ข่าว:

กระทู้ล่าสุด

#91
พื้นฐาน Crypto / ทำความเข้าใจ MEV Bots ที่คอยสู...
กระทู้ล่าสุด โดย Support-3 - พฤษภาคม 27, 2026, 08:27:23 ก่อนเที่ยง
ทำความเข้าใจ MEV Bots ที่คอยสูบเงินจากทุกธุรกรรมของคุณ (และวิธีป้องกัน)



      ในโลกของ Decentralized Finance (DeFi) ที่เต็มไปด้วยโอกาสและผลตอบแทนที่สูงลิ่ว มีความลับหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของระบบ บ่อยครั้งที่คุณกดทำธุรกรรม Swap เหรียญบน Decentralized Exchange (DEX) อย่าง Uniswap หรือ PancakeSwap คุณอาจพบว่าจำนวนเหรียญที่คุณได้รับจริงๆ นั้นน้อยกว่าที่ระบบคำนวณไว้ในตอนแรก แม้ว่าคุณจะเผื่อค่า Slippage ไว้แล้วก็ตาม

      เงินส่วนต่างที่หายไปนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบ และไม่ได้หายไปในอากาศธาตุ แต่มันถูก "ฉก" ไปต่อหน้าต่อตาโดยผู้เล่นที่มองไม่เห็นซึ่งเราเรียกกันว่า "MEV Bots"

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเพื่อทำความเข้าใจว่า MEV Bots คืออะไร พวกมันทำงานอย่างไรในสถาปัตยกรรมของบล็อกเชน กลยุทธ์อันซับซ้อนที่พวกมันใช้ในการสูบเงินจากนักลงทุนรายย่อย และที่สำคัญที่สุดคือ "เราจะป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามที่มองไม่เห็นนี้ได้อย่างไร"[/i][/u]

MEV คืออะไร?
      MEV ย่อมาจาก Maximal Extractable Value (ในอดีตยุคที่ Ethereum ยังเป็น Proof-of-Work จะเรียกว่า Miner Extractable Value)
      อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด MEV คือ "มูลค่าสูงสุดที่สามารถรีดเค้นออกมาได้จากการแทรกแซงลำดับของธุรกรรมในบล็อก"
      เพื่อทำความเข้าใจว่า MEV เกิดขึ้นได้อย่างไร เราต้องย้อนกลับไปดูวิธีการทำงานของบล็อกเชน (โดยเฉพาะเครือข่ายที่มี Smart Contract อย่าง Ethereum, BNB Chain หรือแม้แต่ Solana) เมื่อคุณกดส่งธุรกรรม ธุรกรรมนั้นจะยังไม่ได้ถูกบันทึกลงบล็อกเชนทันที แต่มันจะถูกส่งไปรวมกันอยู่ใน "ห้องพักคอย" ที่เรียกว่า Mempool (Memory Pool)

      Mempool เปรียบเสมือน ป่ามืด (The Dark Forest) ที่ทุกคนสามารถมองเห็นธุรกรรมของคนอื่นที่กำลังรอการประมวลผลได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือ Validator (ผู้ตรวจสอบข้อมูล) หรือ Builder (ผู้สร้างบล็อก) มีสิทธิ์ขาดในการ "เลือก" และ "จัดเรียงลำดับ" ว่าจะเอาธุรกรรมไหนใส่ลงไปในบล็อกก่อนหรือหลัง
     
       โดยธรรมชาติแล้ว พวกเขาจะเลือกธุรกรรมที่ให้ค่าธรรมเนียม (Gas Fee) สูงที่สุดขึ้นมาก่อน และช่องโหว่ตรงนี้นี่เองที่เป็นจุดกำเนิดของ MEV Bots

MEV Bots — ทำงานอย่างไร?
      MEV Bots ไม่ใช่แฮกเกอร์ที่เจาะระบบเพื่อขโมยเงิน แต่มันคือ "อัลกอริทึม" ที่ถูกเขียนขึ้นมาโดยนักพัฒนา (Searchers) เพื่อสแกนหาโอกาสทำกำไรใน Mempool ตลอด 24 ชั่วโมง
      ห่วงโซ่อุปทานของการทำ MEV ในปัจจุบัน (โดยเฉพาะหลังยุค The Merge ของ Ethereum) มักจะประกอบด้วยผู้เล่น 3 กลุ่มหลัก
      1. Searchers (ผู้ค้นหา) นี่คือผู้ที่เขียน MEV Bots พวกเขาจะรันโค้ดที่ซับซ้อนเพื่อสแกน Mempool อย่างรวดเร็ว เพื่อหาธุรกรรมของนักลงทุนทั่วไปที่สามารถทำกำไรได้ เมื่อเจอโอกาส บอทจะสร้างชุดธุรกรรมของตัวเองขึ้นมาประกบธุรกรรมของเหยื่อ
      2. Builders (ผู้สร้างบล็อก) Searchers จะส่งชุดธุรกรรมของตัวเอง (เรียกว่า Bundle) ไปให้ Builders โดยยอมจ่าย "ทิป" หรือค่า Gas ที่แพงลิ่ว เพื่อติดสินบนให้ Builders นำชุดธุรกรรมนี้ไปวางไว้ในตำแหน่งที่ต้องการในบล็อก
      3. Validators (ผู้ตรวจสอบ) ทำหน้าที่เสนอและรับรองบล็อกที่ Builders สร้างขึ้นลงสู่เชนหลัก
กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระดับมิลลิวินาที (Milliseconds) ก่อนที่คุณจะทันกะพริบตาเสียอีก

