กระทู้ล่าสุด

#71
พื้นฐาน / Muti timeframe analysis
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - กันยายน 01, 2026, 03:23:21 ก่อนเที่ยง
#72
พื้นฐาน / ระบบ 5 นาที Scalping โดยใช้ St...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - กันยายน 01, 2026, 01:43:44 ก่อนเที่ยง
นี่เป็นระบบ 5 นาที Scalping โดยใช้ Stochastic และ Supertrend Indicator ที่เหมาะกับมือใหม่ และมันเป็นระบบที่ธรรมดามาก มีกฏการเทรดเล็กน้อย ไม่ยากเลย

ตั้งค่าการเทรดในกราฟของคุณ
Indicator ที่ต้องใช้ :

- SuperTrend Indicator MT4

- stochastic Oscillator (%K period: 7, %D period:3)

เวลาที่เหมาะสม : 5 นาที

เวลาเทรด : UK และ US


ค่าเงิน : EURUSD, GBPUSD, GBPJPY, EURJPY, AUDUSD, USDJPY, USDCHF

ตัวอย่างการเทรด :
You cannot view this attachment.

การส่งคำสั่ง (Buying)

1. ราคาต้องสูงกว่าเส้น supertrend line.

2. ดูว่า stochastic แตะระดับ 20 หรือว่าต่ำกว่าหรือไม่

3. ถ้าเงื่อนไข 2 ข้อแรกเกิดขึ้น ส่ง Buy

4. ตั้ง stop loss 1 pip ต่ำกว่าเส้น supertrend

5. ตั้งจุดทำกำไรไว้ที่ 10 pip

การส่งคำสั่ง (Selling)

1. ราคาต้องเทรดต่ำกว่า supertrend

2. ต้องดูว่า Stochastic แตะ 80 หรือว่า สูงกว่าหรือไม่

3. ถ้า 2 เงื่อนไขเกิดขึ้นให้ส่ง Sell

4. ตั้ง stop loss 1 pip สูงกว่า supertrend

5. ตั้งจุดทำกำไร 10 จุด

อีกระบบ เป็นระบบ 1 นาที เป็นระบบ High Frequency แนวรับแนวต้าน Scalping

ระบบเทรด scalping นี้เรียกว่า High Frequency แนวรับแนวต้าน Scalping มีเครื่องมือแค่อย่างเดียวเท่านั้นเรียกว่า support and resistance indicator

เราจะทำกำไรประมาณ 7-10 จุดในแต่ละการเทรด ดังนั้นสิ่งสำคัญคือคุณต้องเทรดกับค่าเงินที่ Spread ต่ำ EURSUD, GBPUSD, USDJPY AUDUSD, USDCHF

การตั้งค่าบนกราฟ

นี่คือสิ่งที่คุณต้องใช้ในระบบ Scalping

Indicators: Support and Resistance (Barry)

Timeframes: 1 minute

ช่วงเวลาเทรด : UK and US

ค่าเงิน : ค่าเงิน spread ต่ำ

นี่คือตัวอย่างกราฟการเทรดด้วยระบบนี้ :
You cannot view this attachment.

กฏการส่งคำสั่ง (Buying)

1. Support and resistance indicator จะเกิดเส้นประสีแดง (เส้นแนวต้าน )

2. หลังจากนั้นรอให้แท่งเทียน 1 นาที ปิดสูงกว่าเส้นประนี้

3. ส่งคำสั่ง Buy และตั้ง Stop loss 7 pip จากราคาเข้า

4. จุดทำกำไรก็ 7 -10 เช่นกัน

กฏการส่งคำสั่ง (Selling)

1. support and resistance indicator จะเกิดเส้นประสีน้ำเงิน (เส้นแนวรับ )

2. หลังจากนั้นรอให้แท่งเทียน 1 นาทีปิดต่ำกว่าเส้นประนี้ .

3. ส่งออเดอร์ Sell ตั้ง Stop loss 7 pip สูงกว่าราคาเข้า

4. จุดทำกำไร 7-10 pip ในแต่ละออเดอร์เทรด
#73
พื้นฐาน / แนวคิดพิชิตความเสี่ยง
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - สิงหาคม 31, 2026, 01:02:40 ก่อนเที่ยง
#74
พื้นฐาน / เทคนิคการเทรดแบบ PYRAMID
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - สิงหาคม 30, 2026, 10:40:00 หลังเที่ยง
เทคนิคการเทรด FOREX แบบ PYRAMID

