กระทู้ล่าสุด

#51
พื้นฐาน / Grid Trading
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 13, 2026, 01:17:29 ก่อนเที่ยง
#52
พื้นฐาน Crypto / ภาษีคริปโตกฎหมายไทย ในปัจจุบัน...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - กันยายน 12, 2026, 03:02:43 หลังเที่ยง
ภาษีคริปโตกฎหมายไทย ในปัจจุบัน 2569
      หลักสำคัญคือ ไม่ได้เสียภาษีเพียงเพราะ "ถอนเงิน" แต่ต้องดูว่าเงินที่ถอนนั้นเป็น เงินต้นหรือกำไรจากคริปโต โดยกรมสรรพากรระบุว่าผลประโยชน์จากการโอนคริปโตที่เกินกว่าที่ลงทุน เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฌ)



1. ถ้าเป็น "เงินของเราเอง" ไม่ใช่เงินได้ใหม่ → ไม่ได้เสียภาษีเพราะการถอน
ตัวอย่างเช่น มีเงินของตัวเองอยู่ในบัญชีต่างประเทศ แล้วโอนเงินต้นกลับเข้าบัญชีไทย
กรมสรรพากรระบุไว้โดยตรงว่า เงินต้นไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน และไม่ต้องเสียภาษีจากการนำเงินต้นกลับเข้าประเทศ
ตัว
      •    โอนเงินของตัวเองไปลงทุนต่างประเทศ 200,000 บาท
      •    ต่อมาปิดบัญชีและนำเงิน 200,000 บาทกลับประเทศไทย
      •    เงิน 200,000 บาทไม่ถือเป็นเงินได้
      •    ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากเงินจำนวนนี้
ดังนั้น "ถอน/โอนเงินกลับไทย" ไม่ได้แปลว่าเสียภาษีทันที

2. แต่ถ้าเงินที่ถอน/โอนกลับมาเป็น "รายได้ที่เกิดขึ้นจากต่างประเทศ" อาจต้องเสียภาษี
มาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากรเป็นหลักสำคัญ
กรณีเป็นเงินได้จากต่างประเทศ เช่น
      •    เงินเดือน/ค่าจ้างจากงานต่างประเทศ
      •    รายได้จากธุรกิจต่างประเทศ
      •    ค่าเช่าทรัพย์สินในต่างประเทศ
      •    ดอกเบี้ย
      •    เงิน
      •    กำไรจากทรัพย์สิน/การลงทุนบางประเภท
หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ก็อาจต้องนำมาคำนวณภาษีไทย
โดยหลักที่กรมสรรพากรอธิบายคือ ต้องพิจารณาว่า
1. เป็นเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ
และ
2. ผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามเกณฑ์ 180 วันในปีที่เกิดเงินได้
และ
3. มีการนำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย
คำสั่งกรมสรรพากร ป.161/2566 และ ป.162/2566 เป็นเอกสารสำคัญในเรื่องนี้โดยตรง

3. จุดที่สำคัญมาก: เงินได้เกิดปีหนึ่ง แล้วนำเข้าประเทศอีกปีก็ยังต้องพิจารณาภาษี
อันนี้เป็นประเด็นที่คนมักเข้าใจผิด
      ตามแนวทางของกรมสรรพากร หากเงินได้จากต่างประเทศเกิดขึ้นในปีที่เข้าเกณฑ์ และต่อมานำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย แม้จะเป็นคนละปีภาษี ก็ยังต้องนำเงินได้นั้นมาพิจารณาภาษีในปีที่นำเข้าประเทศ
ตัวอย่างง่าย ๆ:
      - ปี 2567 ได้ดอกเบี้ยจากบัญชีต่างประเทศ 5,000 บาท
      - ปี 2568 จึงโอนเงินกลับประเทศไทย
กรมสรรพากรระบุว่า เงินต้นไม่เสียภาษี แต่ดอกเบี้ย 5,000 บาทเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาพิจารณาภาษี ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

4. ถ้าเป็นเงินลงทุน ต้องแยก "เงินต้น" กับ "กำไร"
ตัวอย่าง:
  • ฝากเงินต่างประเทศไว้ 100,000 บาท
  • ต่อมาได้เงินกลับมา 120,000 บาท
  • ต้องแยกเป็น
เงินที่นำกลับหลักการ 100,000 บาท เงินต้นไม่ใช่เงินได้เพราะการโอนกลับ 20,000 บาท ส่วนที่เป็นรายได้/กำไร ต้องพิจารณาว่าเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินและเข้าเงื่อนไขภาษีหรือไม่ กรมสรรพากรยืนยันหลักการเรื่อง เงินต้นไม่เสียภาษี แต่ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินต้องพิจารณาภาษี ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น อย่าดูเพียงยอดเงินที่ถอนออกมา ต้องดูว่าเงินนั้นประกอบด้วยอะไร

5. ถ้าเป็นการถอนเงินจากบัญชีในประเทศไทยเอง
ถ้าคุณหมายถึง มีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารไทย แล้วถอนออกมาเป็นเงินสด การถอนเงินออกจากบัญชีของตัวเองไม่ได้ทำให้เกิดภาษีเงินได้ขึ้นมาใหม่เพียงเพราะถอนเงิน ภาษีจะพิจารณาที่ แหล่งที่มาของเงินและลักษณะของเงินได้ ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ว่า "ถอนเงินออกจากธนาคาร"
คำว่า "ถอนเงิน" จึงต้องดูว่าคุณหมายถึงถอนเงินประเภทไหน

6. ถ้าเป็นเงินจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ ต้องดูละเอียดกว่านี้
ถ้ากรณีของคุณคือ ถอนเงินจากแพลตฟอร์มต่างประเทศเข้าธนาคารไทย เช่น
      •    Trading
      •    Forex
      •    หุ้นต่างประเทศ
      •    Crypto
      •    Online business
      •    Affiliate
      •    YouTube/TikTok
      •    PayPal
      •    บริษัทต่างประเทศ
      •    เงินเดือนจากต่างประเทศ
      •    บัญชีธนาคารต่างประเทศ
      •    Broker ต่างประเทศ
คำตอบ ไม่เหมือนกันทุกกรณี เพราะต้องดูว่าเงินที่ถอนคือ เงินต้น / กำไร / ดอกเบี้ย /เงินปันผล / ค่าจ้าง / รายได้จากธุรกิจ / เงินจากการขายทรัพย์สิน และต้องดู ปีที่เงินได้เกิด + ปีที่นำเงินเข้าไทย + จำนวนวันที่อยู่ประเทศไทย




