ข่าว:

กระทู้ล่าสุด

#91
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 08, 2026, 12:31:16 ก่อนเที่ยง
#92
พื้นฐาน Crypto / Seed Phrase คืออะไร? ทำไมห้ามท...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - มกราคม 07, 2026, 02:36:03 หลังเที่ยง
Seed Phrase คืออะไร?



      ในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) และเทคโนโลยี Blockchain ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับธนาคารหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ขึ้นอยู่กับ "ตัวคุณเอง" 100% กุญแจสำคัญที่ถือครองความมั่งคั่งทั้งหมดของคุณมีชื่อเรียกว่า Seed Phrase

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า Seed Phrase คืออะไร ทำไมมันถึงสำคัญเท่าชีวิต และทำไมพฤติกรรมบางอย่าง (เช่น การถ่ายรูปเก็บไว้) ถึงเป็นการเปิดประตูบ้านให้โจรเข้ามาขโมยทรัพย์สินของคุณไปจนหมดเกลี้ยง

เจาะลึก Seed Phrase คืออะไร? (The Master Key)
นิยามทางเทคนิคและหลักการทำงาน
       Seed Phrase (หรือเรียกอีกอย่างว่า Recovery Phrase, Mnemonic Phrase) คือ ชุดกลุ่มคำภาษาอังกฤษจำนวน 12, 18 หรือ 24 คำ ที่ถูกสุ่มขึ้นมาโดยระบบอัลกอริทึมเมื่อคุณสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ครั้งแรก
       แม้ว่าหน้าตาของมันจะดูเหมือนคำศัพท์ธรรมดาๆ เช่น witch, collapse, practice, feed แต่ในทางเทคนิคแล้ว คำเหล่านี้คือ "หน้ากาก" ที่สวมทับตัวเลขฐานสอง (Binary code) ที่มีความซับซ้อนมหาศาล
       ● มาตรฐาน BIP-39 ระบบกระเป๋าเงินส่วนใหญ่ใช้มาตรฐานที่เรียกว่า BIP-39 (Bitcoin Improvement Proposal 39) ซึ่งมีคลังคำศัพท์อยู่ทั้งหมด 2,048 คำ
       ● การแปลงค่า คอมพิวเตอร์จะนำคำที่คุณได้รับ มาผ่านกระบวนการทางคณิตศาสตร์เพื่อแปลงเป็น "Private Key" (กุญแจส่วนตัว) ซึ่งเป็นรหัสลับชุดจริงที่ใช้ในการเซ็นชื่อเพื่อโอนเงินออกจากกระเป๋าของคุณ

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
หากเปรียบ "กระเป๋าเงินดิจิทัล" เป็น ตู้เซฟนิรภัย ที่ลอยอยู่ในอากาศ (Blockchain)
       ● Public Address คือ "เลขที่บัญชี" หรือช่องหยอดเงินที่ใครก็โอนเงินเข้ามาได้
       ● Private Key คือ "ลูกกุญแจ" ที่ใช้ไขตู้เซฟ
       ● Seed Phrase คือ "แม่พิมพ์กุญแจผี" (Master Key) ที่สามารถปั๊มลูกกุญแจ (Private Key) ออกมาได้ไม่จำกัดจำนวน หากใครมีแม่พิมพ์นี้ เขาก็คือเจ้าของตู้เซฟนั้นทันที


ทำไมต้องเป็นคำศัพท์?
       มนุษย์จำตัวเลขสุ่มยาวๆ หรือรหัส Hexadecimal (เช่น 0x3f5...) ได้ยากมาก การแปลงรหัสเหล่านั้นให้อยู่ในรูปของ "คำศัพท์" ช่วยให้มนุษย์สามารถจดบันทึก อ่านทวน และจัดเก็บได้ง่ายขึ้นโดยไม่ผิดพลาด

ทำไมห้าม "ทำหาย" เด็ดขาด? (The Point of No Return)



       กฎเหล็กข้อแรกของโลกคริปโทฯ คือ "Not your keys, not your coins" (ถ้าคุณไม่ถือครองกุญแจ เหรียญนั้นก็ไม่ใช่ของคุณ) และผลที่ตามมาของการทำ Seed Phrase หายนั้นรุนแรงกว่าการทำสมุดบัญชีธนาคารหายหลายเท่า
ไม่มีระบบ "ลืมรหัสผ่าน" (No Forgot Password Feature)
นี่คือความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง Web 2.0 (ธนาคาร, Facebook, Email) และ Web 3.0 (Blockchain)
       ● Web 2.0 ข้อมูลของคุณถูกเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์กลาง (Centralized) หากคุณลืมรหัสผ่าน แอดมินหรือระบบสามารถรีเซ็ตให้คุณได้ เพราะพวกเขามีอำนาจเหนือบัญชีของคุณ
       ● Web 3.0 ระบบเป็นแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ไม่มีใครเป็นเจ้าของระบบ ไม่มี Call Center ไม่มีสำนักงานใหญ่ ข้อมูลกระเป๋าเงินของคุณผูกอยู่กับคณิตศาสตร์ล้วนๆ

