กระทู้ล่าสุด

#21
พื้นฐาน Crypto / การกลับมาของ "วาฬ" Strategy หว...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - กันยายน 05, 2026, 03:19:21 หลังเที่ยง
การกลับมาของ "วาฬ" สถาบัน: Strategy หวนคืนสังเวียน กว้านซื้อ Bitcoin เพิ่มเกือบ 370 ล้านดอลลาร์



ทำไมถึงเรียกว่า "วาฬ" และการขยับตัวครั้งนี้สำคัญอย่างไร?
      ในโลกของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล คำว่า "วาฬ" (Whale) ถูกนำมาใช้เรียกนักลงทุนหรือสถาบันที่มีเงินทุนมหาศาลและถือครองเหรียญคริปโตในปริมาณที่เยอะมากๆ จนเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในมหาสมุทร ซึ่งหลักการทำงานของวาฬในตลาดคริปโตมีผลกระทบที่น่าสนใจ ดังนี้:
      - เมื่อวาฬขยับ คลื่นน้ำย่อมกระเพื่อม: ด้วยเม็ดเงินที่มหาศาล ทุกครั้งที่วาฬทำการ "ซื้อ" หรือ "ขาย" ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาของ Bitcoin ในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนวาฬที่ขยับตัวเพียงนิดเดียวก็สร้างคลื่นลูกใหญ่ในมหาสมุทรได้
      - Strategy คือ "อภิมหาวาฬระดับองค์กร": ในบรรดาวาฬทั้งหมด Strategy ไม่ใช่วาฬบุคคลธรรมดา แต่เป็นถึงวาฬสถาบันระดับโลก การถือครองเหรียญหลักแสนเหรียญทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งในตลาด

ทำไมการ "กลับมาซื้อ" ถึงสำคัญ?
      การที่ Strategy หยุดซื้อ Bitcoin ไปเกือบ 2 เดือน ทำให้ตลาดเกิดความรอดูท่าที (Wait and See) แต่การที่จู่ๆ วาฬตัวนี้หวนกลับมาทุ่มเงินกว่า 370 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อกวาดเหรียญเข้าพอร์ตอีกครั้ง ถือเป็นการส่ง "สัญญาณเชิงบวก" (Bullish Signal) ที่ทรงพลังที่สุด มันเป็นการบอกใบ้ให้นักลงทุนรายย่อย (ปลาเล็กปลาน้อย) ทราบว่า ขนาดสถาบันยักษ์ใหญ่ยังมองเห็นมูลค่าและทยอยเก็บของเข้าคลังอย่างต่อเนื่อง

แล้วเราจะรออะไรอยู่?
      การกลับมาของอภิมหาวาฬตัวนี้จึงไม่ใช่แค่การทำธุรกรรมทางการเงินธรรมดา แต่เป็นเหมือนการตอกเสาเข็มแห่งความเชื่อมั่นให้กับตลาดคริปโตทั้งระบบ
      หลังจากปล่อยให้นักลงทุนเฝ้าจับตาดูท่าทีมานานเกือบ 2 เดือนเต็ม ในที่สุด Strategy (หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อเดิมว่า MicroStrategy) บริษัทซอฟต์แวร์ด้านธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence) ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ก็ได้กลับมาทวงบัลลังก์นักสะสม Bitcoin เบอร์หนึ่งของโลกอีกครั้ง การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่กระแสข่าวลือ แต่มาพร้อมกับเม็ดเงินมหาศาลและการวางแผนทางการเงินที่รัดกุมกว่าเดิม

สัญญาณเตือนจากโซเชียลมีเดียสู่การสั่นสะเทือนวงการคริปโต
      การเคลื่อนไหวของบริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก มักถูกจับตามองจากนักลงทุนทุกระดับ และครั้งนี้ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้กุมบังเหียน



"We're Back" ข้อความปริศนาที่ทุกคนรอคอย
      Michael Saylor ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ Strategy ขึ้นชื่อเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสื่อสารกับนักลงทุนในแบบที่ไม่เหมือนใคร ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ Saylor ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) ว่า "We're Back"
      - สำหรับคนทั่วไปอาจดูเหมือนข้อความธรรมดา แต่สำหรับนักลงทุนในตลาดคริปโต นี่คือ "สัญญาณเตือนภัย" ชั้นดี เพราะจากสถิติที่ผ่านมา Saylor มักจะทวีตข้อความในลักษณะทีเซอร์ปริศนาเช่นนี้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ก่อนที่จะเปิดเผยเอกสารชี้แจงการกว้านซื้อ Bitcoin ล็อตใหญ่ในเช้าวันจันทร์ถัดมา ซึ่งในครั้งนี้ ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเดิมอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

ทำไม Michael Saylor ถึงคลั่งไคล้ Bitcoin?
      สิ่งที่ทำให้ Strategy แตกต่างจากบริษัททั่วไป คือวิสัยทัศน์ของ Saylor ที่มองว่าเงินสดแบบดั้งเดิม (Fiat Currency) มักจะเสื่อมมูลค่าลงตามกาลเวลาจากอัตราเงินเฟ้อ เขาจึงเปรียบ Bitcoin ว่าเป็น "ทองคำดิจิทัล" (Digital Gold) ที่มีจำนวนจำกัดและไม่สามารถถูกควบคุมโดยรัฐบาลใดๆ การเปลี่ยนเงินสดสำรองของบริษัทมาเป็น Bitcoin จึงไม่ใช่แค่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นการ "ปกป้องความมั่งคั่ง" ขององค์กรในระยะยาว

ผ่าแผนการลงทุนรอบใหม่: ไม่ใช่แค่ซื้อ แต่คือกลยุทธ์ระดับองค์กร
      การหยุดพักชะลอการซื้อไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนไม่ได้หมายความว่า Strategy ถอดใจจากตลาดคริปโต แต่เป็นการถอยกลับไปตั้งหลักเพื่อจัดกระบวนทัพทางการเงินใหม่ให้แข็งแกร่งขึ้น

เจาะลึกตัวเลขการกว้านซื้อครั้งล่าสุด
      เมื่อ Strategy พร้อมรุกตลาดอีกครั้ง ตัวเลขที่ประกาศออกมาก็สร้างความตื่นเต้นได้ไม่น้อย โดยบริษัทได้ยืนยันการเข้าซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติมดังนี้:
  • จำนวนที่เข้าซื้อ: 4,603 BTC
  • มูลค่าการลงทุนรวม: 369.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ต้นทุนเฉลี่ย: 80,318 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 เหรียญ Bitcoin
      การซื้อที่ราคา 80,000+ ดอลลาร์ สะท้อนกลยุทธ์ "DCA ระดับองค์กร" หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไม Strategy ถึงกล้าเข้าซื้อในขณะที่ราคา Bitcoin อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง (กว่า 80,000 ดอลลาร์/เหรียญ) คำตอบคือบริษัทนี้ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือการถัวเฉลี่ยต้นทุน พวกเขาไม่ได้สนใจที่จะ "กะจังหวะตลาด" (Market Timing) เพื่อรอซื้อของถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เน้นวินัยในการสะสมอย่างต่อเนื่องเมื่อบริษัทมีสภาพคล่องพร้อม ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่กูรูการลงทุนมักแนะนำให้กับนักลงทุนรายย่อย

