัน NVIDIA ได้ก้าวข้ามยุคเหมืองขุดไปแล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของพวกเขา จะถูกจารึกไว้เสมอว่า ครั้งหนึ่งพวกเขาคือ "ผู้ขายพลั่ว" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคตื่นทองดิจิทัล
#10
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / วิธีการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - มกราคม 29, 2026, 07:11:51 ก่อนเที่ยง
วิเคราะห์ฟอเร็กซ์ อย่างไร

ก่อนจะเปิดการเทรดแต่ละครั้ง เพื่อจะหาเงื่อนไขการเทรดหรือ trade setup การวิเคราะห์ตลาดเพื่อหาความเป็นไปได้ของแต่ละเทรดที่กำหนดจะมาก่อนด้วยการิเคราะห์จะมีแบบการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐาน (fundamental analysis) ของค่าเงินนั้นๆ และการวิเคราะห์แบบ Technical analysis  โดยการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐานเพื่อเทรดบางทีเรียกว่าเทรดข่าว เพราะเป็นการศึกษาข่าว ตัวเลขทางเศรษฐกิจ เพื่อหาโอกาสการเทรด แต่การเทรด Technical analysis จะเป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคดูข้อมูลจาก price charts ที่เกิดขึ้นมาให้ความสำคัญที่ราคาและการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น

การวิเคราะห์แบบ Fundamental analysis

เทรดเดอร์ก็จะให้ความสำคัญข้อมูลที่เป็นตัวกระทบต่อค่าเงินนั้นๆ เช่นข้อมูลทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์การเมือง หรือความสัมพันธ์กันระหว่างเศรษฐกิจและการเมืองเช่น ข้อมูลที่ทำให้เศรษฐกิจที่เกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ เปลี่ยนไปเช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราการจ้างงาน หรือภาวะเงินลอยตัวเป็นต้น ซึ่งข้อมูลพวกนี้เมื่อมีประกาศผลออกมาก็จะกระทบต่อค่าเงินที่เกี่ยวข้อง เลยทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงราคาที่เกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นปกติ  ผลกระทบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลพื้นฐานสำคัญมากขนาดไหน อย่างที่เห็นได้ชัดเช่นข่าว Non-Farm Payrolls ที่เป็นดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ที่ประกาศทุกวันศุกร์แรกของแต่ละเดือน เป็นตัวเลขสถิติการจ้างงาน การก่อสร้าง อุตสาหกรรม ไม่รวมการจ้างงานในภาคการเกษตร ในครัวเรือน และในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยตัวเลขที่รายงานออกมาจะเป็นปริมาณการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

559.png

ตัวอย่างข่าว Non-Farm มีผลกระทบต่อการวิ่งของราคา ในศุกร์แรกของเดือนกรกฏาคม 2562 จะเห็นว่าเมื่อข่าวเกิดขึ้นจะทำให้เกิด high volatility ทำให้ราคาวิ่งขึ้นหรือลงเร็วเมื่อมองเทียบกับสัดส่วนแท่งเทียนก่อนนี้ เทรดเดอร์ที่เทรดเพราะข้อมูลสำคัญพวกนี้ก็จะวิเคราะห์ว่าข่าวนี้กระทบอย่างไร ขึ้นหรือลง ทำให้ราคาฟอเร็กซ์วิ่งไปทางไหน และก็จะดูเทียบกับเดือนก่อนๆ ข้อมูลหรือข่าวสำคัญที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวของแต่ละค่าเงินก็จะหาดูได้จาก forexfactory.com และเว็บอื่นๆ อีกแต่ข้อดีของ forexfactory คือให้ข้อมูลระดับความกระทบต่อค่าเงิน ให้ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องการกระทบว่ามีผลทางไหนเป็นต้น