หากคุณทำ Seed Phrase หาย
1. คุณจะสูญเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงสินทรัพย์ในกระเป๋านั้น ตลอดกาล
2. ไม่มีแฮกเกอร์ หรือโปรแกรมเมอร์คนใดในโลกที่สามารถกู้คืนให้คุณได้
3. เงินของคุณจะยังคงอยู่ใน Blockchain แต่มันจะกลายเป็น "Dead Coins" ที่ไม่มีใครขยับได้อีกต่อไป
ความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์
บางคนอาจคิดว่า "ถ้าทำหาย เดี๋ยวลองสุ่มเดาคำเอาเองก็ได้"
ในความเป็นจริง การเดา Seed Phrase 12 คำให้ถูกต้องนั้นมีความน่าจะเป็นอยู่ที่ $2048^{12}$ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลมาก (มากกว่าเม็ดทรายทั้งหมดบนโลกนี้รวมกัน) แม้จะใช้ Supercomputer ที่ทรงพลังที่สุดในโลกมาช่วยสุ่ม ก็ต้องใช้เวลาหลายล้านล้านปีจึงจะเจอ

ทำไมห้าม "ถ่ายรูป" หรือ "เก็บไว้ในออนไลน์" เด็ดขาด? (The Digital Risk)



ผู้ใช้งานจำนวนมากเข้าใจผิดว่า "การถ่ายรูปเก็บไว้ในมือถือ" หรือ "ส่งเข้าแชทไลน์ตัวเอง" เป็นวิธีสำรองข้อมูลที่ดี แต่นี่คือ วิธีการฆ่าตัวตายทางการเงินที่รวดเร็วที่สุด

ภัยเงียบจาก Cloud Syncing (iCloud, Google Photos)
เมื่อคุณใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปกระดาษที่จด Seed Phrase รูปภาพนั้นมักจะถูกอัปโหลดขึ้น Cloud (เช่น iCloud หรือ Google Photos) โดยอัตโนมัติเพื่อสำรองข้อมูล
       ● หากบัญชี Email หรือ Cloud ของคุณถูกเจาะ (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก) แฮกเกอร์จะได้รูปภาพนั้นไปทันที
       ● คุณอาจคิดว่า "รูปเยอะขนาดนี้ แฮกเกอร์จะหาเจอได้ไง?" คำตอบคือ AI

เทคโนโลยี OCR และ AI
ปัจจุบัน ระบบ Cloud Storage และแฮกเกอร์ ใช้เทคโนโลยี OCR (Optical Character Recognition) หรือการแปลงภาพเป็นตัวอักษร
       ● แฮกเกอร์สามารถเขียนบอทให้สแกนรูปภาพทั้งหมดใน Cloud ของเหยื่อ แล้วค้นหาคำว่า "Recovery Phrase", "Secret", "Seed", หรือแพทเทิร์นของคำภาษาอังกฤษ 12 คำเรียงกัน
       ● บอทจะดึงข้อมูลนั้นออกมา และโอนเงินออกจากกระเป๋าของคุณภายในเสี้ยววินาที
มัลแวร์ใน Clipboard และ Keylogger
       ● การ Copy & Paste ห้ามพิมพ์ Seed Phrase ลงใน Note ในคอมพิวเตอร์ หรือ Copy เก็บไว้ เพราะมัลแวร์บางประเภทจะฝังตัวใน Clipboard (หน่วยความจำชั่วคราวตอนกด Copy) เมื่อคุณกด Copy มันจะส่งข้อมูลนั้นไปหาแฮกเกอร์ทันที
       ● Keylogger หากคอมพิวเตอร์หรือมือถือของคุณติดไวรัส ทุกปุ่มที่คุณพิมพ์ (รวมถึงตอนพิมพ์ Seed Phrase เพื่อบันทึกใส่ไฟล์ Word) จะถูกส่งไปหาผู้ไม่หวังดี
Screen Recording / Screenshots
แอปพลิเคชันบางตัวในมือถือขอสิทธิ์เข้าถึงหน้าจอ หรือสิทธิ์ดูอัลบั้มรูป หากคุณแคปหน้าจอ (Screenshot) ตอนที่แอป Wallet แสดง Seed Phrase รูปนั้นอาจถูกแอปอื่น "แอบดู" และขโมยไปได้

สรุป: สิ่งที่ "ควรทำ" vs "ห้ามทำ"
เพื่อความชัดเจน ได้สรุปแนวทางปฏิบัติเปรียบเทียบดังนี้
1.ถ่ายรูปในมือถือ อันตรายสูงสุด / ห้ามทำเด็ดขาด (เสี่ยงต่อ Cloud Hack & AI Scan)
2.บันทึกใน Note / Email อันตรายสูงสุด / ห้ามทำเด็ดขาด (เสี่ยงต่อการถูกแฮกบัญชี)
3.ส่งทางแชท (Line/Messenger) อันตรายสูงสุด /ห้ามทำเด็ดขาด (ข้อมูลผ่าน Server คนอื่น)
4.พิมพ์ใส่ไฟล์ Word ในคอมฯ อันตราย / เสี่ยงต่อ Malware/Virus ในเครื่อง
5.จดใส่กระดาษ ปลอดภัย / วิธีมาตรฐาน (แต่ต้องระวังไฟไหม้/น้ำท่วม/สูญหาย)
6.ตอกใส่แผ่นเหล็ก (Metal Plate) ปลอดภัยสูงสุด / ทนไฟ ทนน้ำ ทนสนิม อยู่ได้เป็นร้อยปี