แหล่งเงินทุนและการบริหารงบดุลที่แยบยล
      - หลายคนอาจสงสัยว่า Strategy นำเงินทุนมหาศาลจากไหนมาซื้ออย่างต่อเนื่อง คำตอบคือการใช้เครื่องมือทางการตลาดทุนอย่างชาญฉลาด ในรอบนี้ บริษัทไม่ได้ใช้เพียงแค่เงินสดหมุนเวียน แต่มาจากการระดมทุนครั้งใหญ่:
      - การระดมทุน: บริษัททำการขายหุ้นสามัญ (Common Stock) ซึ่งสามารถระดมเงินทุนได้สูงถึง 602.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
      - การจัดสรรเงินทุน: เงินทุนที่ได้มาไม่ได้ถูกนำไปเทซื้อ Bitcoin ทั้งหมด
      - ส่วนหนึ่งถูกแบ่งไปซื้อ Bitcoin มูลค่า 369.7 ล้านดอลลาร์
      - อีก 151.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกนำไปใช้ในโครงการซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ซีรีส์ STRC ของบริษัทเอง
      - เงินส่วนที่เหลือถูกเก็บสมทบเข้าเป็นคลังเงินสดสำรอง
      กลยุทธ์นี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ช่วงเวลาเกือบ 2 เดือนที่บริษัทหยุดสะสมเหรียญไปนั้น คือช่วงเวลาที่พวกเขาโฟกัสกับการ "ปรับปรุงงบดุล (Balance Sheet)" ให้มีเสถียรภาพ ลดภาระหนี้สินหรือหุ้นบุริมสิทธิ และตุนสภาพคล่อง ก่อนที่จะกลับมาบุกตลาดคริปโตต่ออย่างมั่นคง

อาณาจักรสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
การก้าวเดินของ Strategy ในแต่ละครั้ง ส่งผลโดยตรงต่อภาพรวมของการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับสถาบัน


อ้างอิง Strategy buys bitcoin for first time in two months (CoinDesk)

  • ยอดถือครองทะลุ 845,000 เหรียญ
  • จากการเข้าซื้อสมทบในครั้งล่าสุด ทำให้พอร์ตการลงทุนของ Strategy ขยายตัวขึ้นไปอีกขั้น โดยปัจจุบันมียอดถือครองรวมและต้นทุนดังนี้:
  • ยอดถือครอง Bitcoin รวม: 845,050 เหรียญ
  • มูลค่าพอร์ตการลงทุนรวม: ประมาณ 63,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ต้นทุนเฉลี่ยสะสม: 75,412 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเหรียญ
  • ตัวเลขระดับนี้ได้ตอกย้ำสถานะการเป็น "บริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก" อย่างไม่อาจมีใครเทียบได้ในขณะนี้ และยังเป็นการสะท้อนความเชื่อมั่นขั้นสูงสุด (Conviction) ที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์สำรองระยะยาว

ปฏิกิริยาของตลาดต่อความเคลื่อนไหวครั้งนี้



      การประกาศจุดยืนที่ชัดเจนส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทันที ราคาหุ้นของบริษัท (Ticker: MSTR) ตอบรับในแดนบวก โดยปรับตัวสูงขึ้น 1.65% ในช่วงการซื้อขายก่อนเปิดตลาด (Pre-market) ในขณะที่ราคาของ Bitcoin ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังคงรักษาฐานที่มั่นได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีการซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 78,400 ดอลลาร์สหรัฐ
      ปรากฏการณ์โดมิโนในโลกธุรกิจ ความสำเร็จของ Strategy ในการนำ Bitcoin มาเป็นสินทรัพย์สำรองหลัก กำลังสร้าง "Playbook" (ตำราการลงทุนใหม่) ให้กับโลกธุรกิจโมเดิร์น ปัจจุบันเราเริ่มเห็นบริษัทมหาชนอื่นๆ ค่อยๆ เจริญรอยตามแนวทางนี้ การขยับตัวของวาฬระดับ Strategy จึงเปรียบเสมือนแสงไฟสปอตไลต์ที่ส่องให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกหันมาพิจารณาถึงความสำคัญของสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นนั่นเอง
#22
พื้นฐาน / Moving Momentum
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 03, 2026, 11:40:29 หลังเที่ยง
Moving Momentum


บทนำ

กลยุทธ์การเทรดหลายกลยุทธ์ขึ้นอยู่กับกระบวนการ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญญาณเทรดเพียงสัญญาณเดียว กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนที่นำไปสู่สัญญาณ โดยทั่วไปแล้วนักเทรดต้องกำหนดทิศทาง มุมมองระยะยาวก่อน อย่างที่สองนักเทรดต้องรอการดีกกลับหรือการพักฐานที่จะทำให้ค่าความเสี่ยงและผลตอบแทนดีขึ้น อย่างที่สาม นักเทรดต้องมองหาจุดกลับตัวที่บ่งบอกทิศทางขาขึ้นหรือขาลงของราคา กลยุทธ์ที่กล่าวถึงนี้ใช้ MA กำหนดเทรนด์และ ใช้ Stochastic ในการบอกการพักฐานและ MACD ใช้ในการบอกการกลับตัวระยะสั้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบภายใต้สภาพนี้

การนิยามเครื่องมือ Indicator

Moving average เป็นเครื่องมือเทรดตามเทรนด์ที่ปรับความล่าช้าจากราคา นั่นหมายความว่าเมื่อเทรนด์เปลี่ยนแล้วมันถึงบอกสัญญาณ เทรดเดอร์หลายคนไม่เห็นว่าสัญญาณนี้ว่าล่าช้า แต่ว่าเหตุผลนี้ก็ไม่ได้ทำให้มันด้อยประสิทธิภาพลง MA ทำให้ราคามันเรียกและทำให้เทรดเดอร์มีเครื่องมือที่สามารถเข้าใจได้ง่ายในการวิเคราะห์เทรนด์

กลยุทธ์นี้ใช้ Moving average 2 เส้นในการระบุทิศทางของเทรนด์ ทิศทางของเทรนด์จะเป็นขาขึ้นเมื่อ MA ระยะสั้นสูงกว่า MA ระยะยาว ทิศทางเป็นขาลงเมื่อ MA ระยะสั้นต่ำกว่าระยะยาว ขณะที่นักเทรดสามารถใช้ MA ไหนก็ได้ ในบทความนี้ใช้ 20-day SMA และ 150-day SMA ตัวอย่างข้างล่างแสดง Baxter International (BAX) เคลื่อนไหวจากตลาดกระทิง ไปยังตลาดหมี

เมื่อ 20-day SMA เคลื่อนที่ลงต่ำกว่า 150-day SMA ในช่วงกลางเดือน August
You cannot view this attachment.