 เทคนิคการเทรด FOREX แบบปิรามิดเป็นเทคนิคที่เทรดเดอร์ในตลาด FOREX ทุกคนควรรู้จักเพราะเทคนิคนี้ สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างการทำกำไรที่ 100 PIPS ในการเทรดเพียงครั้งเดียวหรือกำไร 2,000 PIPS ด้วยการเทรดอาจจะหลายครั้งแต่ไปในทิศทางเดียวกัน คล้ายการสะสมซื้อ ที่เทรดเดอร์เข้าทำการเทรด โดยการมองและนำไปใช้กับเทคนิคการเทรดแบบปิรามิด

   และนั่นอาจหมายถึงการทำกำไรที่ 100% - 200% หรือแม้แต่การทำกำไรที่ 500% หรืออาจจะมากกว่าต้นทุนในช่วงแรกที่เทรดเดอร์เปิดบัญชีสำหรับการเทรดของตัวเทรดเดอร์เอง

   ด้วยเทคนิคการเทรดแบบปิรามิด เทรดเดอร์จะสามารถทำอย่างนั้นได้และทำให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนมองรูปแบบกราฟราคาแท่งเทียนให้ออก ทั้งนี้ ทั้งนั้นเทรดเดอร์อาจจะไม่สามารถทำการเทรดแบบพีระมิดกับการเข้าซื้อขายทั้งหมดที่เทรดเดอร์เข้าเทรดได้ แต่จะมีบางครั้งที่เทรดเดอร์อาจจะมองเห็นและเป็นโอกาสที่ดีในการทำการเทรด แบบปิรามิด


อะไรคือการซื้อขายแบบปิรามิด ?

   เทคนิคการเทรดแบบปิรามิด เป็นเทคนิคการเทรดที่ เทรดเดอร์จะยังคงเพิ่มการทำกำไรของเทรดเดอร์ได้ โดยการเคลื่อนไหวของกราฟราคาไปในแนวโน้มที่ตัวเทรดเดอร์มองออก หรือที่คาดการณ์ไว้


แผนภูมิอธิบายได้ดีที่สุด :

You cannot view this attachment.

 สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเทคนิคการเทรดแบบปิรามิดนี้ คือเทคนิคนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์ทำกำไรได้มากขึ้นแต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด นอกจากว่าเทรดเดอร์ทำอย่างการเข้าเทรดอย่างถูกต้องก็จะไม่มีความเสี่ยงในการเทรดเพิ่มเติมอีกเลย


การเทรดแบบปิรามิด ทำงานอย่างไร ?

   เทคนิคการเทรดแบบปิรามิด จะทำงานโดยเพิ่มการเทรดลงในตำแหน่งที่ทำกำไร

   ตัวอย่างเช่นสมมติว่ากราฟราคาแท่งเทียนอยู่ในช่วงแนวโน้มขาขึ้นและตัวเทรดเดอร์เอง มีกลยุทธ์การซื้อขายที่ให้สัญญาณซื้อ :

•   เริ่มด้วยการที่เทรดเดอร์ได้รับสัญญาณการเข้าเปิดคำสั่ง BUY ให้เทรดเดอร์เข้าสู่การเทรดครั้งที่ 1 และวางตำแหน่ง STOP LOSS ให้เรียบร้อย นั่นคือการเทรดครั้งที่ 1 ของเทรดเดอร์ ตอนนี้เลย BUY #1

•   หลังจากนั้นระบบการเทรดของเทรดเดอร์จะให้สัญญาณในการเปิดคำสั่ง BUY อีกครั้ง ก็ให้เทรดเดอร์เปิดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 2 และวางตำแหน่ง STOP LOSS ให้เรียบร้อย และนั่นก็คือการเทรดครั้งที่ 2 ของเทรดเดอร์ BUY #2

•   ต่อมาสิ่งที่เทรดเดอร์ต้องทำก็คือ การย้าย STOP LOSS ในการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 1 ขึ้นมาวางไว้ในระดับเดียวกับที่ เทรดเดอร์วาง STOP LOSS ของการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 2

•   ด้วยวิธีนี้จะทำให้เทรดเดอร์มีเพียงหนึ่งความเสี่ยง ซึ่งก็คือความเสี่ยงในการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 2 แต่เทรดเดอร์จะไม่มีความเสี่ยงในการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 1 แล้ว

•   และในเวลาต่อมาจากนั้น เทรดเดอร์เห็นสัญญาณการเทรด BUY อีกครั้งและเทรดเดอร์เองก็ทำการเทรดคำสั่ง BUY ครั้งที่ 3 และเหมือนเช่นสองครั้งแรก คือการวางคำสั่ง STOP LOSS ให้เรียบร้อย