7. อัตราภาษีปัจจุบัน
ถ้าเข้าข่ายเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิจะใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันได โดยปัจจุบันอัตราสูงสุดอยู่ที่ 35%
เงินได้สุทธิ    อัตรา
  • เงินได้สุทธิ 0–150,000    อัตรา ยกเว้น
  • เงินได้สุทธิ150,001–300,000    อัตรา 5%
  • เงินได้สุทธิ300,001–500,000    อัตรา 10%
  • เงินได้สุทธิ500,001–750,000    อัตรา 15%
  • เงินได้สุทธิ750,001–1,000,000    อัตรา 20%
  • เงินได้สุทธิ1,000,001–2,000,000    อัตรา 25%
  • เงินได้สุทธิ2,000,001–5,000,000    อัตรา 30%
  • เงินได้สุทธิมากกว่า 5,000,000    อัตรา 35%
      ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า เงินที่ถอน 5 ล้านบาทจะเสียภาษี 35% ทั้งก้อน เพราะเป็นอัตราภาษีแบบขั้นบันได และต้องคำนวณตามประเภทเงินได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

8. อีกเรื่องที่ควรแยกออกจาก "ภาษี" คือกฎการโอนเงินเข้า-ออกประเทศ
      ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า การนำเงินตราต่างประเทศหรือเงินบาทเข้าประเทศสามารถทำได้โดยไม่จำกัดจำนวน แต่ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศบางประเภทมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเงินกลับประเทศและการฝาก/ขายผ่านสถาบันการเงิน ดังนั้น กฎของธนาคารแห่งประเทศไทย ≠ กฎหมายภาษีของกรมสรรพากร สองเรื่องนี้ไม่ควรนำมาปนกัน

สรุป
"ถอนเงิน" ไม่ใช่เหตุที่ทำให้ต้องเสียภาษีโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ต้องดูคือ เงินนั้นมาจากไหน → เป็นเงินต้นหรือรายได้ → รายได้เกิดเมื่อไร → เกิดในไทยหรือต่างประเทศ → อยู่ไทยกี่วันในปีที่เกิดรายได้ → นำเงินเข้าไทยเมื่อไร โดยเฉพาะกรณี เงินจากต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา ต้องให้ความสำคัญกับคำสั่งกรมสรรพากร ป.161/2566 และ ป.162/2566 ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสำคัญในเรื่องนี้
#53
พื้นฐาน / 4 คู่ตระกูล AUD
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 12, 2026, 02:42:54 ก่อนเที่ยง
#54
พื้นฐาน / Reverse Candle stick
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 11, 2026, 12:48:01 ก่อนเที่ยง
#55
พื้นฐาน / การเข้าทำการซื้อขายด้วย BOLLIN...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 10, 2026, 11:51:44 หลังเที่ยง
ทำความเข้าใจคร่าวๆ กับเครื่องบ่งชี้

   BOLLINGER BANDS : BOLLINGER BAND เป็น เครื่องบ่งชี้ที่มีกรอบการซื้อขาย ที่มีระยะห่างจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนไหวของกราฟราคาแท่งเทียน ซึ่งจะมีเส้นประกบไปกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ทั้งด้านบน UPPER BAND และด้านล่าง LOWER BAND เรียกว่า กรอบการเคลื่อนไหว และเมื่อมีการเคลื่อนที่ของกราฟราคาแท่งเทียนที่รวดเร็ว เส้นประกบทั้งด้านบนและด้านล่างจะขยายตัวห่างออกจากกัน แต่ถ้าตลาดมีการเคลื่อนไหวของกราฟราคาแท่งเทียนน้อย เส้นประกบทั้งด้านบนและล่างก็จะบีบตัวแคบลง

   AWESOME OSCILLATOR : AWESOME OSCILLATOR เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ใช้ในการวัดแรงผลักดันของตลาด  โดยคำนวณจากความแตกต่างของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย 34 งวดและ 5 งวด ซึ่งค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่ายที่ใช้จะไม่ได้คำนวณโดยราคาปิด แต่จะเป็นการคำนวณโดยเอาค่ากึ่งกลางของแต่ละแท่งมาคำนวณ

   ในบทความนี้ จะแนะนำเรื่องกลยุทธ์ในการเข้าทำการซื้อขายด้วยเครื่องบ่งชี้ BOLLINGER BAND (BB) กับ AWESOME OSCILLATOR (AO) โดยให้เทรดเดอร์ใช้เครื่องมือ และ การตั้งค่า ตามนี้

•   เครื่องบ่งชี้ : BOLLINGER BANDS

•   เครื่องบ่งชี้ : AWESOME OSCILLATOR

•   ช่วงระยะเวลา : 1 ชั่วโมง หรือ มากกว่า

•   คู่สกุลเงิน : ทุกคู่สกุลเงินที่มีช่วง SPREAD ต่ำ และเทรดเดอร์สามารถใช้คุ่สกุลเงินที่มีช่วง SPREAD สูงได้  แต่นั่นหมายความถึงว่า จุดหยุดขาดทุนของตัวเทรดเดอร์เอง อาจจะต้องมีช่วงกว้างขึ้นเช่นกันสำหรับ SPREAD ที่สูงขึ้น

You cannot view this attachment.

                                                                                                        BOLLINGER BANDS INDICATOR                                                 

You cannot view this attachment.

                                                                                                               AWESOME OSCILLATOR
 
เงื่อนไข ในการเปิดคำสั่งซื้อ

•   กราฟราคาแท่งเทียนจะต้องเบรคหรือวิ่งทะลุเส้นกลาง ( MIDDLE BAND ) ของ INDICATOR BOLLINGER BAND ไปด้านบนได้ และจะต้องมีราคาปิดที่ด้านบนของเส้นกลางที่ว่า นี้

•   จากการวิ่งทะลุเส้นกลางของ BOLLINGER BAND ได้แล้วนั้น จะต้องสอดคล้องกับเครื่องบ่งชี้ AWESOME OSCILLATOR ด้วยตรงที่แท่งเครื่องมือสีเขียวจะต้องอยู่ด้านบนของเส้นระดับ ศูนย์

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งซื้อล่วงหน้าด้านบนของกราฟราคาแท่งเทียนแท่งที่สูงสุดนั้นประมาณ 2 PIPS

•   วางคำสั่งหยุดการขาดทุนไว้อย่างน้อย 2 PIPS ใต้ตำแหน่งกราฟราคาตอนที่แกว่งตัวต่ำสุด หรือ ถ้าระยะไกลเกินไป เทรดเดอร์สามารถหาตำแหน่ง  " X " PIPS ได้ โดยอย่าให้ใกล้กับตำแหน่งการเข้าทำการเปิดคำสั่งซื้อมากเกินไป

•   สำหรับเป้าหมายการทำกำไรให้ เทรดเดอร์ตั้งเป้าการแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียนที่สูงสุด ก่อนหน้านี้ไว้ก่อน หรือมากกว่า 2-3 เท่าของความเสี่ยงในการซื้อขายนั้น ตัวอย่างเช่นหากเทรดเดอร์มีความเสี่ยง 20 PIPS  ก็ควรตั้งเป้ากำไร 40 ถึง 60 PIPS

You cannot view this attachment.