ส่วนที่ 2 ของกลยุทธ์ใช้ Stochastic Oscillator ในการการวิเคราะห์การพักฐาน เมื่อ STO แกว่ง ตัวระหว่าง 0 ถึง 100 Stochastic Oscillator เป็นเครื่องมือในการระบการพักฐานระยะสั้น การ เคลื่อนไหวต่ำกว่า 20 และ 80 ถึงเป็นจุดแกว่งตัวต่ำสูงสุด

ส่วนที่ 3 ของกลยุทธ์การเทรด ใช้ MACD-Histogram ในการวิเคราะห์การกลับตัวของขาขึ้นขาลงของราคา MACD-Histogram วัดความต่างระหว่าง MACD เครื่องมือนี้จะมีค่าบวกเมื่อ MACD อยู่สูงกว่าเส้น signal line aและมีค่าเป็นลบเมื่อ MACD อยู่ต่ำกว่า signal line เครื่องมือ MACD-Histogram จะเป็นค่าบวกเมื่อราคาขึ้นและเป็นลบเมื่อราคาลง

กลยุทธ์

Buy Signal:

1. Moving averages แสดงให้เห็นทิศทางขาขึ้นของ 20-day SMA เนื่องจากมันสูงกว่า 150-day SMA

2. Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวต่ำกว่า 20

3. MACD-Histogram เคลื่อนไหว เข้าสู่แดนบวกแสดงสัญญาณกลับตัว

You cannot view this attachment.
ตัวอย่างข้างบนแสดง Polo Ralph Lauren (RL) พร้อมกับสัญญาณ ซื้อ อันดับแรกให้สังเกตุ 20-day SMA อยู่สูงกว่า 150-day SMA เริ่มสร้างทิศทางการเทรดของตลาดกระทิง Stochastic Oscillator ลดลงต่ำกว่า 20 ซึ่งบอกว่าราคาลดลงมาแล้วและอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนดี แล้ว นักเทรดควรจะดูที่ MACD-Histogram ต่อไปซึ่งบอกสัญญาณเหนือแดนบวก จะสังเกตุว่า MACD-Histogram นั้นอยู่ในแดนลบเสมอ เมื่อ Stochastic Oscillator ต่ำกว่า 20 บางครั้ง เครื่องมือนี้อยู่ในแดนลบอีกสัปดาห์หนึ่งหรือ 2 สัปดาห์ซึ่งสำคัญมาที่มันต้องยืนยันขาขึ้น

Sell Signal:

1. Moving average แสดงการเทรดทิศทางขาลง 20-day SMA ต่ำกว่า 150-day SMA

2. Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 เมื่อสัญญาณบอกการพักฐาน

3. MACD-Histogram เคลื่อนที่เข้าแดนลบให้สัญญาณขาลงหลังจากที่มันกลับตัวแล้ว

You cannot view this attachment.
ตัวอย่างข้างบนแสดงหุ้น Flour Corp (FLR) พร้อมกับสัญญาณ Sell อย่างแรกทิศทางการเทรด จะเป็นตลาดหมีเมื่อ 20-day SMA เคลื่อนไหวต่ำกว่า 150-day SMA ในเดือน มิถุนายน อย่างที่ 2 Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 หลายครั้งเนื่องจากราคาแกว่งตัวภายใต้เทรนด์ขา ลง การเคลื่อนไหวสูงกว่า 80 เป็นการเตือนให้ดู MACD-Histogram อย่างใกล้ชิด การ เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 สามารถส่งผลเกิดการเทรดขาดทุนเพราะว่ามันสามารถใช้เวลา 1 ถึง 2 สัปดาห์ก่อนที่ราคาจะกลับลงมา อย่างที่ 3 สัญญาณสุดท้าย MACD-Histogram เป็นค่าลบ

ตัวอย่างการเทรด

ตัวอย่างการเทรดข้างล่างแสดง United Parcel Service (UPS) พร้อมกับสัญญาณ 6 ครั้งตลอด ช่วงเวลา 12 เดือน ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างที่ดีและให้มุมมองเกี่ยวกับโลกของการเทรดที่แท้จริง ซึ่ง บ่อยครั้งที่มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มีรูปแบบทิศทางการเทรด 4 รูปแบบเกิดขึ้นในกราฟนี้สีเขียวแสดง 2 ช่วงพร้อมกับทิศทางตลาดหมีและตลาดกระทิง สัญญาณตลาดหมีได้ถูกยกเลิก เมื่อตลาดเป็นตลาดกระทิง ขณะเดียวกันสัญญาณตลาดกระทิงจะถูกยกเลิกเมื่อมีสัญญาณตลาด หมี

You cannot view this attachment.

หลังจากที่ Stochastic Oscillator ส่งสัญญาณดีดกลับในเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน MACD-Histogram เปลี่ยนเป็นค่าบวกส่งสัญญาณตลาดกระทิง 2 ครั้ง (1 และ 2) ซึ่งมันอยู่ไม่นานเพราะว่ามันค่อนข้างผันผวน เส้นสีน้ำเงินบาง ๆ แสดงแนวรับซึ่งสามารถใช้เป็นจุดตัด ขาดทุนได้ ทิศทางตลาดหมีเริ่มในเดือน June และมีสัญญาณตลาดหมีในช่วงกลางเดือน mid July (3) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนตลาดจะเปลี่ยนเป็นตลาดกระทิง นี่เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะ แต่ว่านักเทรดสามารถตั้ง stop-loss ที่จุดแนวต้าน หลังจากที่เกิดกราฟผันผวนอยู่ ช่วงหนึ่งคือ (4 และ 5) ได้มีสัญญาณตลาดกระทิงที่สวยงามในช่วงต้นเดือนธันวาคม

การปรับจูน

ด้วยเครื่องมือ 4 ตัว มีวิธีที่แตกต่างกันในการปรับจูนกลยุทธ์นี้นักเทรดสามารถปรับการตั้งค่า MA แทนที่จะใช้ 20-day และ 150-day SMA นักเทรดสามารถขยาย Time Frame ให้ยาว กว่าเดิม หรือว่าใช้ MA ตัวหนึ่งและใช้ราคาจริงในการเปรียบเทียบวิเคราะห์เทรนด์
You cannot view this attachment.
การตั้งค่า Oscillators สามารถลดลงได้เพื่อเพิ่มความอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวหรือว่าเพิ่ม เพื่อลดความอ่อนไหวต่อราคา 10-day Stochastic Oscillator จะแกว่งตัวเข้า overbought/oversold บ่อยกว่า 20-day Stochastic Oscillator เช่น MACD-Histogram (5,30,9) จะข้ามเส้น 0 บ่อยกว่า MACD-Histogram ใช้การตั้งค่ามาตรฐาน (12,26,9)

การตัดสินใจในการเพิ่มหรือลดความผันผวนพร้อมกับลักษณะของหลักทรัพย์อ้างอิง หุ้นที่มี ความผันผวนต่ำเช่นในกลุ่มอุปโภคบริโภค เป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวน้อย และจะทนทางต่อ การตั้งค่าที่ต่ำมาก หุ้น Stocks ที่มีความผันผวนสูง เช่นกลุ่มเทคโนโลยีและ ไบโอเทค อาจจะ ผันผวนต่อการตั้งค่าต่ำน้อยกว่า เคล็ดลับคือ การตั้งค่าที่ลดสัญญาณบ้างแต่ว่าไม่ควรจะมากนัก

สรุป

กลยุทธ์ "Moving Momentum" ให้โอกาสในการเทรดในทิศทางตลาดภาพใหญ่ ยิ่งกว่านั้น กลยุทธ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ต่ำและมีผลตอบแทนสูง MA จะคอยกำหนด ตลาดหมีตลาดกระทิงให้ Stochastic Oscillator ใช้ในการวิเคราะห์จุดพักฐานในเทรนด์ใหญ่ ขณะที่ MACD-Histogram จะถูกใช้ในการให้สัญญาณและบอกการพักฐาน แต่ต้องระลึกไว้ เสมอว่าระบบถูกออกแบบมาเป็นเบื้องต้นให้พัฒนาต่อเท่านั้น การใช้ความคิดของของตัวเอง ในการปรับจูนให้เข้ากับสไตล์ และความเสี่ยงที่เหมาะสม
#23
พื้นฐาน / Average Directional Index - AD...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 03, 2026, 12:21:15 ก่อนเที่ยง
การเข้าซื้อขายแบบรายวันกับเครื่องมือ Average Directional Index - ADX