วิธีการเก็บรักษาที่ถูกต้อง (Best Practices)
เพื่อให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินจะหาย นี่คือวิธีที่ถูกต้องที่สุดในการจัดการกับ Seed Phrase
1.    จดลงบนวัสดุทางกายภาพเท่านั้น (Offline Only):
      - ใช้ปากกากันน้ำจดลงบนกระดาษคุณภาพดี
      - ดีที่สุดคือการใช้ Cryptocurrency Steel Wallet (แผ่นโลหะสำหรับตอกคำศัพท์) ซึ่งทนความร้อนสูงและกันน้ำได้
2.    ตรวจสอบความถูกต้อง 2-3 รอบ
      - เขียนให้ชัดเจน อ่านง่าย ตรวจสอบตัวสะกดทุกตัว เพราะผิดเพียงตัวเดียว เงินก็หายได้
      - ตรวจสอบลำดับคำ (1-12 หรือ 1-24) ห้ามสลับที่เด็ดขาด
3.    เก็บในที่ลับและปลอดภัย:
      - เก็บไว้ในตู้เซฟที่กันไฟได้
      - หากเป็นไปได้ ให้ทำสำเนา 2 ชุด และเก็บแยกสถานที่กัน (เช่น ชุดหนึ่งอยู่บ้าน อีกชุดหนึ่งอยู่ในตู้นิรภัยธนาคาร) เพื่อป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ
4.    ห้ามบอกใครเด็ดขาด
      - เจ้าหน้าที่ Support ของ Wallet หรือ Exchange จะไม่มีวัน ขอ Seed Phrase ของคุณ หากใครขอ ให้สันนิษฐานไว้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพ (Scammer)

      หากคุณรู้สึกว่าการดูแล Seed Phrase เองนั้น "เสี่ยงเกินไป" หรือ "ยุ่งยากเกินไป" ปัจจุบันมีทางเลือกอื่นที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

ทางเลือกที่ 1 ให้คนอื่นดูแลให้ (Custodial Wallet)
นี่คือวิธีที่ง่ายที่สุดและคนส่วนใหญ่คุ้นเคย เหมือนกับการฝากเงินไว้กับธนาคาร
1. ฝากไว้บนกระดานเทรด (Centralized Exchange - CEX) เช่น Binance, Bitkub, OKX, Coinbase
       ● วิธีการ คุณไม่ต้องมี Seed Phrase เลย คุณแค่สมัครบัญชี ตั้ง Username/Password และยืนยันตัวตน (KYC)
       ● ข้อดี
          - ถ้าลืมรหัสผ่าน สามารถกด "ลืมรหัสผ่าน" เพื่อกู้คืนได้ผ่านอีเมลหรือเบอร์โทร
          - ใช้งานง่าย โอนผิดโอนถูกยังมี Customer Support ให้คุย
       ● ข้อเสีย (ต้องระวังมาก)
          - "Not your keys, not your coins" คุณไม่ได้เป็นเจ้าของเหรียญจริงๆ เว็บเทรดเป็นคนถือให้คุณ
          - ความเสี่ยง ถ้าเว็บเทรดล้มละลาย (เหมือนกรณี FTX หรือ Zipmex) หรือถูกแฮก คุณอาจถอนเงินไม่ได้เลย
          - การระงับบัญชี เว็บเทรดมีสิทธิ์อายัดบัญชีคุณตามกฎหมาย

ทางเลือกที่ 2 ดูแลเองแบบไม่ต้องจดคำศัพท์ (Non-Custodial but Seedless)
วิธีนี้คุณยังเป็นเจ้าของเหรียญเอง 100% แต่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการแทนการจดใส่กระดาษ
MPC Wallet (Multi-Party Computation) เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมาแรงที่สุด (เช่น ZenGo, Coinbase Wallet โหมด MPC)
       ● วิธีการ แทนที่จะมีกุญแจดอกเดียว (Seed Phrase) ระบบจะแบ่งกุญแจออกเป็น "ชิ้นส่วน" (Key Shares) และกระจายไปเก็บที่ต่างๆ เช่น
          - ชิ้นที่ 1: อยู่ในมือถือคุณ (เข้ารหัสด้วยสแกนหน้า/นิ้ว)
          - ชิ้นที่ 2: อยู่บน Server ของผู้ให้บริการ
          - ชิ้นที่ 3: อยู่ใน Cloud ส่วนตัวของคุณ (iCloud/Google Drive)
       ● ข้อดี ไม่ต้องจด 12 คำ! ถ้ามือถือหาย ก็แค่โหลดแอปใหม่แล้วสแกนหน้ายืนยันตัวตน ระบบจะรวมชิ้นส่วนกุญแจกลับมาให้
       ● ข้อเสีย ยังพึ่งพาผู้ให้บริการระดับหนึ่ง (แต่ปลอดภัยกว่าฝากเว็บเทรด)
Hardware Wallet แบบการ์ด (NFC Cards) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Tangem
       ● วิธีการ มาในรูปแบบบัตรแข็ง (เหมือนบัตรเครดิต) 2-3 ใบ ฝังชิปที่มี Private Key อยู่ข้างใน
       ● การใช้งาน เวลาจะโอนเงิน แค่เอาบัตรแตะหลังมือถือ
       ● ถ้าบัตรหาย คุณต้องมี "บัตรสำรอง" ที่แถมมาในกล่อง (Backup Card) เพื่อเข้าถึงเงิน ห้ามทำบัตรหายพร้อมกันทั้งหมด
       ● ข้อดี ไม่ต้องจด Seed Phrase เลย (เพราะ Seed ฝังอยู่ในชิปและไม่มีใครดึงออกมาได้แม้แต่ตัวคุณเอง) ใช้งานง่ายมาก
       ● ข้อเสีย ถ้าทำบัตรหายครบทุกใบ เงินหายแน่นอน กู้คืนไม่ได้
Social Recovery Wallet (Smart Contract Wallet) เช่น Argent (บน Ethereum/Starknet)
       ● วิธีการ แทนที่จะจดคำศัพท์ คุณตั้ง "ผู้พิทักษ์" (Guardians) ขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็น
          - Hardware Wallet อีกอันของคุณ
          - เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวที่ไว้ใจได้
          - เบอร์โทรศัพท์/อีเมล
       ● ถ้าทำมือถือหาย คุณขอให้ Guardians ของคุณช่วยกดยืนยัน (เช่น ให้เพื่อน 3 ใน 5 คนกดยืนยัน) เพื่อสร้างกุญแจใหม่ให้คุณกลับมาเข้ากระเป๋าได้