เงื่อนไข ในการเปิดคำสั่งขาย

•   กราฟราคาแท่งเทียนจะต้องเบรคหรือวิ่งทะลุเส้นกลาง ( MIDDLE BAND ) ของ INDICATOR BOLLINGER BAND ลงไปด้านล่างได้ และจะต้องมีราคาปิดที่ด้านล่างของเส้น MIDDLE BAND ที่ว่า นี้

•   จากการวิ่งทะลุเส้น MIDDLE BOLLINGER BAND ได้แล้วนั้น จะต้องสอดคล้องกับเครื่องบ่งชี้ AWESOME OSCILLATOR ด้วยตรงที่แท่งเครื่องมือสีเขียวจะต้องอยู่ด้านล่างของเส้นระดับ ศูนย์  ( ZERO LINE )

•   ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งขายล่วงหน้าด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียนแท่งที่มีราคาปิดใต้เส้น MIDDLE BAND นั้นไว้ประมาณ 2 PIPS

•   วางคำสั่งหยุดการขาดทุนไว้อย่างน้อย 2 PIPS ที่ด้านบนตำแหน่งกราฟราคาตอนที่แกว่งตัวสูงสุด และเช่นกัน เทรดเดอร์สามารถหาว่าจะว่าง ตำแหน่ง " X " PIPS ได้

•   สำหรับเป้าหมายการทำกำไรให้ เทรดเดอร์ตั้งเป้าการแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียนที่ต่ำสุด ก่อนหน้านี้ไว้ก่อน หรือมากกว่า 2-3 เท่าของความเสี่ยงในการซื้อขายนั้นๆ

You cannot view this attachment.

ข้อเสีย ของกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วย  BOLLINGER BAND กับ AWESOME OSCILLATOR

•   ถ้าเทรดเดอร์สังเกต จะเห็นในสองภาพตัวอย่างด้านบนว่ากราฟราคาแท่งเทียนเคลื่อนไหวไปข้างหน้าก่อนแล้ว เครื่องมือตัวบ่งชี้จึงจะให้สัญญาณในการเข้าขายหรือเข้าซื้อ (สัญญานมาช้า)

•   อาจจะมีบางครั้งที่เทรดเดอร์ตัดสินใจเข้าทำการซื้อขายแล้ว แต่เป็นช่วงเวลาที่กราฟราคาแท่งเทียนกลับตัวพอดี ถ้ากรณีแบบนี้เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ว่าตำแหน่งหยุดการขาดทุนของเทรดเดอร์จะทำงาน

•   ในส่วนของการวางตำแหน่งหยุดการขาดทุนของเทรดเดอร์ที่ใช้ค่า "X" PIPS นั้น หากตัวเทรดเดอร์ตั้งค่าในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมแล้ว เทรดเดอร์อาจถูกหยุดสถานะการซื้อขายบ่อยเกินไป

•   ดังนั้น ตำแหน่งที่ดีที่สุด ในการหยุดการขาดทุนควรอยู่เหนือระดับแนวต้าน / จุดสูงสุดของกราฟราคาแกว่งตัว สำหรับคำสั่งขาย

•   และควรต่ำกว่าระดับแนวรับ / จุดต่ำสุดของกราฟราคาแท่งเทียนแกว่งตัว สำหรับคำสั่งซื้อ

•   กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายนี้ ถือเป็นระบบการซื้อขายตามแนวโน้ม ซึ่งเป็นไปได้ว่า เทรดเดอร์อาจได้รับสัญญาณเท็จมากเกินไปในช่วงของตลาดที่กำลังมีการเปลี่ยนแนวโน้ม

ข้อดี ของกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วย  BOLLINGER BAND กับ AWESOME OSCILLATOR

•   ระบบนี้ เป็นกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายที่ง่ายและสามารถนำมาที่ใช้งานและยังทำความเข้าใจได้ง่ายด้วย

•   ในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มที่ชัดเจน กลยุทธ์นี้ จะมีคุณภาพและศักยภาพในการสร้างกำไรได้จำนวน PIPS ที่ดีมาก
#56
พื้นฐาน / ระบบ trade 4 H
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 10, 2026, 11:57:56 ก่อนเที่ยง
#57
พื้นฐาน / Moving Momentum
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 10, 2026, 01:40:39 ก่อนเที่ยง
กลยุทธ์การเทรดหลายกลยุทธ์ขึ้นอยู่กับกระบวนการ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญญาณเทรดเพียงสัญญาณเดียว กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนที่นำไปสู่สัญญาณ โดยทั่วไปแล้วนักเทรดต้องกำหนดทิศทาง มุมมองระยะยาวก่อน อย่างที่สองนักเทรดต้องรอการดีกกลับหรือการพักฐานที่จะทำให้ค่าความเสี่ยงและผลตอบแทนดีขึ้น อย่างที่สาม นักเทรดต้องมองหาจุดกลับตัวที่บ่งบอกทิศทางขาขึ้นหรือขาลงของราคา กลยุทธ์ที่กล่าวถึงนี้ใช้ MA กำหนดเทรนด์และ ใช้ Stochastic ในการบอกการพักฐานและ MACD ใช้ในการบอกการกลับตัวระยะสั้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบภายใต้สภาพนี้

การนิยามเครื่องมือ Indicator

Moving average เป็นเครื่องมือเทรดตามเทรนด์ที่ปรับความล่าช้าจากราคา นั่นหมายความว่าเมื่อเทรนด์เปลี่ยนแล้วมันถึงบอกสัญญาณ เทรดเดอร์หลายคนไม่เห็นว่าสัญญาณนี้ว่าล่าช้า แต่ว่าเหตุผลนี้ก็ไม่ได้ทำให้มันด้อยประสิทธิภาพลง MA ทำให้ราคามันเรียกและทำให้เทรดเดอร์มีเครื่องมือที่สามารถเข้าใจได้ง่ายในการวิเคราะห์เทรนด์

กลยุทธ์นี้ใช้ Moving average 2 เส้นในการระบุทิศทางของเทรนด์ ทิศทางของเทรนด์จะเป็นขาขึ้นเมื่อ MA ระยะสั้นสูงกว่า MA ระยะยาว ทิศทางเป็นขาลงเมื่อ MA ระยะสั้นต่ำกว่าระยะยาว ขณะที่นักเทรดสามารถใช้ MA ไหนก็ได้ ในบทความนี้ใช้ 20-day SMA และ 150-day SMA ตัวอย่างข้างล่างแสดง Baxter International (BAX) เคลื่อนไหวจากตลาดกระทิง ไปยังตลาดหมี

เมื่อ 20-day SMA เคลื่อนที่ลงต่ำกว่า 150-day SMA ในช่วงกลางเดือน August
You cannot view this attachment.