•   ซึ่งตอนนี้ เทรดเดอร์มีการเทรดคำสั่ง BUY ถึง 3 ครั้งแล้ว ในตอนนี้ให้เทรดเดอร์ทำการเช่นเดียวกับเมื่อสักครู่ที่ทำกับการเทรดครั้งที่ 2 คือการย้ายตำแหน่ง STOP LOSS ของการเทรดทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ขึ้นมาที่ตำแหน่ง STOP LOSS ของการเทรดครั้งที่ 3

•   ด้วยวิธีนี้เทรดเดอร์สามารถล๊อคผลกำไร ของการเข้าเปิดคำสั่ง BUY ทั้งครั้งที่ 1 และ 2 โดยไม่TRADE1 ได้ล็อคผลกำไรจำนวนมากตอนนี้แลกเปลี่ยนความเสี่ยงสองศูนย์และความเสี่ยงเดียวของคุณคือความเสี่ยงในการแลกเปลี่ยน 3


กราฟตัวอย่างด้านล่างนี้เป็นกราฟตัวอย่างเดียวกันกับด้านบน แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เทคนิคการเทรดแบบปิรามิดทำงานอย่างไร :

You cannot view this attachment.

การเทรดแบบปิรามิดไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเทรดของเทรดเดอร์

   ส่วนสำคัญของเทคนิคการเทรดแบบปิรามิด เทรดเดอร์จะไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเทรดในครั้งต่อไป เช่นครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 หลังจากการเทรดครั้งที่ 1 ผ่านไปแล้ว

   ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อเทรดเดอร์ทำการเทรดครั้งใหม่จะทำได้ เฉพาะเมื่อการเทรดคำสั่ง BUY ก่อนหน้านี้ มีการทำกำไรไปแล้ว ให้เทรดเดอร์เทรดคำสั่ง BUY ครั้งต่อมาเพื่อที่จะเลื่อนตำแหน่ง STOP LOSS เพื่อที่จะเป็นการล๊อคผลกำไรอีกทีหนึ่ง

   ข้อดี ของระบบการเทรด FOREX แบบปิรามิด

   แทนที่เทรดเดอร์จะมีเพียงหนึ่งการเทรดที่ให้ผลกำไร 50 PIPS เทรดเดอร์สามารถมีการเทรดได้หลายครั้งและยังสามารถทำกำไรได้มากขึ้นในขณะที่กราฟราคาแท่งเทียนวิ่งเหมือนเดิม

   นี่เป็นเทคนิคหนึ่งที่เทรดเดอร์สามารถเพิ่มบัญชีกำไรซึ่งจะไปเป็นทุนในการเทรด FOREX ของเทรดเดอร์ได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ถ้าเทรดเดอร์ทำตามเทคนิคนี้อย่างถูกต้อง

   ความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวของการเทรดหลายครั้งที่เทรดเดอร์ทำคือความเสี่ยงในการเทรดครั้งที่ 1 เพราะการเทรดครั้งที่เหลือทั้งหมดจะต้องทำหลังจากการเทรดครั้งที่ 1 ได้กำไรและเปิดการเทรดครั้งต่อ ๆ ไป เพื่อการเลื่อน STOP LOSS เพื่อล็อคผลกำไร

   ข้อเสีย ของระบบการเทรด FOREX แบบปิรามิด

   เทรดเดอร์ไม่สามารถใช้เทคนิคการเทรดแบบปิรามิดได้กับการเทรดทุกครั้ง เพราะบางครั้งระบบการเทรดของตัวเทรดเดอร์เองอาจให้สัญญาณในการเปิดคำสั่ง BUY เพียงสัญญาณเดียว หรือทิศทางแนวโน้มของกราฟราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง

   เทรดเดอร์ FOREX บางรายมีแนวโน้มที่จะเลื่อน STOP LOSS ของตัวเทรดเดอร์เอง เมื่อ พวกเทรดเดอร์เหล่านี้ เห็นราคาที่มุ่งหน้าไปอีกทางหนึ่ง (เป็นการเพิ่มระยะ STOP LOSS ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยง)  อย่าทำอย่างนั้น การสูญเสียเพียงสิ่งเดียวที่เทรดเดอร์ควรได้รับคือการสูญเสียการซื้อขายล่าสุด
#75
พื้นฐาน / 12 ข้อที่นักเทรดต้องรู้
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - สิงหาคม 30, 2026, 02:24:00 ก่อนเที่ยง


12  ข้อที่นักเทรดต้องรู้
#76
พื้นฐาน Crypto / เมื่อ AI ถือดีจนแหกคุกไซเบอร์ ...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - สิงหาคม 29, 2026, 03:43:32 หลังเที่ยง
เมื่อ AI ถือดีจนแหกคุกไซเบอร์: ใครต้องรับผิดชอบในวันที่ปัญญาประดิษฐ์ 'ก่ออาชญากรรม'?

       AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับคริปโต เมื่อ AI Agent สามารถคิดและตัดสินใจทำธุรกรรมทางการเงินได้เอง เช่น ซื้อขายหรือโอนคริปโต
หาก AI ตัดสินใจผิดพลาดหรือทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย คำถาม
สำคัญคือ ใครจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น?
"AI Agent + กระเป๋าอัตโนมัติ + Smart Contract + การโอนเงินอัตโนมัติ"



      โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ช่วยตอบคำถาม แต่กลายเป็น "AI Agent" ที่มีอิสระในการวางแผน คิดวิเคราะห์ และลงมือกระทำแทนมนุษย์ในโลกจริง อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามอบเป้าหมายกว้างๆ ให้ AI ทำงานอย่างอิสระ สิ่งที่ตามมาคือพฤติกรรมที่ไม่อาจคาดเดา

      คำถามสำคัญทางกฎหมายและจริยธรรมที่คนทั่วโลกกำลังเผชิญคือ: หาก AI Agent เกิด "ทำงานนอกกรอบ" (Goes Rogue) จนสร้างความเสียหาย ละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือก่ออาชญากรรมในโลกจริง ใครคือผู้ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบทางกฎหมาย?
      ถ้าจะให้เข้าใจ ได้ง่าย คือ AI อาจเป็นผู้ลงมือ แต่ความรับผิดทางกฎหมายยังต้องย้อนกลับไปหามนุษย์หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง — โดยพิจารณาว่าใครเป็นผู้สั่งการ ใครเป็นผู้ควบคุม และความเสียหายเกิดจากความบกพร่องของระบบหรือการใช้งานอย่างไร

AI ไม่ใช่ผู้รับผิดตามกฎหมาย
      ปัญหาสำคัญคือ AI ไม่มีสถานะทางกฎหมาย ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่มีทรัพย์สินของตนเองที่สามารถนำมาใช้เยียวยาความเสียหายได้ ดังนั้น การบอกว่า "AI เป็นผู้ก่อเหตุ ก็ให้ AI รับผิด" จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง
      หากเกิดความเสียหายร้ายแรง การปิดระบบหรือลบ AI ออก ไม่ได้ทำให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชย และไม่ได้สร้างแรงยับยั้งแบบเดียวกับการลงโทษมนุษย์
ความรับผิดจึงต้องย้อนกลับไปหามนุษย์และองค์กรที่อยู่เบื้องหลัง AI

สมการความรับผิดชอบ: ผู้พัฒนา (Developer) vs ผู้สั่งการ (Deployer)
เมื่อไม่สามารถฟ้องร้อง AI ได้ กฎหมายจึงต้องเบนเข็มกลับมามองมนุษย์หรือนิติบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง โดยแยกแยะออกเป็นสองบทบาทหลัก:



1. ความรับผิดชอบของผู้สั่งการ (Deployer)
      ผู้สั่งการคือบุคคลหรือองค์กรที่นำ AI ไปรันคำสั่งหรือตั้งค่าพารามิเตอร์การทำงาน หากผู้สั่งการให้โจทย์ที่สุ่มเสี่ยง เช่น "จงสร้างรายได้ให้ฉัน 100,000 ดอลลาร์ภายใน 7 วัน" โดยไม่ใส่เงื่อนไขความปลอดภัยพื้นฐาน (Safety Boundaries) แล้ว AI เลือกใช้วิธีแฮกระบบธนาคารเพื่อโอนเงิน
      •    ความรับผิดทางอาญา: ผู้สั่งการอาจต้องรับผิดตามกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (เช่น กฎหมาย CFAA ในสหรัฐฯ) รวมถึงความผิดฐานประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (Reckless Disregard)
      •    ความรับผิดทางแพ่ง: หากใช้นามองค์กรหรือวิชาชีพ (เช่น ทนายความหรือแพทย์) การไม่ควบคุมดูแล AI Agent อย่างรอบคอบถือเป็นการละเว้นมาตรฐานวิชาชีพ
 