 เครื่องมือตัวบ่งชี้ ADX ย่อมาจาก AVERAGE DIRECTIONAL INDEX โดย J. WELLES WILDER เป็นตัวบ่งชี้ที่เป็นที่นิยมอย่างมาก
   กลยุทธ์การเข้าซื้อขาย หลากหลายรูป มักใช้ตัวบ่งชี้ ADX เพื่อระบุว่า แนวโน้มที่เห็น เป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งหรือไม่  อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อขาย แบบรายวันที่มีตัวบ่งชี้ ADX เป็นเรื่องที่ความพิเศษอยู่

   เหตุผลหลักๆ ก็คือในขณะที่ตัวบ่งชี้ ADX เป็นตัวบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง แต่ก็เป็นตัวบ่งชี้ที่มีความคลุมเครือ ตัวบ่งชี้ ADX ที่แคบลงอาจใช้สำหรับหาตำแหน่งการเข้าซื้อขาย แต่ไม่สามารถใช้ได้ดีกับการซื้อขายแบบรายวัน

-   จากที่กล่าวมา ในกรณีดังกล่าวการเข้าซื้อขายแบบรายวันที่มีตัวบ่งชี้ ADX จะเป็นไปได้หรือไม่?
-   คำตอบคือ เป็นไปได้ หากเทรดเดอร์ยินดีที่จะลองใช้กลยุทธ์การซื้อขายแบบรายวัน ด้วยตัวบ่งชี้ ADX  - 2 ระดับ

   กลยุทธ์การเข้าซื้อขายแบบรายวันด้วยเครื่องมือ ADX แบบสองระดับ

   สำหรับเทคนิคของการใช้เครื่องมือตัวนี้ ยิ่งถ้าใช้ในช่วงเวลาระยะสั้น ยิ่งมีความละเอียดอ่อนมากมันมีเรื่องราวของ รูปแบบกราฟแท่งเทียนราคามาประกอบด้วย
   ดังนั้นตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับจึงมีความไวต่อการเคลื่อนไหวของราคากราฟแท่งเทียนมาก สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว แต่มักจะผิดพลาด

                                                                                                  การตั้งค่า ADX INDICATOR
You cannot view this attachment.
                                                                                                    SET UP ADX INDICATOR

You cannot view this attachment.
You cannot view this attachment.
You cannot view this attachment.
                              SET UP ADX INDICATOR

  จากภาพตัวอย่างด้านล่างนี้ เทรดเดอร์อาจจำไว้ได้ว่าตัวบ่งชี้ ADX วัดค่าความแรงของแนวโน้ม  โดยค่า ADX ที่มีค่าสูงกว่าระดับ 75 แสดงถึงความแรงของแนวโน้ม และถ้าค่าต่ำกว่าระดับ 25 นั่นหมายถึงความแรงของแนวโน้มค่อนข้างต่ำ (SIDE WAY)

You cannot view this attachment.

ตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับนี้ มีความละเอียดอ่อนมาก ทำให้พบเห็นแนวโน้มขนาดเล็กและช่วงเวลาไม่นานก็จะขึ้นไปที่ เส้นระดับ 75  แนวโน้มระยะสั้นเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่เป็นประโยชน์สำหรับการเข้าทำการซื้อขาย ในทางกลับกันการใช้งานตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับที่มีความไวสูงอาจจะลดลงเหลือต่ำกว่าระดับ 25 และเมื่อมันลดลงต่ำกว่าระดับ 25 ก็เป็นไปได้ว่าจะมีการทะลุฝ่าด่านแนวรับหรือแนวต้าน ต่างๆ ที่สำคัญออกไป

   การเข้าทำการซื้อขายด้วยเครื่องมือบ่งชี้ ADX ในขณะที่มีการทะลุไปของกราฟราคาแท่งเทียน

   เมื่อเทรดเดอร์ เข้าทำการซื้อขายกับตัวบ่งชี้ ADX ให้เทรดเดอร์มุ่งเน้นไปที่ ADX - 2 ระดับ โดยเฉพาะค่าที่ตกลงต่ำกว่าระดับ 25 และเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ให้เทรดเดอร์เตรียมตัวสำหรับการเข้าซื้อขาย ในลักษณะการทะลุไปของกราฟราคาแท่งเทียนได้เลย มันจะเป็นการเข้าซื้อขายที่มีประสิทธิภาพมาก

You cannot view this attachment.

   ในช่วงการเข้าซื้อขายนี้ ตัวบ่งชี้ ADX 2 ระดับ ลดลงต่ำกว่า 25 เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะ (SIDE WAY)
   ให้เทรดเดอร์  เปิดคำสั่งซื้อล่วงหน้า (BUY STOP) เหนือแถบสัญญาณและคำสั่งขายล่วงหน้า (SELL STOP) อยู่ด้านล่าง  เมื่อมีคำสั่งหนึ่งถูกเรียกใช้งาน ให้ยกเลิกอีกคำสั่งหนึ่ง

   หากการดำเนินไปของกราฟแท่งเทียน ไม่เป็นไปตามแนวโน้มของ เครื่องบ่งชี้ ADX นัก ให้เทรดเดอร์พิจารณาการทำกำไรขนาดเล็กแทนการปล่อยรอให้ กราฟแท่งเทียนทำกำไรไปนานๆ เพราะอาจเกิดการพลิกกลับได้

   การเข้าทำการซื้อขาย ด้วยเครื่องมือบ่งชี้ ADX มีความเป็นไปได้และสามารถทำกำไรได้

   ในส่วนสำคัญของตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการหาแรงการดำเนินไปของกราฟราคาแท่งเทียนในช่วงเวลานั้นๆ ใช้ตัวบ่งชี้ ADX - 2 ระดับนี้ เป็นต้นค้นหาตำแหน่งการเข้าซื้อขายที่มีความเสี่ยงต่ำ

   ตัวบ่งชี้ ADX – 2 ระดับนี้เป็นเครื่องมือง่ายๆ ที่อยากให้ เทรดเดอร์เอาไปผสมผสานรวมกับการเครื่องมือตัวบ่งชี้อื่นๆ เช่นเส้นค่าเฉลี่ย หรือ รูปแบบกราฟแท่งเทียน ฯลฯ สำหรับใช้ในการตั้งค่าการซื้อขายประจำวันอื่นๆ

   เพิ่มวิธีการนี้ลงในกลยุทธ์การซื้อขายแบบรายวันของตัวเทรดเดอร์เอง ถือเป็นอุปกรณ์จับเวลาหรือใช้เป็นการตั้งค่าการค้าขายแบบ  SCALPING  ได้ จนตัวเทรดเดอร์จะต้องประหลาดใจอย่างมาก
#24
พื้นฐาน / fibonacci แบบ อีซี่
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 02, 2026, 11:42:42 หลังเที่ยง
#25
พื้นฐาน / การเพิ่มข้อจำกัดให้กับระบบ
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 01, 2026, 10:52:25 หลังเที่ยง
การสร้างขีดจำกัดของการเทรด

เทรดเดอร์ที่ดีจะต้องรู้จักการจัดการความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยงนั้นจะรวมไปถึงแผนการเทรด จุดตัดขาดทุน และ ออเดอร์สูงสุดและการบริหารมัน การไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เทรดเดอร์ จะตกในหลุมพรางของอารมณ์