บทสรุป
Seed Phrase คือ หัวใจของอิสรภาพทางการเงินของคุณ มันให้พลังแก่คุณในการเป็นธนาคารของตัวเอง แต่พลังนั้นมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่
       ● ห้ามทำหาย เพราะเท่ากับการสูญเสียทรัพย์สินถาวร
       ● ห้ามถ่ายรูป/เก็บออนไลน์ เพราะเท่ากับการแจกกุญแจบ้านให้โจร

จงปฏิบัติต่อ Seed Phrase เหมือนกับทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิต เพราะในโลกดิจิทัล... กระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นนั้น มีค่าเท่ากับเงินทั้งหมดที่คุณมีครับ
#93
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 07, 2026, 01:36:42 หลังเที่ยง
สัญญาณเทรด 7/1/2026

BUY : XAUUSD

จุดเข้า : ตอนนี้

TP : 4500

SL : 4430
#94
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 07, 2026, 12:28:36 หลังเที่ยง
#95
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / Price Action Trading Strategie...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - มกราคม 07, 2026, 04:47:27 ก่อนเที่ยง
กลยุทธ์ สามทหารเสือขาว กับ สามอีกาดำ

ผมอยากจะพูดถึงกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับกราฟแท่งเทียน 2 รูปแบบที่เรียกว่า :

1. สามทหารเสือขาว ( Three White Soldiers Candlestick Pattern)

2. สามอีกาดำ (Three Black Crows Candlestick Pattern)  ทั้ง 2 รูปแบบอาจจะเกิดขึ้นร่วมกัน เรียกว่า "3 white soldiers and 3 black crows trading strategy".

ก่อนอื่น ลองมาดูรูปแบบนี้ในรายละเอียดดังนี้

รูปแบบสามหารเสือขาว (THREE WHITE SOLDIERS CHART PATTERN)

รูปแบบสามทหารเสือขาว เป็นรูปแบบแท่งเทียนกลับตัวตลาดกระทิง และมันประกอบด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง ดังนี้:

- ตลาดต้องอยู่ในเทรนด์ขาลง

- คุณต้องมีแท่งเทียนสีเขียว 3 แท่งที่เกิดขึ้นติดต่อกัน ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบที่เรียกว่า สามทหารเสือขาว

- แท่งเทียนแต่ละอันเปิดในระยะตัวเทียนก่อนหน้า

- แท่งเทียนแต่ละแท่งต้องปิดสูงกว่าแท่งเทียนก่อนหน้า

เมื่อคุณเห็นแท่งเทียน 3 แท่งเกิดขึ้นในเทรนด์ขาลง คุณควรจะสังเกตเพราะว่ามันเป็นสัญญาณที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนเทรนด์

สิ่งหนึ่งที่คุณต้องเห็นคือ รูปแบบแท่งเทียนเหล่านี้บอกถึงรูปแบบกระทิงเมื่อคุณดูไปที่มัน เราต้องเห็นแท่งเทียนยาว ๆ ซึ่งบอกว่า เทรดเดอร์ขาขึ้นกาลังเข้าตลาดและขาลงทำกำไรแล้ว

589.png

รูปแบบอีกาดำสามตัว (THREE BLACK CROWS CHART PATTERN)

รูปแบบอีกาดำ สามตัวจะตรงข้ามกับรูปแบบแรก ที่แสดงในกราฟข้างบน

รูปแบบนี้เป็นรูปแบบกลับตัวตลาดกระทิงที่ประกอบด้วยแท่งเทียนลง 3 แท่ง

นี่คือรูปแบบที่ทำให้รูปแบบอีกาดำสามตัวเกิดขึ้น :

- ตลาดต้องอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น

- คุณต้องมีแท่งเทียน 3 แท่งขาลงที่ทำให้เกิดแท่งเทียนสีดำ 3 แท่ง

- แต่ละแท่งต้องเปิดภายในตัวเทียนของแท่งก่อนหน้า

- แต่ละแท่งต้องปิดต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า

ถ้าคุณเห็นรูปแบบอีกาสามแท่งนี้ในเทรนด์ขาขึ้น คุณควรสังเกตุ ว่าสัญญาณจะเปลี่ยนแปลงเทรนด์

590.png

รูปแบบแท่งเทียน 3 แท่งสีดา

การเทรด รูปแบบอีกาดำ 3 แท่งและ 3 ทหารเสือสีขาว

ประโยชน์ของกลยุทธ์การเทรดคือว่า ไม่ต้องใช้ indicator ที่ต้องใช้ เราจะมองหารูปแบบ Price Action ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาที่เราจะเทรด

- Time Frame – เช่นเดียวกับกราฟเทรดใด ๆ มันจะใช้ได้ดีใน Time Frame ใหญ่ ๆ อย่างไรก็ตามคุณควรใช้กราฟที่เทรดระหว่างวันได้

- Currency Pairs – ค่าเงินใดก็ได้ที่มีเทรนด์และสามารถบอกจุดกลับตัวได้

- Indicators – ไม่ต้องใช้ แต่ว่าใช้ Price Action ล้วน ๆ

กฏการเทรด

1. ถ้ารูปแบบสามทหารเสือขาว เกิดขึ้น ตั้ง buy stop order 3-5 pips สูงกว่าราคา high ของแท่งที่ 3 หรือ ถ้าแท่งเทียนสีดำ ก็ต้องส่ง Sell Stop 3-5 pip ต่ำกว่าแท่งที่ 3

2. ตั้ง Stop loss ที่ราคาสูงสุดของแท่งที่ 3 ถ้าเป็นออเดอร์ Sell ก็ส่ง Stop loss ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแท่งที่ 3 buy stop order.