กลยุทธ์ยอดฮิตที่ MEV Bots ใช้ "สูบเงิน" จากคุณ



      MEV Bots มีหลากหลายประเภท แต่กลยุทธ์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานทั่วไปมากที่สุดและถือเป็นการ "สูบเงิน" อย่างแท้จริง มีดังต่อไปนี้
1.การโจมตีแบบแซนด์วิช (Sandwich Attack)
      นี่คือกลยุทธ์ที่เลวร้ายและพบเห็นได้บ่อยที่สุด มันคือการปล้นกลางแดดที่อาศัยกฎของ Automated Market Maker (AMM) ลองจินตนาการตามนี้:
      ●    ก้าวที่ 1: เหยื่อปรากฏตัว (The Target) คุณต้องการซื้อเหรียญ $PEPE จำนวนมากบน Uniswap การซื้อล็อตใหญ่ของคุณจะทำให้ราคา $PEPE ใน Liquidity Pool ขยับสูงขึ้น
      ●    ก้าวที่ 2: บอทตรวจพบและวิ่งตัดหน้า (Front-running) MEV Bot ใน Mempool เห็นธุรกรรมของคุณ มันรู้ว่าราคาเหรียญกำลังจะขึ้น บอทจึงรีบส่งธุรกรรม "ซื้อ" $PEPE ของตัวเองเข้าไป แต่จ่ายค่า Gas ให้แพงกว่าคุณ เพื่อให้ Validator จัดเรียงธุรกรรมของบอทให้เกิด "ก่อน" ธุรกรรมของคุณ
      ●    ก้าวที่ 3: เหยื่อติดกับดัก (The Squeeze) เมื่อบอทซื้อไปแล้ว ราคา $PEPE ก็พุ่งขึ้น ธุรกรรมของคุณที่ตามมาทีหลังจึงต้องซื้อเหรียญในราคาที่ "แพงกว่าเดิม" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (เจอกับ Slippage ที่คุณตั้งเผื่อไว้) ราคาเหรียญจึงพุ่งขึ้นไปอีกจากการซื้อของคุณ
      ●    ก้าวที่ 4: บอทเทขายทำกำไร (Back-running) ทันทีที่ธุรกรรมของคุณสำเร็จ บอทจะส่งธุรกรรม "ขาย" $PEPE ที่มันเพิ่งซื้อมาเมื่อกี้ทิ้งทันทีในราคาที่สูงขึ้น (ซึ่งเป็นราคาที่คุณเพิ่งดันขึ้นมา)
       
      ผลลัพธ์: คุณได้เหรียญน้อยลงและต้องจ่ายแพงขึ้น ในขณะที่ MEV Bot รับส่วนต่างกำไรไปเต็มๆ แบบไร้ความเสี่ยง ธุรกรรมของคุณถูกประกบหน้าหลังเหมือน "แซนด์วิช" นั่นเอง

2. การวิ่งตัดหน้า (Front-running แบบเพียวๆ)
นอกจากการเทรดบน DEX แล้ว Front-running ยังถูกใช้ในกรณีอื่นๆ ด้วย เช่น:
      ●    NFT Minting เมื่อมีโปรเจกต์ NFT ชื่อดังเปิดให้ Mint บอทจะส่งธุรกรรมพร้อมค่า Gas มหาศาลเพื่อแย่ง Mint ตัดหน้าคนทั่วไป และนำไปเทขายในตลาดรองทันที
      ●    การโจมตีช่องโหว่ (Bug Exploit) หากมี Whitehat Hacker พยายามกู้เงินจาก Smart Contract ที่มีช่องโหว่ MEV Bots สามารถก๊อปปี้โค้ดนั้น สลับ Address ผู้รับเป็นของตัวเอง และจ่ายค่า Gas ตัดหน้าเพื่อขโมยเงินนั้นไปแทน

3. การล่าค่าหัวจากการชำระบัญชี (Liquidation Back-running)
      ในโปรโตคอลการกู้ยืม (Lending Protocols) อย่าง Aave หรือ MakerDAO หากมูลค่าหลักประกันของผู้กู้ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ ระบบจะอนุญาตให้ใครก็ได้มาบังคับขาย (Liquidate) หลักประกันนั้นเพื่อแลกกับค่าธรรมเนียมส่วนลด MEV Bots จะคอยจ้องมองราคา Oracle อย่างใกล้ชิด เมื่อพบว่ามี Position ที่กำลังจะถูกล้างพอร์ต พวกมันจะแข่งกันส่งธุรกรรมเข้าไปเพื่อแย่งกินค่าธรรมเนียมส่วนลดนี้ ซึ่งแม้จะดูเหมือนไม่กระทบคุณโดยตรงหากคุณไม่ได้ถูกล้างพอร์ต แต่มันสร้างความแออัด (Congestion) ให้กับเครือข่ายอย่างมหาศาล

4. Just-In-Time (JIT) Liquidity
      นี่เป็นเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้นมาอีกขั้น เมื่อบอทเห็นธุรกรรมการ Swap ขนาดใหญ่ แทนที่จะทำ Sandwich Attack บอทจะ "อัดฉีดสภาพคล่อง (Add Liquidity)" เข้าไปใน Pool นั้นแบบเป๊ะๆ ดักหน้าธุรกรรมของคุณ เพื่อรอรับ "ค่าธรรมเนียมการเทรด (Trading Fee)" ก้อนโตจากคุณเพียงคนเดียว และเมื่อธุรกรรมของคุณจบลง บอทก็จะดึงสภาพคล่องนั้นออกทันที (Remove Liquidity) วิธีนี้ทำให้ Liquidity Provider (LP) ตัวจริงสูญเสียรายได้ไป

ผลกระทบของ MEV ต่อระบบนิเวศ
      แม้ว่านักพัฒนาบางส่วนจะแย้งว่า MEV มีประโยชน์ในแง่ของการรักษาสมดุลราคา (Arbitrage) ระหว่างกระดานเทรด และช่วยให้ระบบ Lending ปลอดภัยผ่านกลไก Liquidation แต่ในมุมของผู้ใช้งานทั่วไป (Retail Users) ผลกระทบทางลบนั้นมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด:
      1.    ภาษีที่มองไม่เห็น (Invisible Tax) Sandwich Attacks ทำให้ผู้ใช้งานได้ราคาที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้กัดกินผลกำไรของนักลงทุน และทำให้ประสบการณ์ใช้งาน DeFi ถดถอยลง
      2.    Network Congestion และ Gas Wars การแข่งขันกันของบอทเพื่อชิงจังหวะทำ MEV ทำให้เครือข่ายทำงานหนักขึ้น และดันให้ค่า Gas โดยรวมของทั้งระบบแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น
      3.    ความเสี่ยงต่อการรวมศูนย์ (Centralization Risks) Validator หรือ Builder ที่เก่งในการดึง MEV จะมีรายได้สูงกว่าคนอื่น ทำให้พวกเขาสามารถขยายอำนาจและครอบงำเครือข่ายได้ ขัดต่อหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) ของบล็อกเชน