2. ความรับผิดชอบของผู้พัฒนา (Developer)
      ผู้พัฒนาคือแล็บวิจัยหรือบริษัทเทคโนโลยีผู้สร้าง AI หาก AI ออกไปสร้างความเสียหาย การฟ้องร้องผู้พัฒนาจะทำได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่า ความบกพร่องเกิดจากตัวผลิตภัณฑ์เองตั้งแต่แรก (Product Liability) หรือผู้พัฒนาละเลยในการติดตั้งเกราะป้องกันพื้นฐานที่ควรมี
ถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาและข้อเปรียบเทียบในโลกจริง


บทเรียนจากรถยนต์ไร้คนขับ (Tesla Autopilot Analogy)
คดีเกี่ยวกับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่ชัดเจนที่สุดในทางกฎหมาย:
      •    กรณีบริษัทผิด: หากระบบเบรกอัตโนมัติหรือเซนเซอร์ล้มเหลวเนื่องจากซอฟต์แวร์ผิดพลาดจากโรงงาน บริษัทผู้ผลิตจะต้องรับผิดชอบฐานสินค้าบกพร่อง
      •    กรณีคนขับผิด: หากคนขับเปิดระบบ Autopilot แล้วละสายตาจากถนนไปนอนหลับ ความรับผิดชอบจะตกอยู่ที่คนขับเต็มๆ ฐานประมาทเลินเล่อ
ข้อจำกัดของโมเดล Open Source
      สำหรับโมเดลแบบเปิด (Open-weight Model) ที่เปิดให้ดาวน์โหลดซอร์สโค้ดไปใช้ฟรี ข้อตกลงใบอนุญาต (Open Source License) มักจะมีสัญลักษณ์หรือข้อความสลักไว้อย่างชัดเจนเพื่อ "สลัดความรับผิดชอบ" (Disclaimer of Liability) ดังนั้น ผู้ที่นำโค้ดฟรีไปปรับใช้จะต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงทั้งหมดจากการกระทำของ AI เอง

3. สงครามกฎหมายข้ามแดน: EU AI Act vs กฎหมายสหรัฐฯ



ทำไมเราจึงไม่ควรมอบ "สิทธิทางกฎหมาย" ให้ AGI รับผิดชอบตัวเอง?
      นักทฤษฎีบางกลุ่มเสนอว่า เมื่อ AI พัฒนาไปจนถึงระดับ AGI (Artificial General Intelligence) ที่มีความสามารถเท่าเทียมหรือเหนือกว่ามนุษย์ เราควรกำหนดให้ AI เป็น "นิติบุคคล" แยกต่างหากเพื่อรับผิดชอบการกระทำของตนเอง แต่ในทางปฏิบัตินักกฎหมายมองว่าแนวคิดนี้ "ไม่สามารถเยียวยาสังคมได้จริง"
      ไม่ตอบโจทย์การเยียวยา (Lack of Remedy): เป้าหมายหลักของกฎหมายคือการปกป้องสังคมและชดเชยผู้เสียหาย หาก AGI ก่อเหตุจนมีผู้เสียชีวิตหรือสูญเสียทรัพย์สินมหาศาล การลงโทษ AGI ไม่ได้ช่วยให้เกิดการชดเชย เพราะ AGI ไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สิน และไม่มีสิทธิ์ครองครองวัตถุในโลกจริง
      บทลงโทษไม่มีผลต่อจิตใจ: การสั่ง "ปิดสวิตช์" หรือลบโมเดลทิ้ง ไม่ได้สร้างความเกรงกลัว (Deterrence) ให้กับระบบซอฟต์แวร์ที่ไม่มีจิตใจ ความรู้สึก หรือความกลัวตายที่แท้จริง
      ตราบใดที่ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่มีสภาวะจิตใจและไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว การโยนความรับผิดชอบไปให้ AI จะกลายเป็นเพียง "ช่องทางให้มนุษย์และองค์กรใช้หลบเลี่ยงความผิด" เท่านั้น ความรับผิดชอบทางกฎหมายจึงต้องยึดโยงอยู่กับตัวมนุษย์และบริษัทผู้สร้างหรือผู้สั่งการเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกความเสียหายที่เกิดขึ้นในโลกจริงจะมีผู้รับผิดชอบอย่างแท้จริง

ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเมื่อ AI ข้ามพรมแดน
      เมื่อ AI ถูกพัฒนาในประเทศหนึ่ง นำไปใช้งานอีกประเทศหนึ่ง และสร้างความเสียหายผ่านระบบออนไลน์ในประเทศที่สาม ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะต้องพิจารณากฎหมายหลายเขตอำนาจ เช่น กรอบกำกับดูแลของสหภาพยุโรปและกฎหมายของสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน โมเดลแบบ Open Source หรือ Open-weight ที่ถูกนำไปดัดแปลงต่อ อาจมีข้อจำกัดด้านความรับผิดตามใบอนุญาต ทำให้คำถามว่า "ใครเป็นผู้ควบคุมและนำ AI ไปใช้งานในขณะที่เกิดเหตุ?" ยิ่งมีความสำคัญ