เทรดข้อมูลพื้นฐาน เข้าใจเรื่อง volatility และความอดทน

แม้ว่าถ้าช่วงที่มีข้อมูลพื้นฐานที่กระทบต่อค่าเงินนั้นๆ ออกมา เพราะตอนที่มีการประกาศเทรดเดอร์ต่างๆ ก็จะสนใจมาก ทั้งที่รอเข้าและเทรดเดอร์ที่รอออก เลยทำให้เกิด high volatility เกิดขึ้นประจำและมากด้วย ทำให้ราคาขึ้นหรือลงเร็วในช่วงไม่กี่นาทีแรก แล้วกว่าที่ราคาจะไปทางที่ข้อมูลพื้นฐานเปิดออกมาต้องใช้เวลา และราคาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงง่ายด้วย ยกเว้นที่ราคามีการ stop hunt เกิดขึ้นก่อนอย่างรวดเร็ว แล้วราคาไปทางตามข้อมูลพื้นฐานเปิดเผย ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าเข้าใจเรื่องการทำงานของออเดอร์และเทรดเดอร์ที่เทรดอยู่ด้วยกันในตลาด เพราะต้องไม่ลืมว่าข้อมูลพื้นฐานพวกนี้ทำให้ราคาขึ้นหรือลงเร็ว หรือทำให้เกิด high volatility แต่เรื่องออเดอร์ทำงานแบบเดิมแต่มีจำนวนทั้งเข้าและออกตลาดช่วงแรกๆ มาก เพราะเรื่องความกลัวและความโลภที่คาดการณ์จากตัวเลขพวกนั้น แต่พอเวลาผ่านไป volatility ก็ไม่มากขนาดนั้น ทำให้ตลาดวิ่งไปนิ่งกว่า

Fundamental Analysis และ Technical Analysis

โดยการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ Fundamental หรือข้อมูลพื้นฐานก็จะเน้นข้อมูลที่มาจากที่ข่าว หรือ setiment ของค่าเงิน หรือตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นหลักแต่ techincal analysis เป็นการวิเคราะห์ราคาและการเคลื่อนไหวที่เกิดจากราคาที่เปิดเผยออกมาเป็นหลัก  นำมาสู่รูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การใช้อินดิเคเตอร์ การใช้ chart patterns การใช้เรื่องของการมองพัฒนาการของเทรนแบบ Fibonacci retracement, แนวรับแนวต้านหรือ supply/demand เป็นต้น ข้อดีของการวิคราะห์แบบ technical analysis คือเมื่อการวิเคราะห์ได้เงื่อนไข ก็จะเปิดโอกาสเทรดได้ตลอด ไม่เหมือนแบบ Fundamental ที่ต้องรอให้ทำงานและ technical analysis ยังเป็นเครื่องมือที่ดีในการเทรดแบบระยะสั้นด้วย

แต่ข้อเสียของการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ technical analysis ก็มี คือเทรดเดอร์ส่วนมากเมื่อมองที่คู่เงินสำหรับเทรดตัวเดียวกันเช่น EURUSD ถ้าใช้หลักการพื้นฐานการวิเคราะห์แบบเดียวกัน ก็จะทำให้ขาใหญ่รู้ว่ารายย่อยเทรดอย่างไร มีการ stop hunt เกิดขึ้นประจำ หรือแม้กระทั่งเรื่อง chart patterns ที่ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดการณ์ที่จะเทรดเพราะขาใหญ่ก็รู้เช่นกัน แต่การที่เทรดเดอร์จะทำกำไร ต้องมีออเดอร์ฝั่งตรงข้ามเมื่อเปิดเทรด และเมื่อจะทำกำไรได้เทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตรงข้ามต้องเสียค่อยจะได้กำไร และการออกจากการเทรดของเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาดเท่ากับการเปิดออเดอร์ตรงข้ามกับที่พวกเขาเปิดเทรดออเดอร์นั้น รูปแบบ chart patterns ที่ไม่เกิดขึ้นถือว่าเป็นตัวอย่างเห็นได้ชัดเรื่องนี้

วิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ Fundamental analysis ส่วนมากจะใช้สำหรับกลยุทธ์การเทรดระยะยาวเพราะต้องรอให้ ข้อมูลทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ก็ใช้กลยุทธ์การเทรดข่าวในเวลาอันสั้น เพราะเรื่องของ high volatility ที่เกิดขึ้นตอนมีการประกาศข้อมูล ก็จะมีการใช้ผสมกับ technical analysis เช่นอย่างการเทรด support/resistance, หรือ support/demand ตอนที่เกิดขึ้น จะทำให้ไม่ต้องถือ positions ที่เปิดเทรดนานและยังได้ volatility มาเป็นตัวเร่งราคาให้เร็วขึ้นด้วย