3. จุดทำกำไร จุดสูงสุดของแท่งก่อนหน้า หรือต่ำสุดในกรณี Sell (จุดสูงสุด หรือ ต่ำสุด )

4. ย้าย Stop loss ไปยังจุดคืนทุน เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปยังจุดเข้าและสูงกว่า หรือต่ำกว่าในกรณี Sell

5. เรียนรู้จุดทำกำไรเมื่อราคาเคลื่อนไหวไปอย่างน้อย ครึ่งหนึ่งของจุดทำกำไรที่ตั้งไว้

เคล็ดลับที่สำคัญ

ไม่ทุกครั้งที่ รูปแบบทั้งสองที่คุณเห็นที่เกิดขึ้นบนกราฟจะใช้เป็นสัญญาณเทรดได้

เช่นเดียวกับรูปแบบที่ใช้เทรดทุกรูปแบบ หรือว่ารูปแบบเดียว จุดที่มันเกิดเป็นสิ่งสำคัญ เช่น จุดดังต่อไปนี้:

- จุดแนวรับแนวต้าน

- Pivot level

- Fibonacci level

ระดับราคาเหล่านี้มีความสำคัญเมื่อใช้ในกราฟ Time Frame ใหญ่ ๆ จุดอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนี้ควรต้องระมัดระวัง เพราะว่าคุณไม่มีเหตุผลที่จะคาดหวังว่าราคาจะเคลื่อนไหว

นอกจากนี้คุณต้องระวังช่วงที่กราฟบีบตัว เมื่อราคาเกิดเบรคการกระจุกตัวมีโอกาสที่ราคาจะทดสอบแนวรับแนวต้านจะกลับตัว ถ้าเกิดเข้าไปแล้วอาจจะชน Stop loss เนื่องจากธรรมชาติการเทรดที่เป็นแบบนั้น

ข้อเสียเปรียบของกลยุทธ์นี้

- ทุกกลยุทธ์มีจุดอ่อนในตัวมันเอง ซึ่งจุดอ่อนของระบบนี้คือ ในบางครั้งก็เกิดแพทเทิร์นที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้จุดตัดขาดทุนของเราอยู่ไกล
ส่งผลให้เราจะต้องเปิด position ที่เล็กมากๆ

- ในบางครั้งอาจจะเกิดแพทเทิร์นนี้และมีการพักตัวหรือกลับตัวของราคาแค่ชั่วคราว หรือระยะสั้นๆ ส่งผลให้ออเดอร์นั้นอาจจะไปไม่ถึง TP แล้วก็ย้อนกลับลงมา SL แทน

ข้อได้เปรียบของกลยุทธ์นี้

- ถ้ากลยุทธ์นี้เป็นไปตามแผน และตลาดมีเทรนด์ที่ดีหลังจากเกิดรูปแบบและคุณส่งออเดอร์ คุณสารถทำกำไรได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะถ้าคุณเทรดใน Time Frame ที่ใหญ่เช่น 1 ชั่วโมงหรือว่าสูงกว่านั้น
#96
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / บทวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค GbpNz...
กระทู้ล่าสุด โดย support-2 - มกราคม 07, 2026, 01:45:14 ก่อนเที่ยง
GbpNzd 07-Jan-2026.jpg
คู่เงิน/สินค้า: GBPNZD

Bias: ขาขึ้น (Bullish) เนื่องจากราคามีการพักตัวสะสมแรงที่บริเวณ Support และมีการทำโครงสร้างยกตัวขึ้นตามแนวลูกศรสีน้ำเงิน

โซนสำคัญ: Support และ Resistance

แผน LONG: รอจังหวะที่ราคาตั้งฐานเหนือบริเวณ Support เพื่อเข้าสถานะ Buy โดยคาดหวังการปรับตัวขึ้นไปหาเป้าหมายด้านบนตามลำดับ

Stop Loss (SL): อยู่ที่บริเวณจุด SL ในภาพ (ใต้ฐานแนวรับ Support)

Take Profit x (TPx): เป้าหมายกำไรอยู่ที่จุด TP1 และ TP2 ในภาพตามลำดับ

เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาหลุดจากจุด SL ในภาพ จะถือว่าโครงสร้างขาขึ้นเสียไป

---------------------------------------------------------------------------------------------

NzdJpy 07-Jan-2026.jpg
คู่เงิน/สินค้า: NZDJPY

Bias: ขาขึ้น (Bullish) กราฟแสดงรูปแบบการทำ Higher Low และกำลังทดสอบแนวต้านย่อยเพื่อพุ่งตัวขึ้นไปยัง Supply Zone

โซนสำคัญ: Supply Zone

แผน LONG: พิจารณาเข้าสถานะ Buy เมื่อราคาเบรกเอาท์เส้นประสีดำหรือรักษาระดับเหนือจุด SL ได้ เพื่อทำกำไรในโซนด้านบน