เทรดเดอร์ที่ดียังสามารถทำตามแผนการเทรดและมุ่งมั่นกับการรักษาเงินทุนของเขา ขณะที่กำไร นั้นเป็นเรื่องรองลงไป การให้ได้ผลการเทรดที่ยอดเยี่ยม เทรดเดอร์มืออาชีพจะทำการจำกัดการ ขาดทุนของเขา เช่น ต่อวัน ต่อสัปดาห์ หรือรายเดือน

การเทรดโดยรู้ข้อจำกัดทำให้เรามั่นใจได้ว่าเทรดเดอร์จะไม่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ในช่วงที่อารมณ์ขีดสุด ซึ่งอารมณ์สามารถมีอำนาจเหนือเหตุผลได้และมันทำให้ขาดทุน

เมื่อถึงวันที่ขาดทุน เทรดเดอร์ที่ดีจะไม่เทรดหลังจากที่เวลาแย่มาถึง นี่เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณา ในการที่นำสภาวะปกติในการเทรดของคุณกลับมาและมันทำให้เทรดเดอร์ได้พักจากตารางการ เทรดของเขา

เทรดเดอร์มืออาชีพจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริษัทมักจะตามแนวคิดเรื่องการตั้งขีดจำกัดไว้ใน รายวันรายสัปดาห์ รายเดือนไว้ เมื่อมันถึงแล้วพวกเขาก็จะไม่เทรด ไม่ว่าจะเป็นกรอบรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน

จริง ๆ แล้วเทรดเดอร์มืออาชีพบางคนหรือว่าแม้แต่พวกกองทุนก็จะพักเทรดเดอร์ของเขา เมื่อ จำนวนขาดทุนที่ตั้งไว้ถึงเป้า จนกว่าความมั่นใจจะกลับมา

You cannot view this attachment.

ขณะที่แนวคิดเกี่ยวกับการจำกัดผลการเทรดนี้อาจจะดูย้อนแย้ง แต่ว่ากระบวนการนี้สามารถช่วย ให้เทรดเดอร์รักษาเงินทุนและสามารถสร้างวินัยแบบมืออาชีพที่ทำกัน ตามแนวคิดนี้มันยังช่วย ให้เทรดเดอร์โฟกัสในการสร้างแผนการเทรดที่ดี การมีกลยุทธ์การเทรดที่ดี

ทำไมคุณควรตั้งขีดจำกัดในการเทรด?

การกำหนดขีดจำกัดการเทรดไว้มีประโยชน์สำหรับเทรดเดอร์หลายอย่าง สิ่งสำคัญที่สุดคือมัน จะช่วยให้เทรดเดอร์ไม่เทรดมากเกินไป ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่เทรดเดอร์มักจะละเลยกฏการเทรด และทำให้อารมณ์มีผลต่อการเทรด

เทรดเดอร์เกือบทุกคน เคยมาถึงจุดที่เวลามันมักกระตุ้นให้เทรดมากขึ้น หรือ ถูกยั่วยุให้แหกกฏ ในการเทรด ในการเพิ่ม ออเดอร์ บ่อยครั้งที่กฏเหล่านี้ได้ถูกเพิกเฉย และอารมณ์เข้ามามีบทบาท เหนือสิ่งอื่น ๆ และนำเทรดเดอร์ไปสู่การตัดสินใจที่ใช้อารมณ์มากกว่าการใช้เหตุผล
ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงเวลาแห่งหายนะ การเทรดแบบนี้ทำให้เราขาดทุนอย่างรวดเร็ว การขาดทุน นำไปสู่การล้างพอร์ทอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดในเวลาที่มีข่าวทางเศรษฐกิจออกมา

การตั้งขีดจำกัดไว้ที่รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน จะช่วยฝึกให้เราเป็นมืออาชีพมากขึ้น

You cannot view this attachment.

ภาพข้างบนแสดงตัวอย่างของ โปรแกรมบันทึกการเทรดออนไลน์กับการใช้กฏการจำกัดจำนวน การเทรด ในตัวอย่างของ Myfxbook สามารถตั้งเป้าหมายได้ (Goal) แต่ว่าแนวคิดยังคง เหมือนเดิม

ในกราฟข้างบนจะเห็นจำนวนการเทรดรายปี รายเดือน รายสัปดาห์ จำนวนกำไรขาดทุนที่ เกิดขึ้นทั้งมูลค่าจำนวน pip และเป็นมูลค่าเงิน การตั้งค่าอาจจะตั้ง 20 % ต่อเดือนซึ่งระบบจะ เตือนเทรดเดอร์เมื่อมันใกล้ถึงขีดจำกัดที่ตั้งไว้.

ซึ่งแน่นอนว่าสามารถทำใน Excel ก็ได้แต่ว่าต้องบันทึกข้อมูลด้วยตัวเอง

การตั้งขีดจำกัดในการเทรด ?

ข้อจำกัดของการเทรดสามารถตั้งเป็น รายวัน รายสัปดาห์ หรือ รายเดือน มันขึ้นอยู่กับเทรดเดอร์ ว่าอยากจะจำกัดตัวเองเท่าไหร่และตอบคำถามเกี่ยวกับเงินทุนของเทรดเดอร์แน่นอนว่ามันต้อง ทนทนต่อความเสี่ยง

หลักการที่ได้รับการยอมรับอย่างมากคือ 1 หรือ 2 % ของเงินทุนเป็นการขาดทุนสูงสุดที่จะ สามารถยอมรับได้ อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่ต่อการเทรด 1 ครั้ง หรืออีกแง่หนึ่ง 1 % ต่อการเทรดเทรดเดอร์จะสามารถเทรดได้หลายครั้งกว่าจะหมดทุน

แนวคิดการตั้งขีดจำกัดในการเทรดในระดับ รายวัน รายสัปดาห์ หรือ รายเดือนนั้นแตกต่างตาม ขีดจำกัดที่อยู่บนพื้นฐานการเทรดต่อครั้ง

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณ ขาดทุน 1 % ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง การตั้งขีดจำกัดไว้ที่ 5 % หมายความว่า คุณสามารถขาดทุนได้ 5 ครั้ง ซึ่งนำไปสู่การขาดทุน 5 % ต่อวัน การเทรดนี้จะหยุดสำหรับวันนี้ไปเลย

เช่นเดียวกัน ถ้าคุณตั้งไว้ที่ 10 % ต่อสัปดาห์ คุณสามารถถึงขีดจำกัดนี้ภายใน 3 วันหลังจากนั้น การเทรดของคุณจะหยุดลงสำหรับเวลาหนึ่งสัปดาห์นั้น ส่วนการเทรดรายเดือนก็เช่นเดียวกัน

จำนวนที่คุณต้องการเสี่ยงสามารถขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น 1% -2% การเทรด อีกวิธีคือ การให้ ความสนใจกับการตั้งค่าการเทรดคือการโฟกัสในการตั้งค่าเปอร์เซ็นต์กำไรแทนที่จะสนใจจุด ขาดทุน

ดังนั้นถ้าเทรดเดอร์ตั้งเป้าไว้ที่ 1.5 % มันสามารถตั้งค่าการเทรดไว้ที่ การขาดทุน 0.75 % หรือ 0.5 % ขึ้นอยู่กับอัตรากำไรขาดทุนที่สามารถรับได้

กฏง่าย ๆ คือการตั้ง 20% หรือ 10% ต่อเดือน จากการพิจารณาที่ว่าในการเทรด 1 เดือนมี 20 วันที่สามารถเทรดได้ หมายความว่าขาดทุน 1 % ต่อวัน แน่นอนหมายความว่าเทรดเดอร์จะต้อง ส่งคำสั่งด้วยขนาดเล็กพอสมควรโดยเฉพาะหากพวกเขามีทุนน้อย

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณถึงขีดจำกัดรายวัน หรือ รายสัปดาห์แล้ว ?