วิธีป้องกันตัวจาก MEV Bots (How to Protect Yourself)



      ข่าวดีก็คือ แม้ว่า MEV Bots จะดูทรงพลัง แต่ในฐานะผู้ใช้งาน เราไม่ได้ไร้ทางสู้เสียทีเดียว ต่อไปนี้คือคลังอาวุธและวิธีการตั้งค่าเพื่อปกป้องเงินทุกบาททุกสตางค์ของคุณจากเงื้อมมือของบอทเหล่านี้

1. ตั้งค่า Slippage Tolerance ให้เหมาะสม (กฎเหล็กข้อแรก)
Slippage คือเปอร์เซ็นต์ส่วนต่างของราคาที่คุณ "ยอมรับได้" หากราคาเปลี่ยนไประหว่างที่ธุรกรรมกำลังประมวลผล
      ● อย่าตั้ง Slippage สูงเกินไป หากคุณตั้ง Slippage ไว้ที่ 5% หรือ 10% (เพื่อหวังให้ธุรกรรมผ่านเร็วๆ) นั่นเท่ากับการเปิดประตูบ้านทิ้งไว้เชื้อเชิญ Sandwich Bots ทันที เพราะบอทรู้ว่ามันสามารถดันราคาไปได้ถึง 5% โดยที่คุณยังโดนบังคับซื้ออยู่
      ● วิธีแก้ สำหรับเหรียญที่มีสภาพคล่องสูง (เช่น ETH/USDC) ให้ตั้ง Slippage ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เช่น 0.1% - 0.5%) หากเป็นเหรียญมีมที่มีความผันผวนสูง ให้ใช้ฟีเจอร์ป้องกันอื่นควบคู่ไปด้วย

2. การใช้ MEV-Blocking RPCs (ซ่อนตัวจากป่ามืด)
      นี่คือวิธีการป้องกันที่ ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน ปกติเมื่อคุณใช้ MetaMask ธุรกรรมจะถูกส่งผ่าน Public RPC ไปยัง Mempool สาธารณะ แต่ถ้าคุณเปลี่ยนไปใช้ Private RPC ธุรกรรมของคุณจะถูกซ่อนจาก Public Mempool และส่งตรงไปยัง Builders ที่ไว้ใจได้โดยตรง ซึ่ง Builders เหล่านี้มีข้อตกลงว่าจะไม่ทำ Sandwich Attack ใส่ธุรกรรมของคุณ

RPC ที่แนะนำให้เพิ่มในกระเป๋าคริปโตของคุณ
      ●    Flashbots Protect เป็นบริการยอดฮิตจากทีมวิจัยที่ศึกษาเรื่อง MEV โดยตรง หากมีธุรกรรมไหนที่เกิดผลประโยชน์จาก Back-running เครือข่ายอาจจะคืนกำไรส่วนนั้น (MEV-Share) กลับมาให้คุณด้วย
      ●    MEV-Blocker สร้างโดยทีม CoW Protocol ทำหน้าที่ปกป้องผู้ใช้และคืนเงิน MEV (Kickbacks) ให้กับคุณ
      ●    1inch RabbitHole ฟีเจอร์ของกระดาน 1inch ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้ใช้จากการถูกสแกนใน Mempool
วิธีตั้งค่าเพียงแค่เข้าไปที่เว็บไซต์เหล่านี้และกด 'Add to Wallet' ระบบจะเพิ่มเครือข่ายที่ป้องกัน MEV เข้าไปใน MetaMask ของคุณโดยอัตโนมัติ

3. ใช้งาน DEX Aggregators รูปแบบใหม่ (Intent-based DEXs)
      ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบเทรดที่เปลี่ยนแนวคิดจาก "คุณไปรัน Smart Contract เอง" เป็น "บอกความต้องการ แล้วให้มืออาชีพแข่งกันหามาให้" (Intent-based Trading)
      ●    CowSwap (CoW Protocol) ทำงานโดยใช้ระบบ Batch Auctions โดยจะรวมคำสั่งซื้อขายหลายๆ อันมาจับคู่กันเองก่อน (Coincidence of Wants) ก่อนที่จะส่งไปหา Liquidity บนเชน วิธีนี้ป้องกัน MEV ได้ 100% แถมบางครั้งยังได้ราคาดีกว่าปกติ
      ●    UniswapX ฟีเจอร์ใหม่ของ Uniswap ที่ให้ "Fillers" (ผู้เชี่ยวชาญ) มาแข่งกันเติมเต็มออเดอร์ให้คุณแบบ Off-chain ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลเรื่องค่า Gas สวิง หรือการถูก Sandwich Attack

4. การใช้ Limit Orders แทน Market Orders
      Market Order คือการสั่งซื้อ "ณ ราคาตลาดเดี๋ยวนี้" ซึ่งเป็นเป้านิ่งของบอท แต่หากแพลตฟอร์มรองรับ การใช้ Limit Order (กำหนดราคาที่ต้องการซื้อ/ขายไว้ล่วงหน้า) จะทำให้บอทไม่สามารถดันราคาให้เกินกว่าที่คุณกำหนดไว้ได้เลย ทำให้ปลอดภัยจาก Sandwich Attack อย่างสมบูรณ์