Stop Loss (SL): อยู่ที่บริเวณจุด SL ในภาพ

Take Profit x (TPx): เป้าหมายกำไรอยู่ที่จุด TP1, TP2 และ TP3 ในภาพตามลำดับ

เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาปรับตัวลงต่ำกว่าจุด SL ในภาพ แผนการ Buy จะถูกยกเลิก

#97
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 07, 2026, 12:29:23 ก่อนเที่ยง
#98
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - มกราคม 07, 2026, 12:22:16 ก่อนเที่ยง
#99
พื้นฐาน Crypto / รวมกลโกง Crypto รู้ทัน Rug Pu...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - มกราคม 06, 2026, 12:00:18 หลังเที่ยง
รวมกลโกง Crypto รู้ทัน Rug Pull และ Phishing Scams



      โลกของคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) และ DeFi (Decentralized Finance) เปรียบเสมือนป่าดงดิบที่มีขุมทรัพย์มหาศาลซ่อนอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เต็มไปด้วยกับดักและสัตว์ร้ายที่รอคอยเหยื่อที่ไม่ระวังตัว สถิติความเสียหายจากการโกงในโลกคริปโทฯ มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยสองรูปแบบที่สร้างความเสียหายมากที่สุดและพบบ่อยที่สุดคือ "Rug Pull" และ "Phishing Scams"

ส่วนที่ 1 เจาะลึก Rug Pull (การถอนพรม) – ฝันสลายเมื่อเจ้าของโปรเจกต์หนี



      Rug Pull หรือแปลตรงตัวว่า "การดึงพรมออกจากเท้า" คือเหตุการณ์ที่นักพัฒนา (Developer) หรือเจ้าของโปรเจกต์ทำการโปรโมตเหรียญหรือแพลตฟอร์มจนมีคนแห่เข้ามาลงทุน จากนั้นก็หอบเงินหนีไป ทิ้งให้นักลงทุนถือเหรียญที่ไม่มีมูลค่า (Token ไร้ค่า) ไว้ในมือ
1. ประเภทของ Rug Pull ที่ต้องรู้
เพื่อให้รู้ทัน เราต้องแยกให้ออกว่า Rug Pull ไม่ได้มีแค่แบบเดียว:
      ● Liquidity Stealing (การขโมยสภาพคล่อง) นี่คือรูปแบบที่เจ็บแสบที่สุด ในโลก DeFi เหรียญใหม่ๆ ต้องสร้าง "Liquidity Pool" (เช่น คู่เหรียญ TOKEN/USDT) เพื่อให้คนซื้อขายได้ มิจฉาชีพจะสร้างเหรียญ สร้างกระแสให้คนเอาเงินจริง (USDT, ETH, BNB) มาแลกกับเหรียญของตน เมื่อมูลค่าใน Pool สูงพอ นักพัฒนาที่มีสิทธิ์เข้าถึง Liquidity Pool (LP Tokens) จะทำการ "ถอน" เหรียญที่มีค่า (ETH/USDT) ออกไปทั้งหมด ทิ้งไว้แต่เหรียญขยะ ทำให้ราคาดิ่งลงเหลือ 0 ทันที
      ● Limiting Sell Orders (การเขียนโค้ดห้ามขาย - Honeypot) มิจฉาชีพจะเขียน Smart Contract ที่อนุญาตให้ ซื้อได้ แต่ ขายไม่ได้ หรืออนุญาตให้ขายได้เฉพาะกระเป๋าเงินของเจ้าของเท่านั้น เมื่อนักลงทุนเห็นกราฟราคาพุ่งขึ้น (เพราะมีแต่แรงซื้อ) ก็จะยิ่งแห่กันเข้ามา (FOMO) แต่เมื่อถึงเวลาจะขายทำกำไร จะพบว่าทำธุรกรรมไม่ผ่าน (Transaction Failed) สุดท้ายเจ้าของก็จะเทขายเหรียญทิ้งคนเดียวและหอบเงินหนี
      ● Minting Maliciously (การเสกเหรียญเพิ่ม) เจ้าของโปรเจกต์อาจซ่อนโค้ดลับที่อนุญาตให้ตัวเอง "Mint" หรือสร้างเหรียญใหม่ขึ้นมาได้ไม่จำกัดจำนวน เมื่อราคาเหรียญสูงขึ้น พวกเขาจะเสกเหรียญล้านๆ เหรียญเข้ากระเป๋าตัวเองแล้วเทขายใส่ตลาด (Dump) ทำให้ราคาเหรียญเฟ้อและร่วงติดดินในวินาทีเดียว

2. สัญญาณอันตรายของ Rug Pull (Red Flags)
      ● Yield ที่สูงเกินจริง (Too Good To Be True) หากมีการการันตีผลตอบแทน (APY) หลัก 10,000% - 100,000% ในระยะเวลาสั้นๆ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นกับดัก
      ● Unlocked Liquidity ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์อย่าง Token Sniffer หรือ DEXTools หากพบว่าสภาพคล่อง (Liquidity) ไม่ถูกล็อก (Not Locked) หรือล็อกไว้แค่ระยะสั้นๆ (เช่น 3-7 วัน) เจ้าของสามารถถอนเงินหนีได้ทุกเมื่อ
      ● ทีมพัฒนาที่ไม่เปิดเผยตัวตน (Anonymous Team) แม้โลกคริปโทฯ จะเน้นความเป็นส่วนตัว แต่โปรเจกต์ที่น่าเชื่อถือควรมีการตรวจสอบตัวตน (KYC) หรือมีประวัติที่ตรวจสอบได้ หากทีมงานเป็นใครก็ไม่รู้และเพิ่งสร้าง Twitter เมื่อวาน ความเสี่ยงจะสูงมาก
      ● Code ไม่ผ่านการ Audit Smart Contract ที่ดีควรได้รับการตรวจสอบจากบริษัท Audit ชั้นนำ (เช่น Certik, SlowMist) หากไม่มีรายงาน Audit หรือ Audit จากบริษัทโนเนม มีโอกาสสูงที่จะมีช่องโหว่ซ่อนอยู่