ในเหตุการณ์ที่การตั้งขีดจำกัดถึงแล้ว ไม่มีการเทรดเหลือให้เทรดในช่วงเวลาจำกัดนั้น

เทรดเดอร์ในกองทุนบางกองทุน มักจะให้เทรดเดอร์กลับไปเทรดบัญชีทดลองจนกว่าเทรดเดอร์ จะสามารถนำความมั่นใจกลับมาจากการเทรดได้ มันเป็นธรรมดาที่ตลาดจะทำให้เราลังเลกับออเดอร์ที่เข้าได้ไม่ดีและบางครั้งเทรดเดอร์ที่เก่งที่สุดก็ยังหวั่นไหวกับพฤติกรรมตลาดแบบนั้น

ในช่วงเวลาอย่างนี้เทรดเดอร์จะต้องเจอกับภาวะทางอารมณ์ และอารมณ์ยังสามารถที่จะทำให้ การตัดสินใจในการเทรดนำไปสู่ผลขาดทุน ซึ่งการเปลี่ยนไปใช้บัญชี Demo หรือเทรดใน กระดาษทำให้เทรดเดอร์สามารถเรียกความมั่นใจกลับมาได้อีกครั้ง

นอกจากนี้การเทรดบัญชีทดลอง ทำให้เทรดเดอร์สามารถวิเคราะห์ผลการเทรดขาดทุนว่าทำไม ถึงขาดทุน ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเทรดโดยบัญชีทดลองเป็นตัวเลือกที่ดีในการหยุดบัญชี เงินจริง ๆ และสามารถการวิเคราะห์การตัดสินใจที่นำไปสู่ผลขาดทุน

ในการที่จะทำอย่างนั้น เทรดเดอร์ต้องทำการบันทึก และทำการตัดสินใจบนข้อมูลที่มี บางครั้ง การใช้ข้อมูลราคาในอดีตเพื่อทบทวนเหตุการณ์จำลองเหตุการณ์ จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าเกิดอะไร ขึ้นในตอนที่เราตัดสินใจผิดพลาด

การตั้งขีดจำกัดในการเทรด – ข้อแนะนำจากมืออาชีพ

Mike Bellafiore, เป็นโค๊ชสอนเทรด เป็นผู้ก่อตั้ง SMB Capital และเป็นผู้แต่งหนังสือขายดี One Good Trade และ The PlayBook ซึ่งแนะนำโดยเทรดเดอร์หลายคน กล่าวว่าควรให้ความสำคัญ กับขีดจำกัดในการเทรดในช่วง 6 เดือนแรก

Bellafiore ซึ่งได้ทำการฝึกเทรดเดอร์ให้กับกองทุนหลายคนกล่าวว่า การตั้ง Stop loss บนกราฟ daily, weekly หรือ monthly ควรจะตั้งให้เหมาะกับสไตล์การเทรด ไม่สำคัญว่าจะตั้งน้อยหรือ มากขนาดไหนมันก็ส่งผลกระทบได้มหาศาลเช่นเดียวกัน เทรดเดอร์ควรจะต้องให้เวลาตัวเองใน การกำจัดจุดอ่อน

อีกจุดที่สำคัญที่ Bellafiore แนะนำคือว่า การตั้ง Stop loss อย่างน้อยควรจะอยู่ที่ระดับ TF daily ซึ่งทำให้เทรดเดอร์สามารถรับการขาดทุนได้ 8 – 10 ครั้งติดกัน เพราะว่าหลักการนี้กองทุนจะเทรดด้วยปริมาณการเทรดที่สูง เทรดเดอร์รายย่อยที่ตั้งในกราฟรายเดือนรายสัปดาห์ก็สามารถเป็น ตัวเลือกที่ดีได้เช่นกัน

You cannot view this attachment.

แต่จำนวนการเทรดควรจะต้องมีการปรับให้เหมาะกับสไตล์การเทรดและสภาพตลาดที่เรากำลัง เทรดอยู่

การมีขีดจำกัดในการเทรดทำให้เทรดเดอร์ได้รับผลดีหรือไม่?

ประโยชน์ของกลยุทธ์การเทรดที่มีวินัย รวมกับการจัดการการเทรดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แนวคิดการ จำกัดจำนวนการเทรดทำให้เทรดเดอร์สามารถโฟกัสไปที่จำนวนการขาดทุนในการเทรดของเขา ขณะที่มันสามารถตรวจสอบได้ว่าระบบได้เอื้อให้เทรดเดอร์เอาตัวรอดจากอารมณ์ได้หรือไม่

อย่างที่ตอนแรกในเกริ่นในบทความ มีวิธีการในการจำกัดการขาดทุนในการเทรด หลายวิธี อย่างไรก็ตามวิธีการเข้าถึงก็จะแตกต่างกันและได้รับประโยชน์ที่แตกต่างกันในการจำกัดการเทรด ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะรู้สึกกับวิธีการที่แตกต่างกันด้วย

ขณะที่เทรดเดอร์รายย่อยอาจจะไม่สนใจเกี่ยวกับการตั้งขีดจำกัดนี้แต่ว่ากองทุนนั้นได้ทดสอบ กระบวนการความเสี่ยงของเขาแล้วว่า นี่เป็นวิธีที่ดีในการควบคุมไม่ให้อารมณ์มามีอำนาจใน ช่วงเวลาที่ทำการเทรด

การตั้งขีดจำกัดในการเทรดสามารถสร้างประโยชน์ได้เมื่อมันมาถึงเรื่องการจัดการ Drawdown และยังช่วยให้เราสามารถฟื้นจาก Drawdown ได้ซึ่งขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และวิธีการจัดการความ เสี่ยงของเทรดเดอร์แต่ละคน.

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการจำกัดการเทรด คือ มันจะช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจว่าการเทรดของ เขาเป็นอย่างไรในสภาพตลาดแบบต่าง ๆ โดยการทบทวนกลยุทธ์และสภาพตลาด เทรดเดอร์ จะต้องดูจุดอ่อนจุดแข็งของกลยุทธ์ของตัวเอง

วิธีการนี้จะช่วยเทรดเดอร์มีวิธีการที่แตกต่างออกไป พวกเขาสามรถใช้และเลือกดูวิธีการที่จะดูว่า ตลาดมีพฤติกรรมอย่างไร ท้ายที่สุดเมื่อจบวัน การจำกัดการเทรดยังสามรถช่วยเทรดเดอร์จัดการ ความเสี่ยงและวิเคราะห์ตลาดและกลยุทธ์ที่เขาจะใช้กับตลาด

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งคือว่า ถ้าคุณตั้งข้อจำกัดไว้ที่ 20 % มันไม่ได้หมายความว่าคุณกำลัง ปล่อยให้ Drawdown ลดลงไปถึง 20 % ตัวอย่างเช่น ถ้าเดือนแรกคุณเจอ Drawdown 20 % ทีนี้ในเดือนที่ 2 เจออีก 20 % จะทำให้ Drawdown ของคุณคือ 40 %