ส่วนที่ 2 ของกลยุทธ์ใช้ Stochastic Oscillator ในการการวิเคราะห์การพักฐาน เมื่อ STO แกว่ง ตัวระหว่าง 0 ถึง 100 Stochastic Oscillator เป็นเครื่องมือในการระบการพักฐานระยะสั้น การ เคลื่อนไหวต่ำกว่า 20 และ 80 ถึงเป็นจุดแกว่งตัวต่ำสูงสุด

ส่วนที่ 3 ของกลยุทธ์การเทรด ใช้ MACD-Histogram ในการวิเคราะห์การกลับตัวของขาขึ้นขาลงของราคา MACD-Histogram วัดความต่างระหว่าง MACD เครื่องมือนี้จะมีค่าบวกเมื่อ MACD อยู่สูงกว่าเส้น signal line aและมีค่าเป็นลบเมื่อ MACD อยู่ต่ำกว่า signal line เครื่องมือ MACD-Histogram จะเป็นค่าบวกเมื่อราคาขึ้นและเป็นลบเมื่อราคาลง

กลยุทธ์

Buy Signal:

1. Moving averages แสดงให้เห็นทิศทางขาขึ้นของ 20-day SMA เนื่องจากมันสูงกว่า 150-day SMA

2. Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวต่ำกว่า 20

3. MACD-Histogram เคลื่อนไหว เข้าสู่แดนบวกแสดงสัญญาณกลับตัว

You cannot view this attachment.
ตัวอย่างข้างบนแสดง Polo Ralph Lauren (RL) พร้อมกับสัญญาณ ซื้อ อันดับแรกให้สังเกตุ 20-day SMA อยู่สูงกว่า 150-day SMA เริ่มสร้างทิศทางการเทรดของตลาดกระทิง Stochastic Oscillator ลดลงต่ำกว่า 20 ซึ่งบอกว่าราคาลดลงมาแล้วและอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนดี แล้ว นักเทรดควรจะดูที่ MACD-Histogram ต่อไปซึ่งบอกสัญญาณเหนือแดนบวก จะสังเกตุว่า MACD-Histogram นั้นอยู่ในแดนลบเสมอ เมื่อ Stochastic Oscillator ต่ำกว่า 20 บางครั้ง เครื่องมือนี้อยู่ในแดนลบอีกสัปดาห์หนึ่งหรือ 2 สัปดาห์ซึ่งสำคัญมาที่มันต้องยืนยันขาขึ้น

Sell Signal:

1. Moving average แสดงการเทรดทิศทางขาลง 20-day SMA ต่ำกว่า 150-day SMA

2. Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 เมื่อสัญญาณบอกการพักฐาน

3. MACD-Histogram เคลื่อนที่เข้าแดนลบให้สัญญาณขาลงหลังจากที่มันกลับตัวแล้ว

You cannot view this attachment.
ตัวอย่างข้างบนแสดงหุ้น Flour Corp (FLR) พร้อมกับสัญญาณ Sell อย่างแรกทิศทางการเทรด จะเป็นตลาดหมีเมื่อ 20-day SMA เคลื่อนไหวต่ำกว่า 150-day SMA ในเดือน มิถุนายน อย่างที่ 2 Stochastic Oscillator เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 หลายครั้งเนื่องจากราคาแกว่งตัวภายใต้เทรนด์ขา ลง การเคลื่อนไหวสูงกว่า 80 เป็นการเตือนให้ดู MACD-Histogram อย่างใกล้ชิด การ เคลื่อนไหวสูงกว่า 80 สามารถส่งผลเกิดการเทรดขาดทุนเพราะว่ามันสามารถใช้เวลา 1 ถึง 2 สัปดาห์ก่อนที่ราคาจะกลับลงมา อย่างที่ 3 สัญญาณสุดท้าย MACD-Histogram เป็นค่าลบ

ตัวอย่างการเทรด

ตัวอย่างการเทรดข้างล่างแสดง United Parcel Service (UPS) พร้อมกับสัญญาณ 6 ครั้งตลอด ช่วงเวลา 12 เดือน ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างที่ดีและให้มุมมองเกี่ยวกับโลกของการเทรดที่แท้จริง ซึ่ง บ่อยครั้งที่มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มีรูปแบบทิศทางการเทรด 4 รูปแบบเกิดขึ้นในกราฟนี้สีเขียวแสดง 2 ช่วงพร้อมกับทิศทางตลาดหมีและตลาดกระทิง สัญญาณตลาดหมีได้ถูกยกเลิก เมื่อตลาดเป็นตลาดกระทิง ขณะเดียวกันสัญญาณตลาดกระทิงจะถูกยกเลิกเมื่อมีสัญญาณตลาด หมี

You cannot view this attachment.

หลังจากที่ Stochastic Oscillator ส่งสัญญาณดีดกลับในเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน MACD-Histogram เปลี่ยนเป็นค่าบวกส่งสัญญาณตลาดกระทิง 2 ครั้ง (1 และ 2) ซึ่งมันอยู่ไม่นานเพราะว่ามันค่อนข้างผันผวน เส้นสีน้ำเงินบาง ๆ แสดงแนวรับซึ่งสามารถใช้เป็นจุดตัด ขาดทุนได้ ทิศทางตลาดหมีเริ่มในเดือน June และมีสัญญาณตลาดหมีในช่วงกลางเดือน mid July (3) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนตลาดจะเปลี่ยนเป็นตลาดกระทิง นี่เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะ แต่ว่านักเทรดสามารถตั้ง stop-loss ที่จุดแนวต้าน หลังจากที่เกิดกราฟผันผวนอยู่ ช่วงหนึ่งคือ (4 และ 5) ได้มีสัญญาณตลาดกระทิงที่สวยงามในช่วงต้นเดือนธันวาคม

การปรับจูน

ด้วยเครื่องมือ 4 ตัว มีวิธีที่แตกต่างกันในการปรับจูนกลยุทธ์นี้นักเทรดสามารถปรับการตั้งค่า MA แทนที่จะใช้ 20-day และ 150-day SMA นักเทรดสามารถขยาย Time Frame ให้ยาว กว่าเดิม หรือว่าใช้ MA ตัวหนึ่งและใช้ราคาจริงในการเปรียบเทียบวิเคราะห์เทรนด์
You cannot view this attachment.
การตั้งค่า Oscillators สามารถลดลงได้เพื่อเพิ่มความอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวหรือว่าเพิ่ม เพื่อลดความอ่อนไหวต่อราคา 10-day Stochastic Oscillator จะแกว่งตัวเข้า overbought/oversold บ่อยกว่า 20-day Stochastic Oscillator เช่น MACD-Histogram (5,30,9) จะข้ามเส้น 0 บ่อยกว่า MACD-Histogram ใช้การตั้งค่ามาตรฐาน (12,26,9)