ส่วนที่ 2 Phishing Scams (การตกปลาเหยื่อ) – ภัยเงียบที่มาเคาะประตูบ้าน



      หาก Rug Pull คือ การที่คุณเดินเอาเงินไปให้โจร Phishing คือ การที่โจรหลอกล่อให้คุณส่งกุญแจตู้เซฟให้ถึงมือ มิจฉาชีพจะใช้ "วิศวกรรมสังคม" (Social Engineering) เล่นกับความโลภ ความกลัว หรือความรีบร้อนของคุณ
1. วิวัฒนาการของ Phishing ในโลกคริปโทฯ
สมัยก่อน Phishing อาจเป็นแค่อีเมลปลอม แต่ปัจจุบันมันซับซ้อนกว่านั้นมาก:
      ● Fake Websites (เว็บไซต์ปลอม) มิจฉาชีพจะซื้อโฆษณาบน Google (Google Ads) โดยใช้คีย์เวิร์ดอย่าง "Metamask", "PancakeSwap" หรือ "Binance" เมื่อคุณค้นหา ลิงก์แรกที่เห็นอาจเป็นเว็บปลอมที่มีหน้าตาเหมือนของจริง 100% แต่ URL อาจเพี้ยนไปเล็กน้อย (เช่น binance-login.com แทน binance.com) ทันทีที่คุณกรอก Seed Phrase หรือ Connect Wallet เงินของคุณจะหายเกลี้ยง
      ● Fake Airdrops & Giveaways กลยุทธ์ "ของฟรีไม่มีในโลก" มิจฉาชีพจะ Tag คุณใน Twitter หรือดึงเข้ากลุ่ม Telegram แล้วบอกว่า "คุณได้รับสิทธิ์ Airdrop เหรียญฟรี มูลค่า $5,000" ให้คลิกลิงก์เพื่อเชื่อมต่อกระเป๋าและกด Claim การกดปุ่ม Claim นั้นแท้จริงแล้วคือการเซ็นอนุมัติให้โจรเข้าถึงกระเป๋าเงินคุณ
      ● Discord/Telegram Impersonators (แอดมินปลอม) เมื่อคุณมีปัญหาและไปถามในกลุ่ม Official จะมี "Admin" ทักแชทส่วนตัวมาหาทันทีด้วยความหวังดี (ปลอมๆ) พวกเขาจะขอให้คุณ "Validate Wallet" ผ่านลิงก์ที่ส่งให้ หรือขอ Seed Phrase เพื่อ "ซ่อมแซมระบบ" จำไว้เสมอว่า แอดมินตัวจริงจะไม่ทักหาคุณก่อนเด็ดขาด

2. Ice Phishing (การตกปลาแบบ Web3)
นี่คือรูปแบบที่น่ากลัวที่สุด เพราะคุณไม่ต้องกรอก Seed Phrase ก็โดนขโมยเงินได้
      ● กลไกการทำงาน ปกติการใช้ DApp (เช่น Uniswap) เราต้องกด "Approve" เพื่ออนุญาตให้ Smart Contract ใช้เหรียญเราได้
      ● กับดัก มิจฉาชีพจะสร้างเว็บหลอกให้คุณกด Approve โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนการรับของรางวัล หรือ Mint NFT แต่เบื้องหลังคำสั่งนั้นคือ "SetApprovalForAll" หรือการอนุญาตให้กระเป๋าของมิจฉาชีพมีสิทธิ์โอนเหรียญ (เช่น USDT หรือ NFT) ออกจากกระเป๋าคุณได้ไม่จำกัด โดยที่คุณไม่ต้องกดยืนยันอีกเลยในอนาคต