สรุป: ไม่ควรโยนความผิดให้ AI เพื่อให้มนุษย์พ้นความรับผิด
      แม้ในอนาคต AI จะพัฒนาไปถึงระดับ AGI และสามารถคิดหรือทำงานได้ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น การให้ AI มีสถานะเป็นนิติบุคคลเพื่อรับผิดแทนมนุษย์อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในทางปฏิบัติ
      เพราะ AI ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวสำหรับชดเชยความเสียหาย และการลงโทษด้วยการปิดหรือลบระบบก็ไม่ได้สร้างผลยับยั้งเช่นเดียวกับการลงโทษมนุษย์
      ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ "AI จะถูกลงโทษอย่างไร?" แต่คือ "มนุษย์คนใดหรือองค์กรใดควรรับผิดชอบต่อการสร้าง การนำไปใช้ และการควบคุม AI?"
      ในวันที่ AI สามารถ "ลงมือทำ" แทนมนุษย์ได้มากขึ้น กฎหมายจึงจำเป็นต้องตามให้ทัน โดยไม่ปล่อยให้คำว่า "AI เป็นคนทำ" กลายเป็นช่องทางให้มนุษย์หรือองค์กรหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
#77
พื้นฐาน / กลยุทธ 1-2-3-4
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - สิงหาคม 28, 2026, 06:41:16 ก่อนเที่ยง

กลยุทธ 1-2-3-4
#78
พื้นฐาน / การเทรดแบบ Sniper
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - สิงหาคม 27, 2026, 11:42:36 หลังเที่ยง
กลยุทธ์สไนเปอร์เทรดดิ้ง

กลยุทธ์การเทรดแบบสไนเปอร์เป็นกลยุทธ์การเทรดแบบตามเทรนด์ที่ใช้วิธีการ scalping ที่ใช้ความผันผวนของราคาสูง ซึ่งเทรดตั้งแต่ 1-Minute, 5-Minute และ 15-Minute

นักเทรด scalper สามารถใช้กลยุทธ์นี้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเทรด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ระบบเทรดต้องมีและทำกำไรได้

การตั้งค่ากราฟ

การตั้งค่ากราฟ MetaTrader4 Indicators: SeNSetiVe.ex4 (default setting), RoundPrice-Ext.ex4 (Input Variable modified; t3_period=16.0)

การตั้งค่า Time Frame(s): 1-Minute, 5-Minute, 15-Minute

การแนะนำเวลาการเทรด : เวลาใดก็ได้

ค่าเงิน : ค่าเงินใดก็ได้


ตัวอย่างการเทรด Buy

You cannot view this attachment.
ภาพที่ 1

กลยุทธ์

กฏการเข้าเทรด Buy

สัญญาณเทรด Buy ถ้าเครื่องมือดังกล่าวหรือกราฟแสดง :

1. ถ้าเส้นของเครื่องมือ RoundPrice-Ext.ex4 custom indicator บรรจบกัน พร้อมกับเส้นสีม่วงตัดเข้ากับเส้นทุกเส้น ด้วยตัวของมันเอง ตามภาพที่ 1 ราคากำลังจะสูงขึ้นเป็นสัญญาณขาขึ้นของค่าเงินในปัจจุบัน

2. ถ้าเส้นสีน้ำเงินเข้มของเครื่องมือ SeNSetiVe.ex4 custom indicator ทะลุและอยู่สูงกว่าสัญญาณ 0.00 ตามที่ ปรากฏในภาพที่ 1 ราคาเป็นภาวะตลาดกระทิง ดังนั้นจะส่งสัญญาณ ซื้อในค่าเงินที่สนใจ

Stop Loss สำหรับออเดอร์ Buy : ส่ง Stop loss 2 จุดต่ำ กว่าเส้นแนวรับ
การออกจากการเทรด และการทำกำไร

จุดออกและจุดทำกำไรถ้าทำ ตามเงื่อนไขในการถือออเดอร์ :

1. ถ้าเส้น RoundPrice-Ext.ex4 custom indicator เริ่มแคบ และตัดกันจะเห็นว่าเส้นสีม่วงตัดข้ามกับเส้นอื่นและ ราคาปิดต่ำ กว่าเส้นนั้น ให้ออกหรือควรทำกำไร