การตัดสินใจในการเพิ่มหรือลดความผันผวนพร้อมกับลักษณะของหลักทรัพย์อ้างอิง หุ้นที่มี ความผันผวนต่ำเช่นในกลุ่มอุปโภคบริโภค เป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวน้อย และจะทนทางต่อ การตั้งค่าที่ต่ำมาก หุ้น Stocks ที่มีความผันผวนสูง เช่นกลุ่มเทคโนโลยีและ ไบโอเทค อาจจะ ผันผวนต่อการตั้งค่าต่ำน้อยกว่า เคล็ดลับคือ การตั้งค่าที่ลดสัญญาณบ้างแต่ว่าไม่ควรจะมากนัก

สรุป

กลยุทธ์ "Moving Momentum" ให้โอกาสในการเทรดในทิศทางตลาดภาพใหญ่ ยิ่งกว่านั้น กลยุทธ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ต่ำและมีผลตอบแทนสูง MA จะคอยกำหนด ตลาดหมีตลาดกระทิงให้ Stochastic Oscillator ใช้ในการวิเคราะห์จุดพักฐานในเทรนด์ใหญ่ ขณะที่ MACD-Histogram จะถูกใช้ในการให้สัญญาณและบอกการพักฐาน แต่ต้องระลึกไว้ เสมอว่าระบบถูกออกแบบมาเป็นเบื้องต้นให้พัฒนาต่อเท่านั้น การใช้ความคิดของของตัวเอง ในการปรับจูนให้เข้ากับสไตล์ และความเสี่ยงที่เหมาะสม
#58
พื้นฐาน Crypto / Bitkub เปิดตัว KUB Wallet โฉมใ...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - กันยายน 09, 2026, 03:05:32 หลังเที่ยง
Bitkub เปิดตัว KUB Wallet โฉมใหม่: พลิกโฉม "Your Everyday Wallet" สู่ประตูบานแรกของโลก Web3 และสินทรัพย์ระดับโลก



      ในโลกของเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงง่ายและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันถือเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดของนักพัฒนาทั่วโลก ล่าสุด บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด (Bitkub Blockchain Technology Co., Ltd.) ผู้นำด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีบล็อกเชนในประเทศไทย ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการประกาศเปิดตัว KUB Wallet โฉมใหม่ อย่างเป็นทางการ
      การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นภายในงาน KUB Global Bangkok 2026 ซึ่งถือเป็นงานใหญ่แห่งปีที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของบล็อกเชนจากเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่มไปสู่การใช้งานจริงในระดับภูมิภาค โดย KUB Wallet โฉมใหม่นี้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด "Your Everyday Wallet" ที่มุ่งหวังจะเปลี่ยนกระเป๋าเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเดิมๆ ให้กลายเป็น Gateway หรือประตูบานแรกที่เชื่อมต่อผู้ใช้งานทั่วไปเข้าสู่โลกของ Web3, dApps และสินทรัพย์ระดับโลกได้อย่างไร้รอยต่อ

งาน KUB Global Bangkok 2026: หมุดหมายสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน
      ก่อนที่เราจะเจาะลึกไปที่ฟีเจอร์ของ KUB Wallet เราต้องทำความเข้าใจถึงบริบทที่มาของการเปิดตัวในครั้งนี้ก่อน งาน KUB Global Bangkok 2026 จัดขึ้นโดย KUB Foundation องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเครือข่าย KUB Chain ซึ่งงานนี้ไม่ใช่แค่งานจัดแสดงเทคโนโลยีธรรมดา แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาค

แนวคิด Road to Open Financial Infrastructure
      งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลักคือ "Road to Open Financial Infrastructure" หรือเส้นทางสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแบบเปิด โดยมีการรวมตัวของพันธมิตรระดับโลกมากมาย เช่น Agora, Ondo, Superteam Thailand, TRON รวมถึง Liberix, 1109 Prime และ DeLorean Labs เป้าหมายหลักของงานคือการเน้นย้ำว่า บล็อกเชนกำลังก้าวข้ามจากการเป็นเพียงพื้นที่สำหรับการเก็งกำไรในสินทรัพย์ดิจิทัล ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน (Financial Infrastructure) ที่สามารถเชื่อมต่อภาคธุรกิจ ร้านค้า นักพัฒนา และผู้ใช้งานจริงเข้าด้วยกัน
      วิสัยทัศน์นี้สอดคล้องกับการเปิดตัว KUB Wallet โดยตรง เพราะหากโลกการเงินแบบเปิด (Open Finance) ต้องการเข้าถึงผู้คนนับล้าน เครื่องมืออย่าง Wallet ที่เปรียบเสมือนสมุดบัญชีและเบราว์เซอร์สำหรับ Web3 จะต้องใช้งานง่ายที่สุด

KUB Wallet โฉมใหม่ ภายใต้แนวคิด "Your Everyday Wallet"
      โจทย์ใหญ่ของแอปพลิเคชันบล็อกเชนในอดีตคือความซับซ้อน (Complexity) ไม่ว่าจะเป็นการต้องจำ Seed Phrase, การใช้ Address ที่เป็นตัวอักษรยาวเหยียด หรือการสลับเครือข่ายที่ยุ่งยาก Bitkub ได้นำ Pain point เหล่านี้มาพัฒนาเป็น KUB Wallet โฉมใหม่ที่รวมทุกการจัดการสินทรัพย์และบริการ Web3 ไว้ในแอปพลิเคชันเดียว

ยกระดับการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นเรื่องง่าย
      ฟีเจอร์พื้นฐานของการเป็น "กระเป๋าสตางค์ในชีวิตประจำวัน" คือต้องโอนเงินง่าย KUB Wallet ใหม่นี้ได้รับการออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถ ส่งและรับสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน "หมายเลขโทรศัพท์" ได้โดยตรง นอกจากนี้ยังรองรับการโอนผ่าน Wallet Address และการสแกน QR Code เพื่อลดขั้นตอนที่ซับซ้อนในการทำธุรกรรม ผู้ใช้งานยังสามารถเพิ่ม Token ใหม่ๆ เข้ามาในระบบได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ที่หลากหลาย (Portfolio Management) ได้จบครบในแอปพลิเคชันเดียว ความเรียบง่ายนี้จะช่วยลดกำแพงการเรียนรู้ (Learning Curve) สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งานคริปโตเคอร์เรนซีได้อย่างมหาศาล