ส่วนที่ 3 เกราะป้องกันและการเอาตัวรอด (How to Stay Safe)
เพื่อให้พอร์ตการลงทุนของคุณปลอดภัยจากทั้ง Rug Pull และ Phishing คุณต้องปฏิบัติตามกฎเหล็กเหล่านี้อย่างเคร่งครัด
1. การป้องกัน Rug Pull: DYOR (Do Your Own Research)
      ● ตรวจสอบสภาพคล่อง (Liquidity Check) ใช้เครื่องมืออย่าง Unicrypt หรือ Team.Finance เพื่อดูว่า LP Token ถูกล็อกไว้นานแค่ไหน (ควรล็อกอย่างน้อย 6 เดือน - 1 ปี)
      ● สแกนสัญญาอัจฉริยะ (Contract Scanning) ก่อนซื้อเหรียญใหม่ๆ ให้นำ Address ของเหรียญไปวางในเว็บ Token Sniffer หรือ GoPlus Security ระบบจะแจ้งเตือนทันทีว่าเป็น Honeypot หรือไม่, มีโค้ด Mint เหรียญได้หรือไม่, และ Owner สละสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ (Renounce Ownership) หรือยัง
      ● ตรวจสอบชุมชน (Community Vibes) เข้าไปดูใน Discord หรือ Telegram ว่ามีการพูดคุยเรื่อง Tech หรือ Roadmap หรือไม่ หากมีแต่บอทเชียร์ราคาว่า "To the moon" ให้ระวังไว้
2. การป้องกัน Phishing: Zero Trust Mindset
      ● Bookmarking อย่าค้นหาเว็บ Exchange หรือ DeFi ผ่าน Google Search ทุกครั้ง ให้เข้าผ่าน Official Link จาก CoinMarketCap หรือ CoinGecko แล้ว Bookmark เก็บไว้ใช้เสมอ
      ● แยกกระเป๋า (Burner Wallet) หากจะไปซิ่งในโปรเจกต์ใหม่ๆ หรือกดรับ Airdrop อย่าใช้กระเป๋าหลัก (Main Wallet) ที่เก็บเงินก้อนใหญ่ ให้สร้างกระเป๋าใหม่ (Burner Wallet) ใส่เงินไปเท่าที่จะใช้ เพื่อจำกัดความเสียหาย
      ● Hardware Wallet คือสิ่งที่ต้องมี ใช้ Ledger หรือ Trezor ในการเก็บสินทรัพย์ระยะยาว เพราะต่อให้คอมพิวเตอร์โดนแฮก แต่มิจฉาชีพจะไม่สามารถโอนเงินออกได้หากไม่มีการกดปุ่มยืนยันที่ตัวอุปกรณ์
      ● อ่านก่อนเซ็น (Verify before Signing) เมื่อ Metamask เด้งขึ้นมาให้กด Confirm อย่ากดส่งๆ ให้อ่านรายละเอียด:
           - เว็บที่ขอคือเว็บอะไร?
           - คำสั่งคืออะไร? (ถ้าเจอคำว่า SetApprovalForAll หรือ IncreaseAllowance ในเว็บที่ไม่คุ้นเคย ให้กด Reject ทันที)
      ● ใช้เครื่องมือ Revoke หมั่นตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงกระเป๋าผ่านเว็บ Revoke.cash หรือ Etherscan Token Approvals และกดยกเลิก (Revoke) สิทธิ์ของสัญญาเก่าๆ หรือสัญญาที่ดูไม่น่าไว้ใจออกอย่างสม่ำเสมอ

บทสรุป ความรู้คือเกราะที่แข็งแกร่งที่สุด
       ในโลกของคริปโทเคอร์เรนซี "ความรับผิดชอบ" ตกอยู่ที่ตัวเราเอง 100% ไม่มีธนาคารให้โทรไปอายัดเงิน และไม่มีกฎหมายที่ตามจับคนร้ายข้ามโลกได้ง่ายๆ
      ● Rug Pull ป้องกันได้ด้วยการไม่โลภ ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก และไม่ FOMO ตามกระแส
      ● Phishing ป้องกันได้ด้วยการมีสติ ตรวจสอบแหล่งที่มา และไม่เชื่อใครง่ายๆ
จงจำไว้ว่า "Not your keys, not your coins" (ไม่ใช่กุญแจของคุณ ก็ไม่ใช่เหรียญของคุณ) แต่ถ้าคุณรักษา Keys ไว้ไม่ดี หรือเผลอไป Approve ให้โจร มันก็ไม่ใช่เหรียญของคุณเช่นกัน ขอให้ทุกท่านลงทุนอย่างระมัดระวังและปลอดภัยครับ
#100
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / บทวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค NZDUS...
กระทู้ล่าสุด โดย support-2 - มกราคม 06, 2026, 01:16:15 ก่อนเที่ยง
NzdUsd 06-Jan-2026.jpg
คู่เงิน/สินค้า: NZDUSD

Bias: ขาขึ้น เนื่องจากราคามีการฟอร์มตัวในรูปแบบ Double Bottom และสามารถเบรกทะลุเส้น Neckline ขึ้นมาได้สำเร็จ แสดงถึงการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาลงเป็นขาขึ้น

โซนสำคัญ: Double Bottom, Neckline, Pattern Target

แผน LONG: รอจังหวะที่ราคายืนเหนือเส้น Neckline เพื่อเข้าสถานะ โดยคาดหวังให้ราคาเคลื่อนที่ขึ้นไปหาเป้าหมายที่บริเวณ Pattern Target ตามแรงส่งของรูปแบบราคา

Stop Loss (SL): อยู่ที่จุด SL ในภาพ

Take Profit x (TPx): อยู่ที่บริเวณ Pattern Target ในภาพ

เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาหลุดลงมาต่ำกว่าจุด SL ในภาพ จะถือว่ารูปแบบการกลับตัวนี้ล้มเหลว

-------------------------------------------------------------------------------------

EurJpy 06-Jan-2026.jpg
คู่เงิน/สินค้า: EURJPY

Bias: ขาลง เนื่องจากราคาได้มีการปรับตัวลดลงทำระดับต่ำสุดใหม่ และปัจจุบันมีการดีดตัวขึ้นมาทดสอบบริเวณ Supply Zone ซึ่งเป็นโซนที่มีแรงขายรออยู่

โซนสำคัญ: Supply Zone

แผน SHORT: รอจังหวะการกลับตัวของแท่งเทียนที่บริเวณ Supply Zone เพื่อเข้าสถานะ SHORT โดยมีเป้าหมายการทำกำไรตามลำดับแนวรับด้านล่าง

Stop Loss (SL): อยู่ที่จุด SL ในภาพ

Take Profit x (TPx): อยู่ที่จุด TP1 และ TP2 ในภาพ ตามลำดับ

เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาสามารถทะลุผ่านจุด SL ในภาพขึ้นไปได้ จะถือว่าโครงสร้างขาลงเสียไป