การวิเคระห์แบบ Technical analysis ราคาและการเคลื่อนไหว

เนื่องจากการวิเคราะห์แบบนี้ อาศัยราคาที่เกิดขึ้นแล้ว หรือที่มีการเทรดจบไปแล้วเพื่อหาร่องรอยเพื่อจะเทรดตามอีก และการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเพื่อหาว่า trade setup น่าจะเกิดขึ้นตรงไหนอีกก็จะมีวิธีการต่างกันออกไป เช่นใช้อินดิเคเตอร์ หรือแบบดูแนวรับแนวต้าน เทรดแบบ supply/demand เทรดแบบ Elliot Waves เทรดแบบ Fibonacci retracement เทรดแบบ chart patterns หรือ Harmonic patterns ก็จะหลากหลายต่างกันออกไปแล้วแต่เทรดเดอร์จะเลือกใช้เครื่องมืออะไร และวิเคราะห์ตลาดอย่างไรจากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา สิ่งที่ตามมาคือโอกาสการเปิดเทรดก็จะเกิดบ่อยขึ้นเมื่อเทียบกับการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐาน

560.png

นอกจากนั้นการวิเคราะห์แบบ technical analysis ยังมองว่าเมื่อมีเรื่องของข่าวที่เกี่ยวกับ Fundamental information ที่ทำให้เกิด high volatility กลับเป็นตัวเร่งราคาให้วิ่งเร็วกว่าเดิมด้วย และก็จะมีการใช้ข้อมูลจาก fundamental news ประกอบ trade setup ถ้าเกิดขึ้นช่วงเดียวกัน อย่างตัวอย่างภาพที่แสดงเรื่องของ Non-Farm สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรด technical analysis ก็จะมองว่าราคาเพิ่งเบรคตรงกรอบสีแดง เป็นไปได้ว่าเทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตรงนั้น เพราะเรื่องข่าว Non-Farm ก็จะส่งผลต่ออารมณ์ของเทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ ทั้งเทรดเดอร์ที่รอเข้าก็จะคาดหวังเยอะด้วยเพราะจะหาโอกาสเทรดตามข่าวเลยทำให้เกิด volatility สูงและเพราะมาจากเทรดเดอร์ที่เปิด positions อยู่ในตลาดด้วย เลยทำให้ trapped traders ที่อยู่ในกรอบจำต้องออก เลยทำให้ราคาวิ่งง่ายขึ้นไปทางเดียวกันด้วย ยิ่งพอเห็นการ false break หางบาร์เกิดขึ้นตอนที่มีข่าวมา แล้วราคาวิ่งสวนกลับไป ยิ่งทำให้ต้องรีบออก

การวิเคราะห์แบบ Fundamental analysis และ Technical analysis ผสมกัน

ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์รูปแบบไหน สำคัญที่ต้องมี trading plan ล้วนสามารถทำกำไรได้หมด แต่การบริหาร positions อาจต่างกันออกไปเพราะถ้าเป็นเทรดตามการวิเคราะห์แบบ Fundamental เป็นหลักก็เทรดตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจะเน้นการถือ postions นาน แต่ถ้าเป็น technical analysis ก็จะหา trade setup จากราคาและการเคลื่อนที่ก่อนที่เปิดเผยออกมา และยังใช้ประกอบกับ Fundamental analysis ถ้าเป็นช่วงที่เกิด trade setup ก็จะทำตัวเร่งให้ราคาวิ่งเร็วขึ้น ขณะเดียวกันทาง Fundamental Analysis ก็จะใช้ technical analysis เพื่อหาว่าจะเข้าเทรดตรงไหนและราคาน่าจะดันไปถึงตรงไหน เมื่อเข้าใจเรื่องออเดอร์หรือการทำงานของแนวรับแนวต้านก็จะหาจุดเข้าออกง่าย เป็นต้น