ทะลายกำแพงบล็อกเชนด้วย Multi-Chain และ WalletConnect
      จุดบอดสำคัญของ Wallet ในอดีต คือ การผูกติดกับเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่ง แต่ KUB Wallet โฉมใหม่ได้เปิดประตูสู่ความเป็นอิสระด้วยการรองรับ Multi-Chain อย่างเต็มรูปแบบ เครือข่ายที่รองรับในปัจจุบันครอบคลุมบล็อกเชนชั้นนำของโลก ได้แก่:
      • KUB Chain: เครือข่ายหลักของระบบนิเวศ
      • Ethereum: พี่ใหญ่แห่งวงการ Smart Contract
      • Arbitrum & Base: Layer 2 ยอดนิยมที่โดดเด่นเรื่องค่าธรรมเนียมราคาถูกและความรวดเร็ว
      • BNB Smart Chain (BSC): เครือข่ายยอดฮิตที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก
      ผู้ใช้สามารถกด สลับ Network (Network Switch) ได้โดยตรงผ่านเมนูภายในแอปพลิเคชัน โดยไม่ต้องโหลดกระเป๋าแยกหลายๆ ใบ นอกจากนี้ การผสานรวม WalletConnect ยังเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (dApps) นับหมื่นรายการทั่วโลกได้ทันที เพียงแค่ใช้ KUB Wallet สแกน QR Code บน dApps ผู้ใช้ก็สามารถล็อกอินและเริ่มต้นทำธุรกรรมได้ทันที โดยสามารถตรวจสอบรายละเอียด (Transaction Details) และกดอนุมัติ (Approve) ธุรกรรมทุกอย่างได้ด้วยตัวเองอย่างปลอดภัยผ่านสมาร์ทโฟน

เชื่อมโยงสินทรัพย์โลกจริงสู่โลก On-Chain ด้วย RWA (Real-World Assets)



      หนึ่งในเทรนด์ที่ร้อนแรงที่สุดในวงการบล็อกเชนระดับโลกคือการทำ Tokenization หรือการนำสินทรัพย์ในโลกจริง (Real-World Assets: RWA) มาแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน KUB Wallet โฉมใหม่ไม่ได้มองข้ามเทรนด์นี้ และได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก

ความร่วมมือกับ Ondo เพื่อรองรับ Tokenized Stocks Token
      Bitkub ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Ondo ซึ่งเป็นโปรเจกต์ระดับแนวหน้าและผู้นำตลาดด้าน RWA & Tokenization ของโลก เพื่อนำร่องในการรองรับสินทรัพย์ประเภท "Tokenized Stocks Token" หรือโทเคนหุ้นต่างประเทศ เข้ามาสู่ KUB Wallet
      การก้าวเดินครั้งนี้ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ (Bullish) มาก เพราะนั่นหมายความว่า ในอนาคตผู้ใช้งานชาวไทยและผู้ใช้ KUB Wallet ทั่วโลก (ภายใต้เงื่อนไขและเกณฑ์การให้บริการของ Ondo และโปรเจกต์ต่างๆ) อาจสามารถใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อถือครอง ทำธุรกรรม หรือรับผลประโยชน์จากสินทรัพย์อ้างอิงที่เป็นหุ้นในตลาดสหรัฐอเมริกา หรือตราสารทางการเงินอื่นๆ ในรูปแบบของโทเคนดิจิทัล (On-chain) เป็นการลบเส้นแบ่งระหว่างการเงินแบบดั้งเดิม (Traditional Finance) และการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) อย่างแท้จริง

ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วย KUB Prime, KUB SHOP และ THBK Programmable Payment
      เพื่อให้ KUB Wallet ตอบโจทย์คำว่า "Everyday Wallet" อย่างสมบูรณ์แบบ ทางทีมพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่แค่ฟังก์ชันทางการเงิน แต่ยังเสริมทัพด้วยฟีเจอร์ด้าน Lifestyle และโครงสร้างระบบชำระเงินที่ทรงพลัง

ประสบการณ์ที่มากกว่าแค่กระเป๋าเงินดิจิทัล
      ในแอปพลิเคชันมีการเปิดตัวฟีเจอร์ KUB Prime และ KUB SHOP ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างสิทธิประโยชน์ (Privileges) และความผูกพัน (Engagement) กับผู้ใช้งาน ผู้ใช้สามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนเป็นสินค้า บริการ หรือรับส่วนลดต่างๆ ภายในระบบนิเวศ (Ecosystem) ได้อย่างคุ้มค่า การรวมเอา Gamification และ E-commerce เข้ามาไว้ใน Wallet จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้งานแอปพลิเคชันเป็นประจำทุกวัน (Daily Active Users) มากขึ้น

อนาคตของการชำระเงินด้วย THBK Programmable Payment
      หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างมากในงาน KUB Global Bangkok 2026 คือการผลักดัน THBK Programmable Payment หรือระบบการชำระเงินที่สามารถตั้งโปรแกรมเงื่อนไขทางธุรกิจ (Smart Contract-based Payment) เข้าไปได้
      KUB Wallet โฉมใหม่พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการรองรับระบบชำระเงินตัวนี้ โดย THBK ถูกคาดหวังให้เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ด้านระบบชำระเงินแห่งอนาคต ที่เชื่อมต่อเข้ากับ Payment Gateway, ระบบของร้านค้าปลีก และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ การเปิดให้ระบบชำระเงินสามารถถูก "โปรแกรม" ได้ จะเปิดโอกาสให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น การตัดเงินอัตโนมัติตามสัญญา (Auto-recurring payments on-chain), ระบบสะสมแต้มแบบเรียลไทม์ หรือการกระจายรายได้สู่หุ้นส่วนทันทีที่ลูกค้าชำระเงิน ซึ่ง KUB Wallet จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถสัมผัสประสบการณ์การชำระเงินแห่งอนาคตนี้ได้อย่างไร้รอยต่อ