อนาคตของ MEV
      ปัญหา MEV เป็นหนึ่งในความท้าทายระดับโครงสร้าง (Structural Challenge) ที่ชุมชนผู้พัฒนาบล็อกเชนระดับโลกกำลังเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมระดับเครือข่ายใหม่ที่เรียกว่า Proposer-Builder Separation (PBS) อย่างเป็นทางการใน Ethereum หรือการพัฒนาระบบนิเวศน์แบบ MEV-Share และ MEV-Return ที่มองว่าในเมื่อกำจัด MEV ให้เป็นศูนย์ไม่ได้ ก็จงเปลี่ยนให้ผลกำไรที่ถูกสูบออกไปนั้น ถูกดึงกลับมาคืนให้กับผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของธุรกรรมโดยตรง

      สำหรับนักลงทุนใน DeFi อย่างเรา การตระหนักรู้ว่า "Dark Forest" มีอยู่จริงคือเกราะป้องกันด่านแรก การทำความเข้าใจโครงสร้างของบล็อกเชน ไม่เพียงแต่ทำให้เรารู้เท่าทันเทคโนโลยี แต่ยังช่วยรักษาความมั่งคั่งของเราไว้ได้

      ก่อนที่คุณจะกด "Confirm" ธุรกรรมครั้งต่อไปบน Web3 อย่าลืมตรวจสอบ Slippage และสลับไปใช้ MEV-Blocker RPC เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่กลายเป็นไส้แซนด์วิชอันโอชะของบอทที่ไร้ความปรานีเหล่านี้อีกต่อไป
#92
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / บทวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค GBPAU...
กระทู้ล่าสุด โดย support-2 - พฤษภาคม 27, 2026, 03:03:02 ก่อนเที่ยง
GbpAud 27-05.png
คู่เงิน/สินค้า: GBPAUD
Bias: ขาลง เนื่องจากราคาได้มีการปรับตัวลดลงจนเกิดช่องว่างราคา FVG และมีการฟอร์มตัวของ Supply Zone ด้านบน คาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวลงต่อตามทิศทางลูกศรในภาพ
โซนสำคัญ: Supply Zone และ FVG
แผน SHORT: รอราคาฟื้นตัวกลับขึ้นไปทดสอบบริเวณ FVG หรือ Supply Zone แล้วแรงขายกลับเข้ามา จึงเปิดสถานะ SHORT เพื่อลงไปหาเป้าหมายด้านล่าง
Stop Loss (SL): บริเวณจุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): แบ่งปิดทำกำไรที่บริเวณ TP1, TP2 และ TP3 ในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาปรับตัวขึ้นจนทะลุผ่านจุด SL ในภาพ จะยกเลิกแผน SHORT ทันที

---

GbpUsd 27-05.png
คู่เงิน/สินค้า: GBPUSD
Bias: ขาขึ้น เนื่องจากราคาสามารถยืนระยะอยู่เหนือ Demand Zone และมีการพักตัวลงมาทดสอบบริเวณ Gap ก่อนจะมีแรงซื้อดันกลับขึ้นไป คาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวขึ้นต่อตามทิศทางลูกศรในภาพ
โซนสำคัญ: Demand Zone และ Gap
แผน LONG: เปิดสถานะ LONG ตามแนวโน้มเพื่อลุ้นให้ราคาปรับตัวขึ้นไปหาเป้าหมายด้านบน
Stop Loss (SL): บริเวณจุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): แบ่งปิดทำกำไรที่บริเวณ TP1, TP2 และ TP3 ในภาพ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาปรับตัวลดลงจนหลุดจุด SL ในภาพ จะยกเลิกแผน LONG ทันที
#93
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - พฤษภาคม 27, 2026, 02:37:36 ก่อนเที่ยง
#94
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / การเทรด Forex แบบการลากเส้นแนว...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - พฤษภาคม 27, 2026, 12:28:32 ก่อนเที่ยง
การลากกรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) – เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่อิงตามการกระทำของราคา โดยทั่วไปจะเป็นเส้นแนวโน้มสองเส้นที่ลากคู่ขนานกันให้เป็นช่อง หรือที่เรียกว่า Channel โดยดูตามแนวโน้มของตลาด, สามารถเป็นจุดเข้าเปิดออร์เดอร์ และ จุดปิดออร์เดอร์ ในการเข้าเทรดได้

ก่อนที่เทรดเดอร์จะสามารถ ใช้งานหรือเข้าเปิดออร์เดอร์กับ ช่องเส้นแนวโน้ม (Trend line channel) ได้ ตัวเทรดเดอร์เอง จำเป็นต้องทราบว่ามีอะไรบ้างและทำอย่างไรจึงจะลากเส้นแนวโน้ม ออกมาตั้งแต่ต้นได้

กรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) คืออะไร?
สำหรับเทรดเดอร์ที่จะดูพฤติกรรมของราคาแท่งเทียน (Price action trader) ในขั้นตอนแรก เทรดเดอร์ต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในช่วงการแกว่งตัวของราคาของตลาดก่อน  การแกว่งตัวของราคาของตลาด จะช่วยให้เทรดเดอร์ สามารถมองเห็นหรือเข้ากระทำการใด ๆ ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดได้ในขณะนั้นได้

874.jfif

เทรดเดอร์มือใหม่ อาจใช้เครื่องมือใน MT4 ที่มีชื่อว่า ZigZag ได้ เพราะเครื่องมือดังกล่าว จะทำให้เทรดเดอร์รู้ในเบื้องต้นว่า ตอนนี้ เทรนของกราฟราคากำลังขึ้น หรือ ลง

875.jfif

หลังจาก เทรดเดอร์มองรอบจังหวะการแกว่งตัวของราคาแท่งเทียนได้แล้ว ก็ให้ เทรดเดอร์ลากเส้นแนวโน้ม (Trend line) โดยให้เส้นเชื่อมต่อกัน อย่างน้อย สองตำแหน่ง เส้นแนวโน้มเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจถึงแนวโน้มในอดีตที่ผ่านมาได้