ขณะที่ข้อจำกัดการเทรดไม่ได้การันตี ว่าคุณจะจำกัด Drawdown ได้เท่าไหร่ แต่คุณจะได้รับการ เตือนว่าคุณถึงจุดขีดจำกัดของคุณแล้วให้คุณตรวจสอบกลยุทธ์การเทรดและต้องค่อย ๆ ตัดสินใจหลังจากได้รับคำเตือน

ดังนั้น การตั้งข้อจำกัดในการเทรด จะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์การเทรดและช่วยให้เทรดเดอร์ สร้างวินัยในการเทรด ขีดจำกัดในการเทรดสามารถตั้งขึ้นอยู่บนฐานของตัวแปรหลายตัวและมัน เริ่มจากความคาดหวังของเทรดเดอร์ต่อผลตอบแทนที่เขาจะได้รับว่าอยากจะเสี่ยงเท่าไหร่และ ทนทานต่อความเสี่ยงได้เท่าไหร่

การตั้งขีดจำกัดไม่ใช่เป็นแนวคิดที่สวยหรู แต่ว่ามันก็ถูกใช้โดยมืออาชีพหลาย ๆ บริษัท มันช่วย ให้เทรดเดอร์จัดการวิธีการเทรดและตรวจสอบสภาพจิตใจของเทรดเดอร์ไปพร้อม ๆ กัน
#26
พื้นฐาน / Muti timeframe analysis
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 01, 2026, 03:23:21 ก่อนเที่ยง
#27
พื้นฐาน / ระบบ 5 นาที Scalping โดยใช้ St...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 01, 2026, 01:43:44 ก่อนเที่ยง
นี่เป็นระบบ 5 นาที Scalping โดยใช้ Stochastic และ Supertrend Indicator ที่เหมาะกับมือใหม่ และมันเป็นระบบที่ธรรมดามาก มีกฏการเทรดเล็กน้อย ไม่ยากเลย

ตั้งค่าการเทรดในกราฟของคุณ
Indicator ที่ต้องใช้ :

- SuperTrend Indicator MT4

- stochastic Oscillator (%K period: 7, %D period:3)

เวลาที่เหมาะสม : 5 นาที

เวลาเทรด : UK และ US


ค่าเงิน : EURUSD, GBPUSD, GBPJPY, EURJPY, AUDUSD, USDJPY, USDCHF

ตัวอย่างการเทรด :
You cannot view this attachment.

การส่งคำสั่ง (Buying)

1. ราคาต้องสูงกว่าเส้น supertrend line.

2. ดูว่า stochastic แตะระดับ 20 หรือว่าต่ำกว่าหรือไม่

3. ถ้าเงื่อนไข 2 ข้อแรกเกิดขึ้น ส่ง Buy

4. ตั้ง stop loss 1 pip ต่ำกว่าเส้น supertrend

5. ตั้งจุดทำกำไรไว้ที่ 10 pip

การส่งคำสั่ง (Selling)

1. ราคาต้องเทรดต่ำกว่า supertrend

2. ต้องดูว่า Stochastic แตะ 80 หรือว่า สูงกว่าหรือไม่

3. ถ้า 2 เงื่อนไขเกิดขึ้นให้ส่ง Sell

4. ตั้ง stop loss 1 pip สูงกว่า supertrend

5. ตั้งจุดทำกำไร 10 จุด

อีกระบบ เป็นระบบ 1 นาที เป็นระบบ High Frequency แนวรับแนวต้าน Scalping

ระบบเทรด scalping นี้เรียกว่า High Frequency แนวรับแนวต้าน Scalping มีเครื่องมือแค่อย่างเดียวเท่านั้นเรียกว่า support and resistance indicator

เราจะทำกำไรประมาณ 7-10 จุดในแต่ละการเทรด ดังนั้นสิ่งสำคัญคือคุณต้องเทรดกับค่าเงินที่ Spread ต่ำ EURSUD, GBPUSD, USDJPY AUDUSD, USDCHF

การตั้งค่าบนกราฟ

นี่คือสิ่งที่คุณต้องใช้ในระบบ Scalping

Indicators: Support and Resistance (Barry)

Timeframes: 1 minute

ช่วงเวลาเทรด : UK and US

ค่าเงิน : ค่าเงิน spread ต่ำ

นี่คือตัวอย่างกราฟการเทรดด้วยระบบนี้ :
You cannot view this attachment.

กฏการส่งคำสั่ง (Buying)

1. Support and resistance indicator จะเกิดเส้นประสีแดง (เส้นแนวต้าน )

2. หลังจากนั้นรอให้แท่งเทียน 1 นาที ปิดสูงกว่าเส้นประนี้

3. ส่งคำสั่ง Buy และตั้ง Stop loss 7 pip จากราคาเข้า

4. จุดทำกำไรก็ 7 -10 เช่นกัน

กฏการส่งคำสั่ง (Selling)

1. support and resistance indicator จะเกิดเส้นประสีน้ำเงิน (เส้นแนวรับ )

2. หลังจากนั้นรอให้แท่งเทียน 1 นาทีปิดต่ำกว่าเส้นประนี้ .

3. ส่งออเดอร์ Sell ตั้ง Stop loss 7 pip สูงกว่าราคาเข้า

4. จุดทำกำไร 7-10 pip ในแต่ละออเดอร์เทรด
#28
พื้นฐาน / แนวคิดพิชิตความเสี่ยง
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - สิงหาคม 31, 2026, 01:02:40 ก่อนเที่ยง
#29
พื้นฐาน / เทคนิคการเทรดแบบ PYRAMID
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - สิงหาคม 30, 2026, 10:40:00 หลังเที่ยง
เทคนิคการเทรด FOREX แบบ PYRAMID

 เทคนิคการเทรด FOREX แบบปิรามิดเป็นเทคนิคที่เทรดเดอร์ในตลาด FOREX ทุกคนควรรู้จักเพราะเทคนิคนี้ สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างการทำกำไรที่ 100 PIPS ในการเทรดเพียงครั้งเดียวหรือกำไร 2,000 PIPS ด้วยการเทรดอาจจะหลายครั้งแต่ไปในทิศทางเดียวกัน คล้ายการสะสมซื้อ ที่เทรดเดอร์เข้าทำการเทรด โดยการมองและนำไปใช้กับเทคนิคการเทรดแบบปิรามิด

   และนั่นอาจหมายถึงการทำกำไรที่ 100% - 200% หรือแม้แต่การทำกำไรที่ 500% หรืออาจจะมากกว่าต้นทุนในช่วงแรกที่เทรดเดอร์เปิดบัญชีสำหรับการเทรดของตัวเทรดเดอร์เอง

   ด้วยเทคนิคการเทรดแบบปิรามิด เทรดเดอร์จะสามารถทำอย่างนั้นได้และทำให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนมองรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียนให้ออก ทั้งนี้ ทั้งนั้นเทรดเดอร์อาจจะไม่สามารถทำการเทรดแบบพีระมิดกับการเข้าซื้อขายทั้งหมดที่เทรดเดอร์เข้าเทรดได้ แต่จะมีบางครั้งที่เทรดเดอร์อาจจะมองเห็นและเป็นโอกาสที่ดีในการทำการเทรด แบบปิรามิด


อะไรคือการซื้อขายแบบปิรามิด ?

   เทคนิคการเทรดแบบปิรามิด เป็นเทคนิคการเทรดที่ เทรดเดอร์จะยังคงเพิ่มการทำกำไรของเทรดเดอร์ได้ โดยการเคลื่อนไหวของกราฟราคาไปในแนวโน้มที่ตัวเทรดเดอร์มองออก หรือที่คาดการณ์ไว้


แผนภูมิอธิบายได้ดีที่สุด :

You cannot view this attachment.

 สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเทคนิคการเทรดแบบปิรามิดนี้ คือเทคนิคนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์ทำกำไรได้มากขึ้นแต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด นอกจากว่าเทรดเดอร์ทำอย่างการเข้าเทรดอย่างถูกต้องก็จะไม่มีความเสี่ยงในการเทรดเพิ่มเติมอีกเลย


การเทรดแบบปิรามิด ทำงานอย่างไร ?

   เทคนิคการเทรดแบบปิรามิด จะทำงานโดยเพิ่มการเทรดลงในตำแหน่งที่ทำกำไร

   ตัวอย่างเช่นสมมติว่ากราฟราคาแท่งเทียนอยู่ในช่วงแนวโน้มขาขึ้นและตัวเทรดเดอร์เอง มีกลยุทธ์การซื้อขายที่ให้สัญญาณซื้อ :

•   เริ่มด้วยการที่เทรดเดอร์ได้รับสัญญาณการเข้าเปิดคำสั่ง BUY ให้เทรดเดอร์เข้าสู่การเทรดครั้งที่ 1 และวางตำแหน่ง STOP LOSS ให้เรียบร้อย นั่นคือการเทรดครั้งที่ 1 ของเทรดเดอร์ ตอนนี้เลย BUY #1

•   หลังจากนั้นระบบการเทรดของเทรดเดอร์จะให้สัญญาณในการเปิดคำสั่ง BUY อีกครั้ง ก็ให้เทรดเดอร์เปิดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 2 และวางตำแหน่ง STOP LOSS ให้เรียบร้อย และนั่นก็คือการเทรดครั้งที่ 2 ของเทรดเดอร์ BUY #2

•   ต่อมาสิ่งที่เทรดเดอร์ต้องทำก็คือ การย้าย STOP LOSS ในการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 1 ขึ้นมาวางไว้ในระดับเดียวกับที่ เทรดเดอร์วาง STOP LOSS ของการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 2

•   ด้วยวิธีนี้จะทำให้เทรดเดอร์มีเพียงหนึ่งความเสี่ยง ซึ่งก็คือความเสี่ยงในการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 2 แต่เทรดเดอร์จะไม่มีความเสี่ยงในการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 1 แล้ว

•   และในเวลาต่อมาจากนั้น เทรดเดอร์เห็นสัญญาณการเทรด BUY อีกครั้งและเทรดเดอร์เองก็ทำการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 3 และเหมือนเช่นสองครั้งแรก คือการวางคำสั่ง STOP LOSS ให้เรียบร้อย

•   ซึ่งตอนนี้ เทรดเดอร์มีการเทรดคำสั่ง BUY ถึง 3 ครั้งแล้ว ในตอนนี้ให้เทรดเดอร์ทำการเช่นเดียวกับเมื่อสักครู่ที่ทำกับการเทรดครั้งที่ 2 คือการย้ายตำแหน่ง STOP LOSS ของการเทรดทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ขึ้นมาที่ตำแหน่ง STOP LOSS ของการเทรดครั้งที่ 3

•   ด้วยวิธีนี้เทรดเดอร์สามารถล๊อคผลกำไร ของการเข้าเปิดคำสั่ง BUY ทั้งครั้งที่ 1 และ 2 โดยไม่TRADE1 ได้ล็อคผลกำไรจำนวนมากตอนนี้แลกเปลี่ยนความเสี่ยงสองศูนย์และความเสี่ยงเดียวของคุณคือความเสี่ยงในการแลกเปลี่ยน 3


กราฟตัวอย่างด้านล่างนี้เป็นกราฟตัวอย่างเดียวกันกับด้านบน แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เทคนิคการเทรดแบบปิรามิดทำงานอย่างไร :

You cannot view this attachment.

การเทรดแบบปิรามิดไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเทรดของเทรดเดอร์

   ส่วนสำคัญของเทคนิคการเทรดแบบปิรามิด เทรดเดอร์จะไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเทรดในครั้งต่อไป เช่นครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 หลังจากการเทรดครั้งที่ 1 ผ่านไปแล้ว

   ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อเทรดเดอร์ทำการเทรดครั้งใหม่จะทำได้ เฉพาะเมื่อการเทรดคำสั่ง BUY ก่อนหน้านี้ มีการทำกำไรไปแล้ว ให้เทรดเดอร์เทรดคำสั่ง BUY ครั้งต่อมาเพื่อที่จะเลื่อนตำแหน่ง STOP LOSS เพื่อที่จะเป็นการล๊อคผลกำไรอีกทีหนึ่ง

   ข้อดี ของระบบการเทรด FOREX แบบปิรามิด

   แทนที่เทรดเดอร์จะมีเพียงหนึ่งการเทรดที่ให้ผลกำไร 50 PIPS เทรดเดอร์สามารถมีการเทรดได้หลายครั้งและยังสามารถทำกำไรได้มากขึ้นในขณะที่กราฟราคาแท่งเทียนวิ่งเหมือนเดิม

   นี่เป็นเทคนิคหนึ่งที่เทรดเดอร์สามารถเพิ่มบัญชีกำไรซึ่งจะไปเป็นทุนในการเทรด FOREX ของเทรดเดอร์ได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ถ้าเทรดเดอร์ทำตามเทคนิคนี้อย่างถูกต้อง

   ความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวของการเทรดหลายครั้งที่เทรดเดอร์ทำคือความเสี่ยงในการเทรดครั้งที่ 1 เพราะการเทรดครั้งที่เหลือทั้งหมดจะต้องทำหลังจากการเทรดครั้งที่ 1 ได้กำไรและเปิดการเทรดครั้งต่อ ๆ ไป เพื่อการเลื่อน STOP LOSS เพื่อล็อคผลกำไร

   ข้อเสีย ของระบบการเทรด FOREX แบบปิรามิด

   เทรดเดอร์ไม่สามารถใช้เทคนิคการเทรดแบบปิรามิดได้กับการเทรดทุกครั้ง เพราะบางครั้งระบบการเทรดของตัวเทรดเดอร์เองอาจให้สัญญาณในการเปิดคำสั่ง BUY เพียงสัญญาณเดียว หรือทิศทางแนวโน้มของกราฟราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง

   เทรดเดอร์ FOREX บางรายมีแนวโน้มที่จะเลื่อน STOP LOSS ของตัวเทรดเดอร์เอง เมื่อ พวกเทรดเดอร์เหล่านี้ เห็นราคาที่มุ่งหน้าไปอีกทางหนึ่ง (เป็นการเพิ่มระยะ STOP LOSS ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยง)  อย่าทำอย่างนั้น การสูญเสียเพียงสิ่งเดียวที่เทรดเดอร์ควรได้รับคือการสูญเสียการซื้อขายล่าสุด
#30
พื้นฐาน / 12 ข้อที่นักเทรดต้องรู้
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - สิงหาคม 30, 2026, 02:24:00 ก่อนเที่ยง


12  ข้อที่นักเทรดต้องรู้