สรุป: ทิศทางอนาคตของ Bitkub และ Web3 ในประเทศไทย
      จากข้อมูลทั้งหมด การเปิดตัว KUB Wallet โฉมใหม่ ของบริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ภายในงาน KUB Global Bangkok 2026 ถือเป็นก้าวย่างเชิงรุกที่สำคัญและส่งผลบวก (Bullish) อย่างชัดเจนต่อระบบนิเวศของคริปโตเคอร์เรนซีในไทย
       Bitkub ไม่ได้เพียงแค่อัปเดตแอปพลิเคชัน แต่กำลัง "สร้างมาตรฐานใหม่" ของกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยการเปลี่ยนมุมมองของบล็อกเชนที่คนทั่วไปมองว่ายากและจับต้องไม่ได้ ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการใช้งานที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน (Your Everyday Wallet)
      การนำฟีเจอร์ Multi-Chain มาใช้งานร่วมกับ WalletConnect เป็นการเปิดประตูสู่โลก DeFi และ dApps ไร้พรมแดน ในขณะที่การจับมือกับ Ondo เพื่อรองรับ RWA อย่าง Tokenized Stocks Token เป็นการเชื่อมโยงเม็ดเงินมหาศาลจากโลกแห่งความจริงเข้าสู่ On-chain และท้ายที่สุด การผนวก KUB Prime, KUB SHOP และระบบชำระเงินอัจฉริยะ THBK Programmable Payment เข้ามาไว้ในแอปเดียว ยิ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะผลักดัน Mass Adoption อย่างเป็นรูปธรรม
      ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจได้เห็นคนไทยใช้ KUB Wallet เป็นแอปพลิเคชันหลักในการซื้อกาแฟยามเช้าผ่าน THBK จากนั้นในช่วงบ่ายอาจกดสลับเครือข่ายเพื่อตรวจสอบพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ รูปแบบ Tokenized ผ่านโปรโตคอลระดับโลก และตบท้ายด้วยการแลกรับสิทธิพิเศษผ่าน KUB Prime ก่อนนอน การหลอมรวมประสบการณ์ทางการเงิน (Open Financial Infrastructure) เข้ากับไลฟ์สไตล์ (Everyday Use) เช่นนี้เอง ที่จะทำให้ Web3 กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนได้อย่างแท้จริง
#59
พื้นฐาน / Power of 3
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 08, 2026, 11:21:59 หลังเที่ยง
#60
พื้นฐาน / CCI Correction
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 08, 2026, 10:56:30 หลังเที่ยง
CCI Correction

บทนำ

พัฒนาโดย Donald Lambert เครื่องมือ Commodity Channel Index (CCI) เป็นเครื่องมือบอก momentum oscillatorที่สามารถใช้ในการวิเคราะห์เทรนด์ใหม่หรือเตือนภาวะตลาดสูงสุดได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้ใช้กราฟ CCI รายสัปดาห์ในการบอก เมื่อมันสูงกว่า +100 หรือ ต่ำกว่า -100 ซึ่งระดับราคาที่ Lambert ให้ความสำคัญ เมื่อตั้งค่าเรียบร้อย CCI ในกราฟรายวันจะใช้เป็นสัญญาณการเข้าเทรดเมื่อมันถึงจุดพีค

กลยุทธ์

แนวทางการเทรดของ Lambert โดยใช้ CCI จะให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวสูงกว่า +100 และต่ำกว่า – 100 ในการให้สัญญาณ Buy และ Sell เพราะว่าค่า 70-80 % ของ CCI นั้นจะแกว่งอยู่ในช่วง +100 และ -100 ซื้อหรือขายสัญญาณจะบังคับให้เราเทรดราวๆ 20 -30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อ CCI อยู่สูงกว่า +100 หลักทรัพย์จะเข้าเทรนด์ขาขึ้นและสัญญาณซื้อจะเกิดขึ้น ซึ่งตาแหน่งนี้ควรจะปิดเมื่อ CCI เคลื่อนไหวย้อนกลับต่ำกว่า +100 เมื่อ CCI มีค่าน้อยกว่า -100 หลักทรัพย์ถือว่าเป็นเทรนด์ขาลงอย่างชัดเจนและสัญญาณขายจะถูกส่งออกมา ออเดอร์ควรจะปิดเมื่อ CCI เคลื่อนกลับไปสูงกว่า -100

การออกเมื่อ CCI ย้อนกลับไปที่ +100 หรือเคลื่อนย้ายสูงกว่า -100 เป็นกลยุทธ์เดิมของ Lamberts ซึ่งให้สัญญาณบ่อยมาก กลยุทธ์ CCI Correction strategy ได้ปรับจากกลยุทธ์ของ Lamberts original แต่ว่ายังคงความเป็นดั้งเดิมไว้บ้าง ซึ่งยังอ้างอิงจุด +100 และ -100 มี 3 ขั้นตอนดังนี้

1. กำหนดภาพใหญ่และทิศทางการเทรด เมื่อ CCI พุ่งสูงกว่า +100 ในกราฟรายสัปดาห์บ่งบอกว่าเทรนด์ขาขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นและตลาดกระทิงกำลังมีอิทธิพล ตลาดกระทิงจะยังคงอยู่ที่นั่น เมื่อ CCI ลดต่ำลงกว่า -100 CCI จะต่ำกว่า -100 ในกราฟรายสัปดาห์บ่งบอกว่า เทรนด์ขาลงกำลังเกิดขึ้นตลาดหมีมีอิทธิพล ซึ่งสัญญาณตลาดหมีจะอยู่จนกว่าการเคลื่อนไหวตรงข้ามจะเกิดขึ้น

You cannot view this attachment.

2. รอจังหวะการเคลื่อนไหวสวนเทรนด์ ใช้กราฟรายวันในการมองหาสัญญาณ Overbought เมื่อกราฟราย สัปดาห์บอกว่าตลาดเป็นภาวะกระทิง CCI อยู่ต่ำกว่า -100 จะย้อนเทรนด์ใหญ่ ให้มองหาจุดกลับตัวจาก Oversold เมื่อเทรดเป็นตลาดหมี ก็คือ CCI สูงกว่า +100 ในกราฟรายวันภายในเทรนด์ใหญ่

You cannot view this attachment.

3. มองหาจุดกลับตัวของการเคลื่อนไหวสวนเทรนด์นี้ เมื่อเราเลือกทิศทางจะเทรดเป็นตลาดกระทิง กราฟ CCI รายวันต่ำกว่า -100 และย้อนกลับไปที่แดนบวก ซึ่งบอกว่าภาพใหญ่จะกลับมา เมื่อการเทรดเป็นตลาด หมี และกราฟ CCI รายวันเคลื่อนไหวสูงกว่า +100 การอยู่ในแดนลบให้สัญญาณกลับตัว ซึ่งบอกว่าเทรนด์ ใหญ่ขาลงกำลังกลับมา

แนวคิดคือเทรดทิศทางภาพใหญ่ นักเทรดต้องดู Time Frame เล็ก ในทางทฤษฎีแล้วต้องใช้ Time Frame หลาย Time Frame รวมกัน ตัวอย่างเช่น กราฟรายวันสามารถใช้ในการวิเคราะห์ภาพใหญ่และบอกทิศทางการเทรด กราฟ 30 นาทีควรจะใช้ตามภาพเล็กและให้สัญญาณเทรด ใช้ส่งคำสั่งหลังจากที่จุดกลับตัว ยืนยันและมีค่า Risk Reward ที่ดี

ตัวอย่างการเทรด

กราฟแรกในบทความนี้แสดง S&P 500 ETF (SPY) พร้อมกับ 26-week CCI ฉันเลือก 26 weeks เพราะว่า มันแสดงถึงระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งค่อนข้างดีสำหรับระยะกลางและระยะยาว กรอบพื้นที่สีเหลืองแสดงเมื่อ 26-week CCI อยู่ในภาวะตลาดกระทิง ซึ่งหมายความว่าสัญญาณปัจจุบันนั้นสูงกว่า +100 พื้นที่สีขาวแสดง เมื่อ 26-week CCI อยู่ในตลาดหมี หมายความว่าสัญญาณปัจจุบันต่ำกว่า -100 ซึ่งกราฟ 3 อันถัดไปแสดง กราฟรายวันและ 26-day CCI ในการให้สัญญาณ สำหรับปี 2008, 2009 และ 2010 เรามาเริ่มตั้งแต่ปี 2008

You cannot view this attachment.