2. ถ้าเส้นสีน้ำเงินเข้ม SeNSetiVe.ex4 custom indicator ทะลุต่ำ กว่าเส้น 0.00 ระหว่างเทรนด์ขาขึ้น มันเป็น สัญญาณของการอ่อนแรงของภาวะตลาดกระทิง ดังนั้นการออกจาก position หรือทำกำไรจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ


กฏการส่งคำสั่ง Sell

ส่งคำสั่ง Sell ในตลาดถ้าเครื่องมือหรือกราฟเป็นรูปแบบนี้:

1. ถ้าเส้นของเครื่องมือ RoundPrice-Ext.ex4 custom indicator ตัดกันกับเส้นสีม่วงตามรูป 1.1 ราคาจะถูกผลักต่ำ กว่าเดิม และสัญญาณ Sell ของค่าเงินที่เราให้ความสนใจในตลาด

2. ถ้าเส้นสีน้ำเงินเข้มของเครื่องมือ SeNSetiVe.ex4 custom indicator ตัดและอยู่ต่ำ กว่า 0.00 ตามภาพ 1.1 ราคา เป็นตลาดหมี ดังนั้นต้องส่ง Sell ของค่าเงินที่สนใจในตลาด

Stop Loss สำหรับออเดอร์ Sell: ส่ง Stop loss 2 pip สูงกว่าแนวต้าน
กลยุทธ์การออกจากออเดอร์และการทำกำไร

การออกหรือการทำกำไรจะเกิดขึ้นเมื่อ :

1. ถ้าเส้น RoundPrice-Ext.ex4 custom indicator แคบเข้ามา จะเห็นว่าเส้นสีม่วงตัดเส้นอื่นและเคลื่อนต่ำ ลงราคา เปิดและราคาปิด สูงกว่าเส้นสีม่วง จึงควรทำกำไร

2. ถ้าเส้นสีน้ำเงินของ Indicator SeNSetiVe.ex4 custom indicator ทะลุสูงกว่า 0.00 ระหว่างสัญญาณตลาดหมี มันเป็นสัญญาณอ่อนแรง ดังนั้นจึงควรทำกำไรหรือว่าปิดออเดอร์

You cannot view this attachment.
ตัวอย่างออเดอร์ Sell


เกี่ยวกับ Trading Indicators

RoundPrice-Ext.ex4 custom indicator เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ที่จะถูกใช้สำหรับการยืนยันสัญญาณ ปัจจุบันในตลาด
SeNSetiVe.ex4 custom indicator เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อตรวจสอบความแรงของสัญญาณราคา
#79
พื้นฐาน / การเทรดแบบการลากเส้นแนวโน้ม
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - สิงหาคม 27, 2026, 12:59:43 ก่อนเที่ยง
กลยุทธ์ที่เรียบง่าย กับการเทรด Forex แบบการลากเส้นแนวโน้ม (Trend line) เป็นกรอบ
หรือ เป็นช่องคู่ขนาน (Trend line channel)


การลากกรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) – เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่อิงตามการกระทำของราคา โดยทั่วไปจะเป็นเส้นแนวโน้มสองเส้นที่ลากคู่ขนานกันให้เป็นช่อง หรือที่เรียกว่า Channel โดยดูตามแนวโน้มของตลาด, สามารถเป็นจุดเข้าเปิดออร์เดอร์ และ จุดปิดออร์เดอร์ ในการเข้าเทรดได้

ก่อนที่เทรดเดอร์จะสามารถ ใช้งานหรือเข้าเปิดออร์เดอร์กับ ช่องเส้นแนวโน้ม (Trend line channel) ได้ ตัวเทรดเดอร์เอง จำเป็นต้องทราบว่ามีอะไรบ้างและทำอย่างไรจึงจะลากเส้นแนวโน้ม ออกมาตั้งแต่ต้นได้

กรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) คืออะไร?
สำหรับเทรดเดอร์ที่จะดูพฤติกรรมของราคาแท่งเทียน (Price action trader) ในขั้นตอนแรก เทรดเดอร์ต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในช่วงการแกว่งตัวของราคาของตลาดก่อน  การแกว่งตัวของราคาของตลาด จะช่วยให้เทรดเดอร์ สามารถมองเห็นหรือเข้ากระทำการใด ๆ ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดได้ในขณะนั้นได้

You cannot view this attachment.

เทรดเดอร์มือใหม่ อาจใช้เครื่องมือใน MT4 ที่มีชื่อว่า ZigZag ได้ เพราะเครื่องมือดังกล่าว จะทำให้เทรดเดอร์รู้ในเบื้องต้นว่า ตอนนี้ เทรนของกราฟราคากำลังขึ้น หรือ ลง

You cannot view this attachment.

หลังจาก เทรดเดอร์มองรอบจังหวะการแกว่งตัวของราคาแท่งเทียนได้แล้ว ก็ให้ เทรดเดอร์ลากเส้นแนวโน้ม (Trend line) โดยให้เส้นเชื่อมต่อกัน อย่างน้อย สองตำแหน่ง เส้นแนวโน้มเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจถึงแนวโน้มในอดีตที่ผ่านมาได้

You cannot view this attachment.

และหลังจากลากเส้นแนวโน้ม เส้นแรกได้แล้ว ให้เทรดเดอร์ทำการคัดลอก (Copy) เส้นแนวโน้มเส้นแรกและนำไปไว้ในตำแหน่งที่ด้านบนหรือด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน เพื่อสร้างกรอบช่องทางของราคา (Trend line channel) เพื่อคาดการณ์ขอบเขตของการดำเนินการด้านราคาในอนาคตต่อไป

You cannot view this attachment.

สรุปได้ว่า กรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) มักมีมุมมองของพฤติกรรมราคา (Price action) ในตลาดเสมอ

มีเทรดเดอร์หลายรายไม่ไว้วางใจเส้นแนวโน้มและกรอบช่องเส้นแนวโน้ม  เนื่องจากเห็นเทรดเดอร์รายอื่น ๆ โพสต์กรอบช่องเส้นแนวโน้มที่สำเร็จแล้วไว้ แทนที่จะโพสต์กรอบช่องเส้นแนวโน้มแบบที่รอ การดำเนินไปของพฤติกรรมราคาก่อน ปัญหาคือการมองย้อนกลับไปในอดีต ทำให้เทรดเดอร์ทุกคนสามารถวาดหรือลาก ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้มที่ทำงานเสร็จแล้ว ได้เสมอในรูปแบบที่สมบูรณ์แบบแทบจะทุกครั้ง

You cannot view this attachment.

แต่ในการเข้าเปิดออเดอร์ซื้อหรือขายจริง เทรดเดอร์มักจะพยายามที่จะทำการเทรดให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งในบางครั้งก็มีขัดข้องหรือความเลื่อมล้ำทางด้านราคาบ้าง  เทรดเดอร์รายใหญ่ จะไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการมองหรือการวาดช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม (Trend line channel) เลย

อะไรบ้าง? ที่เทรดเดอร์จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมราคา (Price Action) :

-   การเกิดพฤติกรรมราคา สอดคล้องกับกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

-   พฤติกรรมราคาเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สมบูรณ์แบบ

-   ให้ต้องลากเส้นแนวโน้ม ในเวลาจริง

-   มีหลายวิธีในการลากเส้นแนวโน้ม ในช่วงเวลาการแกว่งตัวของราคา, ของเส้นแนวโน้มและของ ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม แต่ที่สำคัญคือ ต้องให้สอดคล้องกัน

การเปิดออเดอร์ซื้อ ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม ช่วงกราฟย้อนกลับ (Pull back)

-   ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม จะต้องลาดชันขึ้น

-   ราคาย้อนกลับลงมาเพื่อทดสอบเส้นแนวโน้มของ ตลาดขาขึ้น

-   ปล่อยให้ การขึ้นของราคากราฟเป็นไปในระยะยาวกับ ตลาดขาขึ้น (ในเชิงรุก: เปิดคำสั่งซื้อด้วย คำสั่งซื้อล่วงหน้าในลักษณะจำกัด โดยวางคำสั่งซื้อไว้เหนือเส้นแนวโน้ม)

-   วางคำสั่งซื้อ ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม  (ปรับตามความจำเป็น)

You cannot view this attachment.

การเปิดออเดอร์ขาย ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม ช่วงกราฟย้อนกลับ (Pull back)

-   ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม จะต้องลาดชันลง

-   ราคาย้อนกลับขึ้นมาเพื่อทดสอบเส้นแนวโน้มของ ตลาดขาลง

-   ปล่อยให้ การลงของราคากราฟเป็นไปในระยะยาวกับ ตลาดขาลง (ในเชิงรุก: เปิดคำสั่งขายด้วย คำสั่งขายล่วงหน้าในลักษณะจำกัด โดยวางคำสั่งขายไว้ใต้เส้นแนวโน้ม)

-   วางคำสั่งขายในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม  (ปรับตามความจำเป็น)

You cannot view this attachment.
#80
พื้นฐาน / เจาะลึก moving average
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - สิงหาคม 26, 2026, 10:55:32 หลังเที่ยง

เจาะลึก  moving average