876.jfif

และหลังจากลากเส้นแนวโน้ม เส้นแรกได้แล้ว ให้เทรดเดอร์ทำการคัดลอก (Copy) เส้นแนวโน้มเส้นแรกและนำไปไว้ในตำแหน่งที่ด้านบนหรือด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน เพื่อสร้างกรอบช่องทางของราคา (Trend line channel) เพื่อคาดการณ์ขอบเขตของการดำเนินการด้านราคาในอนาคตต่อไป

876.jfif

สรุปได้ว่า กรอบช่องเส้นแนวโน้ม  (Trend line channel) มักมีมุมมองของพฤติกรรมราคา (Price action) ในตลาดเสมอ

มีเทรดเดอร์หลายรายไม่ไว้วางใจเส้นแนวโน้มและกรอบช่องเส้นแนวโน้ม  เนื่องจากเห็นเทรดเดอร์รายอื่น ๆ โพสต์กรอบช่องเส้นแนวโน้มที่สำเร็จแล้วไว้ แทนที่จะโพสต์กรอบช่องเส้นแนวโน้มแบบที่รอ การดำเนินไปของพฤติกรรมราคาก่อน ปัญหาคือการมองย้อนกลับไปในอดีต ทำให้เทรดเดอร์ทุกคนสามารถวาดหรือลาก ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้มที่ทำงานเสร็จแล้ว ได้เสมอในรูปแบบที่สมบูรณ์แบบแทบจะทุกครั้ง

876.jfif

แต่ในการเข้าเปิดออเดอร์ซื้อหรือขายจริง เทรดเดอร์มักจะพยายามที่จะทำการเทรดให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งในบางครั้งก็มีขัดข้องหรือความเลื่อมล้ำทางด้านราคาบ้าง  เทรดเดอร์รายใหญ่ จะไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการมองหรือการวาดช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม (Trend line channel) เลย

อะไรบ้าง? ที่เทรดเดอร์จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมราคา (Price Action) :

-   การเกิดพฤติกรรมราคา สอดคล้องกับกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

-   พฤติกรรมราคาเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สมบูรณ์แบบ

-   ให้ต้องลากเส้นแนวโน้ม ในเวลาจริง

-   มีหลายวิธีในการลากเส้นแนวโน้ม ในช่วงเวลาการแกว่งตัวของราคา, ของเส้นแนวโน้มและของ ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม แต่ที่สำคัญคือ ต้องให้สอดคล้องกัน

การเปิดออเดอร์ซื้อ ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม ช่วงกราฟย้อนกลับ (Pull back)

-   ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม จะต้องลาดชันขึ้น

-   ราคาย้อนกลับลงมาเพื่อทดสอบเส้นแนวโน้มของ ตลาดขาขึ้น

-   ปล่อยให้ การขึ้นของราคากราฟเป็นไปในระยะยาวกับ ตลาดขาขึ้น (ในเชิงรุก: เปิดคำสั่งซื้อด้วย คำสั่งซื้อล่วงหน้าในลักษณะจำกัด โดยวางคำสั่งซื้อไว้เหนือเส้นแนวโน้ม)

-   วางคำสั่งซื้อ ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม  (ปรับตามความจำเป็น)

877.jfif

การเปิดออเดอร์ขาย ในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม ช่วงกราฟย้อนกลับ (Pull back)

-   ช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม จะต้องลาดชันลง

-   ราคาย้อนกลับขึ้นมาเพื่อทดสอบเส้นแนวโน้มของ ตลาดขาลง

-   ปล่อยให้ การลงของราคากราฟเป็นไปในระยะยาวกับ ตลาดขาลง (ในเชิงรุก: เปิดคำสั่งขายด้วย คำสั่งขายล่วงหน้าในลักษณะจำกัด โดยวางคำสั่งขายไว้ใต้เส้นแนวโน้ม)

-   วางคำสั่งขายในช่องสัญญาณเส้นแนวโน้ม  (ปรับตามความจำเป็น)

878.jfif
#95
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - พฤษภาคม 27, 2026, 12:25:56 ก่อนเที่ยง
#96
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / พัฒนากลยุทธ์การเทรดอย่างรวดเร็...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - พฤษภาคม 27, 2026, 12:18:14 ก่อนเที่ยง
อะไร คือวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงกลยุทธ์การซื้อขายของตัวเทรดเดอร์เอง?  อาจมีหลายคำตอบ แต่ในที่นี้ ขอให้เทรดเดอร์ลองใช้แนวคิดในการมองหาเส้นแนวรับแนวต้าน เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การซื้อขาย

เทรดเดอร์เอง ต้องเรียนรู้วิธีใช้เส้นแนวรับแนวต้าน อย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนากลยุทธ์ในการเข้าซื้อขาย และเพื่อให้ได้ผลลัทธ์ที่ดีขึ้น
เส้นแนวรับ แนวต้านเป็นอย่างไร?

ก่อนที่เทรดเดอร์จะเรียนรู้เกี่ยวกับ เส้นแนวรับ แนวต้านนี้  เทรดเดอร์ต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานของการอุปสงค์ อุปทาน (ความต้องการซื้อ ความต้องการขาย) ให้ดีเสียก่อน
ความต้องการซื้อและความต้องการขายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของการเคลื่อนไหวของราคา ตลาดจะเปลี่ยนเป็นตลาดขาขึ้นเมื่อความต้องการความต้องการซื้อเพิ่มมากขึ้น และจะเปลี่ยนเป็นตลาดขาลงเมื่อความต้องการขายเพิ่มขึ้น

การศึกษารูปแบบราคากราฟแท่งเทียน เป็นการการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งส่งผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ อุปทาน (ความต้องการซื้อและความต้องการขาย) นั่นเอง ส่วนการวิเคราะห์ทางพื้นฐานเป็นปัจจัย กำหนดอุปสงค์ อุปทาน (ความต้องการซื้อและความต้องการขาย) อีกทีหนึ่ง

ราคาขยับขึ้นเมื่อความต้องการซื้อสูงกว่าความต้องการขาย  ผู้ซื้อมีความกระตือรือร้นต้องการที่จะซื้อมากกว่าผู้ขาย ที่ยินดีขาย ดังนั้นผู้ซื้อจะเสนอราคาที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ขาย
ราคาขยับลดลงเมื่อความต้องการขายสูงกว่าความต้องการซื้อ  ผู้ขายมีความกระตือรือร้นต้องการที่จะขายมากกว่าผู้ซื้อ ที่ยินดีซื้อ ในกรณีนี้ผู้ขายจะลดราคาเสนอของพวกเขาจนกว่าผู้ซื้อจะเต็มใจที่จะซื้อ

ในขณะที่กราฟราคาแท่งเทียนอยู่ที่เส้นแนวรับ เทรดเดอร์ทั่วไปมักคาดหวังว่าความต้องการซื้อจะมากกว่า ความต้องการขาย  เมื่อความต้องการซื้อสูงมากกว่าความต้องการขาย ราคาจะเพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยราคาจะหยุดที่เส้นแนวรับนั่นเอง

ในขณะที่กราฟราคาแท่งเทียนอยู่ที่เส้นแนวต้าน ซึ่งแปลว่ามีความต้องการซื้อ  เทรดเดอร์ทั่วก็ไปมักคาดหวังว่า ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอีก

ให้เทรดเดอร์จำไว้ว่า เส้นแนวรับ แนวต้าน ไม่ได้เป็นระดับราคาที่ชัดเจนมากนัก  ทั้งแนวรับและแนวต้านเหล่านี้เป็นการเกิดขึ้นในช่วงช่องของราคา อย่างไรก็ตามเพื่อความสะดวกและความชัดเจนนักวิเคราะห์ด้านเทคนิคหลาย ๆ คนได้วาดเส้นแนวรับ แนวต้านไว้

การลากเส้นแนวรับแนวต้านนี้ เพื่อเป็นแสดงให้เห็นเท่านั้น มันจะใช้งานได้ดี ตราบเท่าที่เทรดเดอร์เข้าใจว่าเส้นแนวรับ แนวต้านนี้ แท้ที่จริงแล้ว คือเส้นที่เป็นตัวแทนของช่วงหรือโซนที่ต้องการ ของอุปสงค์ อุปทาน (ความต้องการซื้อและความต้องการขาย)

จะหาเส้นแนวรับ แนวต้านได้อย่างไรบ้าง?

1. หาการแกว่งตัวสูงสุด และการแกว่งตัวต่ำสุด / SWING HIGH SWING LOW

871.jfif

การแกว่งตัวสูงสุด และต่ำสุด ที่ใกล้ที่สุดเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ  ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการคาดการณ์ของเส้นแนวรับ และแนวต้าน
ทุกๆ จุดแกว่งตัว ไม่ว่าจะแกว่งตัวสูงสุดหรือต่ำสุด อาจเกิดขึ้นได้ที่เส้นแนวรับ แนวต้าน อย่างไรก็ตามเพื่อให้การเข้าซื้อขายมีประสิทธิภาพที่สุด ให้เทรดเดอร์มุ่งเน้นความสนใจไปที่การแกว่งตัวสูงสุด และการแกว่งตัวต่ำสุด ในแต่ละรอบหรือกรอบช่วงเวลา

2. หาการกลับตัวบนเส้นแนวรับ แนวต้าน / FLIPPING OF SUPPORT, RESISTANCE

872.jfif

การย้อนกลับของกราฟราคาแท่งเทียน หรือการพลิกกลับ (FLIPPING) เป็นแนวคิดที่สำคัญ สำหรับเส้นแนวรับและเส้นแนวต้าน  แปลความหมายได้ว่า เส้นแนวรับอาจจะเปลี่ยนเป็นเส้นแนวต้าน หรือเส้นแนวต้าน อาจจะเปลี่ยนเป็นเส้นแนวรับ

เมื่อกราฟราคาแท่งเทียน สามารถทะลุผ่านเส้นแนวรับไปได้ มันคือการแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุม จากผู้ซื้อไปยังผู้ขาย เส้นแนวรับจะกลายเป็นเส้นแนวต้าน ที่ผู้ขายมั่นใจว่าจะไม่สามารถทะลุขึ้นมาได้ เพราะเปลี่ยนจากเส้นแนวรับเป็นเส้นแนวต้านแล้ว

3. เส้นแนวรับ และเส้นแนวต้าน จากช่วงเวลาที่สูงขึ้น

873.jfif

สำหรับการจะพุ่งเป้าไปที่เส้นแนวรับ แนวต้านแล้วนั้น เทรดเดอร์สามารถหาเส้นแนวรับ แนวต้านนี้ได้ในช่วงเวลาที่สูงขึ้นได้ ก่อนที่เทรดเดอร์จะนำเอาไปใช้ในกรอบเวลาที่ตัวเทรดเดอร์ใช้งาน

ยกตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์สามารถทำบันทึกไว้ก่อนได้ถึงเส้นแนวรับ แนวต้านในกรอบเวลารายสัปดาห์ เมื่อได้กรอบเส้นแนวรับ แนวต้านรายสัปดาห์แล้ว (ลากเส้นเอาไว้ก่อน) หลังจากนั้น ให้เทรดเดอร์ย่อช่วงเวลาเป็นกรอบรายวัน เพื่อหาจังหวะในการเข้าซื้อขาย

วิธีนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์พุ่งเป้าให้ความสำคัญกับ เส้นแนวรับ แนวต้านพร้อมกับกราฟราคาแท่งเทียนว่า ทำปฎิกริยาอะไรบ้างเวลาที่กราฟราคาชนกับ เส้นแนวรับ หรือ เส้นแนวต้าน ให้เทรดเดอร์ฝึกฝนหมั่นสังเกตให้บ่อย วิธีนี้จะกลายเป็นวิธีที่เหมาะสมในช่วงเวลาไม่นาน
#97
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / ต่อ: Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - พฤษภาคม 26, 2026, 09:15:40 ก่อนเที่ยง
#98
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / Forex Signal
กระทู้ล่าสุด โดย narjant - พฤษภาคม 26, 2026, 09:05:27 ก่อนเที่ยง
✅สัญญาณเทรด 26/5/2026
 
Buy : XAUUSD

จุดเข้า : ตอนนี้

TP : 4550

SL : 4500
==================
Sig telegrame
#99
วิเคราะห์กราฟ Forex ประจำวัน / บทวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค BTCUS...
กระทู้ล่าสุด โดย support-2 - พฤษภาคม 26, 2026, 01:47:39 ก่อนเที่ยง
BtcUsd 26-05.jpg
คู่เงิน/สินค้า: BTCUSD
Bias: ขาขึ้น (LONG) เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นจากระดับล่างและได้รับการสนับสนุนจากโซนแนวรับที่แข็งแกร่ง พร้อมเกิดโครงสร้างการกลับตัวเพื่อปรับตัวขึ้นต่อตามทิศทางลูกศรสีน้ำเงิน
โซนสำคัญ: Support
แผน LONG: เน้นเปิดสถานะฝั่งซื้อเนื่องจากราคาสามารถยืนเหนือบริเวณ Support ได้อย่างมั่นคงและมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายด้านบน
Stop Loss (SL): อยู่ที่จุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): แบ่งเป้าหมายออกเป็น จุด TP1 ในภาพ, จุด TP2 ในภาพ และจุด TP3 ในภาพ ตามลำดับ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาปรับตัวลดลงจนหลุดบริเวณ Support และทะลุผ่านจุด SL ในภาพ ลงไป จะถือว่าแผนการเทรดนี้เป็นอันยกเลิก

-----

EurGbp 26-05.jpg
คู่เงิน/สินค้า: EURGBP
Bias: ขาลง (SHORT) เนื่องจากราคาเกิดการฟอร์มตัวเป็นโครงสร้างคลื่นต่ำลงและแสดงแนวโน้มที่จะปรับตัวลงต่อตามทิศทางลูกศรสีแดงหลังจากทดสอบแนวต้าน
โซนสำคัญ: Resistance
แผน SHORT: รอราคารีบาวด์ขึ้นมาทดสอบบริเวณ Resistance ก่อนจะปรับตัวร่วงลงต่อตามแนวโน้มเพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายกำไรตามลำดับ
Stop Loss (SL): อยู่ที่จุด SL ในภาพ
Take Profit x (TPx): แบ่งเป้าหมายออกเป็น จุด TP1 ในภาพ, จุด TP2 ในภาพ และจุด TP3 ในภาพ ตามลำดับ
เงื่อนไขเปลี่ยนมุมมอง: หากราคาไม่สามารถปรับตัวลงต่อและทะลุผ่านจุด SL ในภาพ ขึ้นไปได้ จะถือว่าแผนการเทรดนี้เป็นอันยกเลิก
#100
การวิเคราะห์ทางเทคนิค / กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วย...
กระทู้ล่าสุด โดย support-1 - พฤษภาคม 25, 2026, 10:50:35 หลังเที่ยง
กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายที่กราฟรูปแบบ ดาวตก / SHOOTING STAR เป็นรูปแบบแท่งเทียนกลับตัว มีลักษณะคล้ายกับค้อนคว่ำ ในบรรดาเทรดเดอร์ที่ใช้ เข้าทำการซื้อขายด้วย พฤติกรรมกราฟแท่งเทียนมักจะรู้จัก กราฟรูปแบบ SHOOTING STAR กันในอีกชื่อว่า ตะปู / PIN BAR

   แท่งเทียนรูปแบบ SHOOTING STAR จะมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงมาก ถ้าถูกวางในตำแหน่งที่ถูกที่ ถูกทาง

   เมื่อใดที่เทรดเดอร์เข้าใจแล้วว่า การเข้าทำการซื้อขายด้วยรูปแบบดาวตกเป็นอย่างไรแล้ว?  เทรดเดอร์ก็จะเข้าใจว่า ทำไมรูปแบบแท่งเทียน กลับตัวที่จะก้าวไปสู่ตลาดหมี เพียงรูปแบบเดียวนี้ จึงมีพลังมากนัก

นิยามของกราฟแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR

   กราฟแท่งเทียนรูปแบบ SHOOTING STAR เป็นรูปแบบของกราฟแท่งเทียนกลับตัว โดยจะมีลักษณะมีหางยาวที่ด้านบนของแท่งเทียน และมีเนื้อเทียนเพียงเล็กน้อย  ถ้าในแง่การวิเคราะห์ทางเทคนิค กราฟแท่งเทียนดาวตก เป็นกราฟแท่งเทียนเดี่ยวไม่ต้องพึ่งพาแท่งเทียนอื่นๆ ประกอบ

รูปด้านล่างเป็นรูปแบบเชิงเทียนที่ดีของ SHOOTING STAR :

868.png

   กราฟรูปแบบ SHOOTING STAR นี้ ขึ้นอยู่กับการตั้งค่ากราฟราคาแท่งเทียนของเทรดเดอร์ เนื้อเทียนจริงๆ จะคล้ายกับรูปแบบ ค้อนกลับตัว และรูปแบบ SHOOTING STAR นี้ สามารถเป็นแท่งเทียนได้ทั้งสองตลาด ไม่ว่าจะเป็น แท่งเทียนแบบตลาดขาขึ้น / ตลาดกระทิง หรือ แท่งเทียนแบบตลาดขาลง / ตลาดหมี  แต่อย่างไรก็ตาม กราฟรูปแบบ SHOOTING STAR ที่มี ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด จะมีกำลังมากกว่า

คุณสมบัติเด่นชัด อีกประการหนึ่งของ กราฟแท่งเทียนรูป SHOOTING STAR คือต้องมีขนาดหางที่ยาว อย่างน้อย 2-3 เท่าของเนื้อเทียน

นี่คือลักษณะของรูปแบบ SHOOTING STAR  ที่เกิดขึ้นจริงในแผนภูมิแท่งเทียน :

867.jfif

 กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วยกราฟราคาแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR

   กลยุทธ์นี้ เป็นวิธีการซื้อขายที่ง่าย แต่มีประสิทธิภาพมาก เทรดเดอร์สามารถเข้าซื้อขายได้ ทั้ง หุ้น สกุลเงินฟอเร็กซ์ หรือสินค้าฟิวเจอร์ส และแม้แต่สกุลเงินดิจิตอลผ่านกรอบเวลาต่าง ๆ ชนิดและประเภทของการตั้งค่าต่าง ๆ ก่อนการเข้าทำการซื้อขาย จะเสนอผ่านกลยุทธ์การเข้าซื้อขายแบบกราฟราคากลับตัวนี้ มีอัตราความสำเร็จสูงอย่างน่าอัศจรรย์

   อย่างไรก็ตามข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ กราฟแท่งเทียน รูปแบบนี้ จะปรากฏในกราฟราคาแท่งเทียนของเทรดเดอร์เป็นระยะ ๆ ให้เทรดเดอร์มาเริ่มกันที่ ขั้นตอนต่อไปนี้


การตั้งค่า สำหรับกลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขาย ในรูปแบบ SHOOTING STAR

•   กรอบระยะเวลา : กรอบระยะเวลา ทุกกรอบระยะเวลา แนะนำที่ 1 ชั่วโมงขึ้นไป

•   คู่สกุลเงิน : ทุกคู่สกุลเงิน

•   เครื่องบ่งชี้ : CHAIKIN MONEY FLOW (CMF)

•   ความรู้เรื่อง : รูปแบบแท่งเทียน SHOOTING STAR, การมองแนวโน้ม



869.jfif

   ขั้นตอนที่ หนึ่ง : ให้เทรดเดอร์ใส่ เครื่องบ่งชี้ CHAIKIN MONEY FLOW (CMF)  ในกรอบเวลาที่ต้องการ นี่เป็นเครื่องมือทางเทคนิคเพิ่มเติมเพียงอย่างเดียวที่จะให้เทรดเดอร์ใช้เพื่อยืนยันความถูกต้องของกราฟแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR

   การใช้อินดิเคเตอร์ CMF ทำให้เทรดเดอร์สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่ง ความถูกต้องของกราฟราคา SHOOTING STAR จะได้รับการยืนยันหรือทำให้ใช้งานได้ทันที


   ขั้นตอนที่ สอง : ให้เทรดเดอร์มองหากราฟแท่งเทียนรูปแบบ SHOOTING STAR หลังจากที่กราฟราคา วิ่งขึ้นมาด้วยแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง หรือโดยพื้นฐานแล้ว ให้เทรดเดอร์มองหาตลาดกระทิงที่กำลังอ่อนกำลังลง

   หลังจากที่เทรดเดอร์พบเห็นกราฟแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR ในช่วงตลาดขาขึ้นแล้ว ก็ให้เทรดเดอร์มากันที่ ขั้นตอนที่ สามกันต่อได้เลย

   ขั้นตอนที่ สาม : ให้เทรดเดอร์มองไปที่ อินดิเคเตอร์ CHAIKIN MONEY FLOW (CMF) โดยเส้นราคาค่าเฉลี่ยในอินดิเคเตอร์  CMF นี้ จะต้องต่ำกว่า LEVEL 0


   ขั้นตอนที่ สี่ : ต่อมา เมื่อเทรดเดอร์พบกราฟแท่งเทียนรูปแบบในขั้นตอนที่ 2 แล้ว พบเครื่องบ่งชี้ CMF มีเส้นค่าเฉลี่ย ต่ำกว่า LEVEL 0 แล้ว ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งขายล่วงหน้าที่ใต้แท่งเทียนรูปแบบ SHOOTING STAR ประมาณ 2-3 PIPS หรือ เทรดเดอร์สามารถเปิดคำสั่งขายได้ทันที ที่กราฟราคาแท่งเทียนดังกล่างปิดตัวลง ไม่มีอะไรซับซ้อนเกี่ยวกับกลยุทธ์การเข้าทำการขายนี้

870.jfif

  ขั้นตอนที่  ห้า : ให้เทรดเดอร์วางคำสั่งป้องกันการขาดทุนที่ตำแหน่งเหนือระดับสูงสุดของ SHOOTING STAR CANDLE ประมาณ 5-10 PIPS เป็นการป้องกันสำหรับการ  BREAKOUTS ที่เป็นเท็จ ที่อาจเป็นไปได้


   บทสรุป – กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายในกราฟแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR ที่ดีที่สุด

   กลยุทธ์การเข้าทำการซื้อขายด้วยกราฟแท่งเทียนรูปแบบ SHOOTING STAR นี้ เป็นหนึ่งในวิธีการเข้าทำการซื้อขาย ที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการพลิกผันแนวโน้มการค้า ด้วย รูปแบบกราฟแท่งเทียนเพียงแท่งเดียวนี้

   ในความเป็นจริงให้เทรดเดอร์มองดู องค์ประกอบเรื่องแนวโน้มมาเป็นหลักแรก (ขั้นตอนที่ หนึ่ง) หลังจากนั้นก็เทรดเดอร์ก็สามารถกระทำการโดยใช้ขั้นตอนที่ สอง สาม สี่ และห้าต่อไปได้

   กลยุทธ์นี้ สามารถเสนอหนึ่งในความเสี่ยงที่น่าสนใจที่สุดในการให้คะแนนอัตราส่วน เทรดเดอร์สามารถเสี่ยงระหว่าง 10 และ 30 PIPS และมองหากำไรระหว่าง 200 และ 300 PIPS ซึ่งให้กำไร 20 เท่าหรือ 30 เท่าของความเสี่ยงได้เลย

   เทรดเดอร์อย่าลืม พิจารณาสิ่งต่อไปนี้ ในข้างต้น สำหรับในครั้งต่อ ๆ ไป เมื่อเทรดเดอร์สามารถหากราฟแท่งเทียน รูปแบบ SHOOTING STAR ที่สอดคล้องกับกฎทั้งหมดที่ระบุไว้ในคู่มือกลยุทธ์การซื้อขายนี้