กราฟ Weekly CCI เคลื่อนที่เข้าสู่ตลาดหมีในเดือนพฤศจิกายน 2007 นี่หมายความว่าเราจะเทรดด้วยการ Sell และมองหาสัญญาณ Sell สัญญาณตลาดกระทิงจะไม่เทรดเพราะว่าภาพใหญ่เป็นขาลง แต่ระลึกไว้ว่า สัญญาณตลาดหมีสูงกว่า +100 และเมื่อเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้น 0 เส้นประสีแดงจะให้สัญญาณ 5 ครั้ง ครั้งที่

1 จะอยู่ช่วงปลายปี 2007 และ อีก 4 ครั้งในปี 2008 สัญญาณ Sell signal ในช่วงปลายเดือน February ใช้ ไม่ได้แต่ว่าบอกราคาสูงสุดได้ดี

You cannot view this attachment.

กราฟข้างบนแสดง กราฟ CCI แสดงการเปลี่ยนแปลงจากตลาดหมีสู่ตลาดกระทิง ณ จุดเริ่มต้นของ เดือนพฤษาคม 2009 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้Daily CCI สร้างสัญญาณ Sell ที่ดีในช่วงต้นเดือนมกราคม หลังจากเดือนพฤษภาคม CCI สร้างสัญญาณ Buy กลางเดือน July และ CCI ลดต่ำกว่า -100 และขึ้นไปสูง กว่าเส้น ซึ่งเป็นสัญญาณเทรด และมีสัญญาณ 2 สัญญาณ เมื่อ CCI ลดลงมาที่ -97 ในปลายเดือน June และ ต้นเดือน November

You cannot view this attachment.

ปี 2010 เริ่มจากตลาดภาวะกระทิงซึ่งเปลี่ยนเป็นสัญญาณหมีในปลายเดือน June และย้อนกลับมาเป็นตลาด กระทิงอีกต้นเดือน ตุลาคม ซึ่งหมายความว่ามีช่วงเวลาสำหรับการเทรด 3 ช่วง สัญญาณการเข้าเทรดเริ่ม จากเดือน มกราคม ไปยังกลางเดือน มิถุนายน สัญญาณตลาดหมีถือว่าอยู่กลางเดือน June ไปจนถึงต้นเดือน October และสัญญาณตลาดกระทิงตั้งแต่ต้นเดือน October ไปจนถึงปลายปี มันเป็นปีที่รุนแรง สัญญาณ ตลาดกระทิงแรกเกิดขึ้นกลางเดือน February สัญญาณตลาดกระทิงในกลางเดือน June เนื่องจากการลดลง ต่ำกว่า 100 ของ CCI ซึ่งเราอาจจะได้กำไรในตลาดหมีในเดือน August แต่ว่าการเทรดก็ต้องตั้ง Stop loss เผื่อไว้ด้วย

การปรับแต่ง

การใช้ 2 Time Frame เช่นกราฟรายสัปดาห์ สำหรับบอกทิศทางและกราฟรายวันสำหรับเป็นสัญญาณเทรด นักเทรดสามารถลองดู CCI โดยใช้เวลาคำนวณที่ยาวกว่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น แสดงกราฟ Daily สำหรับหุ้น S&P 500 ETF ตั้งแต่ February 2010 ถึง February 2012 เป็นระยะเวลา 2 ปี แทนที่จะใช้ค่า 20-week CCI ในกราฟรายสัปดาห์ กราฟนี้จะใช้ 100-day CCI ในการบอกทิศทางตลาดกระทิงอยู่ในการควบคุมหลังจาก CCI สูงกว่า +100 (พื้นที่สีเหลือง) และตลาดหมีจะเกิดขึ้นหลังจากมันลดลงต่ำกว่า -100 (พื้นที่สีขาว )

You cannot view this attachment.

20-day CCI ถูกใช้เพื่อให้สัญญาณเทรดพร้อมกับการเทรดสัญญาณจาก 100-day CCI มีสัญญาณตลาดหมี ในปลายเดือน June และ early August (เส้นประสีแดง ) สัญญาณตลาดกระทิงเกิดขึ้นเมื่อ 100-day CCI อยู่สูงกว่า 100 ในกลางเดือน September 2010 สัญญาณขาขึ้นแรง และ 20-day CCI ไม่ได้ต่ำกว่า -100 จนกระทั่ง March 2011 หรือ อีก 6 เดือน มีสัญญาณใกล้เคียงเดือน November เมื่อ CCI ถึง -94 ก่อนที่จะ ย้อนกลับไป ซึ่งนี่อาจจะเป็นเวลาที่ต้องตัดสินการเข้าเทรดด้วยตัวเอง

สรุป

กลยุทธ์ CCI Correction ทำให้เทรดเดอร์สามารถเทรดตามเทรนด์และก็จัดการกับ Position ช่วงสัญญาณ หลอก อย่างที่ตัวอย่างได้แสดงให้เห็นการหารูปแบบที่สมบูรณ์แบบมักแทบจะเป็นไปไม่ได้ กลยุทธ์ CCI Correction strategy ไม่ใช่ระบบเดี่ยว นักเทรดต้องหาทางใช้ Stoploss หรือหาว่าเมื่อไหร่ควรทำกำไร ให้ เหมาะกับเป้าหมายและกลยุทธ์ เทรดเดอร์ที่ชอบความหวือหวาอาจจะใช้ค่าน้อยในการคำนวณ CCI เพื่อให้ สัญญาณเร็ว ขณะที่การใช้สัญญาณช้าอาจะเหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่รอได้ แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่า บทความนี้อยากให้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบ การใช้ปรับและทำความเข้าใจให้เหมาะกับสไตล์ ของคุณ ค่าความเสี่ยงที่เหมาะสมและต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการตัดสิน